- หน้าแรก
- ต้าถัง ได้โปรดเถอะ ช่วยเจิ้นด้วย
- ตอนที่ 82 เจียงเทียนปฏิเสธการช่วยเหลือ หลี่เอ้อร์ตื่นตระหนก!(ฟรี)
ตอนที่ 82 เจียงเทียนปฏิเสธการช่วยเหลือ หลี่เอ้อร์ตื่นตระหนก!(ฟรี)
ตอนที่ 82 เจียงเทียนปฏิเสธการช่วยเหลือ หลี่เอ้อร์ตื่นตระหนก!(ฟรี)
ตอนที่ 82 เจียงเทียนปฏิเสธการช่วยเหลือ หลี่เอ้อร์ตื่นตระหนก!
หมอเทวดาระดับซุนซือเหมี่ยว ในเมื่อส่งจดหมายมา เนื้อหาภายในย่อมต้องระบุถึงการอธิบายอาการของโรค ความเสี่ยงในการแพร่กระจาย และข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเชื้อโรคอย่างแน่นอน
และก็เป็นไปตามคาด ทันทีที่เปิดจดหมายออก เจียงเทียนก็เห็นคำอธิบายของซุนซือเหมี่ยวเกี่ยวกับโรคระบาดในเมืองตานหยางทันที
ในนั้นมีทั้งการอธิบายระยะเวลาตั้งแต่เริ่มแสดงอาการจนถึงขั้นเสียชีวิต ลักษณะอาการที่ปรากฏบนร่างกายของผู้ป่วย และข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับโรคระบาดชนิดนี้
"ไข้สูงไม่ลด ร่างกายปรากฏจุดด่างดำเป็นจ้ำๆ!"
เมื่อเห็นคำเหล่านี้ เจียงเทียนก็ตกใจจนสะดุ้งสุดตัว ถอยกรูดไปด้านหลังหลายก้าว แทบจะล้มทั้งยืน
อาการเหล่านี้ มันคือกาฬโรคไม่ใช่หรือ?
โรคระบาดในเมืองตานหยางคือกาฬโรค นี่มันเรื่องเลวร้ายขั้นสุดแล้ว
ในชาติก่อน ต่อให้เขาจะไม่ได้สนใจศึกษาเรื่องโรคระบาดพวกนี้ เขาก็เคยได้ยินชื่อกาฬโรคมาบ้าง นั่นคือยมทูตที่คร่าชีวิตผู้คนในดินแดนตะวันตกยุคกลางไปนับสิบล้านคน ทำให้ประชากรในดินแดนตะวันตกขณะนั้นลดลงไปถึงหนึ่งในสาม
กาฬโรคครั้งนั้น แทบจะทำให้ดินแดนตะวันตกทั้งทวีปต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์
"เหล่าหลี่ เจ้าบอกข้ามาสิ ไอ้สารเลวหลี่เอ้อร์นั่น ทันทีที่ได้รับข่าว ได้สั่งการให้ปิดเมืองในทันทีเลยหรือไม่"
สำหรับบุคคลที่ชื่อหลี่ซื่อหมินนั้น เจียงเทียนพอจะมีความเข้าใจอยู่บ้าง เจ้านั่นอาจจะเพื่อรักษาหน้าตาความมีมนุษยธรรมและไม่ให้สูญเสียความศรัทธาจากราษฎร จึงอาจจะเลือกที่จะไม่สั่งปิดเมือง
ต้องไม่ลืมนะว่า เมืองตานหยางก็นับว่าเป็นเมืองที่ไม่เล็กเลยในดินแดนเจียงหนาน ประชากรภายในเมืองน่าจะมีถึงหนึ่งแสนคน
เมื่อหลี่ซื่อหมินได้ยินเจียงเทียนด่าทอตนเองว่าสารเลว ในแวบแรกเขาไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด กลับรู้สึกหวาดกลัวจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มแผ่นหลัง
จากปฏิกิริยาของเจียงเทียน ทำให้พอจะมองออกว่า โรคระบาดในครั้งนี้ อาจจะร้ายแรงกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก
"สั่งปิดเมืองไปแล้ว!"
"โชคดีนะที่ไอ้สารเลวหลี่เอ้อร์นั่นไม่ได้โง่เขลา ไม่อย่างนั้น ทั่วทั้งต้าถังก็คงได้แต่นอนรอความตายกันหมดแน่!"
เจียงเทียนถอนหายใจอย่างโล่งอก การปิดเมืองตานหยางแม้อาจจะหยุดยั้งการแพร่กระจายของกาฬโรคไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็ช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดลงได้อย่างมหาศาล
"อะไรนะ!"
