- หน้าแรก
- ระบบแก้ไขคุณสมบัติของท่านอาจารย์อาเล็ก
- บทที่ 3 พุ่งพรวดออกจากประตู
บทที่ 3 พุ่งพรวดออกจากประตู
บทที่ 3 พุ่งพรวดออกจากประตู
เมื่อถึงวันเข้าพิธีแต่งงานของโจวจื่อหนิง เหยียนไคก็ยังคงตัดสินใจไปดูความครึกครื้นเสียหน่อย
เพียงแต่เขาไปค่อนข้างสาย เขาค่อนข้างรังเกียจพิธีแต่งงานที่ยุ่งยากซับซ้อนพรรค์นั้น ทว่าหากเป็นการไปกินเลี้ยง เขากลับค่อนข้างเต็มใจ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าหลังจากกินเลี้ยงเสร็จ ยังมีงิ้วโรงใหญ่ที่สะเทือนเลื่อนลั่นรออยู่
เนื่องจากเป็นงานแต่งงานของคนในสำนัก ขอเพียงเป็นคนของสำนักล้วนสามารถไปร่วมงานเลี้ยงได้ ไม่กลัวคนมาก กลัวแต่คนจะน้อย สำนักบำเพ็ญเพียรจะขาดแคลนของกินแค่นี้เชียวหรือ
เพียงแต่ฐานะที่แตกต่างกัน ที่นั่งก็ย่อมแตกต่างกันไป โดยแบ่งออกเป็นสิ่งที่เรียกว่า 'ที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ' และ 'ที่นั่งทั่วไป'
เขาเสวียนอวี้ย่อมไม่ทำเรื่องดูถูกคนด้วยการจัดอาหารแบ่งแยกชนชั้น อาหารของที่นั่งทั้งสองประเภทล้วนเหมือนกันทุกประการ เพียงแต่มีแวดวงสังคมที่แตกต่างกันเท่านั้น
เหยียนไคไม่ค่อยอยากจะเสวนากับพวกสำนักเจี้ยนจงเท่าใดนัก เขาจึงตั้งใจว่าจะปิดบังฐานะแล้วเข้าไปนั่งในงานโดยตรง
ทว่าเขากลับนึกไม่ถึงว่า เพิ่งจะเข้าไปนั่งในงานก็พบคนคุ้นหน้าเสียแล้ว
เหยียนไคตบไหล่ชายฉกรรจ์ที่อยู่ตรงหน้า แสร้งทำเป็นโกรธเคืองแล้วกล่าวว่า "เฮ้ย! เจ้าอ้วนข้างหน้าน่ะ คนของสำนักชี่จงวิ่งมาขอทานที่สำนักเจี้ยนจงของพวกเรางั้นหรือ"
ชายฉกรรจ์ตัวสั่นสะท้าน ค่อยๆ หันหน้ากลับมา เมื่อเห็นใบหน้าของเหยียนไคก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันทีพลางกล่าวว่า "อาจารย์อาเล็กนี่เอง! ท่านทำเอาข้าตกใจแทบแย่!"
ถูกต้อง ชายฉกรรจ์ผู้นี้ก็คือเจิ้งเทียนโย่วศิษย์หลานของเหยียนไค ในฐานะที่เป็นศิษย์สืบทอดสายตรงของสำนักชี่จง เขากลับแอบมานั่งอยู่ที่ที่นั่งทั่วไปอย่างเงียบๆ
"ศิษย์หลาน เจ้ามาทำอะไรที่นี่"
"แน่นอนว่ามากินเลี้ยงน่ะสิขอรับ!"
"อาจารย์ของเจ้ายังจะปล่อยให้เจ้าอดอยากอีกหรือ..."
"มีของฟรีกินทั้งทีทำไมจะไม่กินล่ะขอรับ โอกาสที่จะได้ขูดรีดเอาเปรียบสำนักเจี้ยนจงไม่ได้มีบ่อยๆ นะขอรับ อาจารย์อาเล็ก ข้าจะบอกให้นะว่า ข้าเห็นศิษย์สำนักชี่จงหลายคนเลยเชียว" เจิ้งเทียนโย่วกล่าวพลางเอ่ยถาม "จริงสิ อาจารย์อาเล็ก ท่านคงไม่ได้มาเพื่อเกลี้ยกล่อมศิษย์น้องโจวจื่อหนิงหรอกนะขอรับ"
"หากข้ามาเพื่อเกลี้ยกล่อมนาง ข้าจะมาเวลานี้ไปทำไมเล่า... ข้ามาดูงิ้วต่างหาก"
"ดูงิ้ว?"
