- หน้าแรก
- มือปราบปืนเดือด เชือดมาเฟียภูธร
- บทที่ 1 - แก้ปัญหาความยากจน?
บทที่ 1 - แก้ปัญหาความยากจน?
บทที่ 1 - แก้ปัญหาความยากจน?
บทที่ 1 - แก้ปัญหาความยากจน?
ยามค่ำคืนในเมืองปิงเฉิง แสงไฟสว่างไสวขึ้นทีละดวง
ห้องประชุมคณะกรรมการประจำตึกที่ทำการพรรคมณฑลหนิงเจียงสว่างไสว บรรยากาศภายในกดดันอย่างประหลาด
จ้าวชุนเจียง เลขาธิการพรรคมณฑลนั่งอยู่ตำแหน่งประธานด้วยสีหน้าเรียบเฉย คณะกรรมการคนอื่นๆ ที่อยู่ประจำการนั่งแยกกันสองฝั่ง ต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขากำลังฟังรายงานจากผู้บังคับการตำรวจมณฑลที่เข้าร่วมประชุม
"นี่คือคดีฆาตกรรมโดยเจตนาสามคดีที่พุ่งเป้ามายังเลขาธิการประจำหมู่บ้านเพื่อการแก้ปัญหาความยากจนของเราครับ!"
"และจากการสืบสวนทางลับได้ข้อสรุปแล้วว่า สหายทั้งสามท่านนี้ไม่ได้เสียชีวิตตามธรรมชาติ เลขาธิการสองท่านแรกอยู่ในวัยหนุ่มแน่นและสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ แต่กลับเสียชีวิตกะทันหันจากการจมน้ำและภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน ส่วนท่านล่าสุดก่อนที่จะสละชีพ รถยนต์ที่เขานั่งได้รับการตรวจสอบจากแผนกเทคนิคของเราแล้วพบว่ามีร่องรอยการดัดแปลงที่ระบบเบรกครับ"
จ้าวชุนเจียงโยนปากกาหมึกซึมในมือทิ้งไปด้านข้างแล้วเอ่ยขึ้น
"แค่ตำบลเล็กๆ อย่างหวงซง กลับต้องสูญเสียบุคลากรชั้นยอดด้านการแก้ปัญหาความยากจนไปถึงสามคนติดต่อกัน ดูท่าปัญหาที่นั่นจะใหญ่ไม่เบา ในมุมมองของผม มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างฝังรากลึกและมีการสมรู้ร่วมคิดกับอิทธิพลมืด"
"ท่านเลขาธิการจ้าว ตอนนี้ด่วนสรุปไปหน่อยหรือไม่ครับ"
จ้าวชุนเจียงแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา
"ด่วนสรุปเหรอ ผมว่าเราสรุปช้าไปเสียด้วยซ้ำ ถ้าเราด่วนสรุปได้เร็วกว่านี้ บางทีอาจจะไม่ต้องสูญเสียสหายไปมากขนาดนี้ก็ได้"
จ้าวชุนเจียงกวาดสายตามองทุกคนที่นั่งอยู่ในนั้น ท้ายที่สุดก็ขมวดคิ้วและพูดอย่างหนักแน่นเด็ดขาดว่า
"ความลับอะไรกันแน่ที่ทำให้พวกมันเลือกที่จะฆ่าปิดปาก! ถ้าไม่ใช่เพราะนักข่าวจากหนังสือพิมพ์มณฑลคนนั้น พวกเราทุกคนก็คงยังถูกปิดหูปิดตาอยู่"
ผู้บังคับการตำรวจมณฑลมีสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะพูดเรื่องที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงออกมาอีกเรื่อง
"ท่านเลขาธิการจ้าว นักข่าวคนนั้นก็เพิ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองวันก่อนครับ"
ปัง!
