เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู

บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู

บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู


บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู

จอมเซียนแห่งวิถีควบคุมอสูรงั้นรึ?

แต่ทว่าคนผู้นี้—กลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับเป็นพลังอำนาจอันดุดันของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โดยแท้!

อีกทั้ง ต่อให้เขาจะสำเร็จวิชาควบคุมอสูรด้วย แต่เขาก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นผสานวิถี เหตุใดถึงสามารถกดข่มข้าได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้?!

เฉินซานซือยังคงยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา สายตาทอดมองไปยังจวงเก๋อที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ สัตว์เทพทั้งสามตนหมุนตัวกลับทิศทาง พุ่งเข้าล้อมรอบเจ้านายของพวกมันไว้จนมิด

“ไอ้เดรัจฉาน!” จวงเก๋อตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าคิดจะล้างครูสังหารนาย!”

เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ เขาจึงรีบประสานมือร่ายอาคม

หวังจะใช้สัญญาจิตอสูรเพื่อสังหารสัตว์เทพทั้งสามทิ้งเสีย

แต่แล้ว…เขากลับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าตราประทับอาคมที่ควบคุมความเป็นตายของอสูรเหล่านั้น กลับถูกกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินแทรกแซงจนไม่อาจก่อตัวขึ้นได้เลย

ภาพเหตุการณ์นี้ สัตว์เทพทั้งสามย่อมเห็นได้ถนัดตา ราวกับว่าพวกมันมีความแค้นเคืองต่อคนตรงหน้าอยู่เป็นทุนเดิม

เมื่อไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกต่อไป พวกมันจึงโถมเข้าใส่ทันที วิชาเทพหลากรูปแบบระดมฟาดฟันลงมาดุจพายุห่าใหญ่

ผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า จวงเก๋อก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น บาดเจ็บสาหัส

“ถอยไป”

เฉินซานซือไม่ได้สังหารอีกฝ่ายในทันที แต่หยิบถุงเก็บสมบัติออกมาเก็บสัตว์เทพทั้งสามไว้ ก่อนจะหันมามองผู้ฝึกตนขั้นผสานวิถีที่บาดเจ็บเจียนตาย

“เป็นข้า…ที่ตาไม่ถึงเอง!” จวงเก๋อใบหน้าอาบไปด้วยเลือด กัดฟันกรอด “จะฆ่าก็ฆ่าเสีย!”

“บอกมา” เฉินซานซือเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าถึงต้องรวบรวมผลึกพวกนี้ และคิดจะใช้พวกมันอย่างไร?”

“ไปตายเสีย!”

จวงเก๋อคว้าดาบบินที่ตกอยู่ รวบรวมพลังเวทเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าใส่

“ฉึก!”

ปลายหอกหอกแทงทะลุร่าง

เมื่อเฉินซานซือปลิดชีพอีกฝ่ายแล้ว เขาจึงยื่นมือออกไปคว้าจิตวิญญาณของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนจะใช้วิชา ‘ค้นจิตถอดวิญญาณ’ เริ่มตรวจสอบความทรงจำของคนผู้นี้

เป็นเช่นนี้นี่เอง...

เรื่องราวนั้นเรียบง่ายนัก เมื่อหลายพันปีก่อน อาจารย์ของคนผู้นี้เคยมาที่ตำหนักว่านหลัวแห่งนี้ครั้งหนึ่ง

แม้จะไม่ได้สืบทอดมรดกชิ้นสุดท้าย แต่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตออกไปได้ และด้วยความบังเอิญทำให้ได้รู้ถึงวิธีใช้ผลึก

รวมถึงข้อมูลที่มีประโยชน์อีกมากมาย

ดังนั้น เมื่อจวงเก๋อสืบทอดวิชาจากอาจารย์ จึงได้เดินทางมาตามหาสมบัติในตำหนักว่านหลัวแห่งนี้

“โครม!”