เหยียนไคเงยหน้ามองไปยังลานตรงกลาง ที่นั่งตรงนี้ความจริงแล้วไม่ค่อยดีนัก มองไม่เห็นการทักทายพูดคุยระหว่างคู่บ่าวสาวและแขกเหรื่อ
เขาดึงตัวเจิ้งเทียนโย่วลุกขึ้นมาทันทีแล้วเอ่ยว่า "ศิษย์หลาน ไปกันเถอะ พวกเราไปหาที่นั่งแขกผู้มีเกียรติสักสองที่กัน"
"อาจารย์อาเล็ก ท่านจะเปิดเผยฐานะหรือขอรับ"
"เปิดเผยฐานะก็ไม่สนุกแล้วสิ!" เหยียนไคดึงเจิ้งเทียนโย่วหลบเข้ามุม
เขาชี้ไปยังผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่คนหนึ่งที่นั่งอยู่ในที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ผู้นั้นสวมชุดของศิษย์สืบทอดสายตรง พลางเอ่ยว่า "เห็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ระดับจินตันคนนั้นหรือไม่ ประเดี๋ยวเจ้าไปจับตัวเขามาให้ข้า"
"อาจารย์อาเล็ก! ท่านมองว่าข้าซื่อบื้อได้ แต่จะมองว่าข้าโง่ไม่ได้นะขอรับ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าข้าจะสู้ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ผู้นั้นได้หรือไม่ ตรงนั้นยังมีผู้อาวุโสระดับหยวนอิงนั่งอยู่อีกตั้งหลายท่านนะขอรับ! ขอเพียงพวกเขาสะบัดแขนเสื้อเบาๆ พรุ่งนี้อาจารย์ข้าก็คงต้องมารับตัวข้ากลับแล้วนะขอรับ!"
"ไม่เป็นไรน่า! เจ้าดูสิ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่คนนั้นไม่ได้กำลังเดินมาหรอกหรือ"
เหยียนไคพูดจบ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ผู้นั้นก็กุมท้องลุกขึ้นยืน
เมื่อครู่เขาเพิ่งเพิ่มคำอธิบาย 【ลำไส้และกระเพาะอาหารปั่นป่วน】 ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ผู้นั้น ระดับจินตันยังไม่ถือว่าบรรลุการงดเว้นธัญญาหารอย่างสมบูรณ์ อาการลำไส้และกระเพาะอาหารปั่นป่วนก็เป็นเรื่องปกติมากไม่ใช่หรือ
เมื่อเห็นผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่คนนั้นเดินเข้าไปในเงามืด เหยียนไคก็ยุยงเจิ้งเทียนโย่วต่อไปว่า "ข้าสร้างโอกาสให้เจ้าแล้ว รีบไปสิ!"
"ข้า..." เจิ้งเทียนโย่วมีเรื่องขมขื่นที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาจริงๆ
"ข้าจะรับหน้าแทนเจ้าเอง!"
...
เฉินลี่เซวียนกำลังนั่งกินเลี้ยง จู่ๆ ก็รู้สึกไม่สบายท้องเอามากๆ เขารู้สึกสงสัยเล็กน้อย เขาบรรลุระดับจินตันมาตั้งนานแล้ว หากไม่ได้โดนพิษ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดอาการเช่นนี้
แต่เขาไม่มีเวลาให้คิดมากขนาดนั้นแล้ว หากยังไม่ไปห้องน้ำอีกล่ะก็ เขาจะต้องขายหน้าครั้งใหญ่เป็นแน่
ทว่า เขาเพิ่งจะเดินมาถึงระเบียงทางเดินที่มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำ ลำแขนล่ำสันข้างหนึ่งก็รัดคอเขาจากด้านหลัง
"คนขี้ขลาดตาขาวหน้าไหนกัน!?" เฉินลี่เซวียนรีบโคจรลมปราณแท้เพื่อป้องกันตัวทันที แต่กลับพบว่าลมปราณแท้ทั้งหมดล้วนติดขัดไปหมด
【ลมปราณติดขัด】 (เทา) (จำกัดเวลาสามสิบวินาที): ลมปราณติดขัด ไม่สามารถโคจรได้
"อย่าเปลืองแรงเปล่าเลย!" เหยียนไคปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเฉินลี่เซวียน พร้อมกับส่งสัญญาณให้เจิ้งเทียนโย่วปล่อยมือ
คนของสำนักเจี้ยนจงกับ 【ลมปราณติดขัด】 ค่อนข้างจะมีวาสนาต่อกันอยู่บ้าง ครั้งล่าสุดที่เหยียนไคใช้งาน ก็คือเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนโน้น
ในการประลองใหญ่ของสำนักเมื่อร้อยปีก่อน เขาก็ใช้สิ่งนี้ปิดกั้นลมปราณแท้ของผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ระดับจินตันคนหนึ่ง แล้วทุบตีอีกฝ่ายจนน่วม
