เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 210 อำลาเมืองหลวง รับตำแหน่ง พระพุทธรูปมาร

บทที่ 210 อำลาเมืองหลวง รับตำแหน่ง พระพุทธรูปมาร

บทที่ 210 อำลาเมืองหลวง รับตำแหน่ง พระพุทธรูปมาร


บทที่ 210 อำลาเมืองหลวง รับตำแหน่ง พระพุทธรูปมาร

เพียงชั่วพริบตา โจวอันก็วิเคราะห์สถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง

เขารู้สึกว่า การเดินทางในครั้งนี้ เขาคงจะเล่นใหญ่เกินไปเสียแล้ว

นึกไม่ถึงเลยว่า ชุมนุมสิ่งลี้ลับจะเคียดแค้นเขาถึงเพียงนี้ ถึงขนาดยอมฉวยโอกาสจากรอยแยกมิติเพื่อมาปรากฏตัวอีกครั้ง

"ข้าก็แค่ฟันเจ้าขาดครึ่งไปเท่านั้นเอง ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ทำไมไม่รู้จักมีความใจกว้างบ้างเล่า"

โจวอันไม่แม้แต่จะเสียเวลาคิด หันขวับ คว้ามือเฮยอวี้และเยี่ยซวง หันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต

ขืนโดนลากเข้าไป มีหวังจบเห่แน่

ชุมนุมสิ่งลี้ลับในยุครุ่งเรืองที่สุดเชียวนะ นั่นคือตัวตนระดับที่แม้แต่ท่านประมุขหอวายุพิรุณผู้เคยเสี่ยงตายลงลึกไปยังต้องกระอักเลือดมาแล้ว

ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ การไปหาเรื่องใส่ตัวไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย

เหล่ายอดอัจฉริยะเห็นโจวอันวิ่งหนี ต่างก็หันหลังวิ่งหนีตามกันไป

ณ บริเวณรอยแยกมิติ แรงดูดมหาศาลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

รอยแยกมิติอันลึกล้ำ ดูราวกับหลุมดำไร้ก้นบึ้ง ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง

ตรอกซอกซอยต่างๆ ภายในหลุมดำ ตลอดจนแผงลอย และสิ่งลี้ลับที่ยืนอยู่ตามแผงลอยเหล่านั้น ล้วนแผ่ซ่านความเย็นยะเยือกและหม่นหมอง

ความอ้างว้างอันทรงพลังจนแทบทำให้ผู้คนหายใจไม่ออก ชวนให้รู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก

และลึกเข้าไปในตรอกซอกซอย ดวงตาขนาดยักษ์ดวงหนึ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ราวกับเพชฌฆาตผู้เย็นชาต่อสรรพสัตว์ แฝงไว้ด้วยความน่าสะพรึงกลัวที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง

ดวงตายักษ์นั้นจ้องเขม็งไปที่แผ่นหลังของโจวอัน โดยไม่สนใจสิ่งอื่นใดรอบข้าง

โดยเฉพาะเมื่อมันเห็นโจวอันจูงมือเฮยอวี้ สัญชาตญาณก็ยิ่งกระตุ้นให้มันอยากจะฉีกร่างโจวอันเป็นชิ้นๆ

แรงดูดมหาศาลเพิ่มขึ้นอีกระดับ

ยังไม่ทันที่โจวอันจะวิ่งไปได้กี่ก้าว แรงดูดมหาศาลนั้นก็ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

"บัดซบเอ๊ย!"

โจวอันตระหนักได้ว่า เขาคงหนีไม่พ้นเสียแล้ว

เพราะแรงดูดในเวลานี้ มันรุนแรงจนเขาไม่สามารถวิ่งหนีได้อีกต่อไป

"ในเมื่อข้าเคยฟันเจ้าขาดครึ่งมาแล้วครั้งหนึ่ง ข้าก็ฟันเจ้าได้อีกครั้ง!"

เมื่อไร้ทางหนี ความดุร้ายในตัวโจวอันก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา

มองจากภายนอก โจวอันดูเป็นคนสุขุมเยือกเย็นและรักสงบ

ทว่าลึกๆ ในสายเลือดของเขา กลับเป็นคนดุดันบ้าบิ่นอย่างหาที่สุดไม่ได้

ชีวิตอันแสนน่าเบื่อหน่ายของผู้คลั่งไคล้การปั่นเลเวล แม้จะมีความชำนาญคอยหล่อเลี้ยง ทว่าการทำสิ่งเดิมซ้ำๆ ทุกวันแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ก็เปรียบเสมือนวัฏจักรที่วนเวียนเป็นวงกลม