ตู้หรูฮุ่ยตกใจกับคำพูดของเจียงเทียนเป็นอย่างมาก เดิมทีตอนที่ได้ยินซุนซือเหมี่ยวบอกว่าโรคระบาดนี้อาจจะกวาดล้างไปทั่วทั้งเจียงหนาน เขาก็ตกใจมากพออยู่แล้ว ไม่คิดเลยว่า จากปากของเจียงเทียน มันกลับกลายเป็นภัยพิบัติที่จะนำความวิบัติมาสู่ทั่วทั้งแผ่นดินต้าถัง
อานุภาพของโรคระบาด มันสามารถรุนแรงได้ถึงระดับนี้เชียวหรือ?
"ท่านหัวหน้าค่ายเจียง โรคระบาดในเมืองตานหยาง มันน่าสะพรึงกลัวถึงขั้นนั้นเลยหรือ?" ฝางเสวียนหลิงเอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจ
"นี่คือโรคที่เลื่องชื่อลือนามว่า กาฬโรค มันเคยทำให้ผู้คนในดินแดนทางตะวันตกเสียชีวิตไปนับสิบล้านคน เกือบจะทำให้ดินแดนตะวันตกต้องสูญสิ้นเผ่าพันธุ์มาแล้ว"
แม้คนโบราณจะหวาดกลัวโรคระบาดประดุจเสือร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขากลับไม่ได้มีความยำเกรงต่อมันมากนัก เพราะในสายตาของพวกเขา โรคระบาดก็แค่รอเวลาให้ผ่านไปสักระยะ มีคนตายไปจำนวนหนึ่ง เดี๋ยวมันก็จบลง
"สิบล้านคน นี่มัน..."
ตู้หรูฮุ่ยตกใจจนพูดไม่ออก ประชากรทั้งหมดในต้าถังมีเท่าไหร่กันเชียว ที่ขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวก็มีแค่สามล้านครัวเรือน หรือประมาณสิบห้าล้านคน แน่นอนว่าเพราะระบบทะเบียนราษฎร์ยังฟื้นฟูได้เพียงบางส่วน จึงยังมีพวกคนไร้สัญชาติอยู่อีกมาก แต่หากประเมินคร่าวๆ ประชากรทั้งหมดของต้าถังก็คงไม่เกินห้าสิบล้านคน
การเกิดโรคระบาดเพียงครั้งเดียว กลับคร่าชีวิตผู้คนไปนับสิบล้านคน นี่มันส่งผลสั่นคลอนถึงรากฐานของประเทศชาติโดยตรง
"ขอความกรุณาท่านหัวหน้าค่ายเจียง ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ช่วยราษฎรต้าถังให้พ้นจากห้วงวิกฤตด้วยเถิด"
"ขอความกรุณาท่านหัวหน้าค่ายเจียง ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ คลี่คลายวิกฤตของเมืองตานหยางด้วยเถิด"
"น้องเจียง ในเมื่อเจ้ารู้ว่านี่คือโรคอะไร ข้าเชื่อมั่นว่าเจ้าจะต้องมีวิธีรักษาอย่างแน่นอน ขอเพียงเจ้ายอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ไม่ว่าเจ้าจะมีเงื่อนไขประการใด ข้าก็ยินดีรับปากทั้งสิ้น"
หลี่ซื่อหมินไม่มีทางยอมให้โศกนาฏกรรมในประวัติศาสตร์ของชาติตะวันตกมาเกิดซ้ำรอยในแผ่นดินต้าถังของเขาอย่างเด็ดขาด ส่วนเรื่องที่ว่าคำพูดของเจียงเทียนจะเป็นการพูดเกินจริงเพื่อข่มขู่หรือไม่นั้น ในหมู่ผู้คนที่นั่งอยู่ที่นี่ ไม่มีใครคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่คนเดียว
เพราะจากสีหน้าท่าทางของเจียงเทียน ทำให้มองออกว่า ทุกถ้อยคำ ทุกตัวอักษรที่เขากล่าวมา ล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น
"ดินแดนเจียงหนาน ข้าคงไม่ไปหรอกนะ"
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เจียงเทียนก็มองหน้าเหล่าหลี่และคณะแล้วกล่าวขึ้น เมื่อพวกเขาได้ยินดังนั้น ก็เกิดอาการร้อนรนขึ้นมาทันที
"น้องเจียง เจ้าอย่า..."