จริงสิ ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่คนนั้นก็คือผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักเจี้ยนจงในตอนนี้นั่นเอง ช่างน่าเสียดาย ที่ของอย่างลมปราณติดขัดนี้ไม่มีผลต่อผู้บำเพ็ญเพียรระดับหยวนอิง มิเช่นนั้นเขาก็อยากจะทุบตีมันอีกสักรอบ
กล้ามาฉกคนของข้าไปงั้นหรือ
"อาจารย์อาเล็ก?" เฉินลี่เซวียนเห็นใบหน้าของเหยียนไคก็จดจำอีกฝ่ายได้ทันที ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกปวดมวนจากภายในสู่ภายนอกตรงก้นของเขาก็มลายหายไป
ความจริงแล้วเฉินลี่เซวียนนับว่าเป็น 'รุ่นพี่' ของโจวจื่อหนิง ล้วนเป็นศิษย์สายในของสำนักชี่จงที่ 'แปรพักตร์' ไปอยู่สำนักเจี้ยนจงเหมือนกัน เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว กรณีของเขานับว่าเป็นการจากลากันด้วยดี
เหยียนไควางมือลงบนไหล่ของเฉินลี่เซวียน พลางกล่าวอย่างเป็นกันเองว่า "ช่วยหาที่นั่งแขกผู้มีเกียรติให้ข้ากับศิษย์น้องเจิ้งของเจ้าสักสองที่สิ!"
เฉินลี่เซวียนรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีปัญญาหาให้ เพียงแต่เกรงว่าอีกฝ่ายจะมาป่วนงาน
เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยบ่ายเบี่ยงว่า "อาจารย์อาเล็ก... ผู้อาวุโสของสำนักเจี้ยนจงหลายท่านนั้นน่าจะจำท่านได้ หากท่านไปนั่งตรงนั้น ความจะไม่แตกหรือขอรับ"
เหยียนไคดีดนิ้วดังเป๊าะ แล้วเพิ่มคำอธิบาย 【ไร้จุดเด่นสะดุดตา】 ให้กับตัวเอง
【ไร้จุดเด่นสะดุดตา】 (ทอง): สวมทับคำอธิบายทั้งหมด จะถูกยกเลิกเมื่อมีการใช้พลังฝึกตนหรือได้รับบาดเจ็บ
เฉินลี่เซวียนและเจิ้งเทียนโย่วรู้สึกว่าเหยียนไคที่อยู่ตรงหน้าดูธรรมดาขึ้นมาในทันที หากไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน พวกเขาคงไม่เชื่อแน่ว่าคนตรงหน้านี้คืออาจารย์อาเล็กเมื่อครู่
"พาพวกเราไปได้แล้วใช่หรือไม่!"
เฉินลี่เซวียนหมดหนทาง ทำได้เพียงนำทางทั้งสองคนไปยังที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ
ที่นั่งแขกผู้มีเกียรตินั้นอยู่ใกล้กับลานตรงกลางมาก ตรงนี้สามารถได้ยินแม้กระทั่งเสียงพูดคุยของเหล่าผู้อาวุโส
ในยามนี้งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว คู่บ่าวสาวกำลังเดินรินสุราคารวะตามที่นั่งแขกผู้มีเกียรติ คู่บ่าวสาวเองก็คงจะรู้จักแขกไม่ครบทุกคน ส่วนใหญ่มักจะเป็นการรินสุราคารวะตามมารยาทเสียมากกว่า
เมื่อมาถึงตรงที่เหยียนไคนั่งอยู่ โจวจื่อหนิงก็จำเจิ้งเทียนโย่วได้ในทันที
เจิ้งเทียนโย่วทำได้เพียงยิ้มอย่างเก้อเขิน โจวจื่อหนิงขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดเปิดโปงออกมา
เหยียนไคลอบพิจารณาโจวจื่อหนิง 【ดาวมงคลสาดส่อง】 บนร่างของอีกฝ่ายได้หมดอายุลงแล้ว
คนอื่นมองไม่เห็นถึงความผิดปกติ แต่ในสายตาของเหยียนไค ท่าทีของโจวจื่อหนิงนั้นดูบิดเบี้ยวขัดเขินอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากรินสุราคารวะเสร็จ คู่บ่าวสาวก็ถูกส่งตัวเข้าหอ
เหยียนไคมองไปที่เจ้าบ่าว แล้วเพิ่มคำอธิบาย 【หวาดผวาตื่นกลัว】 ให้เขา จากนั้นก็ใช้คำอธิบาย 【ใจลอยไร้สมาธิ】 สวมทับในทันที
คำอธิบายด้านลบประเภทที่ส่งผลต่อจิตใจเช่นนี้ ล้วนสามารถใช้ความมุ่งมั่นอันแข็งกล้าลบล้างให้ไร้ผลได้ ทว่าดูเหมือนเจ้าบ่าวผู้นี้จะไม่มีสิ่งนั้น
อุปนิสัยของศิษย์สืบทอดสายตรงสำนักเจี้ยนจงช่างย่ำแย่เหลือเกิน ยังต้องขัดเกลาอีกเยอะ!
