- หน้าแรก
- มือปราบปืนเดือด เชือดมาเฟียภูธร
- บทที่ 43 - ดวลเดือด
บทที่ 43 - ดวลเดือด
บทที่ 43 - ดวลเดือด
บทที่ 43 - ดวลเดือด
ประมาทไปแล้ว!
หยานชิงคิดไม่ถึงเลยว่าฝ่ายตรงข้ามจะพกปืนติดตัวมาด้วย แถมยังหลบเลี่ยงการตรวจจับของสถานีรถไฟใต้ดินมาได้อีก
"แน่จริงก็มาสู้กันแบบลูกผู้ชายสิวะ!"
"อืม ฉันก็อยากจะสั่งสอนไก่อ่อนอย่างแกอยู่หรอกนะ แต่เวลาใกล้จะหมดแล้ว ในเมื่อเลือกไม่ได้ว่าจะให้ใครตายก่อนตายหลัง งั้นก็ตายพร้อมกันไปเลยก็แล้วกัน"
ลูกพี่หลงก้มดูนาฬิกาข้อมือ เห็นว่าได้เวลาแล้ว จึงตัดสินใจเลิกเล่นสนุกกับทั้งสองคน มันเล็งปืนไปที่หยานชิงเตรียมจะปลิดชีพเขา
หยานชิงตาเบิกโพลงด้วยความโกรธแค้น พุ่งตัวเข้าหาลูกพี่หลงด้วยความเร็วสูงสุด
แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆ ก็มีแรงมหาศาลดึงเขาจากด้านหลังจนล้มลงไปกองกับพื้น ตามมาด้วยร่างบอบบางที่โถมเข้ามากอดเขาไว้จากด้านหน้า ใช้แผ่นหลังของตัวเองบังกระสุนให้หยานชิง
ปัง!
สิ้นเสียงปืน เวลาพาลหยุดนิ่ง หยานชิงถึงกับมองเห็นหยาดเลือดสาดกระเซ็นออกมาจากแผ่นหลังของจูซือหาน ท่อนแขนที่กอดหยานชิงไว้แน่นเริ่มตกลงอย่างหมดเรี่ยวแรง
"ไม่! ซือหาน!"
จูซือหานรู้สึกเจ็บแปลบที่แผ่นหลัง แรงกระแทกมหาศาลผลักร่างของเธอให้ถลาไปข้างหน้า เรี่ยวแรงเริ่มเหือดหายไปจากร่างกาย
เธอมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาของหยานชิง กลับรู้สึกเติมเต็มอยู่ชั่วขณะ การได้ตายในอ้อมกอดของเขาก็ถือว่าสมปรารถนาแล้ว น่าเสียดายก็แค่ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความหอมหวานของความรักเลยสักครั้ง
พ่อของเธอจากไปตั้งแต่ยังหนุ่ม แม่ก็ตรอมใจตายตามพ่อไป จูซือหานเติบโตมาในค่ายทหารของปู่ นิสัยที่หล่อหลอมมาตั้งแต่เด็กจึงเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน
แม้จะชอบหยานชิงที่มาจากกองทัพเหมือนกันมากแค่ไหน เธอก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรหมลิขิต ไม่เคยคิดจะบีบบังคับ
ลูกพี่หลงดื่มด่ำกับฉากพลัดพรากความเป็นความตายตรงหน้าเป็นอย่างมาก การได้เห็นลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างหยานชิงร้องไห้น้ำตาเป็นเผาเต่า ทำให้มันรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
"เลิกร้องไห้ได้แล้ว แกรีบตามลงไปเป็นเพื่อนเธอในปรโลกเถอะ"
หยานชิงไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาค่อยๆ วางร่างของจูซือหานให้นอนราบลงกับพื้น แล้วพุ่งกระโจนเข้าใส่ลูกพี่หลงราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กำลังหิวโหย
ตอนนี้ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียวคือต้องให้พวกมันชดใช้ด้วยเลือด
ลูกพี่หลงแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมพร้อมกับเหนี่ยวไกปืน แต่เหนี่ยวไกติดกันสองครั้งก็ไม่มีเสียงปืนดังขึ้นเลย
เวรเอ๊ย ปืนขัดลำกล้อง!