เฉินซานซือใช้ไฟนิพพานเผาทำลายจิตวิญญาณของจวงเก๋อจนมอดไหม้ ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของแดนลับ

จากความทรงจำของจวงเก๋อ ไม่เพียงแต่ทำให้เขารู้ถึงวิธีใช้ผลึกและสถานที่เก็บของวิเศษที่ต้องการ แต่ยังได้เบาะแสเกี่ยวกับมรดกชิ้นสุดท้ายมาด้วย

เขาไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที

ประมาณสองชั่วยามให้หลัง เขาก็มาถึงใต้หน้าผาแห่งหนึ่ง

ที่นี่คือลานประลองร้าง พื้นดินปูด้วยหยกขาวบริสุทธิ์ ทว่ากาลเวลาอันยาวนานได้พรากความงดงามเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น…ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีแดงเข้มที่แห้งกรัง ในสายลมหนาวที่พัดผ่านแว่วเสียงคร่ำครวญอันว่างเปล่าและโหยหวน

ที่มุมหนึ่งของลานประลอง มีศพคนตายแห้งกรังอยู่มากมาย เฉินซานซือสังเกตดูอย่างละเอียด พบว่าระดับพลังก่อนตายของคนเหล่านั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีทั้งยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เซียน ไปจนถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวมจิตและขั้นเเก่นทองคำ

ส่วนสาเหตุการตาย…ดูเหมือนจะถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น

สายตาของเฉินซานซือเลื่อนไปที่ใจกลางลานประลอง ตรงนั้นมีส่วนที่นูนขึ้นมา แต่ถูกเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมไว้จนมองไม่ออกว่ารูปร่างเดิมเป็นเช่นไร

เขาดีดนิ้วส่งเปลวไฟเผาทำลายเถาวัลย์ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างใต้

นั่นคือรูปปั้นเต่าหิน

เต่าหินหมอบราบอยู่กับพื้น ลวดลายบนกระดองเลือนรางและเต็มไปด้วยรอยแตกละเอียด ราวกับจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ หัวเต่าเชิดขึ้นเล็กน้อย

ดวงตาทั้งสองที่เล็กเท่าเมล็ดถั่วฝังด้วยผลึกสีม่วงครามที่หม่นแสงจนแทบจะไร้ประกาย ปากเต่าอ้าออกเล็กน้อยกลายเป็นช่องว่างเล็กๆที่ดูไม่สะดุดตา

แท่นรับเครื่องสังเวยกุยซวี

นี่คือเบาะแสที่เฉินซานซือได้รับมาจากความทรงจำของจวงเก๋อ

เขาหยิบถุงเก็บสมบัติออกมา

ผลึกจำนวนมหาศาลภายในนั้นพลันกลายเป็นสายธารแสงพุ่งเข้าไปในปากของเต่าหิน รอยแตกบนกระดองเต่าที่เคยเลือนรางพลันส่องสว่างขึ้น…ภายใต้การโอบล้อมของแสงสีน้ำเงินคราม มันกลับก่อตัวเป็นแผนที่ดวงดาวที่ลึกลับซับซ้อน!

ในพริบตาต่อมา จิตสัมผัสของเฉินซานซือก็ถูกดึงเข้าสู่มิติอื่น

เบื้องหน้าของเขาคือร้านค้าแห่งหนึ่ง...สถานที่แห่งนี้คล้ายคลึงกับตอนที่เขาอยู่ที่ตำหนักเซียนหลัวเซียวมาก

เขารีบกวาดสายตามองหาสิ่งของภายในร้าน

[เมล็ดบัวแห่งการเวียนว่ายตายเกิด]: พฤกษาเทพยุคบรรพกาล เมื่อกินเข้าไปจะสามารถนำความทรงจำติดตัวไปเกิดใหม่และบำเพ็ญเพียรต่อได้ [ราคา: 150 ผลึก]

[ดาบเทพคืนกำเนิด]: ศาสตราโบราณยุคบรรพกาล ฟาดฟันหมื่นวิถี ปราบปีศาจทำลายอธรรม ครอบครองดาบเล่มนี้จะช่วยรักษาจิตดาบให้กระจ่างแจ้ง [ราคา: 150 ผลึก]

[เถาวัลย์บ่มเพาะวิถีแห่งกุยซวี]: พฤกษาเทพยุคบรรพกาล ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ใช้สำหรับปกป้องกาย สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ระดับปรมาจารย์เซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [ราคา: 180 ผลึก]

