- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู
บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู
บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู
บทที่ 665 : โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู
จอมเซียนแห่งวิถีควบคุมอสูรงั้นรึ?
แต่ทว่าคนผู้นี้—กลิ่นอายที่แผ่ออกมา กลับเป็นพลังอำนาจอันดุดันของผู้ฝึกวิทยายุทธ์โดยแท้!
อีกทั้ง ต่อให้เขาจะสำเร็จวิชาควบคุมอสูรด้วย แต่เขาก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นผสานวิถี เหตุใดถึงสามารถกดข่มข้าได้อย่างสมบูรณ์เช่นนี้?!
เฉินซานซือยังคงยืนนิ่งสงบดุจขุนเขา สายตาทอดมองไปยังจวงเก๋อที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ สัตว์เทพทั้งสามตนหมุนตัวกลับทิศทาง พุ่งเข้าล้อมรอบเจ้านายของพวกมันไว้จนมิด
“ไอ้เดรัจฉาน!” จวงเก๋อตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “พวกเจ้าคิดจะทำอะไร? อย่าบอกนะว่าคิดจะล้างครูสังหารนาย!”
เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มควบคุมไม่ได้ เขาจึงรีบประสานมือร่ายอาคม
หวังจะใช้สัญญาจิตอสูรเพื่อสังหารสัตว์เทพทั้งสามทิ้งเสีย
แต่แล้ว…เขากลับต้องตกตะลึง เมื่อพบว่าตราประทับอาคมที่ควบคุมความเป็นตายของอสูรเหล่านั้น กลับถูกกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินแทรกแซงจนไม่อาจก่อตัวขึ้นได้เลย
ภาพเหตุการณ์นี้ สัตว์เทพทั้งสามย่อมเห็นได้ถนัดตา ราวกับว่าพวกมันมีความแค้นเคืองต่อคนตรงหน้าอยู่เป็นทุนเดิม
เมื่อไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกต่อไป พวกมันจึงโถมเข้าใส่ทันที วิชาเทพหลากรูปแบบระดมฟาดฟันลงมาดุจพายุห่าใหญ่
ผ่านไปเพียงไม่กี่กระบวนท่า จวงเก๋อก็อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่น บาดเจ็บสาหัส
“ถอยไป”
เฉินซานซือไม่ได้สังหารอีกฝ่ายในทันที แต่หยิบถุงเก็บสมบัติออกมาเก็บสัตว์เทพทั้งสามไว้ ก่อนจะหันมามองผู้ฝึกตนขั้นผสานวิถีที่บาดเจ็บเจียนตาย
“เป็นข้า…ที่ตาไม่ถึงเอง!” จวงเก๋อใบหน้าอาบไปด้วยเลือด กัดฟันกรอด “จะฆ่าก็ฆ่าเสีย!”
“บอกมา” เฉินซานซือเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าถึงต้องรวบรวมผลึกพวกนี้ และคิดจะใช้พวกมันอย่างไร?”
“ไปตายเสีย!”
จวงเก๋อคว้าดาบบินที่ตกอยู่ รวบรวมพลังเวทเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าใส่
“ฉึก!”
ปลายหอกหอกแทงทะลุร่าง
เมื่อเฉินซานซือปลิดชีพอีกฝ่ายแล้ว เขาจึงยื่นมือออกไปคว้าจิตวิญญาณของอีกฝ่ายไว้แน่น ก่อนจะใช้วิชา ‘ค้นจิตถอดวิญญาณ’ เริ่มตรวจสอบความทรงจำของคนผู้นี้
เป็นเช่นนี้นี่เอง...
เรื่องราวนั้นเรียบง่ายนัก เมื่อหลายพันปีก่อน อาจารย์ของคนผู้นี้เคยมาที่ตำหนักว่านหลัวแห่งนี้ครั้งหนึ่ง
แม้จะไม่ได้สืบทอดมรดกชิ้นสุดท้าย แต่ก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตออกไปได้ และด้วยความบังเอิญทำให้ได้รู้ถึงวิธีใช้ผลึก
รวมถึงข้อมูลที่มีประโยชน์อีกมากมาย
ดังนั้น เมื่อจวงเก๋อสืบทอดวิชาจากอาจารย์ จึงได้เดินทางมาตามหาสมบัติในตำหนักว่านหลัวแห่งนี้
“โครม!”
