- หน้าแรก
- ผู้ถูกเลือกให้เข้าสู่ในโลกแห่งกฎสยองระดับ เอส
- ตอนที่ 28 ความลับในอุโมงค์
ตอนที่ 28 ความลับในอุโมงค์
ตอนที่ 28 ความลับในอุโมงค์
ตอนที่ 28 ความลับในอุโมงค์
ในโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญ นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้เข้าแข่งขันพยายามต่อรองราคากับตัวประหลาด
ดังนั้น เมื่อทุกคนเห็นหลินหยวนต่อราคาได้สำเร็จ พวกเขาต่างก็รู้สึกเหมือนได้เปิดโลกกว้าง
อย่างไรก็ตาม สำหรับหลินหยวนแล้ว การประหยัดเงินได้ห้าร้อยหยวนนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร สิ่งสำคัญคือ หลินหยวนได้ทดสอบความสำคัญของค่าเสน่ห์ต่างหาก
ตอนนี้ ด้วยสกิลฉายา 'หันหลังให้สรรพสิ่ง' เขาได้รับโบนัสค่าเสน่ห์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สิ่งนี้ทำให้หลินหยวนกล้าที่จะทำอะไรห่ามๆ มากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว แม้แต่คนหน้าเงินอย่างซุนเสี่ยวเสี่ยวก็ยังยอมลดราคาให้หลินหยวนได้
ทว่า เมื่อเทียบกับค่าสถานะอีกสามอย่าง หลินหยวนยังคงรู้สึกว่าค่าเสน่ห์มีความคุ้มค่าน้อยที่สุดอยู่ดี แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี
บางทีค่าเสน่ห์อาจจะมีบทบาทสำคัญอย่างอื่นอีก แต่เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ในตอนนี้ ห้าร้อยหยวนงั้นเหรอ เหอะ ถุย!
หลินหยวนที่มีเงินสดอยู่ในมือตั้งหนึ่งหมื่นแปดพันหยวน ไม่ได้ใส่ใจกับเงินแค่ห้าร้อยหยวนนี้เลยสักนิด แทนที่จะมานั่งต่อราคา สู้ไปปล้นเอาเลยไม่ดีกว่าหรือไง? ยังไงซะ ผู้โดยสารในตู้ขบวนนี้ก็มีแต่พวกอ่อนแอกระจอกงอกง่อยทั้งนั้น
ในขณะที่หลินหยวนกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ รถไฟที่กำลังแล่นด้วยความเร็วสูงก็ค่อยๆ เคลื่อนเข้าใกล้อุโมงค์
เมื่อมองผ่านหน้าต่างรถไฟ หลินหยวนก็เห็นปากทางเข้าอุโมงค์ ทางเข้าที่สร้างจากหินดูเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา เขายังมองเห็นรอยร้าว ราวกับว่ามันพร้อมจะพังทลายลงมาได้ทุกเมื่อ
กฎข้อที่ 2 ระบุไว้ว่า เมื่อรถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์ ผู้โดยสารจะต้องหลับตา หลินหยวนไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อรถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์แห่งนี้
แต่เขาปรายตามองจางเฉียวซานที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และพบว่าอาการชักกระตุกของหมอนั่นทุเลาลงมากแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลินหยวนก็ลุกขึ้นและรีบเอากระบองไฟฟ้าไปจิ้มช็อตจางเฉียวซานอีกรอบ ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยความเคียดแค้นที่จางเฉียวซานมีต่อเขา หากจางเฉียวซานฟื้นตัวกลับมาได้ในขณะที่เขากำลังหลับตา ก็ยากจะรับประกันได้ว่าอีกฝ่ายจะไม่พุ่งเข้ามาทำร้ายเขา