หากต้องการจะยืนหยัดในชีวิตเช่นนี้ให้ได้ หากไร้ซึ่งความเด็ดเดี่ยวก็คงไม่อาจทำได้

ในเมื่อหลีกหนีไม่พ้น ก็ขอสู้ตายสักตั้ง

โจวอันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หันขวับกลับมา

พริบตาต่อมา เบื้องหลังของเขาก็ปรากฏร่างจำแลงกายามารแสงศักดิ์สิทธิ์ขนาดมหึมา

ร่างจำแลงของกายามารแสงศักดิ์สิทธิ์แผ่ซ่านแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ทันทีที่ปรากฏตัว ก็เงื้อดาบที่รวมตัวกันจากแสงสว่างขึ้นสูง

เพลงดาบชำแหละมนุษย์ เคล็ดวิชากระทะสยบ วิชาเรียกคลื่นก่อลม วิชาอ่านพันม้วนคัมภีร์ เมล็ดพันธุ์กู่แห่งวิถีแพทย์...

ทักษะทั้งหมด ถูกโจวอันงัดออกมาใช้อย่างไม่ปิดบัง

หนึ่งดาบ หนึ่งกระทะ ภายใต้การเสริมพลังจากทักษะอันหลากหลาย พุ่งทะยานเข้าใส่ชุมนุมสิ่งลี้ลับที่อยู่ในรอยแยกมิติอย่างดุดัน

เหล่ายอดอัจฉริยะที่กำลังวิ่งหนีสุดชีวิต ได้ยินเสียงอึกทึก ก็อดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมอง และภาพที่เห็น ก็เป็นภาพที่พวกมันจะต้องจดจำไปจนวันตาย

ภายในพื้นที่อันกว้างใหญ่ กายามารแสงศักดิ์สิทธิ์ประดุจยักษ์ปักหลั่น สอดประสานกับการโจมตีของโจวอัน พุ่งกระแทกเข้ารอยแยกมิติอย่างจัง

เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ชุมนุมสิ่งลี้ลับที่อยู่ลึกเข้าไปในรอยแยกมิติ แตกสลายลงภายใต้ประกายดาบและกระทะแสงขนาดยักษ์

กลิ่นอายอันเก่าแก่และเย็นยะเยือก ที่สามารถทำให้สรรพสัตว์ต้องสั่นสะท้าน กลับค่อยๆ เลือนหายไปภายใต้การโจมตีของโจวอัน

เหล่ายอดอัจฉริยะลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่

หากก่อนหน้านี้ พวกมันยังคิดว่าโจวอันแค่แข็งแกร่งกว่าพวกมันเพียงเล็กน้อย บัดนี้ความคิดนั้นก็มลายหายไปสิ้น

สังหารระดับสูงสุดของขอบเขตสื่อวิญญาณได้ในดาบเดียว

บัดนี้ พลังที่โจวอันระเบิดออกมานั้น รุนแรงยิ่งกว่าดาบแรกเสียอีก

แข็งแกร่งจนน่าสะพรึงกลัว

ความรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ทำให้เหล่ายอดอัจฉริยะกลุ่มนี้ หมดสิ้นความคิดที่จะนำตนเองไปเปรียบเทียบกับโจวอัน

การโจมตียังคงดำเนินต่อไป

ภายใต้การควบคุมของโจวอัน กายามารแสงศักดิ์สิทธิ์ ยังคงระดมโจมตีอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง

แรงดูดจากรอยแยกมิติเริ่มอ่อนกำลังลง

โจวอันไม่รอช้า อาศัยจังหวะที่แรงดูดลดลง หันหลังกลับและออกวิ่งหนีทันที

มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่รับรู้ได้ว่า การโจมตีเมื่อครู่แม้จะดูรุนแรงดุดัน ทว่าสำหรับชุมนุมสิ่งลี้ลับแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับการเกาหมัดเลย

ฉวยโอกาสนี้ เผ่นให้ไวที่สุดคือทางออกที่ดีที่สุด

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ความผิดปกติก็บังเกิดขึ้น

ดวงตาขนาดยักษ์ภายในรอยแยกมิติ เห็นโจวอันตั้งท่าจะหนี ก็จ้องเขม็งมาที่เขาทันที

ถนนหนทางโดยรอบ กว่าครึ่งหนึ่งแปรสภาพเป็นเถ้าถ่าน และเถ้าถ่านเหล่านั้น ก็รวมตัวกันเป็นลำแสงสีดำแห่งความพินาศ พุ่งตรงมายังโจวอันอย่างรวดเร็ว

โจวอันหันขวับกลับมา เบิกตากว้างเมื่อเห็นลำแสงสีดำพุ่งเข้ามาใกล้

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวของความตาย

วิกฤตแห่งความตายทำให้เขาขนลุกซู่

"เข้ามาเลย!"