เฉินซานซือใช้ไฟนิพพานเผาทำลายจิตวิญญาณของจวงเก๋อจนมอดไหม้ ก่อนจะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของแดนลับ
จากความทรงจำของจวงเก๋อ ไม่เพียงแต่ทำให้เขารู้ถึงวิธีใช้ผลึกและสถานที่เก็บของวิเศษที่ต้องการ แต่ยังได้เบาะแสเกี่ยวกับมรดกชิ้นสุดท้ายมาด้วย
เขาไม่รอช้ารีบมุ่งหน้าไปยังจุดหมายทันที
ประมาณสองชั่วยามให้หลัง เขาก็มาถึงใต้หน้าผาแห่งหนึ่ง
ที่นี่คือลานประลองร้าง พื้นดินปูด้วยหยกขาวบริสุทธิ์ ทว่ากาลเวลาอันยาวนานได้พรากความงดงามเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น…ทั่วบริเวณเต็มไปด้วยเถาวัลย์สีแดงเข้มที่แห้งกรัง ในสายลมหนาวที่พัดผ่านแว่วเสียงคร่ำครวญอันว่างเปล่าและโหยหวน
ที่มุมหนึ่งของลานประลอง มีศพคนตายแห้งกรังอยู่มากมาย เฉินซานซือสังเกตดูอย่างละเอียด พบว่าระดับพลังก่อนตายของคนเหล่านั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีทั้งยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์เซียน ไปจนถึงผู้ฝึกตนขั้นหลอมรวมจิตและขั้นเเก่นทองคำ
ส่วนสาเหตุการตาย…ดูเหมือนจะถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น
สายตาของเฉินซานซือเลื่อนไปที่ใจกลางลานประลอง ตรงนั้นมีส่วนที่นูนขึ้นมา แต่ถูกเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมไว้จนมองไม่ออกว่ารูปร่างเดิมเป็นเช่นไร
เขาดีดนิ้วส่งเปลวไฟเผาทำลายเถาวัลย์ เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ข้างใต้
นั่นคือรูปปั้นเต่าหิน
เต่าหินหมอบราบอยู่กับพื้น ลวดลายบนกระดองเลือนรางและเต็มไปด้วยรอยแตกละเอียด ราวกับจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ หัวเต่าเชิดขึ้นเล็กน้อย
ดวงตาทั้งสองที่เล็กเท่าเมล็ดถั่วฝังด้วยผลึกสีม่วงครามที่หม่นแสงจนแทบจะไร้ประกาย ปากเต่าอ้าออกเล็กน้อยกลายเป็นช่องว่างเล็กๆที่ดูไม่สะดุดตา
แท่นรับเครื่องสังเวยกุยซวี
นี่คือเบาะแสที่เฉินซานซือได้รับมาจากความทรงจำของจวงเก๋อ
เขาหยิบถุงเก็บสมบัติออกมา
ผลึกจำนวนมหาศาลภายในนั้นพลันกลายเป็นสายธารแสงพุ่งเข้าไปในปากของเต่าหิน รอยแตกบนกระดองเต่าที่เคยเลือนรางพลันส่องสว่างขึ้น…ภายใต้การโอบล้อมของแสงสีน้ำเงินคราม มันกลับก่อตัวเป็นแผนที่ดวงดาวที่ลึกลับซับซ้อน!