จ้าวชุนเจียงกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง ยากที่จะจินตนาการได้ว่าคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่สุขุมนุ่มลึกจะโมโหได้ขนาดนี้ ทำเอาหัวใจของทุกคนในที่นั้นหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม สุดท้ายเขาก็โกรธจนหัวเราะออกมา
"ดี! ดีมาก! เห็นชีวิตคนเป็นผักปลา! นี่มันเป็นการประกาศสงครามกับพวกเราอย่างโจ่งแจ้ง! เรื่องแบบนี้ใครจะไปทนได้! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ให้คณะกรรมการการเมืองและกฎหมายเป็นแกนนำ จัดตั้งทีมสืบสวนร่วมกับตำรวจ อัยการ ศาล และหน่วยงานตรวจสอบ นำคดีมารวมกันและสืบสวนซะ ผมจะเป็นหัวหน้าทีมเอง สืบให้ถึงที่สุด ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเกี่ยวพันกับใคร หรือมีผลกระทบถึงระดับไหน พบเจอก็จัดการไปทีละคน ห้ามละเว้นเด็ดขาด!"
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า นี่คือไฟกองแรกที่เลขาธิการจ้าวได้จุดขึ้นหลังจากย้ายมารับตำแหน่งที่มณฑลหนิงเจียงได้ครึ่งปี ถ้าไม่แผดเผาใครสักสองสามคนก็คงไม่มีทางดับลงได้
......
"เร็วเข้า มีคนตกน้ำ!"
หยานชิงที่กำลังวิ่งออกกำลังกายตอนกลางคืนได้ยินเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือ จึงเร่งฝีเท้าวิ่งไปตามเสียงนั้น
"เกิดอะไรขึ้นครับ"
หยานชิงเอ่ยถามหญิงสาวที่กำลังร้องขอความช่วยเหลือ
หญิงสาวคนนี้หน้าตาสะสวยมาก แต่งตัวด้วยชุดกีฬา ดูคล้ายกับหยานชิงที่เป็นชุดสำหรับวิ่งกลางคืนเช่นกัน สิ่งที่ดึงดูดใจหยานชิงที่สุดคือผมหางม้าของเธอ
"ฉันเพิ่งวิ่งมาถึงตรงนี้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนรั้วหินริมฝั่ง พอฉันวิ่งเลยไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงตู้ม แล้วผู้หญิงคนนั้นก็หายไปแล้วค่ะ"
ผู้คนรอบข้างเห็นว่ามีเรื่องตื่นเต้นจึงพากันมามุงดู
"มีใครว่ายน้ำเป็นบ้างไหม"
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ หยานชิงจึงเริ่มถอดเสื้อผ้าเตรียมลงน้ำ
ในฐานะอดีตทหารที่ปลดประจำการและมารับตำแหน่งตำรวจหน่วยสวาท ชายหนุ่มวัยยี่สิบหกปีมีร่างกายกำยำล่ำสัน ทักษะการว่ายน้ำเป็นเลิศ เรื่องแบบนี้ถือเป็นหน้าที่ที่ไม่อาจปัดความรับผิดชอบได้
เขาปลดกระเป๋าคาดแขนออก วางแหมะไว้บนรั้วหินอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออกวางไว้ กะทิศทางที่ผู้หญิงคนนั้นหายไป แล้วพุ่งตัวดำดิ่งลงสู่แม่น้ำ
หลังจากว่ายตามกระแสน้ำไปหลายร้อยเมตร หยานชิงก็เห็นเงาดำๆ กำลังตะเกียกตะกายอยู่บนผิวน้ำ ดูจากสถานการณ์แล้ว คาดว่าคงใกล้จะหมดแรงเต็มที