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เอ้อร์ก็คิดไปตามสัญชาตญาณว่า เจียงเทียนต้องการจะปลีกตัวออกห่าง ไม่ต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย จึงเกิดอาการร้อนรนขึ้นมาทันที
โรคระบาดที่แม้แต่ซุนซือเหมี่ยวก็ยังจนปัญญา ในแผ่นดินต้าถังยามนี้ นอกจากเจียงเทียนแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้อีก
หากเขาไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วย โศกนาฏกรรมของชาติตะวันตกก็คงจะต้องเกิดขึ้นในต้าถัง ถึงเวลานั้น สภาพบ้านเมืองที่เต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญและศพเกลื่อนกลาด จะเป็นเช่นไร หลี่เอ้อร์แทบไม่อยากจะคิดเลย
ทว่า เขายังพูดไม่ทันจบ เจียงเทียนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"เหล่าหลี่ เจ้าฟังข้าพูดให้จบก่อน ข้าไม่ได้บอกว่าจะไม่ช่วย แต่เขาชิงเหลียงกับเจียงหนานอยู่ห่างไกลกันมากเกินไป ต่อให้ข้าจะขี่ม้าสีแดงเพลิงไป ก็ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึง"
"แต่ทว่า ความเร็วในการแพร่ระบาดของกาฬโรคนั้นรวดเร็วมาก ไม่แน่ว่า กว่าข้าจะเดินทางไปถึงเมืองตานหยาง เมืองตานหยางก็อาจจะกลายเป็นเมืองร้างไปแล้วก็ได้"
"และอีกอย่าง ในเมื่อมีซุนซือเหมี่ยวอยู่ที่นั่น ข้าจะไปหรือไม่ไปเมืองตานหยางก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไร วิชาแพทย์ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าข้าเลย"
เฮ้อ~
เมื่อรับรู้ว่าเจียงเทียนไม่ได้คิดจะทอดทิ้ง หลี่เอ้อร์และคณะต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก ประโยคแรกของเจียงเทียนที่บอกว่า 'ดินแดนเจียงหนาน ข้าคงไม่ไปหรอกนะ' เมื่อครู่นี้ ทำให้พวกเขาสะดุ้งตกใจแทบแย่
"ถ้างั้น น้องเจียง เรื่องกาฬโรคในเมืองตานหยาง เราควรจะจัดการอย่างไรดีล่ะ?"
หลี่ซื่อหมินและพรรคพวกต่างก็จ้องมองเจียงเทียนตาละห้อย หวังจะได้ฟังวิธีการจัดการจากปากของเขา
"เสี่ยวเตา ไปเอาพู่กัน กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้ข้าที"
เจียงเทียนตะโกนเรียกไปทางด้านนอก เพียงไม่นาน เสี่ยวเตาก็นำอุปกรณ์เหล่านั้นเข้ามาในห้องรับรอง
"เสี่ยวเตา เจ้าจงไปเรียกอินทรีหิมะศักดิ์สิทธิ์มา อีกประเดี๋ยวจะให้มันทำงานสักหน่อย"
หลังจากสั่งการเสี่ยวเตาเสร็จ เจียงเทียนก็ลงมือตวัดพู่กันเขียนหนังสืออย่างรวดเร็ว
เขาใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม จึงได้วางพู่กันลง เขาเขียนกระดาษไปเต็มๆ ถึงห้าแผ่น รอจนหมึกแห้งสนิท เขาก็บรรจุมันลงในซองจดหมาย จากนั้นก็ม้วนให้เป็นก้อนกลมๆ แล้วยัดเข้าไปในกระบอกไม้ไผ่
"ข้าได้เขียนวิธีการรับมือกับกาฬโรคลงไปทั้งหมดแล้ว ขอเพียงส่งไปถึงมือของท่านหมอเทวดาซุนซือเหมี่ยว เขาก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไร ส่วนผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นเช่นไรนั้น ก็คงต้องแล้วแต่ฟ้าลิขิตแล้วล่ะ"
เจียงเทียนพูดพลางส่งกระบอกไม้ไผ่ที่บรรจุจดหมายเรียบร้อยแล้วให้เสี่ยวเตา
"น้องเจียง ข้าพาเหยี่ยวไห่ตงชิงมาด้วยนะ มันเร็วกว่านกพิราบสื่อสารทั่วไปมาก"
หลี่ซื่อหมินคิดว่าเจียงเทียนจะใช้วิธีส่งนกพิราบสื่อสาร เพื่อส่งวิธีรับมือกับกาฬโรคไปที่เมืองตานหยาง จึงรีบเอ่ยปากเสนอตัว
ความเร็วของเหยี่ยวไห่ตงชิงนั้น รวดเร็วกว่านกพิราบสื่อสารทั่วไปมากนัก
"เหอะ เหยี่ยวไห่ตงชิงจะไปนับเป็นอะไรได้ อินทรีหิมะศักดิ์สิทธิ์ของท่านหัวหน้าค่ายรวดเร็วกว่าตั้งเยอะ!"
เมื่อสัมผัสได้ถึงคำพูดถากถางของเสี่ยวเตา หลี่ซื่อหมินก็เกิดอาการงุนงง อินทรีหิมะศักดิ์สิทธิ์คือตัวอะไร? หรือว่ามันจะมีความเร็วเหนือกว่าเหยี่ยวไห่ตงชิงเสียอีก
"เอาล่ะ รีบนำจดหมายไปส่งได้แล้ว!"