ดังนั้นหลินหยวนจึงรู้สึกว่าตัดไฟแต่ต้นลมไว้ก่อนย่อมดีกว่า
อันที่จริง หลินหยวนอยากจะตามไปช็อตซ้ำคนที่เขาเคยช็อตทิ้งไว้ให้หมดทุกคนด้วยซ้ำ แต่เวลาไม่อำนวย รถไฟวิ่งเร็วมาก หลังจากที่หลินหยวนเห็นปากทางเข้าอุโมงค์ ก็เหลือเวลาอีกแค่ประมาณสิบวินาทีเท่านั้นก่อนที่รถไฟจะมุดเข้าไปในอุโมงค์
เขารีบหลับตาลงอย่างรวดเร็ว และในวินาทีต่อมา รถไฟก็พุ่งทะยานเข้าสู่อุโมงค์
หลังจากหลับตา ความรู้สึกแรกของหลินหยวนคือความเงียบ... เงียบสงัดอย่างถึงที่สุด ราวกับว่าเขาตกลงไปอยู่ในสภาวะสุญญากาศ
แต่หลังจากนั้นไม่นาน โลกที่เงียบสงัดก็พลันเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม เสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด เสียงเคี้ยวที่สยดสยอง และเสียงแปลกประหลาดที่อธิบายไม่ได้ดังแว่วเข้าหูมาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อคนเรามองไม่เห็นสิ่งใด ความหวาดกลัวจะถูกขยายใหญ่ขึ้นตามสัญชาตญาณ แม้แต่หลินหยวนก็ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับเรื่องนี้
เขาเงี่ยหูฟังเสียงเหล่านั้น พยายามข่มความอยากรู้อยากเห็นที่จะลืมตาขึ้นมา มือของเขากำกระบองไฟฟ้าไว้แน่น พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ เสียงอึกทึกครึกโครมสารพัดก็ค่อยๆ จางหายไป โลกกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
จนกระทั่งชั่วขณะหนึ่ง เปลือกตาของหลินหยวนก็สัมผัสได้ถึงแสงสว่าง ต่อให้คนเราหลับตาอยู่ ความรู้สึกของการอยู่ในความมืดมิดกับการอยู่ในที่สว่างก็ยังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับการที่ต้องสวมผ้าปิดตาตอนนอนหลับในตอนกลางวัน แต่ไม่จำเป็นต้องสวมในตอนกลางคืน มนุษย์ยังคงรับรู้ถึงแสงสว่างได้แม้จะหลับตาอยู่ก็ตาม
ดังนั้นหลินหยวนจึงเดาว่ารถไฟน่าจะแล่นออกจากอุโมงค์มาแล้ว
แน่นอนว่ามันอาจจะเป็นกับดักของโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญก็ได้ แต่สุดท้ายหลินหยวนก็ตัดสินใจลืมตาขึ้น
เขาจะมามัวหลับตาปี๋เพียงเพราะสงสัยว่ามันเป็นกับดักไม่ได้ การที่มองไม่เห็นอะไรเลยในโลกแห่งเรื่องเล่าสยองขวัญแบบนี้ อาจจะยิ่งอันตรายกว่าเสียอีก
ทันทีที่ลืมตาขึ้น หลินหยวนก็ยืนยันได้ว่ารถไฟได้แล่นออกจากอุโมงค์มาแล้วจริงๆ
แต่สิ่งที่ทำให้หลินหยวนต้องขมวดคิ้วก็คือ คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเขาไม่ใช่จางเฉียวซานอีกต่อไป
เมื่อเทียบกับจางเฉียวซานที่ค่อนข้างท้วม คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหลินหยวนในตอนนี้ดูหล่อเหลากว่ามาก
ไม่เพียงแค่นั้น หลินหยวนยังพบว่าทุกคนในตู้โดยสารขบวนนี้ ไม่มีใครมีใบหน้าตรงกับความทรงจำของเขาเลยสักคน
"มันเกิดอะไรขึ้นในอุโมงค์กันแน่?"