หยานชิงว่ายไปถึงตัวเธอ ใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีลากเธอเข้าฝั่ง และด้วยความช่วยเหลือจากผู้คนริมแม่น้ำ ในที่สุดก็ดึงผู้หญิงคนนี้ขึ้นมาบนขั้นบันไดริมฝั่งได้สำเร็จ
นี่มันเด็กสาวที่ไหนกัน อายุน่าจะใกล้สามสิบแล้ว แค่ตัวเล็กเลยดูเหมือนอายุยังน้อย
ผู้หญิงคนนี้สำลักน้ำไปมาก หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลทันที อาจจะทนรอจนรถพยาบาลมาถึงไม่ไหว
"มีใครเป็นหมอหรือพยาบาลบ้างไหมครับ"
หยานชิงกวาดสายตามองไปรอบๆ พบว่าทุกคนกำลังใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอกันหมด ไม่มีใครตอบคำถามของเขาเลย พอได้ยินหยานชิงถามว่าใครเป็นหมอบ้าง หลายคนกลับก้าวถอยหลังไปเสียด้วยซ้ำ
เขาถอนหายใจ หยานชิงไม่มีเวลาคิดอะไรมากนัก จึงต้องลงมือทำ CPR ด้วยตัวเอง
เขาวางส้นมือซ้อนกัน กดลงตรงกลางหน้าอกของผู้หญิงคนนั้น ออกแรงกดลงไปพร้อมกับนับในใจ
"1001-1002-1003-1004~"
แม้ว่าสัมผัสอ่อนนุ่มที่ส่งผ่านมาถึงมือจะรู้สึกดีมาก แต่หยานชิงไม่มีเวลามาตื่นตะลึงกับขนาดหน้าอกหน้าใจของเธอ เขาต้องตั้งสมาธิให้มั่น
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดอกุศล เมื่อเห็นมีน้ำไหลออกจากปากของผู้หญิงคนนั้น หยานชิงก็เริ่มผายปอดทันที
คนที่เคยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นจะรู้ดีว่า การผายปอดให้คนตกน้ำนั้นทรมานที่สุด ยังไม่ต้องพูดถึงว่าน้ำในแม่น้ำที่คายออกมาจะสกปรกแค่ไหน แค่กลิ่นลมหายใจที่อั้นอยู่ในปากก็เหม็นจนแทบสลบได้แล้ว
หยานชิงไม่ได้กลัวความสกปรก แต่ในฐานะตำรวจ เขาเห็นความเลวร้ายในกมลสันดานของมนุษย์มามากพอแล้ว
หากช่วยชีวิตไว้ไม่ได้ ก็จะมีคนตั้งข้อสงสัยว่าเขาทำให้การรักษาล่าช้า แต่หากช่วยชีวิตไว้ได้ ก็จะมีคนกล่าวหาว่าเขาล่วงละเมิดทางเพศผู้หญิง
แต่จะปล่อยให้คนตายต่อหน้าต่อตาก็คงไม่ได้
ช่างเถอะ ทำดีก็ทำไป ไม่ต้องไปสนผลลัพธ์หรอก
หยานชิงตัดสินใจเด็ดขาด สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเป่าลมเข้าปากผู้หญิงคนนั้นแบบปากประกบปาก
หลังจากทำ CPR ไปได้หลายชุด ผู้หญิงคนนั้นก็สามารถหายใจได้เอง ใบหน้าของเธอก็ค่อยๆ กลับมามีเลือดฝาด
หยานชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกดีใจที่ความพยายามของตัวเองไม่สูญเปล่า และกำลังยินดีที่ได้ช่วยชีวิตคนไว้อีกหนึ่งชีวิต แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นบรรดาหญิงสาวและแม่บ้านมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกๆ เขินอาย อยากมองแต่ก็ไม่กล้ามอง จนกระทั่งเขาเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองใส่กางเกงในตัวเดียว แทบจะเปลือยกายล่อนจ้อนตอนช่วยคน
เวรเอ๊ย!
หรือว่ากางเกงในเขาเป้าขาด โคตรจะน่าอายเลย!
