- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 14 เจ้าสำนักเจียงจู๋เลี่ย
บทที่ 14 เจ้าสำนักเจียงจู๋เลี่ย
บทที่ 14 เจ้าสำนักเจียงจู๋เลี่ย
"อาจารย์อา ท่านต้องช่วยข้านะขอรับ ข้าขอหาห้องสักห้องในที่ของท่านหลบซ่อนตัวหน่อยเถิด!" กล่าวจบ เจิ้งอี๋อันก็หลบเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง
เหยียนไครู้สึกราวกับถูกยัดบอระเพ็ดจนเต็มปาก ทำได้เพียงเดินออกไปต้อนรับแขก
"ศิษย์พี่ของข้าเล่า?" ฮว๋าหนิงเอ่ยถามคาดคั้น
"ศิษย์หลานฮว๋าหนิง เวลาป่านนี้ เจ้ามาหาข้า ออกจะไม่รู้กาลเทศะไปเสียหน่อยกระมัง" เหยียนไคชี้ให้ดูสีฟ้าครามของท้องฟ้า
"ข้าเพียงอยากรู้ว่าศิษย์พี่ของข้าอยู่ที่ใดกันแน่?"
"เขาจะอยู่ที่ใดก็เป็นอิสระของเขา ในเมื่อเขาไม่อยากบอกเจ้า เจ้าก็อย่าไปตามหาเขาเลย"
"ฮึ! ท่านไม่บอกข้า ข้าหาเองก็ได้!" ฮว๋าหนิงกล่าวพลางส่งจิตสัมผัสแผ่ขยายออกไปตรวจสอบทั่วทั้งเรือนกระเรียน
ทว่าจิตสัมผัสของนางยังไม่ทันได้แผ่ขยายออกไป นางก็สัมผัสได้ถึงหนามแหลมคมแทงทะลุหว่างคิ้วของนางในทันที
หลังจากสั่งสอนอีกฝ่ายไปเล็กน้อย เหยียนไคก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ศิษย์หลานฮว๋าหนิง เจ้าออกจะเสียมารยาทไปหน่อยหรือไม่?"
ฮว๋าหนิงรู้สึกปวดหัวแทบระเบิด จนแทบจะยืนไม่อยู่
"ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ตอนนี้เจ้าวิ่งโร่มาหาข้าถึงที่นี่แล้วเรียกชื่อข้าห้วนๆ หรอกนะ แต่การกระทำของเจ้าในพิธีเปิดเขาเมื่อช่วงเช้า ยังขายหน้าไม่พออีกหรือ?" เหยียนไครู้สึกว่าเขาจำเป็นต้องสั่งสอนฮว๋าหนิงเสียหน่อยแล้ว
แม้ว่าเขาจะมีศักดิ์สูงกว่าผู้อาวุโสของสำนักเจี้ยนจงเหล่านั้นอยู่หนึ่งรุ่น ทว่าเนื่องจากพวกเขาเข้าสำนักมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เหยียนไคกับพวกเขาจึงคบหากันฉันคนรุ่นเดียวกัน
ทว่าเจิ้งอี๋อันและฮว๋าหนิงไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้น พวกเขาเข้าสำนักช้ากว่าเหยียนไคถึงยี่สิบสามสิบปี ถือเป็นผู้เยาว์อย่างแท้จริง ฮว๋าหนิงอาศัยความที่เหยียนไคเป็นคนสบายๆ เข้าถึงง่าย จึงออกจะไม่รู้ดีชั่วไปบ้างแล้ว
ฮว๋าหนิงยกสองมือขึ้นกุมศีรษะ ไม่อาจขยับเขยื้อนทำสิ่งใดได้ ทว่าคำพูดของเหยียนไคกลับดังก้องชัดเจนอยู่ในหูของนาง
"คนอายุกำลังจะเหยียบร้อยปีอยู่แล้ว เพียงเพราะมีใบหน้าดั่งดรุณีแรกรุ่น เจ้าก็คิดว่าตนเองเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มที่เพิ่งจะรู้จักความรักอย่างนั้นหรือ? เจ้าไม่อับอายบ้างหรืออย่างไร? วันๆ เอาแต่วุ่นวายอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เหตุใดเจ้าถึงไม่ทำลายตบะตนเองทิ้งเสีย แล้วลงเขาไปหาคุณชายตระกูลใหญ่แต่งงานด้วยไปเลยเล่า?"
"คนเขาไม่ชอบเจ้า ก็คือไม่ชอบเจ้า เจ้ามัวแต่ตามตื๊อพัวพันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขาดผู้ชายแล้วจะอยู่ไม่ได้เลยใช่หรือไม่? เจ้าทำตัวไร้ค่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?"
