- หน้าแรก
- หมอเทวดาบัญชามังกร
- บทที่ 48 - เขาเป็นใครมาจากไหน?
บทที่ 48 - เขาเป็นใครมาจากไหน?
บทที่ 48 - เขาเป็นใครมาจากไหน?
บทที่ 48 - เขาเป็นใครมาจากไหน?
เฉิงเปียวถูกอัดจนหน้าบวมปูด เลือดกำเดาทะลัก
ลูกพี่สวี่ลงมืออย่างโหดเหี้ยมจริงๆ ไม่มีคำว่าปรานี ซี่โครงของเฉิงเปียวหักไปตั้งหลายซี่
สุดท้าย ลูกพี่สวี่ก็ลากตัวเฉิงเปียวมาโยนไว้ตรงหน้าลู่เฟิง
"ถ้าแกไม่ได้รับการอภัยจากท่านลู่ ฉันจะเป็นคนเด็ดหัวแกเอง!"
ลูกพี่สวี่เอ่ยเสียงเย็น
เฉิงเปียวสะดุ้งสุดตัว ไม่กล้าชักช้า รีบคุกเข่าโขกศีรษะให้ลู่เฟิงรัวๆ น้ำเสียงหวาดผวาและอ้อนวอน "ท่านลู่ ไว้ชีวิตด้วย ท่านลู่ ไว้ชีวิตด้วยเถอะครับ! ผมมันตาบอดเอง ผมมันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปล่วงเกินท่านลู่เข้า ขอท่านลู่โปรดเมตตา ไว้ชีวิตหมาตัวนี้ด้วยเถอะครับ..."
เฉิงเปียวร้องไห้น้ำตาอาบหน้า อ้อนวอนอย่างน่าสมเพช ร่างกายสั่นเทิ้มไม่หยุด ฝันไปก็คงไม่คิดว่าลู่เฟิงตรงหน้าจะมีภูมิหลังยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ขนาดลูกพี่สวี่ยังต้องยอมก้มหัวให้ แล้วเขามันเป็นตัวอะไรถึงไปกล้าแหยม นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ
"คนที่แกไปล่วงเกินน่ะใช่ฉันเหรอ?"
ลู่เฟิงปรายตามองเฉิงเปียวด้วยสายตาเย็นชา
เฉิงเปียวชะงักไปนิด แล้วก็ตั้งสติได้ทัน รีบคลานเข่าไปทางหลี่เมิ่งจู๋อย่างรวดเร็ว พร้อมกับพูดอย่างสำนึกผิดว่า "คุณผู้หญิง ผมผิดไปแล้วครับ ที่ผมเคยล่วงเกินคุณไปทั้งหมด ขอคุณผู้หญิงโปรดอภัยให้ผมด้วย ผมจะไม่กล้าทำอีกแล้วครับ!"
ความจริงหลี่เมิ่งจู๋ก็กำลังอึ้งอยู่เหมือนกัน
เธอรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป นักเลงแก๊งมังกรฟ้าที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมจนใครๆ ก็หวาดกลัว ตอนนี้กลับคุกเข่ายอมสยบต่อหน้าลู่เฟิงกันหมด ทำตัวเชื่องประหนึ่งลูกแมว
ลู่เฟิงไปเอาความเก่งกาจขนาดนี้มาจากไหนกัน? เขาเป็นใครมาจากไหนกันแน่?
ท่ามกลางความเหม่อลอย เธอได้ยินเสียงเฉิงเปียวเอ่ยปากขอโทษ จึงรีบดึงสติกลับมา
พอเห็นเฉิงเปียวที่ปกติมักจะวางกล้ามใหญ่โต กลับกำลังคุกเข่าโขกศีรษะขอโทษเธอไม่หยุด หลี่เมิ่งจู๋ก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อจนพูดไม่ออก แต่สติปัญญาก็บอกเธอว่า ทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง
หลี่เมิ่งจู๋เป็นคนจิตใจดี พอเห็นเฉิงเปียวยอมรับผิดแบบนี้ เธอก็ใจอ่อน เผลอพูดออกไปว่า "คุณ คุณไม่ต้องคุกเข่าให้ฉันหรอก หลังจากนี้คุณอย่ามาวุ่นวายกับฉัน อย่าไปกวนร้านอาหารของพ่อแม่ฉันอีกก็พอแล้ว"
"ผมไม่กล้าแล้วครับ ต่อให้ให้ความกล้าผมมาอีกร้อยเท่าพันเท่า ผมก็ไม่กล้าแล้วครับ!"
เฉิงเปียวรีบรับคำเป็นพัลวัน
ลู่เฟิงเบือนหน้าไปมองหลิวจู้ที่ยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่กลางห้อง
หลิวจู้แข็งทื่อเป็นหินไปแล้วจริงๆ ความสะพรึงกลัวถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ กลืนกินเขาจนมิด เขาคิดว่าลู่เฟิงก็แค่คนเก่งศิลปะการต่อสู้ทั่วไป ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ขนาดเขย่งเท้าก็ยังเอื้อมไม่ถึงส้นรองเท้าของลู่เฟิงเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้น ตอนที่ลู่เฟิงปรายตามองมา หลิวจู้ก็ตกใจแทบสิ้นสติ ขาอ่อนทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้น
"เมื่อกี้ฉันเพิ่งทำนายดวงให้แกไป แกจำได้ไหมล่ะ?" ลู่เฟิงถาม
"จะ จำ จำได้ครับ ทะ ท่านบอกว่าคืนนี้ผมจะมีเคราะห์เลือดตกยางออก แล้วก็บอกว่า มะ มือเท้าที่เข้าเฝือกของผม คืนนี้จะต้องหักอีก..."