แม้ว่าปกติเวลาอาบน้ำเขาจะชอบล้อเล่นกับเพื่อนร่วมงานว่าน้องชายของเขาเกิดมาไม่ธรรมดา แต่ต่อให้ในโรงอาบน้ำจะมีคนเยอะแค่ไหน มันก็ยังเป็นสถานที่ส่วนตัวอยู่ดี
แต่นี่อยู่ท่ามกลางสายตาประชาชน แม้จะมีกางเกงในบังอยู่ แต่มันก็ถือเป็นการ "โชว์ของ" ต่อหน้าทุกคนจริงๆ
เขาเอามือปิดหน้าเพื่อกะทิศทาง หยานชิงรีบวิ่งกลับไปตรงที่ตัวเองลงน้ำเมื่อกี้ แต่ผลปรากฏว่าของบนรั้วหินหายไปหมดแล้ว
"ไอ้บ้าเอ๊ย! ไอ้งั่งหน้าไหนมันหน้าด้านมาขโมยของตำรวจวะ!"
เขายืนด่ากราดอยู่ตรงนั้น พอเห็นว่ามีคนกำลังวิ่งมาทางนี้ หยานชิงก็เอามือกุมจุดยุทธศาสตร์ตามสัญชาตญาณ แล้ววิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนเรื่องที่ว่าจะต้องทิ้งข้อมูลติดต่อไว้เพื่อให้ญาติของคนถูกช่วยมาแสดงความขอบคุณน่ะเหรอ ช่างเถอะ ปีหนึ่งๆ เขาช่วยคนมาตั้งยี่สิบสามสิบคนจนชินแล้ว ถ้าลงมือช่วยเพราะอยากให้คนอื่นมาขอบคุณ มันดูหวังผลประโยชน์เกินไป นั่นไม่ใช่หลักการใช้ชีวิตของหยานชิงเลย
วันรุ่งขึ้น หยานชิงมาเข้าเวรตามปกติ กำลังคิดหาวิธีตามล่าตัวไอ้หัวขโมยน่ารังเกียจเมื่อคืน เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากแผนกการเมืองของกองบังคับการ
หยานชิงรับสาย เป็นสายจากเหลียงโหย่วหมิน หัวหน้าแผนกการเมือง
"อาจารย์ มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ"
"หยานชิง ปีนี้ทางเมืองมอบหมายภารกิจแก้ปัญหาความยากจนให้กับสำนักงานตำรวจ มติจากคณะกรรมการพรรคประจำสำนักงานเห็นควรว่า ภารกิจอันทรงเกียรตินี้จะมอบหมายให้คุณจัดการ ทางหน่วยของคุณเราได้แจ้งไปแล้ว ก่อนบ่ายสามโมงวันนี้ ให้ไปรายงานตัวที่แผนกการเมืองของสำนักงานตำรวจเมือง"
พอหยานชิงได้ยินก็แทบกุมขมับ เขาถามอย่างไม่แน่ใจ
"อะไรนะครับ อาจารย์ไม่ได้ล้อผมเล่นใช่ไหม"
"แกเห็นฉันเป็นคนชอบล้อเล่นหรือไง"
"ทำไมต้องเป็นผมด้วยล่ะ ผมไม่มีประสบการณ์งานแก้ความยากจนเลยนะ"
"เลิกพูดมาก แกเป็นสมาชิกพรรคหรือเปล่า จงเชื่อฟังคำสั่ง!"
"รับทราบครับ!"