หลินหยวนไม่รู้ว่าตัวเขาถูกวาร์ปมายังตู้โดยสารอื่นโดยไม่รู้ตัว หรือว่าคนอื่นๆ ต่างหากที่ถูกย้ายไปตู้โดยสารอื่นในตอนที่อยู่ในอุโมงค์
แต่ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนขนาดนี้ หลินหยวนเชื่อว่ามันจะต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
อันดับแรก เขาสาดสกิล 'เนตรสำรวจ' ใส่ผู้ชายฝั่งตรงข้ามทันที
[จางซาน]
[พละกำลัง: 17]
[ความคล่องตัว: 14]
[ความอดทน: 14]
[เสน่ห์: 12]
เมื่อเทียบกับจางเฉียวซานแล้ว จางซานที่อยู่ตรงหน้าเขาแข็งแกร่งกว่ามาก
จากนั้นหลินหยวนก็ใช้เนตรสำรวจกวาดมองผู้โดยสารคนอื่นๆ ในตู้ขบวนอย่างต่อเนื่อง เขาพบว่าโดยพื้นฐานแล้ว ผู้โดยสารทุกคนล้วนแข็งแกร่งกว่าผู้โดยสารกลุ่มก่อนหน้ามาก
โชคดีที่ตอนนี้หลินหยวนยังอยู่ในสถานะ 'อับอายจนพาลโกรธ' ซึ่งบวกค่าสถานะทุกอย่างเพิ่มอีก 10 แต้ม การจัดการกับผู้โดยสารพวกนี้จึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรนัก ไม่ต้องพูดถึงหลินหยวนในสภาพท็อปฟอร์มเลยด้วยซ้ำ
ดังนั้นถึงแม้กลุ่มคนจะเปลี่ยนไป แต่มันก็ไม่ได้ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิตต่อหลินหยวน
แต่ถ้าเกิดว่ามีกลุ่มคนที่แข็งแกร่งขึ้นโผล่มาทุกครั้งหลังออกจากอุโมงค์ล่ะก็ ยิ่งเดินทางไปไกลเท่าไหร่ หลินหยวนก็จะยิ่งรับมือได้ยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น
"ฉันควรจะฉวยโอกาสตอนนี้กอบโกยเงินเพิ่มดีไหมนะ? ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวพอของที่ซุนเสี่ยวเสี่ยวขายมันแพงขึ้นเรื่อยๆ แล้วผู้โดยสารก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ฉันเกรงว่าจะรับมือได้ไม่ชิลล์เหมือนตอนนี้แน่ๆ"
หลินหยวนครุ่นคิดเงียบๆ ในใจ สายตาของเขาจับจ้องประเมินจางซานตรงหน้าอย่างต่อเนื่อง
และจางซานที่ถูกหลินหยวนจ้องมอง ก็เผลอหดคอถอยหนีโดยไม่รู้ตัว
"นายมองฉันแบบนั้นทำไมวะ ไอ้น้อง?"
หลินหยวนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะมองหน้าจางซานแล้วพูดขึ้น "พี่ชาย เดี๋ยวผมเล่นมายากลให้ดูเอาไหม?"
จางซานรู้สึกว่าหลินหยวนดูมีเจตนาไม่ค่อยดี เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย "โอ้? มายากลอะไรล่ะ?"
หลินหยวนลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาจางซาน
"มายากลโอนเงินไงครับ ผมสามารถเสกเงินจากกระเป๋าสตางค์ของพี่มาอยู่ที่ผมได้ พี่เชื่อป่ะล่ะ?"
"หา? ฉันไม่ยักจะ..."
ยังไม่ทันที่จางซานจะพูดจบ เสียง "เปรี๊ยะ!" ก็ดังลั่น กระบองไฟฟ้าสีดำแท่งเขื่องถูกจี้เข้าที่ตัวเขาเต็มๆ
"พ่อง~ มึง~ ตาย~"
[อารมณ์ด้านลบ +18]
จางซานทนรับกระแสไฟฟ้าอันรุนแรง สบถด่าออกมาระยะสุดท้าย ก่อนจะร่วงคอพับลงไปกองกับพื้น
หลินหยวนมองดูจางซานที่กำลังนอนชักกระตุก เขาเมินเฉยต่อคำด่าทอแล้วเริ่มลงมือค้นตัวอีกฝ่ายทันที
ไม่นาน กระเป๋าสตางค์สีดำก็มาปรากฏอยู่ในมือของหลินหยวน แต่เมื่อเปิดกระเป๋าดู หลินหยวนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
กระเป๋าสตางค์ว่างเปล่า แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้หลินหยวนขมวดคิ้ว
ประเด็นหลักก็คือ หลินหยวนพบว่าสิ่งของภายในกระเป๋าสตางค์ใบนี้ มันเหมือนกับของในกระเป๋าสตางค์ของจางเฉียวซานเป๊ะๆ
หลังจากที่หลินหยวนกวาดเงินของจางเฉียวซานจนเกลี้ยง เขาก็ยัดกระเป๋าสตางค์กลับคืนให้อีกฝ่ายไปแล้ว
แล้วทำไมกระเป๋าสตางค์ใบนี้ถึงมาอยู่กับจางซานได้ล่ะ?
"มีความเป็นไปได้สองทาง หนึ่งคือจางซานกับจางเฉียวซานแอบติดต่อกันตอนอยู่ในอุโมงค์ แล้วจางซานก็ใช้วิธีเดียวกับฉัน... คือปล้นของของจางเฉียวซานมา"
"ส่วนความเป็นไปได้ที่สอง..."
หลินหยวนมองไปที่จางซานที่ยังคงนอนชักกระตุก สมมติฐานที่ดูไร้สาระเอามากๆ ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
"ความเป็นไปได้ที่สองก็คือ... จางซานก็คือจางเฉียวซาน!"