หลิวจู้พูดตะกุกตะกัก ประโยคสุดท้ายแทบจะร้องไห้ออกมา
"แล้วแกรออะไรอยู่ล่ะ? รอให้ฉันไปหักให้แกเองเหรอ?"
"ไม่ ไม่ ไม่ครับ ผมทำเอง ผมทำเอง..."
หลิวจู้น้ำตาคลอเบ้า ถ้าใครไม่รู้คงนึกว่ากำลังซาบซึ้งใจอยู่
เขาหยิบท่อนเหล็กบนพื้นขึ้นมา ฟาดเปรี้ยงเข้าที่หัวเข่าขวาที่เข้าเฝือกอยู่อย่างแรง
"ไอ้ไข่สองใบ..."
ลู่เฟิงมองก้นบุหรี่ในมือ กำลังมองหาที่เขี่ยบุหรี่เพื่อจะดับไฟ
"อยู่นี่ครับ อยู่นี่ครับ ท่านลู่มีอะไรสั่งมาได้เลย"
ลูกพี่สวี่รีบขานรับ พร้อมกับยื่นมือขวาออกไป
ลู่เฟิงจี้บุหรี่ที่กำลังติดไฟดับลงบนมือขวาของลูกพี่สวี่อย่างลวกๆ แล้วพูดเรียบๆ ว่า "ในเมื่อออกมาแล้ว ก็ช่วยดูแลแก๊งมังกรฟ้าให้มันดีๆ หน่อย อย่าให้เพิ่งออกมาได้ไม่กี่วัน ก็ต้องโดนส่งกลับไปนอนคุกเจิ้นหลงอีกรอบล่ะ"
พูดจบ ลู่เฟิงก็จูงมือหลี่เมิ่งจู๋เดินออกไป
จนกระทั่งแผ่นหลังของลู่เฟิงลับสายตาไป เส้นประสาทที่ตึงเครียดของลูกพี่สวี่ถึงได้ผ่อนคลายลง เขาทรุดนั่งแปะลงกับพื้น เหงื่อเย็นเยียบเปียกชุ่มไปทั้งตัว รู้สึกเหมือนเพิ่งรอดตายหวุดหวิด
"ซี๊ด!"
ลูกพี่สวี่สูดปากด้วยความเจ็บปวด ความรู้สึกแสบร้อนแล่นปรี๊ดขึ้นมาจากฝ่ามือ พอก้มดูก็เห็นรอยไหม้พองจากการโดนจี้บุหรี่
เขาตบหน้าเฉิงเปียวฉาดใหญ่ ความโกรธยังไม่ทันคลาย ตวาดเสียงเย็น "พ่อมึงเถอะ กูเกือบตายเพราะไอ้หมาอย่างมึงแล้ว!"
เฉิงเปียวก้มหน้างุด ผ่านไปพักใหญ่ถึงกล้าเอ่ยปากถามเบาๆ "ลูกพี่สวี่ ขะ เขาเป็นใครมาจากไหนเหรอครับ?"
"จอมมารจากเรือนจำเจิ้นหลงไงล่ะ"
ลูกพี่สวี่สูดหายใจลึก แล้วพูดต่อ "มึงรู้ไหมว่าคนที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำเจิ้นหลงน่ะเป็นพวกไหน? แม่งมีแต่พวกเดนมนุษย์โหดเหี้ยมระดับพระกาฬทั้งนั้น ไม่ก็พวกมหาเศรษฐีทรงอิทธิพล แค่ปล่อยใครสักคนในนั้นออกมา กระทืบเท้าทีเดียวก็ทำเอาแผ่นดินไหวได้แล้ว"
"ชื่อเสียงของกูตอนอยู่เมืองเจียงเฉิงเมื่อก่อน ก็ถือว่าโหดสลัดรัสเซียแล้วใช่ไหมล่ะ?"
เฉิงเปียวพยักหน้าหงึกๆ ตอบด้วยน้ำเสียงเทิดทูน "บารมีของลูกพี่สวี่เลื่องลือไปทั่วเมืองเจียงเฉิง ระดับครึ่งก้าวปรมาจารย์พลังแปรเปลี่ยน ใครจะกล้าหือล่ะครับ?"
ลูกพี่สวี่กลับถอนหายใจเบาๆ "แต่ขนาดกู พอโดนจับยัดเข้าเรือนจำเจิ้นหลง ไปเจอพวกตัวตึงจอมโหดพวกนั้น กูแม่งกลายเป็นแค่ลูกเจี๊ยบไปเลย อันดับยังไม่ติดด้วยซ้ำ แต่ไอ้หมอนั่นเมื่อกี้นี้น่ะ..."