ฮว๋าหนิงสัมผัสได้ว่าความเจ็บปวดทิ่มแทงในจิตสำนึกได้ทุเลาลงแล้ว ทว่าในตอนนี้นางกลับรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
"อาจารย์อาเหยียน ข้า..."
"ตอนนี้ เจ้ามาจากที่ใด ก็จงไสหัวกลับไปที่นั่นซะ!"
เหยียนไคกล่าวจบ ก็หันหลังกลับเข้าเรือนไปโดยตรง แล้วปิดประตูใหญ่ของเรือนกระเรียนลง
คำพูดเมื่อครู่นี้ เจิ้งอี๋อันย่อมได้ยินอย่างชัดเจน 'นาง' รู้สึกเห็นใจฮว๋าหนิงอยู่บ้าง "อาจารย์อาเหยียน คำพูดเมื่อครู่นี้ ออกจะเกินไปหน่อยหรือไม่ขอรับ?"
"หา? เจ้าคิดว่าข้ากำลังพูดเพื่อผู้ใดกันเล่า?" เหยียนไคแค่นหัวเราะด้วยความโมโห
"อาจารย์อา... ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่ศิษย์น้องฮว๋าหนิงนาง..."
"พวกเจ้าตามใจนางจนเคยตัวเกินไปแล้ว สมควรให้นางได้ลิ้มรสความลำบากเสียบ้าง มิเช่นนั้นภายภาคหน้าหากก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมา..." เหยียนไคพลันเงียบเสียงลง
ตัวเขาเองก็เป็นศิษย์น้องเล็กในบรรดาศิษย์ร่วมอาจารย์ เป็นผู้ที่ถูกบรรดาศิษย์พี่ชายและศิษย์พี่หญิงคอยตามใจเช่นเดียวกัน ทว่าตอนนี้...
เหยียนไคโบกมือไปมา พลางกล่าวว่า "เอาล่ะ ข้าไล่คนกลับไปให้เจ้าแล้ว เจ้าเองก็รีบกลับไปเถิด!"
"แต่ข้าอยู่ในสภาพเช่นนี้ จะให้ข้ากลับไปได้อย่างไรเล่าขอรับ?" เจิ้งอี๋อันชี้ไปที่ใบหน้าของตนเอง แล้วชี้ไปที่หน้าอกของตนเองพลางกล่าว
เหยียนไคโยนหมวกสานใบหนึ่งให้นาง พลางกล่าวว่า "อย่างไรเสียเจ้าก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับหยวนอิง นอกเสียจากบรรดาศิษย์พี่ของเจ้าแล้ว ยังจะมีผู้ใดสามารถจับสัมผัสเจ้าได้อีกหรือ?"
"ไม่มีหนทางแก้ไขแล้วจริงๆ หรือขอรับ?"
"ก็ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปก่อนเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปสารภาพความจริงกับเจ้าสำนักซึ่งเป็นศิษย์พี่ของข้าเอง มีข้าคอยออกหน้าให้ อย่างมากเจ้าก็แค่ถูกด่าสักยกเท่านั้น"
แม้ว่าเจิ้งอี๋อันจะรู้สึกไม่เต็มใจอยู่บ้าง ทว่าเขาก็ยอมจากไปแต่โดยดี
...