แต่ก็อย่างว่าแหละนะ คนที่คิดจะพึ่งพาการช่วงชิงพลังหยินบริสุทธิ์ของสตรีเพื่อยกระดับการฝึกตนของตัวเอง จะมีอุปนิสัยที่ดีได้อย่างไร
แม้คู่บ่าวสาวจะเข้าหอไปแล้ว แต่แขกเหรื่อในงานกลับไม่ได้แยกย้ายกันไปในทันที ที่นี่นับเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ที่สำคัญยิ่ง
เหล่าผู้อาวุโสพากันสนทนาเรื่องสำคัญของสำนัก ส่วนพวกผู้เยาว์ก็อยากจะเสนอหน้าเป็นที่รู้จักที่นี่สักหน่อย
"อาจารย์อาเล็ก งานแต่งก็จบลงแล้ว ยังไม่เห็น 'งิ้ว' ที่ท่านว่าเลยนะขอรับ" เจิ้งเทียนโย่วที่นั่งอยู่ตรงนี้รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนจนไม่มีความอยากอาหารเท่าใดนัก ด้วยเกรงว่าผู้อาวุโสบริเวณใกล้เคียงจะจับสังเกตได้
"งิ้วที่สนุกต้องใช้เวลาบ่มเพาะสักหน่อย เจ้าต้องอดทนสักนิด"
เหยียนไคพูดจบ ทันใดนั้น ผนังของห้องโถงด้านหลังก็ถูกปราณกระบี่อันรุนแรงสายหนึ่งซัดจนระเบิดออก
ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้คน พวกเขาก็เห็นตู้จิ่งเฉิงผู้เป็นเจ้าบ่าวในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยพุ่งพรวดออกจากประตูห้องโถงด้านหลัง
ตู้จิ่งเฉิงยังคงตื่นตระหนกไม่หาย ปากก็พร่ำบ่นว่า "ปีศาจ! ปีศาจ!"
อาจารย์ของเจ้าบ่าว หรือก็คือผู้อาวุโสสี่แห่งสำนักเจี้ยนจงลุกพรวดขึ้นมาทันที แล้วเอ่ยถามว่า "จิ่งเฉิง เกิดอะไรขึ้น"
"จื่อหนิง นาง... นางเป็นปีศาจ!"
"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน ผู้บำเพ็ญเพียรสายปีศาจจะมาปรากฏตัวที่เขาเสวียนอวี้ได้อย่างไร..." ผู้อาวุโสสี่รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นถึงศิษย์สืบทอดสายตรงแต่กลับถูกทำให้ตกใจกลัวจนเสียกิริยาเช่นนี้ ใช้ได้ที่ไหนกัน
ในเวลานี้ เหยียนไคก้มหน้าลง ใช้ข้อมือรองหน้าผาก ริมฝีปากเม้มแน่น ฝืนกลั้นไม่ให้ตัวเองหัวเราะออกมา
เจิ้งเทียนโย่วสังเกตเห็นความผิดปกติของเหยียนไคจึงเอ่ยถาม "อาจารย์อาเล็ก ท่านหัวเราะอะไรหรือขอรับ"
เหยียนไคดึงแขนเสื้อของเจิ้งเทียนโย่วพลางเอ่ยว่า "ไม่ได้หัวเราะอะไร พวกเรารีบไปกันเถอะ... พรุ่งนี้ค่อยมาดูงิ้วโรงใหญ่ของจริงกัน"