ยิ่งเผชิญกับวิกฤตแห่งความตาย เขาก็ยิ่งสงบเยือกเย็น

บัดนี้การวิ่งหนีไร้ประโยชน์แล้ว เช่นนั้นก็สู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด

โจวอันหันกลับมา ยืนหยัดอย่างมั่นคงพร้อมดาบในมือ ตั้งสมาธิเตรียมรับมือ

เขายังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก

หากรับมือไม่ไหวจริงๆ เขายังมีพระสารีริกธาตุในมือเฮยอวี้ ที่สามารถทำให้ชุมนุมสิ่งลี้ลับกลับมามีสติได้ชั่วคราว

ทว่านั่นคือไพ่ตายก้นหีบ เขาจะไม่ยอมงัดออกมาใช้พร่ำเพรื่อ

ลำแสงสีดำแหวกอากาศมา พริบตาเดียวก็มาถึงตัว

โจวอันยืนหยัดไม่ไหวติง

ในจังหวะที่โจวอันเตรียมจะสู้ตาย เสียงอันแหบพร่าของชายชราก็ดังขึ้นอย่างกะทันหัน

"ชุมนุมสิ่งลี้ลับ ไม่พบกันเสียนานเลยนะ"

กงกงเว่ยผู้มีหลังค่อมงุ้ม ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าโจวอัน

ลำแสงสีดำพุ่งกระแทกเข้าที่ฝ่ามือทั้งสองของกงกงเว่ยอย่างจัง

ฝ่ามือของกงกงเว่ยสัมผัสกับลำแสงสีดำ กลิ่นอายหยินก็แผ่ซ่านเข้าหลอมละลายลำแสงนั้นจนหมดสิ้น

เมื่อลำแสงสีดำมลายหายไป กงกงเว่ยยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย

ดวงตาขนาดยักษ์จ้องมองกงกงเว่ยด้วยสายตาเย็นชา ราวกับต้องการจะฉีกกระชากกงกงเว่ยให้แหลกเป็นชิ้นๆ

กงกงเว่ยแค่นเสียงเย็น "ต่อให้เจ้าจะเป็นสิ่งลี้ลับ เจ้าก็เป็นแค่สิ่งลี้ลับแก่หง่อม การรังแกผู้น้อยแบบนี้ มันใช้ไม่ได้!"

เป็นที่รู้กันดีว่า กงกงเว่ยเป็นผู้ที่เคร่งครัดในกฎเกณฑ์เป็นอย่างยิ่ง

สำหรับโจวอันแล้ว กฎเกณฑ์ที่กงกงเว่ยตั้งไว้มีเพียงข้อเดียวมาโดยตลอด

หากเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ต่อให้ต่อสู้กันอย่างไร การรังแกผู้น้อยก็ถือเป็นสิ่งต้องห้าม

ต่อให้เจ้าจะเป็นสิ่งลี้ลับ ก็ทำไม่ได้เด็ดขาด!

กงกงเว่ยแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ตนเป็นคนหัวรั้น เจ้าจะทำไมข้าได้

หลังจากเอ่ยประโยคนั้นจบ กงกงเว่ยก็ระดมซัดฝ่ามือออกไปอย่างต่อเนื่อง

กลิ่นอายหยินพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า โหมกระหน่ำไม่ขาดสาย

กลิ่นอายหยินอันน่าหวาดผวาแทรกซึมไปทั่วทุกหนแห่ง พุ่งทะลวงผ่านรอยแยกมิติ เข้าปกคลุมถนนหนทางภายในชุมนุมสิ่งลี้ลับ

"ตู้ม!"

เสียงกึกก้องดังกังวาน

ภายในรอยแยกมิติ ดวงตาขนาดยักษ์บังเกิดรอยร้าวขึ้นหนึ่งรอย

ด้วยสัญชาตญาณของสิ่งลี้ลับ ดวงตาขนาดยักษ์พร้อมด้วยถนนหนทางที่พังทลาย ก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาอันรวดเร็ว

รอยแยกมิติค่อยๆ ปิดสนิท ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบ

กงกงเว่ยเอามือไพล่หลัง ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังให้โจวอันได้ชื่นชม

ผู้ที่คุ้นเคยกับการโอ้อวด ย่อมรู้ดีว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ เพียงแค่แผ่นหลังที่ทิ้งไว้ ก็เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจได้อย่างล้นหลามแล้ว

ทว่า โจวอันผู้เป็นตัวทำลายบรรยากาศ ก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

"กงกงเว่ย เหตุใดท่านไม่เชือดมันทิ้งไปเลยล่ะขอรับ" โจวอันถาม

ความหมายก็คือ ในเมื่อท่านสามารถไล่ต้อนชุมนุมสิ่งลี้ลับจนหนีเตลิดไปได้ เหตุใดจึงไม่กำจัดมันให้สิ้นซากไปเลยเล่า