พอถึงรุ่งเช้า หลังจากจัดการบทเรียนยามเช้าให้แก่โจวจื่อหนิงและเซวียหานเรียบร้อยแล้ว เหยียนไคก็มุ่งหน้าไปยังวิหารเจ้าสำนักเพียงลำพัง
"รบกวนช่วยแจ้งให้ที ข้ามาขอเข้าพบเจ้าสำนักผู้เป็นศิษย์พี่ของข้า" เหยียนไคประสานมือคำนับผู้ดูแล
ผู้ดูแลคล้ายกับคาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงกล่าวว่า "ผู้อาวุโสเหยียน เชิญขอรับ ท่านเจ้าสำนักรออยู่ภายในห้องด้านในมาพักใหญ่แล้ว"
เหยียนไคลองคิดดูแล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมา ศิษย์พี่เจ้าสำนักในฐานะที่เป็นหนึ่งในสองผู้บำเพ็ญระดับฮว่าเสินแห่งเขาเสวียนอวี้ สภาพของศิษย์ตนเองเป็นเช่นไร เขาย่อมรู้กระจ่างแก่ใจดีที่สุด
ส่วนผู้บำเพ็ญระดับฮว่าเสินอีกผู้หนึ่ง ก็คือศิษย์พี่ใหญ่ร่วมอาจารย์ของเหยียนไค ซึ่งก็คือเจ้าสำนักชี่จงนามว่าหลัวเซียงหมิง
ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีผู้อาวุโสในสำนักที่อยู่ระดับฮว่าเสิน หรือระดับที่สูงกว่านี้อีกหรือไม่นั้น เหยียนไคสามารถพูดได้อย่างชัดเจนเลยว่า ไม่มี
ระดับฮว่าเสินคือระดับขั้นที่สูงที่สุดของเขาเสวียนอวี้ในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอำพรางแต่อย่างใด
ระดับฮว่าเสินเปรียบเสมือนนักวิชาการในวงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในชาติก่อน ยิ่งมีนักวิชาการมากเท่าใด ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยก็จะยิ่งโด่งดังมากเท่านั้น และทรัพยากรที่ได้รับการจัดสรรก็จะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หากเขาเสวียนอวี้ประกาศออกไปว่ามีระดับฮว่าเสินเพียงผู้เดียว พันธมิตรฝ่ายธรรมะก็จะมองว่าเขาเสวียนอวี้มีความสามารถในการบ่มเพาะระดับฮว่าเสินได้เพียงผู้เดียว เช่นนั้นพวกเขาก็จะจัดสรรทรัพยากรมาให้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น
ทรัพยากรเหล่านี้คือยาวิเศษที่เป็นกุญแจสำคัญในการหลอมยาลูกกลอนฮว่าเสิน จากนั้นพอถึงยุคถัดไป เขาเสวียนอวี้ก็จะหลงเหลือระดับฮว่าเสินเพียงผู้เดียวจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ สำนักส่วนใหญ่จึงพยายามรายงานจำนวนผู้บำเพ็ญระดับฮว่าเสินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้จะต้องพูดเกินจริงไปบ้างก็ตาม อย่างเช่นสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเสวียนอวี้นี้เป็นต้น
เขาเสวียนอวี้ครอบครองดินแดนฝูโจว ทว่าดินแดนฝูโจวที่มีรัศมีกว้างไกลถึงหนึ่งแสนลี้นี้ กลับไม่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะหลอมยาลูกกลอนฮว่าเสินที่สมบูรณ์แบบได้ถึงสองเม็ด ทำได้เพียงหลอมยาลูกกลอนฮว่าเสินฉบับคนยากไร้ขึ้นมาเท่านั้น
ยาลูกกลอนฮว่าเสินฉบับคนยากไร้สามารถใช้เพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับฮว่าเสินได้จริง ทว่ากลับมีข้อบกพร่องที่ร้ายแรงยิ่งนัก แม้จะพอมีพลังฝีมือในระดับฮว่าเสิน แต่ก็ไม่อาจก้าวหน้าได้อีกต่อไป และจะไม่ได้รับอายุขัยของระดับฮว่าเสินอีกด้วย
ภายใต้การนำทางของผู้ดูแล หลังจากที่เหยียนไคเดินเข้าไปภายในห้องด้านใน เขาก็ได้พบกับเจ้าสำนักเจียงจู๋เลี่ยผู้มีเรือนผมสีขาวโพลน
"ศิษย์น้องเหยียน นั่งลงเถิด!" เจียงจู๋เลี่ยบอกให้เหยียนไคนั่งลงฝั่งตรงข้ามตน
ทันทีที่เหยียนไคนั่งลง เขาก็กล่าวขึ้นว่า "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ข้ามาขอรับการลงโทษขอรับ!"