ในพริบตาต่อมา จิตสัมผัสของเฉินซานซือก็ถูกดึงเข้าสู่มิติอื่น
เบื้องหน้าของเขาคือร้านค้าแห่งหนึ่ง...สถานที่แห่งนี้คล้ายคลึงกับตอนที่เขาอยู่ที่ตำหนักเซียนหลัวเซียวมาก
เขารีบกวาดสายตามองหาสิ่งของภายในร้าน
[เมล็ดบัวแห่งการเวียนว่ายตายเกิด]: พฤกษาเทพยุคบรรพกาล เมื่อกินเข้าไปจะสามารถนำความทรงจำติดตัวไปเกิดใหม่และบำเพ็ญเพียรต่อได้ [ราคา: 150 ผลึก]
[ดาบเทพคืนกำเนิด]: ศาสตราโบราณยุคบรรพกาล ฟาดฟันหมื่นวิถี ปราบปีศาจทำลายอธรรม ครอบครองดาบเล่มนี้จะช่วยรักษาจิตดาบให้กระจ่างแจ้ง [ราคา: 150 ผลึก]
[เถาวัลย์บ่มเพาะวิถีแห่งกุยซวี]: พฤกษาเทพยุคบรรพกาล ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ใช้สำหรับปกป้องกาย สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ระดับปรมาจารย์เซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ [ราคา: 180 ผลึก]
และอื่นๆอีกมากมาย สินค้าในร้านมีให้เลือกหลากหลายและล้วนเป็นของล้ำค่า
ทว่าสำหรับเฉินซานซือ นอกจากของที่ใช้สำหรับข้ามผ่านทัณฑ์สวรรค์แล้ว สิ่งอื่นๆก็ไม่ได้จำเป็นเท่าใดนัก จนกระทั่งเขาเห็นบรรทัดเล็กๆ ที่ด้านล่างสุดของชั้นวางของ รูม่านตาของเขาก็พลันสั่นระริก
[โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู]: โอสถตกทอดจากยุคบรรพกาล ปรุงขึ้นโดยยอดฝีมือท่านแรกที่สำเร็จวิชาโอสถจนบรรลุถึงขอบเขตเซียนจักรพรรดิ
เมื่อกินเข้าไปแล้วต้องใช้เวลาหนึ่งร้อยปีในการดูดซับและย่อยสลาย เพื่อชำระล้างไขกระดูก เปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นและกระดูก พลิกโฉมร่างกายให้มีพรสวรรค์ระดับหนึ่งของโลก อีกทั้งยังสัมผัสถึงเต๋าแห่งสวรรค์และดูดซับ ‘ชะตาฟ้าแห่งเผ่ามนุษย์’ ได้ส่วนหนึ่ง (ปริมาณขึ้นอยู่กับตัวบุคคล)
นอกจากนี้ยังได้รับ ‘กายาอมตะวิถี’ สามารถจุติใหม่ได้สามครั้ง
ทุกครั้งที่จุติใหม่ระดับพลังต้นกำเนิดจะสูงขึ้น หลังผ่านไปสามครั้งจะสำเร็จเป็นขอบเขต ‘กึ่งจักรพรรดิ’ โดยตรง แต่ไม่อาจทะลุทะลวงสู่ขอบเขตเซียนจักรพรรดิได้อีก
นี่คือโอสถรึ?!
เพียงโอสถเม็ดเดียวกลับมีอานุภาพถึงเพียงนี้เชียวหรือ?!
เฉินซานซือผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่เมื่อเห็นของชิ้นนี้เขาก็ยังคงตกตะลึงจนสุดจะบรรยาย
เขารู้ดีว่าโอสถเม็ดนี้หมายถึงอะไร ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนที่มีรากปราณปลอมหากกินเข้าไป ก็สามารถกลายเป็นรากปราณสวรรค์ได้ในทันที และยังได้รับชะตาฟ้าแห่งเผ่ามนุษย์ติดตัวมาด้วย
ชะตาฟ้าส่วนนี้ คือกุญแจสำคัญที่บ่งบอกถึงขีดจำกัดในอนาคต
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือผลลัพธ์ที่ตามมา…หลังจุติใหม่สามครั้ง ก็สำเร็จเป็นขอบเขตกึ่งจักรพรรดิ!
นอกจากจะมีชีวิตเพิ่มขึ้นถึงสามครั้ง ยังสามารถบรรลุถึงระดับที่สูงส่งที่สุดได้อีก
หากโอสถนี้ตกไปอยู่ในมือผู้ฝึกตนที่มีพรสวรรค์ธรรมดา เพียงไม่กี่พันปีเขาก็จะกลายเป็นระดับปรมาจารย์เซียน ต่อให้ตายระหว่างทางกี่ครั้งก็ไม่ดับสูญ แต่กลับจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนกลายเป็นขอบเขตกึ่งจักรพรรดิโดยตรง!
โอสถนี้หากหลุดออกไปย่อมทำให้ผู้ฝึกตนทั้งใต้หล้าคลุ้มคลั่งอย่างแน่นอน!
[ราคา: 200 ผลึก] [จำนวนคงเหลือ: 1]
ราคาไม่แพงเลยด้วยซ้ำ!
เฉินซานซือไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบซื้อ ‘โอสถชำระลมปราณต้นกำเนิดไท่ชู’ เม็ดนี้มาทันที
เขารีบคว้าโอสถสีทองที่ส่องประกายเจิดจ้าดุจตะวันออกมาตรวจสอบดู ผลปรากฏว่าไม่มีปัญหาอันใด สรรพคุณดูเหมือนจะเป็นของจริง!