หลังจากหยานชิงวางสาย อารมณ์ของเขาก็ดิ่งลงเหว
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ภารกิจแก้ปัญหาความยากจนปีนี้ถึงได้มาตกอยู่ที่หัวของหยานชิงได้
ตอนนี้นับเป็นช่วงเวลาสำคัญของการปรับตำแหน่งครั้งสุดท้ายก่อนที่คณะผู้บริหารกองบังคับการชุดปัจจุบันจะย้ายออกไป อาจารย์เคยแอบบอกเขาเป็นการส่วนตัวว่า หยานชิงในวัย 25 ปี เป็นคู่แข่งตัวเต็งที่มีลุ้นตำแหน่งรองหัวหน้ากองร้อยตำรวจหน่วยสวาทมากที่สุด แต่ตอนนี้กลับถูกส่งไปทำงานแก้ปัญหาความยากจน ผลลัพธ์ก็เห็นๆ กันอยู่
"ผมไปขวางทางใครเข้า ถึงได้เตะโด่งผมมาไกลขนาดนี้"
เขาคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก จึงตัดสินใจปล่อยวาง แขนเล็กๆ จะไปงัดกับต้นขาได้ยังไง ก็ทำได้แค่ยอมรับ ยิ่งเป็นสายงานตำรวจที่มีวินัยเคร่งครัดแบบนี้ด้วยแล้ว
หยานชิงมองดูนาฬิกา เก็บของในห้องทำงาน สะพายกระเป๋า แล้วขับรถ QQ มือเจ็ดของเขาออกไปเงียบๆ
ตลอดทาง หยานชิงรับสายโทรศัพท์นับไม่ถ้วน ล้วนแต่โทรมาแสดงความไม่พอใจแทนเขาหรือไม่ก็โทรมาเสียดายแทน สุดท้ายเขาก็รำคาญจนต้องปิดเสียงแล้วโยนมือถือทิ้งไว้ที่เบาะข้างคนขับ จะได้ไม่ต้องเห็นให้รกหูรกตา
ตลอดช่วงบ่ายนั้น หยานชิงเอาแต่เหม่อลอย ได้แต่ทำทีเป็นจดบันทึกลงสมุดไปตามน้ำ จนกระทั่งเดินออกจากสำนักงานแก้ปัญหาความยากจนของรัฐบาลเมือง บนหัวของหยานชิงก็มีตำแหน่งใหม่เพิ่มเข้ามา
รองนายกเทศมนตรีตำบลหวงซง ดูแลงานแก้ปัญหาความยากจน
สิ่งที่ทำให้หยานชิงพอจะรู้สึกโอเคขึ้นมาหน่อยก็คือ งานแก้ความยากจนนี้ใช้เวลาอย่างมากแค่สองปี แถมยังได้เลื่อนระดับเป็นรองหัวหน้าแผนก ถือว่าในโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง
ที่น่าแปลกคือ มีแค่เขาที่มาจากสายตำรวจคนเดียวที่ได้ตำแหน่งรองนายกตำบล ส่วนคนจากหน่วยงานอื่นที่ถูกส่งมาทำงานนี้ ล้วนได้เป็นเลขาธิการอันดับหนึ่งประจำหมู่บ้านกันหมด หลังจากประชุมเสร็จ หยานชิงก็ไปถามผู้ใหญ่ที่มาเป็นเพื่อนจากแผนกการเมืองของสำนักงานตำรวจเมือง และได้รับคำตอบว่า
"ทางสำนักงานเมืองรู้ว่าคุณกำลังจะได้เลื่อนเป็นรองหัวหน้ากองร้อย แต่การถูกส่งไปทำงานแก้ความยากจนจะทำให้คุณเสียเวลาไปสองปี ก็เลยประสานงานกับฝ่ายจัดตั้งให้คุณได้ตำแหน่งรองนายกตำบลไปก่อน พอกลับมาคุณจะได้ขึ้นเป็นรองหัวหน้าแผนกได้อย่างราบรื่น"
ใครจะไปเชื่อคำพูดของตาเฒ่าจอมเจ้าเล่ห์นี่กันล่ะ
"หยานชิง ตามฉันไปที่ตึกที่ทำการพรรคมณฑลหน่อย จำไว้นะ ห้ามแสดงความคิดเห็นส่งเดช ห้ามพูดจาซี้ซั้วเด็ดขาด"
ตาเฒ่ากำชับเสียงแข็ง
หยานชิงสงสัย
"ตึกที่ทำการพรรคมณฑลหรือครับ"
ตอนที่เดินออกมาจากตึกที่ทำการพรรคมณฑล ทั่วทั้งร่างของหยานชิงก็เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ ตอนแรกคิดว่าแค่ไปทำงานแก้ปัญหาความยากจน แต่ตอนนี้เขากลับมีภารกิจสำคัญเพิ่มมาอีกหนึ่งอย่าง