และอื่นๆอีกมากมาย สินค้าในร้านมีให้เลือกหลากหลายและล้วนเป็นของล้ำค่า

ทว่าสำหรับเฉินซานซือ นอกจากของที่ใช้สำหรับข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว สิ่งอื่นๆก็ไม่ได้จำเป็นเท่าใดนัก จนกระทั่งเขาเห็นบรรทัดเล็กๆ ที่ด้านล่างสุดของชั้นวางของ รูม่านตาของเขาก็พลันสั่นระริก

[โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู]: โอสถตกทอดจากยุคบรรพกาล ปรุงขึ้นโดยยอดฝีมือท่านแรกที่สำเร็จวิชาโอสถจนบรรลุถึงขอบเขตเซียนจักรพรรดิ

เมื่อกินเข้าไปแล้วต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในการดูดซับและย่อยสลาย เพื่อชำระล้างไขกระดูก เปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นและกระดูก พลิกโฉมร่างกายให้มีพรสวรรค์ระดับหนึ่งของโลก อีกทั้งยังสัมผัสถึงเต๋าแห่งสวรรค์และดูดซับ ‘ชะตาฟ้าแห่งเผ่ามนุษย์’ ได้ส่วนหนึ่ง (ปริมาณขึ้นอยู่กับตัวบุคคล)

นอกจากนี้ยังได้รับ ‘กายาอมตะวิถี’ สามารถจุติใหม่ได้สามครั้ง

ทุกครั้งที่จุติใหม่ระดับพลังต้นกำเนิดจะสูงขึ้น หลังผ่านไปสามครั้งจะสำเร็จเป็นขอบเขต ‘กึ่งจักรพรรดิ’ โดยตรง แต่ไม่อาจทะลุทะลวงสู่ขอบเขตเซียนจักรพรรดิได้อีก

นี่คือโอสถรึ?!

เพียงโอสถเม็ดเดียวกลับมีอานุภาพถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!

เฉินซานซือผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่เมื่อเห็นของชิ้นนี้เขาก็ยังคงตกตะลึงจนสุดจะบรรยาย

เขารู้ดีว่าโอสถเม็ดนี้หมายถึงอะไร ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่มีรากปราณปลอมหากกินเข้าไป ก็สามารถกลายเป็นรากปราณสวรรค์ได้ในทันที และยังได้รับชะตาฟ้าแห่งเผ่ามนุษย์ติดตัวมาด้วย

ชะตาฟ้าส่วนนี้ คือกุญแจสำคัญที่บ่งบอกถึงขีดจำกัดในอนาคต

ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือผลลัพธ์ที่ตามมา…หลังจุติใหม่สามครั้ง ก็สำเร็จเป็นขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ!

นอกจากจะมีชีวิตเพิ่มขึ้นถึงสามครั้ง ยังสามารถบรรลุถึงระดับที่สูงส่งที่สุดได้อีก

หากโอสถนี้ตกไปอยู่ในมือผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ธรรมดา เพียงไม่กี่พันปีเขาก็จะกลายเป็นระดับปรมาจารย์เซียน ต่อให้ตายระหว่างทางกี่ครั้งก็ไม่ดับสูญ แต่กลับจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนกลายเป็นขอบเขตกึ่งจักรพรรดิโดยตรง!

โอสถนี้หากหลุดออกไปย่อมทำให้ผู้ฝึกตนทั้งใต้หล้าคลุ้มคลั่งอย่างแน่นอน!

[ราคา: 200 ผลึก] [จำนวนคงเหลือ: 1]

ราคาไม่แพงเลยด้วยซ้ำ!

เฉินซานซือไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบซื้อ ‘โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู’ เม็ดนี้มาทันที

เขารีบคว้าโอสถสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้าดุจตะวันออกมาตรวจสอบดู ผลปรากฏว่าไม่มีปัญหาอันใด สรรพคุณดูเหมือนจะเป็นของจริง!

