- หน้าแรก
- ข้านี่แหละ พี่ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า!
- บทที่ 530 - ของขวัญชิ้นที่สองที่เจิ้นมอบให้เจ้า!
บทที่ 530 - ของขวัญชิ้นที่สองที่เจิ้นมอบให้เจ้า!
บทที่ 530 - ของขวัญชิ้นที่สองที่เจิ้นมอบให้เจ้า!
บทที่ 530 - ของขวัญชิ้นที่สองที่เจิ้นมอบให้เจ้า!
ฟ่านยงบีบถ้วยชาในมือแน่นโดยไม่รู้ตัว จนน้ำชาในถ้วยกระฉอกหกเลอะเทอะ
ถังอี้ ถังอี้ ถังอี้อีกแล้ว!
เขาจ้องมองฮ่องเต้เหยียนเหวินที่ประทับอยู่ฝั่งตรงข้าม เน้นย้ำทีละคำ "ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงมีความเชื่อมั่นในตัวถังอี้มากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!"
ฮ่องเต้เหยียนเหวินพยักพระพักตร์อย่างแรง ราวกับเด็กน้อยที่ได้รับคำชมจากบิดามารดา แย้มพระสรวลอย่างเจิดจ้า "แน่นอน เจิ้นไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสักเท่าใดนัก ทว่าเมื่อรวมถังอี้เข้าไปด้วย เจิ้นกลับมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม"
"พวกเจ้าสามารถใช้ความวุ่นวายของแผ่นดินมาข่มขู่เจิ้นได้ ทว่าพวกเจ้าใช้มันมาข่มขู่ถังอี้ไม่ได้หรอกนะ"
"เพราะเพื่อรับมือกับความวุ่นวายของแผ่นดิน พวกเราได้เตรียมการเอาไว้พร้อมสรรพแล้ว"
ฟ่านยงหรี่ตาลง "ตระกูลใหญ่ทั่วหล้าล้วนตกอยู่ในกำมือของข้า ข้าต้องการให้พวกมันวุ่นวาย พวกมันก็ต้องวุ่นวาย ฝ่าบาททรงเตรียมการเอาไว้แล้วงั้นหรือ แล้วจะทำอันใดได้เล่า"
"โอ้โห ยอดขุนนางของเจิ้น เจ้าอย่าได้มาข่มขู่เจิ้นสิ เจิ้นยิ่งเป็นคนขวัญอ่อนขี้ตกใจอยู่นะ" ฮ่องเต้เหยียนเหวินโบกพระหัตถ์ปฏิเสธเป็นพัลวัน ก่อนจะโน้มพระวรกายไปข้างหน้าเล็กน้อย "แท้จริงแล้วก็ไม่ได้มีอันใดมากหรอก ก็แค่บังเอิญว่า เจิ้นเผลอไปบ่มเพาะขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลขึ้นมาได้สองพันกว่าคนก็เท่านั้นเอง ฮ่าฮ่า..."
"ขออภัยด้วย เจิ้นไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะหรอกนะ ทว่าเจิ้นกลั้นเอาไว้ไม่อยู่จริงๆ!"
เมื่อฟ่านยงได้ยินคำตรัสนี้ มันก็ถึงกับชะงักงันอยู่กับที่ ฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางขั้วอำนาจฟ่านที่ยืนอยู่ไม่ไกล เมื่อได้ยินก็ต่างอ้าปากค้างตาเบิกโพลงเช่นกัน
บ่มเพาะขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลขึ้นมาได้ถึงสองพันคนเชียวหรือ ล้อเลียนกันเล่นใช่หรือไม่ นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร!
ขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลของต้าเหยียนมีอยู่ทั้งหมดกี่คนกันเชียว เต็มที่ก็ร้อยกว่าคนเท่านั้น ทว่าฮ่องเต้เหยียนเหวินกลับตรัสว่า... พระองค์ทรงบ่มเพาะขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลขึ้นมาได้ถึงสองพันคนเชียวหรือ พระองค์เสียสติไปแล้วหรือไร!