น่าเสียดายที่ต้องใช้เวลาถึงร้อยปีในการดูดซับ หากกินตอนนี้ได้เลย เขาคงไม่ต้องกังวลเรื่องการตามล่าจากใครอีก และการเดินทางในตำหนักว่านหลัวครั้งนี้คงง่ายดายขึ้นอีกมาก
หลังจากซื้อโอสถเสร็จ เฉินซานซือก็กวาดซื้อของที่เหลือจนหมดสิ้น ไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ก็ตาม ก่อนจะหันมาสังเกตการณ์รอบข้างด้วยความระแวดระวังถึงขีดสุด
ทว่า…ไอพลังที่ติดตามเขามาเมื่อครู่ กลับไม่ปรากฏตัวอีกเลย
หรือว่าจะเป็นเขาที่คิดไปเอง?
“โครม...”
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด ลานประลองทั้งแห่งก็เริ่มสั่นสะเทือน ในระยะห่างจากรูปปั้นเต่าหินไปหนึ่งวา ก็ปรากฏค่ายกลเคลื่อนย้ายผุดขึ้นมา
นี่คือค่ายกลที่มุ่งหน้าสู่สถานที่ทดสอบสุดท้าย ตามความทรงจำของจวงเก๋อ แม้ระดับพลังใดก็สามารถเข้าไปได้ แต่ที่ผ่านมาคนที่เข้าไปได้ล้วนเป็นระดับจอมเซียนขึ้นไปทั้งสิ้น
อย่าได้ผลีผลาม!
เฉินซานซือระงับความใจร้อนที่จะบุกเข้าไป เขาตัดสินใจถอยออกมาก่อน เพื่อไปยังคลังสมบัติอีกแห่งเพื่อเพิ่มระดับพลังของตนให้ถึงขั้นจอมเซียนเสียก่อน
เขารีบออกเดินทางไปยังยอดเขาจิตวิญญาณแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายพันลี้
บนยอดเขานั้น เขารีบขจัดไอพลังที่บดบังทัศนียภาพ และพบกับอาคารสิ่งก่อสร้างที่กำลังจะพังทลายอยู่ตรงกลางเขาตามความทรงจำของจวงเก๋อ นี่คือ ‘หอเก็บสมบัติ’
เขาใช้ป้ายคำสั่งเปิดประตูเข้าไป ทว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ากลับทำเอาเขาผิดหวังอย่างหนัก
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความโกลาหล เห็นได้ชัดว่าเคยเกิดการแย่งชิงกันอย่างดุเดือด พื้นดินเต็มไปด้วยศพและของวิเศษที่พังเสียหาย
โชคยังดีที่ของที่เขาต้องการยังอยู่
มันคือหินสีเทาน้ำตาลก้อนหนึ่งที่ดูธรรมดาสามัญ
เขาใช้พลังคว้ามาในมือ ก่อนจะกะเทาะผิวหินออก เผยให้เห็นผลึกที่ส่องประกายห้าสีอยู่ภายใน
นี่คือ…ศิลาซ่อมฟ้า!
ศิลาซ่อมฟ้าก้อนนี้คือของจริงที่ยังไม่ผ่านการเจือจางเหมือนที่เขาเคยได้รับมา หากดูดซับปราณวิญญาณจากก้อนนี้ ย่อมช่วยเพิ่มระดับพลังได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า!
เขามั่นใจว่าจะสามารถใช้เวลาไม่นานในการบุกทะลวงสู่ขอบเขตจอมเซียนได้ที่นี่
เขาจัดการเก็บของที่ยังใช้ได้ในหอเก็บสมบัติจนหมดสิ้น และกำลังจะหันหลังกลับ
ทว่าในตอนนั้นเอง...บนฟากฟ้ากลับปรากฏแสงไฟสายหนึ่ง ย้อมกลุ่มเมฆจนกลายเป็นสีเลือด
“สหายเฉิน…ข้าตามหาเจ้าเสียเหนื่อยเลยนะ”
ร่างระหงร่างหนึ่งร่อนลงจากฟากฟ้า นางสวมชุดเกราะแนบเนื้อสีทองแดง ชายกระโปรงและเส้นผมปลิวไสวราวกับน้ำตกแห่งเปลวเพลิง...
จอมเซียนธาตุไฟ ฉือเหลี่ยน!