"พวกตัวโหดและมหาเศรษฐีในเรือนจำเจิ้นหลง ต่างพากันเรียกมันลับหลังว่าจอมมารลู่ ขนาดไอ้คนที่ได้ฉายาว่าเป็นราชันย์นักฆ่า ยังต้องมาคอยต้มน้ำล้างเท้านวดขาให้มันทุกวัน แล้วมึงเป็นหมาตัวไหน ถึงเสือกกล้าไปแหยมกับคนระดับนี้ฮะ!"
เฉิงเปียวสะดุ้งโหยง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เพิ่งตระหนักได้ว่าคืนนี้ที่เขารอดตายมาได้ คงเป็นเพราะบุญบารมีบรรพบุรุษคุ้มครองแน่ๆ
……
ลู่เฟิงพาหลี่เมิ่งจู๋เดินออกมาจากคลับหวงเฉา กำลังยืนรอรถอยู่ริมถนน
ตอนนั้นเอง...
บรืน!
รถแลมโบร์กินีสุดเท่คันหนึ่งแล่นฉิวมาจอดเทียบท่าริมถนน
นี่มันรถหรูระดับสิบล้าน ดึงดูดสายตาผู้คนรอบข้างได้ในพริบตา สาวๆ วัยรุ่นหลายคนหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป ตาลุกวาวด้วยความคลั่งไคล้
ประตูรถเปิดออก คุณชายวัยรุ่นที่ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวเดินลงมา กวาดสายตามองไปรอบๆ จนไปสะดุดเข้ากับลู่เฟิงที่ยืนรอรถอยู่
"ลู่เฟิง? แกมาทำอะไรที่นี่?"
ลู่เฟิงปรายตามองอีกฝ่าย ที่แท้ก็คือเย่อี้เฉิน คุณชายใหญ่แห่งตระกูลเย่
ลู่เฟิงไม่ตอบ เขาขี้เกียจเสวนาด้วย ไอ้อ่อนที่ทำตัวเองจนหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ต้องพึ่งยาชูกำลังถึงจะรอดไปวันๆ แบบนี้ เขาไม่อยากจะใส่ใจ
แต่เย่อี้เฉินกลับไม่ยอมลดละ เดินรี่เข้ามาหา แต่พอมองเห็นหลี่เมิ่งจู๋ที่ยืนอยู่ข้างลู่เฟิง ตาเขาก็เป็นประกาย เผยให้เห็นความหื่นกระหายอย่างปิดไม่มิด
เย่อี้เฉินเคยฟันผู้หญิงมานักต่อนัก แต่ละคนล้วนเป็นระดับพรีเมียมทั้งนั้น
ทว่าหลี่เมิ่งจู๋กลับดึงดูดใจเขายิ่งกว่าผู้หญิงพรีเมียมพวกนั้นซะอีก ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาหรือรูปร่าง กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งดอกบัวแรกแย้ม รูปร่างอรชรอ้อนแอ่นสุดเซ็กซี่ โดยเฉพาะเรียวขาคู่งามที่สวมถุงน่องสีดำนั่น...
เย่อี้เฉินกลืนน้ำลายเอื๊อกโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ตวัดสายตาไปมองลู่เฟิง เอ่ยเสียงเย็น "ลู่เฟิง แกมีสัญญาหมั้นหมายกับเย่ยวี่หลีแล้ว ยังกล้าออกมาระริกระรี้กับผู้หญิงอื่นข้างนอกอีกเหรอ? ในสายตาแกยังเห็นหัวตระกูลเย่อยู่ไหม?"
"เย่อี้เฉิน ฉันขี้เกียจจะเสวนากับแกแล้วนะ แกยังจะสาระแนโผล่หน้ามาอีก แกคิดว่าหนังตัวเองหนานักหรือไง ถึงไม่แคร์ถ้าจะโดนฉันจับโยนกระเด็นไปอีกรอบ?"
ลู่เฟิงปรายตามองเย่อี้เฉิน แล้วพูดต่อ "อีกอย่าง ฉันจะทำอะไรต้องให้แกมาสาระแนสอนด้วยเหรอ?"
"แก"
เย่อี้เฉินโกรธจัด กัดฟันกรอด พูดเสียงเย็น "ลู่เฟิง ฉันกำลังช่วยแกอยู่นะ ถ้าคุณปู่กับอาสามรู้ว่า แกมีคู่หมั้นอยู่แล้วยังมาระริกระรี้กับผู้หญิงอื่นข้างนอก สัญญาหมั้นนี้แกยังอยากได้อยู่ไหม? ที่แกพยายามประจบสอพลอทำทุกวิถีทาง ก็เพื่ออยากจะเป็นลูกเขยตระกูลเย่ไม่ใช่เหรอ? เอาอย่างนี้แล้วกัน แกส่งผู้หญิงคนนี้มาให้ฉัน แล้วฉันจะถือซะว่าไม่เห็นเรื่องนี้ จะไม่เอาไปฟ้องผู้ใหญ่ด้วย"
[จบแล้ว]