กงกงเว่ยชะงักไปเล็กน้อย หันกลับมาด้วยสีหน้าราบเรียบ "ข้าได้เปรียบเพราะสู้ในถิ่นของตนเอง หากเจ้าให้ข้าบุกเข้าไปในชุมนุมสิ่งลี้ลับ เกรงว่าจะต้องเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ และยังบอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าใครจะอยู่ใครจะไป"

ชุมนุมสิ่งลี้ลับยังคงอยู่ในสภาวะอ่อนแอ แม้จะแข็งแกร่งกว่าครั้งก่อนมากก็ตาม

ทว่าชุมนุมสิ่งลี้ลับก็ทำให้ประจักษ์ชัดถึงสัจธรรมข้อหนึ่ง

— เลือดเต็มหลอดซุกตัวอยู่แต่ในบ้าน เลือดเหลือขีดเดียวกลับออกไปซ่าทั่วสารทิศ

"เจ้าเด็กนี่ ไปมีความแค้นฝังลึกอะไรกับมันหรือไร ถึงขนาดทำให้มันยอมข้ามมิติมาในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ เพื่อหมายหัวเจ้าให้จงได้" กงกงเว่ยเอ่ยถาม

คนระดับพวกเขาย่อมดูออกถึงเจตนาของชุมนุมสิ่งลี้ลับ

โจวอันลูบปลายคาง "บางที... อาจจะเป็นเพราะครั้งก่อน ข้าฟันมันขาดไปครึ่งหนึ่งมั้งขอรับ"

กงกงเว่ย "..."

มันพลันรู้สึกว่า โจวอันผู้นี้ช่างรนหาที่ตายเก่งเสียจริงๆ

"เจ้าไปฟันมันทำไมกัน" กงกงเว่ยถามด้วยความงุนงง

โจวอันหัวเราะหึๆ "ก็มันอยากจะเล่นงานข้า ข้าก็เลยฟันมันเสียเลย อันที่จริง ข้าก็ปรานีมันมากแล้วนะ ที่ฟันขาดแค่ครึ่งเดียวน่ะ"

ปกติเวลาเขาฟันใคร อย่างน้อยก็ต้องห้าสิบหกชิ้นขึ้นไป

ยกตัวอย่างเช่น ท่านป้า เป็นต้น

กงกงเว่ยหมดคำจะพูด "ช่างเถอะ เรื่องที่นี่ก็จบลงแล้ว เจ้าตามข้าออกไปเถอะ"

การมาเยือนในครั้งนี้ ก็เพื่อช่วยแก้ปัญหาให้โจวอัน

แม้ในสายตาของกงกงเว่ย ดาบสุดท้ายที่โจวอันเตรียมจะฟาดฟันลงมานั้น จะดูน่าสะพรึงกลัวและอาจจะพลิกสถานการณ์ได้ก็ตาม

ทว่ามันก็ไม่จำเป็นต้องให้เป็นเช่นนั้น

ไม่มีความจำเป็นต้องเปิดเผยไพ่ตายมากขนาดนั้น

หากโจวอันต้องมาจบชีวิตลงที่นี่ หน้าของกงกงเว่ยก็คงไม่รู้จะเอาไปไว้ที่ไหน

บัดนี้เรื่องราวคลี่คลายลงแล้ว ก็สมควรแก่เวลาที่จะต้องออกไป

โจวอันพยักหน้ารับ ไม่คิดจะรั้งอยู่ต่อ เดินตามกงกงเว่ยออกจากสุสานแห่งนี้ไป

——

การเดินทางกลับย่อมราบรื่นไร้อุปสรรค

เมื่อโจวอัน เฮยอวี้ เยี่ยซวง และกงกงเว่ย ก้าวออกมาจากใต้ดินของสุสาน ก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนในทันที

โจวอันสัมผัสได้ว่า สายตาที่เหล่ายอดอัจฉริยะมองมาที่เขานั้นเปลี่ยนไป มันแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวที่ลึกล้ำยิ่งขึ้น

เขาคาดเดาว่า หลังจากนี้ ยอดอัจฉริยะเหล่านี้คงไม่กล้ามาหาเรื่องเขาอีกแล้วเป็นแน่

ฮ่องเต้ซิงอู่ปรายพระเนตรมองโจวอัน ไม่ได้ตรัสสิ่งใด และไม่ได้ซักถามสิ่งใด

ใครๆ ก็ย่อมเข้าใจ

ฝ่ายตนมีอัจฉริยะระดับปีศาจถือกำเนิดขึ้น การจะมีความลับซ่อนอยู่บ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ

ยิ่งตอนนี้มีคนจากแคว้นต้าเยวี่ยอยู่ที่นี่ด้วยแล้ว การนิ่งเฉยไม่ซักถามย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุด

หลังจากนั้น ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ

งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไปด้วยการกินดื่ม

โจวอันรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่เหล่ายอดอัจฉริยะต่างก็มีความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างรวดเร็วตลอดทั้งวัน

และแล้ว งานพระราชสมภพของฮ่องเต้ซิงอู่ ก็เดินทางมาถึงบทสรุป

ฮ่องเต้ซิงอู่ทรงมีพระเมตตา อนุญาตให้ทุกคนพักผ่อนได้อีกสามวันก่อนจะเดินทางกลับ

ส่วนผู้ใดจะเลือกพักผ่อนหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ โจวอันก็กลับไปยังห้องพักในวังหลวง เริ่มปั่นความชำนาญต่อ

ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องชุมนุมสิ่งลี้ลับ โจวอันได้จดบัญชีแค้นไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว

หากมีโอกาสพบกันคราวหน้า และเขามีพลังมากพอ โจวอันจะจับชุมนุมสิ่งลี้ลับมากระทืบให้จมดินเลยคอยดู

"พรุ่งนี้ก็ต้องออกจากวังแล้ว คืนนี้ต้องปั่นให้หนักหน่อย"

แม้ฮ่องเต้ซิงอู่จะอนุญาตให้พักผ่อนได้อีกสามวัน ทว่าก็ไม่อนุญาตให้พักอาศัยอยู่ในวังหลวง

พรุ่งนี้ต้องเดินทางออกจากวัง โจวอันตั้งใจจะกลับไปพักที่จวนของอวี๋หางตามเดิม

เวลาสามวัน สามารถใช้ชีวิตแบบปลาเค็มได้อีกพักใหญ่ ต้องเร่งปั่นความชำนาญให้เต็มที่ ก่อนจะเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บ โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่งผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่ อุณหภูมิยังไม่สูงขึ้นนัก

โจวอันมุ่งมั่นปั่นความชำนาญตลอดทั้งคืน

จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น โจวอันถึงได้พาเฮยอวี้เดินทางออกจากวังหลวง

อวี๋หางก็อยู่ด้วย ทว่าอวี๋หางไม่ได้ตั้งใจจะเดินทางกลับ

"เหล่าโจว เจ้าพักอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ไว้มีโอกาสพบกันคราวหน้า พวกเราค่อยไปฉลองกันให้หนำใจ" อวี๋หางเอ่ยยิ้มๆ

บัดนี้ อวี๋หางดำรงตำแหน่งผู้ว่าการมณฑล ภาระหน้าที่ย่อมรัดตัวเป็นธรรมดา

และครั้งนี้ยังได้รับตำแหน่งทูตพิเศษเพิ่มมาอีก มันจึงไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องรีบเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ทันที

โจวอันพยักหน้ารับ เดินไปส่งอวี๋หางจนกระทั่งขึ้นรถม้าและจากไป จึงได้หันหลังกลับจวน

ยังมีโอกาสพบกันอีกมากมาย เขาจึงไม่ได้รู้สึกเศร้าสร้อยกับการจากลาในครั้งนี้

"อืม เกือบลืมไปเลย ข้ารับปากเยี่ยซวงไว้ ว่าจะพานางไปเที่ยวเล่น"

เพิ่งจะกลับถึงจวน โจวอันก็นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้

การเดินทางมาเมืองหลวงครั้งนี้ มีเรื่องราววุ่นวายมากมายเกิดขึ้น

ตอนแรกที่เขารับปากเยี่ยซวงว่าจะพานางไปเที่ยว ถือโอกาสนี้ที่ว่างอยู่ ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก็แล้วกัน

เมื่อคิดได้ดังนี้ โจวอันก็พาเฮยอวี้ที่ยังมีสีหน้างุนงง ออกจากจวน มุ่งหน้าไปยังสำนักตรวจสอบ

ตลอดทาง โจวอันเห็นรถม้าหลายคันกำลังเดินทางออกจากเมืองหลวง

มีทั้งรถม้าของเหล่ายอดอัจฉริยะ และของเหล่าขุนนางแคว้นต้าฉู่

ผู้คนมากมายต่างก็มีภาระหน้าที่รัดตัว จึงไม่สามารถใช้เวลาสามวันเพื่อพักผ่อนได้

เมื่อโจวอันมาถึงสำนักตรวจสอบ ก็สามารถเดินผ่านเข้าไปได้อย่างราบรื่น

ไม่มีผู้ใดขัดขวาง ทว่าเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบต่างก็มองมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

บัดนี้ ชื่อเสียงของโจวอันโด่งดังไปทั่ว พวกเขาจะไม่อยากรู้อยากเห็นก็คงแปลก

โจวอันเดินไปตามทางอย่างคุ้นเคย ท้ายที่สุดเขาก็เคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง ไม่นานก็มาถึงห้องของราชครู