"เรื่องจริงนะ เจิ้นไม่ได้หลอกเจ้า ฉีเหวินเต้าสามารถเป็นพยานได้!" ฮ่องเต้เหยียนเหวินแย้มพระสรวลเต็มพระพักตร์ ทรงชี้พระหัตถ์ไปทางฉีเหวินเต้าอย่างหน้าตาเฉย
เมื่อฉีเหวินเต้าได้ยินคำตรัสนี้ มันก็ถึงกับโง่งมไปในทันที ข้ารู้เรื่องงั้นหรือ ข้ารู้เรื่องอันใดกัน ข้าไม่เห็นจะรู้เรื่องอันใดเลย
เมื่อเห็นฟ่านยงหันขวับมามองด้วยแววตาดุดันอำมหิต ฉีเหวินเต้าก็ตกใจจนแทบจะทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น รีบประสานมือรายงานละล่ำละลัก "ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ ขุนนางเฒ่าผู้นี้ไม่ทราบเรื่องจริงๆ หากมีคนสองพันคนนี้อยู่จริง ขุนนางเฒ่าก็ขอแสดงความยินดีต่อฝ่าบาทด้วยพ่ะย่ะค่ะ"
ฮ่องเต้เหยียนเหวินลุกขึ้นยืนในทันที ทรงเอามือไพล่หลังยืดพระอุระอย่างผ่าเผย จ้องมองฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางขั้วอำนาจฟ่าน "เอาล่ะ เจิ้นไม่แกล้งแล้ว เจิ้นจะหงายไพ่ให้ดูแล้วกัน"
"มิใช่เพียงยอดขุนนางฉีที่รู้เรื่องนี้หรอกนะ ขุนนางทุกท่านที่อยู่ที่นี่ล้วนทราบเรื่องนี้ดี"
"ในเมื่อเหล่าขุนนางพากันหลงลืมไปหมดแล้ว เช่นนั้นเจิ้นก็จะขอทบทวนความจำให้ก็แล้วกัน!"
"ในช่วงที่องค์หญิงใหญ่วางแผนใช้ผู้ลี้ภัยสร้างความวุ่นวายในเมืองหลวง เพื่อที่จะจัดการกับผู้ลี้ภัย ถังอี้ได้ลงมือกระทำสิ่งใดลงไปบ้าง"
เมื่อได้ยินคำตรัสนี้ ฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางต่างก็ชะงักงันไปตามๆ กัน
ตอนที่ถังอี้รับหน้าที่บรรเทาทุกข์ เขาได้ทำสิ่งใดลงไปบ้างงั้นหรือ หลอกลวงเสบียงอาหารจำนวนมหาศาลมาจากเหล่าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงงั้นหรือ ไม่ ไม่ใช่สิ เขาเปิดรับสมัครบัณฑิตจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็คือบัณฑิตที่สอบตกจากทั่วทุกสารทิศของแคว้นต้าเหยียน
หรือว่าขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลสองพันคนที่ฮ่องเต้ตรัสถึง ก็คือคนกลุ่มนี้!
ชั่วพริบตาเดียว ฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางทั้งหมดต่างก็หันขวับไปจ้องมองฮ่องเต้เหยียนเหวิน ใบหน้าของพวกมันล้วนฉายแววตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ เวลาเพียงไม่ถึงสามเดือน ฮ่องเต้เหยียนเหวินก็สามารถบ่มเพาะคนเหล่านี้ให้กลายเป็นขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลได้แล้วงั้นหรือ นี่มันเป็นไปไม่ได้!