น่าเสียดายที่ต้องใช้เวลาถึงร้อยปีในการดูดซับ หากกินตอนนี้ได้เลย เขาคงไม่ต้องกังวลเรื่องการตามล่าจากใครอีก และการเดินทางในตำหนักว่านหลัวครั้งนี้คงง่ายดายขึ้นอีกมาก

หลังจากซื้อโอสถเสร็จ เฉินซานซือก็กวาดซื้อของที่เหลือจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม ก่อนจะหันมาสังเกตการณ์รอบข้างด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด

ทว่า…ไอพลังที่ติดตามเขามาเมื่อครู่ กลับไม่ปรากฏตัวอีกเลย

หรือว่าจะเป็นเขาที่คิดไปเอง?

“โครม...”

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ลานประลองทั้งแห่งก็เริ่มสั่นสะเทือน ในระยะห่างจากรูปปั้นเต่าหินไปหนึ่งวา ก็ปรากฏค่ายกลเคลื่อนย้ายผุดขึ้นมา

นี่คือค่ายกลที่มุ่งหน้าสู่สถานที่ทดสอบสุดท้าย ตามความทรงจำของจวงเก๋อ แม้ระดับพลังใดก็สามารถเข้าไปได้ แต่ที่ผ่านมาคนที่เข้าไปได้ล้วนเป็นระดับจอมเซียนขึ้นไปทั้งสิ้น

อย่าได้ผลีผลาม!

เฉินซานซือระงับความใจร้อนที่จะบุกเข้าไป เขาตัดสินใจถอยออกมาก่อน เพื่อไปยังคลังสมบัติอีกแห่งเพื่อเพิ่มระดับพลังของตนให้ถึงขั้นจอมเซียนเสียก่อน

เขารีบออกเดินทางไปยังยอดเขาจิตวิญญาณแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้

บนยอดเขานั้น เขารีบขจัดไอพลังที่บดบังทัศนียภาพ และพบกับอาคารสิ่งก่อสร้างที่กำลังจะพังทลายอยู่ตรงกลางเขาตามความทรงจำของจวงเก๋อ นี่คือ ‘หอเก็บสมบัติ’

เขาใช้ป้ายคำสั่งเปิดประตูเข้าไป ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำเอาเขาผิดหวังอย่างหนัก

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เห็นได้ชัดว่าเคยเกิดการแย่งชิงกันอย่างดุเดือด พื้นดินเต็มไปด้วยศพและของวิเศษที่พังเสียหาย

โชคยังดีที่ของที่เขาต้องการยังอยู่

มันคือหินสีเทาน้ำตาลก้อนหนึ่งที่ดูธรรมดาสามัญ

เขาใช้พลังคว้ามาในมือ ก่อนจะกะเทาะผิวหินออก เผยให้เห็นผลึกที่ส่องประกายห้าสีอยู่ภายใน

นี่คือ…ศิลาซ่อมฟ้า!

ศิลาซ่อมฟ้าก้อนนี้คือของจริงที่ยังไม่ผ่านการเจือจางเหมือนที่เขาเคยได้รับมา หากดูดซับปราณวิญญาณจากก้อนนี้ ย่อมช่วยเพิ่มระดับพลังได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!

เขามั่นใจว่าจะสามารถใช้เวลาไม่นานในการบุกทะลวงสู่ขอบเขตจอมเซียนได้ที่นี่

เขาจัดการเก็บของที่ยังใช้ได้ในหอเก็บสมบัติจนหมดสิ้น และกำลังจะหันหลังกลับ

ทว่าในตอนนั้นเอง...บนฟากฟ้ากลับปรากฏแสงไฟสายหนึ่ง ย้อมกลุ่มเมฆจนกลายเป็นสีเลือด

“สหายเฉิน…ข้าตามหาเจ้าเสียเหนื่อยเลยนะ”

ร่างระหงร่างหนึ่งร่อนลงจากฟากฟ้า นางสวมชุดเกราะแนบเนื้อสีทองแดง ชายกระโปรงและเส้นผมปลิวไสวราวกับน้ำตกแห่งเปลวเพลิง...

จอมเซียนธาตุไฟ ฉือเหลี่ยน!