บอกตามตรง หากเป็นคนอื่นมาเดินเพ่นพ่านเช่นนี้ อาจจะถูกกำจัดทิ้งตั้งแต่หน้าประตูแล้วก็เป็นได้

ที่เขาสามารถทำเช่นนี้ได้ ก็เพราะฐานะของเขาในปัจจุบันนั่นแหละ

ประตูห้องเปิดอ้าอยู่ ทว่าราชครูกลับไม่อยู่ในห้อง

ซือซีหย่วนนั่งอยู่บนธรณีประตู ในมือถือคันเบ็ด ดวงตาเหม่อลอย

ราวกับว่ามันสัมผัสได้ถึงการมาเยือนของโจวอัน ดวงตาที่เหม่อลอยของซือซีหย่วนถึงได้เริ่มมีประกายขึ้นมาบ้าง

"ใต้เท้าโจว ท่านมาก็ดีแล้ว มาได้จังหวะพอดีเลย ข้าเพิ่งคิดค้นเคล็ดวิชาตกปลาแบบใหม่ขึ้นมา รับรองว่าตกปลาได้แน่นอน!"

สายตาของซือซีหย่วนแปรเปลี่ยนจากเหม่อลอยเป็นตื่นเต้นยินดี ในชั่วพริบตา

มันถือคันเบ็ด ก้าวฉับๆ เข้ามาหาโจวอัน หมายจะลากโจวอันไปตกปลาด้วยกัน

โดยเฉพาะเมื่อมันเห็นเฮยอวี้ ซือซีหย่วนก็แค่นเสียงฮึดฮัด

"คราวนี้ ข้าต้องตกได้มากกว่าเจ้าอย่างแน่นอน!"

ความทรงจำจากครั้งก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในใจ

โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงภาพที่เฮยอวี้ตกปลาได้ตัวแล้วตัวเล่า ซือซีหย่วนก็รู้สึกอึดอัดใจจนแทบทนไม่ไหว

ช่วงปกป้องมือใหม่หมดลงแล้ว บัดนี้คือยุคทองของข้าต่างหาก!

นี่คือสิ่งที่ซือซีหย่วนคิดอยู่ในใจ

ทว่าโจวอันรู้ดีว่า ซือซีหย่วนจะต้องพ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

และตอนนี้ เขาก็ไม่มีอารมณ์จะไปตกปลาด้วย

โจวอันรีบปฏิเสธอย่างนุ่มนวล พร้อมกับเอ่ยถาม "ราชครูไปไหนเสียล่ะขอรับ"

ถามถึงราชครู นั่นคือมารยาท

ถามถึงเยี่ยซวง นั่นคือธุระ

ซือซีหย่วนถูกโจวอันปฏิเสธ ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ทว่าก็ยอมตอบคำถาม "ท่านอาจารย์กับศิษย์อาอยู่ที่วังหลวง กำลังหารือเรื่องการควบคุมนักพรตเสวียนซินอยู่ขอรับ โดยเฉพาะศิษย์อา ดูเหมือนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ บอกว่าในที่สุดโอสถเทวะสื่อวิญญาณก็มีโอกาสได้ใช้งานเสียที"

โจวอัน "..."

บอกตามตรง นิสัยแบบหยวนชิงอีเนี่ย ไม่เคยโดนรุมกระทืบเลยหรือไงนะ

ทว่าลองคิดดูอีกที การจัดการกับนักพรตเสวียนซินก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ท้ายที่สุด การจะเปลี่ยนนักพรตเสวียนซินให้กลายเป็นสุนัขรับใช้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

โจวอันเอ่ยถามต่อ "แล้วเยี่ยซวงล่ะ"

ซือซีหย่วนถอนหายใจอย่างจนใจ "ใต้เท้าโจว ท่านจะไปตกปลากับข้าไม่ได้จริงๆ หรือขอรับ พูดกันตามตรง สตรีจะไปสนุกเท่าการตกปลาได้อย่างไร"

โจวอันมุมปากกระตุกเบาๆ "ใต้เท้าซือ ข้าคิดว่าการตกปลานั้น อายุของข้ายังไม่ถึงวัยที่เหมาะสมนักหรอกขอรับ"

ซือซีหย่วนทอดถอนใจ

มันรู้ดีว่า โจวอันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ไปตกปลากับมัน

ซือซีหย่วนจึงชี้มือไปยังทิศทางหนึ่ง "ศิษย์น้องอยู่ที่ห้องของนาง ใต้เท้าโจวเดินตรงไปได้เลยขอรับ"

โจวอันพยักหน้ารับ ประสานมือกล่าวขอบคุณ แล้วเดินจากไป

เมื่อโจวอันจากไปแล้ว ซือซีหย่วนก็กลับไปทำหน้าเหม่อลอยตามเดิม ราวกับกำลังครุ่นคิดว่า ควรจะไปตกปลาที่ใดดี