สีหน้าของเฉินซานซือเรียบเฉย เขาพยายามปกปิดร่องรอยทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายก็ยังถูกนางตามจนเจอ ไม่รู้ว่าทางด้านศิษย์พี่ฟางจะเป็นอย่างไรบ้าง
“สหายธาตุไฟ”
“ทัศนคติของข้ายังเหมือนเดิม พวกเจ้าทั้งห้าคนไม่จำเป็นต้องสู้กับข้าจนถึงตาย ข้าไม่ได้โอ้อวด แต่หากพวกเจ้าให้ความสะดวกแก่ข้า วันหน้าเมื่อพวกเจ้าได้บรรลุเป็นปรมาจารย์เซียน ย่อมง่ายดายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้”
“หึ...” ริมฝีปากสีแดงสดของฉือเหลี่ยนยกยิ้มอย่างดูแคลน
“ฟังจากน้ำเสียงเจ้าแล้ว คิดจะให้พวกเราไปเป็นลูกน้องเจ้างั้นรึ? อยากให้ข้าไปเป็นสุนัขรับใช้ก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้
แต่ว่า...”
นางเว้นจังหวะ พลังปราณที่รุนแรงราวกับจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งระเบิดออกจากร่าง
“ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีดีแค่ไหน!”
นางกระชับหอกโลหะหลอมละลายที่หนักดุจขุนเขาไว้ในมือ ไอความร้อนระอุพุ่งพล่านจนอากาศรอบข้างสั่นสะเทือน
นางพุ่งร่างเข้าใส่ดุจสายฟ้าสีทอง ฟาดอาวุธเข้าหาชายชุดขาวด้วยแรงกดดันมหาศาล
ก่อนที่อาวุธจะถึงตัว พื้นดินใต้เท้าเฉินซานซือก็เริ่มหลอมละลาย
เขาไม่ถอยแต่กลับรุก หอกมังกรประกายเงินพุ่งทะยานออกไป
“เคร้ง!”
เสียงปะทะดังกัมปนาทราวกับดวงดาวพุ่งชน ร่างของเฉินซานซือถอยร่นไปด้านหลัง
สมกับเป็นจอมเซียนธาตุไฟ—เขารู้สึกได้เลยว่ากฎเกณฑ์แห่งธาตุไฟทั่วทั้งผืนฟ้าดินต่างเชื่อฟังคำสั่งของนาง….หากเขาไม่มีคุณสมบัติ [เจ้าแห่งวิชาไฟ] ติดตัว เกรงว่าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางแน่
“โอ้?”
ดวงตาของฉือเหลี่ยนฉายแววประหลาดใจ
นางคือจอมเซียนธาตุไฟตัวจริง
คนผู้นี้ก็ฝึกวิชาธาตุไฟเช่นกัน แม้จะฝึกวิถีเซียนด้วยแต่ก็น่าจะถูกนางข่มขวัญจนพ่ายแพ้ไปแล้ว
แต่เมื่อครู่ นางกลับพบว่าตนไม่สามารถแย่งชิงกฎเกณฑ์ธาตุไฟจากอีกฝ่ายได้!
นี่คนผู้นี้ยังไม่ทันบรรลุเป็นจอมเซียน แต่กลับมีราศีของจอมเซียนแล้วหรือ?!
“เอาใหม่!”
ฉือเหลี่ยนลงมืออีกครั้ง หอกสีทองดุจมังกรเพลิงร่ายรำไปรอบตัวนาง พุ่งเข้ากัดกินชายชุดขาวครั้งแล้วครั้งเล่า
“เคร้ง เคร้ง เคร้ง!”
ทว่า ไม่ว่านางจะใช้กระบวนท่าใด เฉินซานซือก็สามารถสลายการโจมตีได้อย่างง่ายดาย
อีกทั้งยังโต้กลับได้อย่างแยบยล และที่สำคัญที่สุด…คนผู้นี้ไม่ได้ใช้ปราณแท้จริงหรือพลังเวทแต่ใช้สิ่งที่บริสุทธิ์กว่านั้น!
ปราณต้นกำเนิด!
ไอ้เด็กนี่...วิทยายุทธ์ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!
มิน่าเล่าถึงได้สร้างวิถีใหม่ที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ได้ มีเพียงผู้ที่ฝึกวิทยายุทธ์ด้วยกันเท่านั้น ถึงจะสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวนี้!
…………