"เรื่องของเจ้าหนูเจิ้งอี๋อันสินะ! โอ้ ตอนนี้คงต้องเรียกว่า 'นังหนู' เสียแล้วกระมัง" เจียงจู๋เลี่ยยังคงกล่าววาจาติดตลกอยู่บ้าง "ตอนที่นางเลื่อนระดับเข้าสู่ขั้นหยวนอิง ข้าก็รู้แล้วว่านางฝึกฝนเคล็ดวิชากระจ่างเยือกแข็งหลอมหยก นี่เป็นทางเลือกของนางเอง โทษเจ้าไม่ได้หรอกศิษย์น้อง"
"แต่เราจะปล่อยให้ 'นาง' ใช้ชีวิตในร่างสตรีไปชั่วชีวิตไม่ได้นะขอรับ?" สำหรับเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนเช่นนี้ เหยียนไคยังคงรู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้าง
"ข้าไม่ได้ยึดติดกับเรื่องเพศสภาพบุรุษหรือสตรี เรื่องนี้หลักๆ แล้วขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ 'นาง' เอง ว่าจะยอมทำลายตบะของตนเองทิ้ง แล้วหวนคืนสู่ร่างบุรุษ..." เจียงจู๋เลี่ยเปลี่ยนเรื่องสนทนา แล้วกล่าวต่อว่า
"หรือจะลองเดิมพันดูสักตั้ง เจิ้งอี๋อันมีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุวารีติดตัวมาแต่กำเนิด ตอนนี้พลิกหยางเป็นหยิน น้ำแข็งและวารีก่อเกิดซึ่งกันและกัน หากได้รับวาสนานี้และมีเจ้าคอยช่วยเหลือ โอกาสที่จะทะลวงเข้าสู่ระดับฮว่าเสินในภายภาคหน้า ย่อมไม่น้อยไปกว่าศิษย์พี่ใหญ่หลี่หลิงชวนของนางเลย"
เหยียนไคครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามว่า "แต่เรื่องการพลิกผันหยินหยางเช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไปในสำนัก ออกจะไม่ค่อยดีนักกระมังขอรับ?"
"นั่นก็ต้องดูว่า 'นาง' จะปรากฏตัวต่อสายตาผู้คนในรูปลักษณ์ใด หากปลอมตัวเล็กน้อย การรักษาสภาพเดิมเอาไว้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากนางต้องการเปิดเผยโฉมหน้าที่แท้จริง ข้าก็สามารถให้บรรดาศิษย์พี่ของนางพูดเป็นเสียงเดียวกันได้ว่า ที่ผ่านมา ผู้อาวุโสเจ็ดเป็นสตรีปลอมตัวเป็นบุรุษ..."
จู่ๆ เจียงจู๋เลี่ยก็คิดสิ่งใดขึ้นมาได้ จึงยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เจ้าเองก็เป็นผู้อาวุโสเจ็ดเช่นกัน"
เหยียนไคเองก็เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นจึงพยักหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าเข้าใจความหมายของศิษย์พี่เจ้าสำนักแล้วขอรับ"
"เอาล่ะ เจ้านำความหมายของข้าไปถ่ายทอดให้ศิษย์ของข้าฟังเถิด!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เหยียนไคก็เตรียมตัวจะลุกขึ้นจากไป
"เดี๋ยวก่อน ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องการปรึกษาหารือกับเจ้า"
เหยียนไคจึงนั่งลงดังเดิม "ศิษย์พี่เจ้าสำนัก โปรดกล่าวมาเถิดขอรับ"
"ข้ามีความตั้งใจที่จะก่อตั้งสำนักถี่จงขึ้นภายในสำนักของพวกเรา" เจียงจู๋เลี่ยกล่าวอย่างเนิบช้า
คำว่าสำนักถี่จง ก็คือสำนักย่อยของผู้บำเพ็ญกาย ภายในเขาเสวียนอวี้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักเจี้ยนจงหรือสำนักชี่จง ล้วนมีผู้อาวุโสรับศิษย์ที่เป็นผู้บำเพ็ญกาย ทว่ากลับยังไม่มีผู้อาวุโสที่มุ่งเน้นด้านการบำเพ็ญกายอย่างแท้จริงเลยแม้แต่คนเดียว
"เช่นนั้นศิษย์พี่เจ้าสำนักควรจะไปหาศิษย์พี่ห้าของข้า..." กล่าวไปได้เพียงครึ่งประโยค ทั้งสองก็มองหน้ากันแล้วหัวเราะร่วนออกมา
หลังจากเสียงหัวเราะจางหายไป เจียงจู๋เลี่ยจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "เรื่องนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน ความคิดนี้ยังเป็นเพียงแค่โครงร่างเท่านั้น ในบรรดาผู้อาวุโสทั้งหมด เจ้ามีความสำเร็จด้านการบำเพ็ญกายสูงส่งที่สุด รอจนกว่าข้าและเจ้าสำนักหลัวสิ้นอายุขัย เมื่อเจ้าสำนักคนใหม่ขึ้นรับตำแหน่ง เจ้าก็สามารถทดลองก่อตั้งสำนักถี่จงดูได้"
เหยียนไคเข้าใจถึงเจตนาอันลึกซึ้งของการก่อตั้งสำนักถี่จงของเจ้าสำนักดี จุดประสงค์หลักก็เพื่อแบ่งแยกอำนาจของสำนักเจี้ยนจงและสำนักชี่จง หลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งระหว่างสองสำนักลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น