——

ภายในห้องของเยี่ยซวง

บัดนี้ เยี่ยซวงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองนั่ง บำเพ็ญเพียรอย่างเงียบสงบ

งานพระราชสมภพในครั้งนี้ โดยเฉพาะผลงานของโจวอัน ถือเป็นแรงสั่นสะเทือนอันยิ่งใหญ่สำหรับนาง

แม้นางจะไม่ได้มีความอิจฉาริษยาหรือน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนอย่างยอดอัจฉริยะคนอื่นๆ ทว่านางก็รู้สึกได้ว่า ช่องว่างระหว่างนางกับโจวอันนั้นเริ่มห่างเหินออกไปทุกที

ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนที่โจวอันกุมมือนางและเขียนตัวอักษรลงบนฝ่ามือของนางก่อนจะลงไปยังสุสานใต้ดิน ภายในใจของนางกลับเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา

นางอธิบายความรู้สึกนี้ไม่ถูก รู้เพียงแต่ว่ามันแปลกประหลาดมาก

แม้จะรู้ดีว่า โจวอันทำไปเพื่อเตือนนาง ทว่าจนถึงบัดนี้ ความรู้สึกนั้นก็ยังคงไม่จางหายไป

"ข้าต้องเร่งฝีเท้าตามโจวอันให้ทัน!" เยี่ยซวงลอบตั้งปณิธานในใจ

หากนางไม่เร่งฝีเท้า นางก็รู้สึกว่าตนเองจะถูกโจวอันทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง นางอาจจะไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนเคียงข้างเขาได้อีก

เมื่อความรู้สึกนี้ก่อตัวขึ้น เยี่ยซวงก็ยิ่งบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง

เสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง

เยี่ยซวงหลุดออกจากสมาธิ

ระดับพลังของนาง บรรลุถึงขอบเขตก่อกำเนิดมานานแล้ว ย่อมสามารถรับรู้ได้ว่าผู้ที่มาเยือนคือโจวอัน

เยี่ยซวงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะได้ยินเสียงเคาะประตูของโจวอัน

นางหยุดการบำเพ็ญเพียร ลุกขึ้นไปเปิดประตู

บัดนี้นางยังคงอยู่ในชุดสีขาว น้ำเสียงจึงดูเย็นชา "เจ้ามาแล้ว"

โจวอันยืนอยู่หน้าประตู แย้มยิ้ม "ไม่เชิญข้าเข้าไปนั่งข้างในหน่อยหรือ"

โจวอันคุ้นชินกับความเย็นชาของเยี่ยซวงในชุดสีขาวไปเสียแล้ว

เยี่ยซวงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พยักหน้ารับ "เข้ามาสิ"

หลังจากโจวอันเดินเข้ามา เยี่ยซวงก็ปิดประตูห้อง

เมื่อประตูห้องปิดลง ความเย็นชาของเยี่ยซวงก็มลายหายไปในพริบตา

"โจวอัน เจ้ามาหาข้ามีธุระอันใดหรือ" เยี่ยซวงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

โจวอันยิ้มกริ่ม "เปลี่ยนชุดสิ พวกเราจะไปเที่ยวกัน"

เยี่ยซวงชะงักไป ยังไม่ทันตั้งตัว

โจวอันกล่าวต่อ "เจ้าเคยบอกเองมิใช่หรือ ว่าหากข้ามาเมืองหลวง เจ้าจะพาข้าไปเที่ยว"

เยี่ยซวงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ ใบหน้าพลันปรากฏรอยยิ้มตื่นเต้นดีใจ "งั้นเราไปกันเถอะ!"

นางดีใจจนลืมตัว แทบจะพุ่งออกไปนอกห้องในทันที

ทว่าเมื่อมือสัมผัสโดนบานประตู นางถึงได้รู้สึกตัว ว่าตนเองยังอยู่ในชุดสีขาว

"เอาอย่างนี้ พวกเราออกไปในสภาพนี้ก่อน พอเจอที่ลับตาคน ข้าค่อยเปลี่ยนชุด" เยี่ยซวงกลอกตาไปมา เสนอความคิดที่นางคิดว่าฉลาดล้ำเลิศ

โจวอันพยักหน้ารับ "เอาตามนั้นก็ได้"

แค่ได้ออกไปเที่ยว จะเปลี่ยนชุดตอนไหนก็ไม่สำคัญหรอก

เมื่อตกลงกันได้ เยี่ยซวงก็กลับมาสวมมาดเย็นชาอีกครั้ง แล้วเปิดประตูออก

ทั้งสองเดินตามกันออกไป

เยี่ยซวงเดินนำทางอย่างชำนาญ ไม่นานก็หาซอกหลืบเปลี่ยวๆ เจอ ดูท่าคงแอบหนีเที่ยวบ่อยเป็นแน่