เมื่อทอดพระเนตรเห็นสีหน้าของทุกคน ฮ่องเต้เหยียนเหวินก็ทรงแย้มพระสรวลพยักพระพักตร์ "ดูเหมือนว่า เหล่าขุนนางของเจิ้นจะนึกออกแล้วสินะ ถูกต้องแล้ว เป็นไปตามที่พวกเจ้าคิดนั่นแหละ"
"แน่นอนว่า ในบรรดาคนเหล่านั้น มีอยู่ส่วนหนึ่งที่เป็นบุคคลากรที่เจิ้นได้คัดเลือกเอาไว้เพื่อบ่มเพาะเป็นกรณีพิเศษมาตั้งแต่ต้น"
"และอาจารย์ของพวกเขาก็คือถังอี้ และพวกเจ้าก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าหนูถังอี้ผู้นี้ สิ่งที่เขาถนัดที่สุดก็คือการสร้างปาฏิหาริย์"
"เวลาเพียงสามเดือน ความสามารถของเจ้าพวกนั้น ก็แซงหน้าขุนนางระดับผู้ว่าการมณฑลทั่วไปไปแล้ว"
"ประสบการณ์อาจจะยังขาดแคลนอยู่บ้าง ทว่าความสามารถนั้นมีแต่จะสูงกว่า ไม่มีทางต่ำกว่าอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของฟ่านยงก็ดำทะมึนลงถึงขีดสุด เรื่องนี้เขาย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ข่าวกรองจากเมืองหลวงที่ส่งไปให้เขาในกาลก่อนก็มีเรื่องนี้รวมอยู่ด้วย ทว่าในตอนนั้นเขากลับไม่ได้ใส่ใจ ซ้ำยังดูแคลนเสียด้วยซ้ำ
ทว่ากลับคิดไม่ถึงเลยว่า เพียงเพราะความดูแคลนของเขาในวันนั้น กลับกลายเป็นการชักนำภัยพิบัติครั้งใหญ่หลวงมาสู่ตนเองในวันนี้
ส่วนฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางต่างก็โง่งมไปตามๆ กัน เบิกตากว้างราวกับระฆังทองแดง
ถังอี้ออกกว้านซื้อตัวบัณฑิตไปทั่วทุกสารทิศเพื่อนำมาร่วมงานบรรเทาทุกข์ ซ้ำยังให้คำมั่นสัญญาว่าพวกเขาไม่ต้องเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ ก็สามารถได้รับการบรรจุเป็นขุนนางระดับหัวเมืองได้ทันที ในตอนที่พวกเขาได้รับข่าวนี้ พวกเขาเพียงรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องตลกขบขันสิ้นดี
การแต่งตั้งโยกย้ายขุนนางจำเป็นต้องผ่านการประเมินจากกรมกระทรวงขุนนาง และกรมกระทรวงขุนนางก็ตกอยู่ในกำมือของพวกมัน หากพวกมันไม่อนุมัติ ถังอี้คิดจะส่งคนไปประจำการตามหัวเมืองงั้นหรือ ฝันกลางวันไปเถอะ!
ทว่าในเวลานี้ ฮ่องเต้เหยียนเหวินกลับตรัสว่า นีมิใช่ความฝัน ทว่ามันคือเรื่องจริง
ถังอี้สามารถขัดเกลาคนเหล่านั้นออกมาได้จริงๆ ซ้ำแต่ละคนยังมีความสามารถระดับผู้ว่าการมณฑลอีกด้วย ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันที่สุดในใต้หล้า!
ทว่าพวกมันกลับจำต้องเชื่อ เพราะในเวลานี้ฮ่องเต้เหยียนเหวินไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังอำพรางอีกต่อไป คดีขององค์รัชทายาทและฟ่านหมิงจงได้ดึงเอาขุนนางเข้ามาพัวพันมากเกินไป ตำแหน่งขุนนางเหล่านี้จำต้องมีคนมาทดแทน
การที่ฮ่องเต้เหยียนเหวินตรัสเรื่องนี้ออกมาในเวลานี้ ก็เพื่อต้องการจะเตือนพวกมันว่า เลิกดิ้นรนเสียเถิด ตำแหน่งที่ว่างลงเหล่านี้มีคนมารอเสียบแทนเรียบร้อยแล้ว พวกเจ้าคิดจะใช้ตำแหน่งเหล่านี้มาต่อรองงั้นหรือ สายไปเสียแล้ว!
เพียงชั่วพริบตา ฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางขั้วอำนาจฟ่านต่างก็หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด!
วินาทีนี้เองที่พวกมันเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองหลงกลเข้าให้แล้ว ถังอี้และฮ่องเต้เหยียนเหวินโจมตีอย่างดุดัน บุกตะลุยจนพวกมันแทบไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ก็เพื่อต้องการจะตรึงสายตาของพวกมันให้จดจ่ออยู่กับพวกเขา ทำให้พวกมันไม่มีเวลาไปสนใจกลุ่มบัณฑิตในเขตเมืองใต้
พวกเขากระโจนเข้าห้ำหั่นอยู่เบื้องหน้า ปล่อยให้กลุ่มบัณฑิตในเขตเมืองใต้แอบซุ่มพัฒนาตนเองอย่างเงียบๆ ภายใต้การคุ้มครองของพวกเขา
บัดนี้ พวกเขาพัฒนาจนสุกงอม สามารถค้ำจุนแผ่นดินได้ครึ่งฟ้าแล้ว!