ลูกพี่หลงสบถในใจว่าซวยชะมัด แต่หางตาสังเกตเห็นหยานชิงพุ่งเข้ามาประชิดตัวแล้ว มันจึงสัญชาตญาณปาปืนในมือใส่หยานชิงเพื่อหวังสกัดกั้น
หยานชิงเห็นมีของลอยมาก็ไม่มีเวลาพิจารณาให้ถี่ถ้วน ปัดทิ้งไปด้านหลังอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพุ่งเข้ารวบตัวลูกพี่หลงกดลงกับพื้น
ทั้งสองคนสู้รบกันราวกับสัตว์ป่า ปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบเถื่อนออกมาจนหมดสิ้น
อีกสามคนที่เหลือร้องโอดครวญพลางพยุงตัวลุกขึ้น พอเห็นว่าลูกพี่หลงถูกหยานชิงกดอยู่ใต้ร่างและกำลังเสียเปรียบ พวกมันจึงกัดฟันข่มความเจ็บปวด รีบวิ่งเข้าไปสมทบ
น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ ตอนนี้หยานชิงหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว เขาถูกคนทั้งสามกระชากผมและคอเสื้อ แล้วรุมกระทืบซ้ำจนสติเริ่มเลือนราง
ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้น ดึงสติของหยานชิงที่กำลังจะวูบดับให้กลับมาอีกครั้ง
ปัง ปัง ปัง
เสียงปืนดังขึ้นอีกสามนัด พวกลูกพี่หลงทั้งสี่คนส่งเสียงร้องอู้อี้ด้วยความเจ็บปวด พวกมันถูกยิงกันถ้วนหน้า จึงตัดสินใจเผ่นหนีเอาตัวรอดทันที
หยานชิงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นว่าเป็นจูซือหานที่นอนอยู่บนพื้น
ในมือของเธอถือปืนพกที่ลูกพี่หลงเพิ่งปาใส่เขาเมื่อครู่ เธอเป็นคนลั่นไกปืนใส่พวกมันทั้งสี่คน และหลังจากลั่นไกนัดสุดท้าย เธอก็หมดสติไปทันที
ปากก็พึมพำแผ่วเบา
"หยาน หยานชิง กอด กอดฉันหน่อย ฉันหนาวเหลือเกิน"
ตั้งแต่สำนักงานตำรวจเมืองปิงเฉิงไปจนถึงกองบังคับการตำรวจมณฑลหนิงเจียง วันนี้วุ่นวายกันไปหมด
เริ่มจากกองรักษาความปลอดภัยที่ถูกผู้บังคับการจางป๋อด่าเปิง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการที่สองทุกคนถูกปลดจากตำแหน่งและเด้งไปเฝ้าประตูกันดารที่สถานีตำรวจชายแดน เกียรติยศที่เคยได้รับถูกยึดคืนทั้งหมด และประกาศจัดตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาใหม่
ตามมาด้วยฝ่ายสืบสวนคดีอาญาที่ไม่มีใครเหลืออยู่ที่สำนักงานเลย ทุกคนแห่กันไปที่ตรอกไร้ชื่อใกล้ๆ ถนนหยางกวงเพื่อทำการตรวจสอบทุกซอกทุกมุม
ทั้งตรวจวิถีกระสุนและเทียบเคียงคราบเลือด ฝ่ายข้อมูลภาพและบิ๊กดาต้าก็เร่งเครื่องทำงานเต็มพิกัด วิเคราะห์เบาะแสเล็กๆ น้อยๆ จากกล้องวงจรปิดทั้งหมด
แน่นอนว่าที่ที่ยุ่งที่สุดก็คือโรงพยาบาลประชาชนประจำมณฑล รถพยาบาลหลายคันเปิดไซเรนส่องแสงสีน้ำเงินวูบวาบ พุ่งทะยานออกจากโรงพยาบาลไป และไม่นานก็แล่นกลับมาด้วยความเร็วสูง
ผ่านไปไม่นาน รถทหารกว่าสิบป้ายทะเบียนเขตทหารก็พุ่งเข้ามาจอดเทียบหน้าประตูห้องฉุกเฉิน
แพทย์ทหารในชุดกาวน์หลายสิบคนกรูกันลงมาจากรถ แล้ววิ่งตรงเข้าไปในห้องฉุกเฉินภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่
จากนั้นชั้นห้องฉุกเฉินทั้งหมดก็ถูกกองกำลังติดอาวุธที่ถือปืนจริงกระสุนจริงเข้าควบคุมพื้นที่ ห้ามไม่ให้ใครเข้าออกโดยเด็ดขาด
เนื่องจากจุดเกิดเหตุอยู่ในพื้นที่เปลี่ยว ข่าวลือสารพัดรูปแบบจึงแพร่สะพัดไปทั่วอินเทอร์เน็ต กระตุ้นต่อมความอยากรู้อยากเห็นของชาวเมืองปิงเฉิงอย่างหนัก
บ้างก็ว่าเป็นคดีฆาตกรรม บ้างก็ว่ามาจับชู้ บ้างก็ว่าเป็นแก๊งมาเฟียตีกัน และยังมีอีกกระแสที่บอกว่ามีการฆ่าหั่นศพทิ้งท่อระบายน้ำแล้วตำรวจมาเจอเข้าก็เลยมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ
จนกระทั่งตกดึก ทางการก็ยังไม่มีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ จึงเริ่มมีกระแสโจมตีพุ่งเป้าไปที่บุคคลบางกลุ่ม