นั่นคือการสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของผู้รับตำแหน่งสามคนก่อนหน้า
เมื่อถูกถามว่ากลัวไหม หยานชิงตอบอย่างหนักแน่นเด็ดขาด ในฐานะอดีตทหารจากหน่วยรบพิเศษ อันตรายแค่นี้เขาไม่เก็บมาใส่ใจหรอก
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้เจอกับนายอำเภอคนใหม่ที่จะไปรับตำแหน่งที่อำเภอซานเหอพร้อมกันด้วย
คนคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นอาจารย์ของเขาเอง หรือก็คือ เหลียงโหย่วหมิน ที่เป็นคนแจ้งเรื่องงานแก้ปัญหาความยากจนให้เขาทราบนั่นแหละ
เหลียงโหย่วหมินถือว่ามารับตำแหน่งในช่วงวิกฤต ทางมณฑลรู้สึกว่าปัญหาในอำเภอซานเหอนั้นลึกซึ้งมาก จึงตัดสินใจเลื่อนขั้นให้สหายจากสายงานตำรวจมารับตำแหน่งนี้
ก่อนหน้านี้ในรายชื่อประเมินของฝ่ายจัดตั้งไม่มีชื่อของเขาเลย การได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลในเมืองที่ไม่คุ้นเคย ถือเป็นโอกาสและเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง
สิ่งที่หยานชิงไม่รู้คือ ตัวเขาเองถูกเหลียงโหย่วหมินแนะนำขึ้นไป มีคำกล่าวที่ว่า ปราบเสือต้องพึ่งพี่น้อง ออกรบต้องพึ่งพ่อลูก เหลียงโหย่วหมินมองเห็นศักยภาพและไว้ใจลูกศิษย์คนนี้มาก
ทั้งสองคนเดินออกจากตึกที่ทำการพรรคมณฑลพร้อมกัน เหลียงโหย่วหมินพูดกับหยานชิงว่า
"พรุ่งนี้จะไปรายงานตัวพร้อมกับฉัน หรือจะไปเอง"
หยานชิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ
"ผมไปเองดีกว่าครับ ยิ่งคนรู้ความสัมพันธ์ของเราน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดี"
"ตกลง ระวังตัวด้วยนะ ถึงแม้ทางมณฑลจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่ตอนนี้เรายังรู้อะไรเกี่ยวกับที่นั่นน้อยมาก แกเหมือนเข้าไปอยู่ในถ้ำเสือ ทุกคนกำลังรอฟังข่าวจากแกอยู่นะ"
หยานชิงฟังแล้วก็รู้สึกฮึกเหิม เขาพูดด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า
"วางใจได้เลยครับอาจารย์ นึกถึงตอนงานประลองยุทธระดับกองทัพปีนั้นสิครับ~"
เหลียงโหย่วหมินยกมือขึ้นปิดหูแล้วพูดอย่างหมั่นไส้
"โอย พอได้แล้ว หูฉันได้ยินจนตาปลาจะขึ้นอยู่แล้ว วีรบุรุษไม่พูดถึงความกล้าในอดีตหรอกเว้ย มีอะไรก็ติดต่อฉันได้ตลอดเวลาแล้วกัน"
ในใจของหยานชิงก็มีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา เรื่องนี้มันช่างบังเอิญเกินไป อาจารย์ของเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายอำเภอ แล้วเขาก็ได้เป็นรองนายกตำบลตามมาติดๆ
"อาจารย์ รู้อยู่แล้วใช่ไหมครับว่าจะได้ไปอำเภอซานเหอ"
"ใช่ เมื่ออาทิตย์ก่อนผู้บังคับบัญชาเก่ามาหาฉัน ถามว่าฉันกล้าไปลุยน้ำโคลนบ่อนี้ไหม"
เข้าใจแล้ว!
หยานชิงยืนตัวตรง ทำความเคารพเหลียงโหย่วหมิน และพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวาน
"ขอให้ผู้บังคับบัญชาวางใจ ผมรับรองว่าจะปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จครับ!"
[จบแล้ว]