สีหน้าของเฉินซานซือเรียบเฉย เขาพยายามปกปิดร่องรอยทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายก็ยังถูกนางตามจนเจอ ไม่รู้ว่าทางด้านศิษย์พี่ฟางจะเป็นอย่างไรบ้าง

“สหายธาตุไฟ”

“ทัศนคติของข้ายังเหมือนเดิม พวกเจ้าทั้งห้าคนไม่จำเป็นต้องสู้กับข้าจนถึงตาย ข้าไม่ได้โอ้อวด แต่หากพวกเจ้าให้ความสะดวกแก่ข้า วันหน้าเมื่อพวกเจ้าได้บรรลุเป็นปรมาจารย์เซียน ย่อมง่ายดายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้”

“หึ...” ริมฝีปากสีแดงสดของฉือเหลี่ยนยกยิ้มอย่างดูแคลน

“ฟังจากน้ำเสียงเจ้าแล้ว คิดจะให้พวกเราไปเป็นลูกน้องเจ้างั้นรึ? อยากให้ข้าไปเป็นสุนัขรับใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้

แต่ว่า...”

นางเว้นจังหวะ พลังปราณที่รุนแรงราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งระเบิดออกจากร่าง

“ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีดีแค่ไหน!”

นางกระชับหอกโลหะหลอมละลายที่หนักดุจขุนเขาไว้ในมือ ไอความร้อนระอุพุ่งพล่านจนอากาศรอบข้างสั่นสะเทือน

นางพุ่งร่างเข้าใส่ดุจสายฟ้าสีทอง ฟาดอาวุธเข้าหาชายชุดขาวด้วยแรงกดดันมหาศาล

ก่อนที่อาวุธจะถึงตัว พื้นดินใต้เท้าเฉินซานซือก็เริ่มหลอมละลาย

เขาไม่ถอยแต่กลับรุก หอกมังกรประกายเงินพุ่งทะยานออกไป

“เคร้ง!”

เสียงปะทะดังกัมปนาทราวกับดวงดาวพุ่งชน ร่างของเฉินซานซือถอยร่นไปด้านหลัง

สมกับเป็นจอมเซียนธาตุไฟ—เขารู้สึกได้เลยว่ากฎเกณฑ์แห่งธาตุไฟทั่วทั้งผืนฟ้าดินต่างเชื่อฟังคำสั่งของนาง….หากเขาไม่มีคุณสมบัติ [เจ้าแห่งวิชาไฟ] ติดตัว เกรงว่าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางแน่

“โอ้?”

ดวงตาของฉือเหลี่ยนฉายแววประหลาดใจ

นางคือจอมเซียนธาตุไฟตัวจริง

คนผู้นี้ก็ฝึกวิชาธาตุไฟเช่นกัน แม้จะฝึกวิถีเซียนด้วยแต่ก็น่าจะถูกนางข่มขวัญจนพ่ายแพ้ไปแล้ว

แต่เมื่อครู่ นางกลับพบว่าตนไม่สามารถแย่งชิงกฎเกณฑ์ธาตุไฟจากอีกฝ่ายได้!

นี่คนผู้นี้ยังไม่ทันบรรลุเป็นจอมเซียน แต่กลับมีราศีของจอมเซียนแล้วหรือ?!

“เอาใหม่!”

ฉือเหลี่ยนลงมืออีกครั้ง หอกสีทองดุจมังกรเพลิงร่ายรำไปรอบตัวนาง พุ่งเข้ากัดกินชายชุดขาวครั้งแล้วครั้งเล่า

“เคร้ง เคร้ง เคร้ง!”

ทว่า ไม่ว่านางจะใช้กระบวนท่าใด เฉินซานซือก็สามารถสลายการโจมตีได้อย่างง่ายดาย

อีกทั้งยังโต้กลับได้อย่างแยบยล และที่สำคัญที่สุด…คนผู้นี้ไม่ได้ใช้ปราณแท้จริงหรือพลังเวทแต่ใช้สิ่งที่บริสุทธิ์กว่านั้น!

ปราณต้นกำเนิด!

ไอ้เด็กนี่...วิทยายุทธ์ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

มิน่าเล่าถึงได้สร้างวิถีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ได้ มีเพียงผู้ที่ฝึกวิทยายุทธ์ด้วยกันเท่านั้น ถึงจะสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวนี้!

…………

จบบทที่ บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู

คัดลอกลิงก์แล้ว