เช่น กล่าวหาว่าบางคนบริหารงานไร้ประสิทธิภาพจนทำให้แก๊งอันธพาลเหิมเกริม หรือแม้แต่พาดพิงว่าผู้นำท้องถิ่นบางคนสนิทสนมกับกองทัพมากเกินไป
แน่นอนว่าเป้าหมายหลักของการโจมตีก็คือจ้าวชุนเจียง
ตอนนี้เสิ่นซวี่ตงแทบจะไม่กล้าหายใจแรง เพราะกระแสสังคมบนอินเทอร์เน็ตกำลังพุ่งเป้าไปที่เจ้านายใหญ่ของเขา
แต่เขาก็ต้องจำใจรายงานเรื่องทั้งหมดให้เจ้านายรับทราบอยู่ดี เพราะนี่คือหน้าที่ของเลขาธิการ
"เสี่ยวเสิ่น คุณไปแจ้งสหายจางป๋อจากกองบังคับการตำรวจมณฑลและสหายโจวรั่วชิงจากทีมตรวจสอบ ให้มาพบผมที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้เลย"
เสิ่นซวี่ตงจดคำสั่งและกำลังจะโทรแจ้งทีละคน จู่ๆ จ้าวชุนเจียงก็ถามขึ้นมาว่า
"หยานชิงฟื้นหรือยัง"
เจอคำถามจู่โจมแบบนี้เข้าไป เสิ่นซวี่ตงก็ถึงกับทำตัวไม่ถูก
เขาจะไปตามสืบความเป็นตายของรองนายกตำบลตัวเล็กๆ ได้ยังไง ตอนนี้สิ่งที่เขาสนใจคือเจ้านายใหญ่ของตัวเองจะทนรับมือกับข่าวลือที่ปลิวว่อนไปทั่วฟ้าได้หรือไม่ต่างหาก
จ้าวชุนเจียงเห็นสีหน้ามึนงงของเสิ่นซวี่ตง เขาก็รู้สึกไม่พอใจเลขาธิการคนนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรก
นี่เป็นปัญหาแรกที่เกิดขึ้นระหว่างการปรับตัวเข้าหากันของจ้าวชุนเจียงและเสิ่นซวี่ตงตั้งแต่เขาย้ายมารับตำแหน่งที่หนิงเจียง
ข่าวลือไร้สาระแค่ไม่กี่ประโยคกลับทำให้เลขาธิการคณะกรรมการพรรคมณฑลทำตัวไม่ถูกซะขนาดนี้ ถ้ามีข่าวที่เลวร้ายกว่านี้หลุดมาเข้าหู แกจะไม่ถึงขั้นขายตัวเอาตัวรอดเลยหรือไง
"ขุนเขาไท่ซานถล่มอยู่ตรงหน้าก็ยังคงสีหน้าเรียบเฉย เสี่ยวเสิ่น คุณยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ"
"และจำไว้ว่า การที่ฝ่ายตรงข้ามงัดเอาวิธีสกปรกแบบนี้มาใช้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกมันหมดหนทางสู้แล้ว ขอแค่เรายึดมั่นในจุดยืนของตัวเองไว้ได้ เราก็จะได้รับชัยชนะ เข้าใจไหม"
เสิ่นซวี่ตงใจหล่นวูบ นี่เลขาธิการกำลังตำหนิว่าเขาควบคุมอารมณ์ไม่ได้จนทำให้เสียการใหญ่
เขาจึงรีบปรับเปลี่ยนทัศนคติ ยอมรับผิดอย่างถ่อมตัว แล้วรีบออกไปสืบข่าวที่ห้องด้านนอกทันที
ในขณะเดียวกัน หยานชิงที่เข้าเฝือกที่แขนกำลังยืนหน้าเศร้าด้วยความรู้สึกผิดอยู่ด้านหลังชายชราคนหนึ่ง ชายชรายืนหลังตรงตระหง่าน แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาโดยไม่ต้องทำหน้าดุ
ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ยืนปักหลักอยู่หน้าห้องไอซียู สายตาจับจ้องไปที่ไฟหน้าประตู
ชายชรายืนจนเมื่อย จึงค่อยๆ เอามือเท้าที่วางแขนแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ หยานชิงคอยประคองอยู่ข้างๆ ไม่ห่าง
ผ่านไปเนิ่นนาน ชายชราก็เหมือนจะได้สติกลับมา เขามองดูหยานชิงที่ดูโทรมไปถนัดตา แล้วตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ พูดว่า
"เสี่ยวหยาน แกเป็นอะไรไป"
"คุณปู่จู ผมเป็นคนทำร้ายซือหานครับ"
"ไอ้หนุ่ม แกกลายเป็นคนขี้แยแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ตอนที่เล่นหมากรุกรุกฆาตฉันเมื่อวันก่อนไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย ลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านแค่ไม่กี่วัน กลับกลายเป็นพวกไม่เอาไหนไปซะแล้ว"
"ถ้าวันนี้ผมไม่ดึงดันขอร้องให้เธอมาช่วย ซือหานก็คงไม่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เพราะช่วยผม ผม ผม ผมมันสมควรตาย!"
"ไร้สาระ!" ชายชราตบพนักวางแขนดังปัง แล้วตะคอกใส่หยานชิงอย่างเหลืออด
"ซือหานมองคนผิดจริงๆ ไม่คิดเลยว่าแกจะเป็นไอ้ขี้ขลาดที่มัวแต่ห่วงหน้าพะวงหลังแบบนี้"
[จบแล้ว]