"เป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!" ฉีเหวินเต้าและเหล่าขุนนางขั้วอำนาจฟ่าน สติแตกพังทลายลงในพริบตา
"อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ นี่แหละคือความเป็นจริง!" ฮ่องเต้เหยียนเหวินหันไปทอดพระเนตรฟ่านยง แย้มพระสรวลเบิกบาน "และนี่ก็คือของขวัญชิ้นแรกที่เจิ้นเตรียมเอาไว้ให้ท่านอัครมหาเสนาบดี หวังว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจะถูกใจนะ!"
ฟ่านยงรู้สึกราวกับถูกฮ่องเต้เหยียนเหวินตบหน้าเข้าอย่างจัง เพลิงโทสะแทบจะแผดเผาร่างของเขาให้เป็นจุล เขาป้อมหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น เส้นเลือดดำบนหลังมือปูดโปน
"ฝ่าบาททรงมีแผนการอันล้ำลึก ขุนนางเฒ่าผู้นี้... ขอน้อมรับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้ก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ!"
ทว่าท้ายที่สุด เขาก็ต้องสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ประสานมือคารวะฮ่องเต้เหยียนเหวิน
"พูดง่ายดี ท่านอัครมหาเสนาบดีชื่นชอบก็ดีแล้ว!" ฮ่องเต้เหยียนเหวินโบกพระหัตถ์อย่างอารมณ์ดี ทำทีราวกับเป็นผู้ใจกว้างเสียเต็มประดา
ฟ่านยงสะกดกลั้นอารมณ์พลางจ้องมองฮ่องเต้เหยียนเหวิน "ต้องยอมรับเลยว่า ฝ่าบาทและถังอี้เดินหมากตานี้ได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ปั่นหัวเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ ปั่นหัวขุนนางเฒ่าผู้นี้ ปั่นหัวแม้กระทั่งองค์หญิงใหญ่จนหัวหมุนไปหมด"
"แน่นอนว่า มันสามารถปลุกปั่นโทสะของขุนนางเฒ่าผู้นี้ได้สำเร็จแล้ว"
ฮ่องเต้เหยียนเหวินทรงพระสำราญยิ่งนัก ทอดพระเนตรฟ่านยงที่กำลังโกรธแค้นจนแทบจะฆ่าคนได้พลางตรัส "แล้วอย่างไรเล่า ยอดขุนนางของเจิ้นอยากจะกล่าวสิ่งใดงั้นหรือ"
"มันต้องตาย!" ฟ่านยงไม่ปิดบังรังสีอำมหิตของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เขาชี้มือไปยังทัพม้าเป่ยตี๋เบื้องล่างสือหลี่พัว "ขุนนางเฒ่าไม่ปฏิเสธ ถังอี้มีความสามารถและมีความฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง ทว่าความฉลาดหลักแหลม เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริงแล้ว มันก็เปราะบางเสียจนไม่อาจทนรับการโจมตีได้แม้แต่ครั้งเดียว!"
"ฝ่าบาทก็ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้ว พลังรบของทัพม้าเป่ยตี๋นั้นเหนือชั้นกว่ากองทัพทั้งหมดของต้าเหยียน"
"ฝ่าบาทไม่ทรงสนพระทัยจริงๆ หรือ พระองค์คิดว่าทหารใหม่ห้าพันนายที่ถังอี้ฝึกฝนมา จะสามารถเอาชนะรัชทายาทเป่ยตี๋ได้จริงๆ หรือ"
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบ ฮ่องเต้เหยียนเหวินก็ทรงหลับพระเนตรลงเสียแล้ว
เมื่อฟ่านยงเห็นฮ่องเต้ทรงเมินเฉยต่อเขาถึงเพียงนี้ ก็แค่นเสียงเยาะเย้ย "ฝ่าบาท นี่หมายความว่าอย่างไร ยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้วงั้นหรือ"
"ชู่ว!" ฮ่องเต้เหยียนเหวินทรงยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมพระโอษฐ์ "เจิ้นกำลังรอคนของเจิ้นอยู่ และพวกเขาก็มาถึงแล้ว"
"นี่แหละ คือของขวัญชิ้นที่สองที่เจิ้นเตรียมเอาไว้ให้ท่านอัครมหาเสนาบดี!"
[จบแล้ว]