เมื่อเยี่ยซวงเดินออกมาจากซอกหลืบนั้น นางก็เปลี่ยนมาอยู่ในชุดสีเทาธรรมดาๆ แล้ว

บัดนี้ ความเย็นชาของเยี่ยซวงมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความร่าเริงสดใส

"ไปกันเถอะ! พวกเราเริ่มตระเวนกินตั้งแต่ถนนเส้นนี้กันเลย!" เยี่ยซวงชูหมัดน้อยๆ ขึ้นอย่างมุ่งมั่น

สมกับเป็นสตรีสายกินเสียจริง จุดประสงค์หลักในการพาเที่ยว ก็คือคำว่า 'กิน' เพียงคำเดียว!

โจวอันเผยรอยยิ้ม รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก

พูดตามตรง บนโลกใบนี้ มีเพียงไม่กี่คนที่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเมื่อต้องเผชิญหน้า เยี่ยซวงก็คือหนึ่งในนั้น

โดยเฉพาะเยี่ยซวงในชุดสีเทา ความร่าเริงน่ารักตามประสาหญิงสาวของนาง มักจะทำให้ผู้คนลืมเลือนเรื่องราววุ่นวายในใจไปได้เสมอ

"เจ้าต้องเป็นคนนำทางนะ ข้าเตรียมตัวมากินฟรีเต็มที่เลย" โจวอันเอ่ยหยอกล้อ

เยี่ยซวงตบถุงเงินสีชมพูที่ข้างเอว "ข้า มีเงิน!"

ถุงเงินใบนี้ เป็นแบบเดียวกับของโจวอันไม่มีผิดเพี้ยน

โจวอันยิ้มกริ่ม "งั้นก็รออะไรอยู่ล่ะ นำทางไปเลยสิ!"

เยี่ยซวงกระโดดโลดเต้น นำทางโจวอันมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสายนั้น

การเที่ยวเล่นครั้งนี้ กินเวลายาวนานถึงสามวัน

ตลอดสามวันนี้ ตอนกลางวันโจวอันก็เที่ยวเล่นกับเยี่ยซวง ส่วนตอนกลางคืนก็ปั่นทักษะคำนวณแปดทิศ

เดิมทีโจวอันคิดว่า เขาควรจะให้ความสำคัญกับการปั่นเพลงดาบชำแหละมนุษย์ก่อน ทว่าดูเหมือนการปั่นทักษะคำนวณแปดทิศต่อไปก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

ท้ายที่สุด ก็ยังมีจุดแสงบนทารกปราณ ที่สามารถกักเก็บความชำนาญไว้ได้ การทำเช่นนี้ถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

เมื่อกักเก็บความชำนาญจนเต็มเปี่ยม ก็ค่อยนำไปเพิ่มให้กับเพลงดาบชำแหละมนุษย์

สามวันที่ผ่านมา โจวอันแทบจะลืมเลือนไปเลยว่าตนเองยังอยู่ในเมืองหลวง

การได้เที่ยวเล่นกับเยี่ยซวง ทำให้เขารู้สึกราวกับลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง

ทว่าวันเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสมอ

ช่วงเวลาพักผ่อนสิ้นสุดลงแล้ว โจวอันต้องเดินทางไปรับตำแหน่งใหม่ ตำแหน่งซือจิงแห่งสำนักสยบมารประจำเมืองหลวงหวยซี

บนท้องถนน รถม้าของสมาคมการค้าเหิงทง จอดรออยู่พร้อมแล้ว

สารถีก็ยังเป็นคนเดิมที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดี

โจวอันยืนอยู่หน้าประตู บัดนี้ เยี่ยซวงก็ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าหงอยเหงา

"ต้องไปแล้วสินะ" เยี่ยซวงในชุดสีเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย ไม่ร่าเริงเหมือนอย่างเคย

ตลอดสามวันที่ผ่านมา โจวอันอยู่เป็นเพื่อนนาง ตระเวนเที่ยวเล่นไปทั่ว เยี่ยซวงรู้สึกมีความสุขมาก

ทว่าเมื่อถึงเวลาที่โจวอันต้องจากไป เยี่ยซวงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่

ทว่าเยี่ยซวงก็รู้ดีว่า โจวอันเป็นผู้ที่จะต้องกระทำการใหญ่ นางจึงแสดงออกเพียงความรู้สึกหดหู่ใจเท่านั้น

กงกงเว่ยและคนอื่นๆ มัวแต่วุ่นวายอยู่กับการหาวิธีเปลี่ยนนักพรตเสวียนซินให้กลายเป็นสุนัขรับใช้ จึงไม่ได้มาส่ง

โจวอันระบายยิ้ม เมื่อเห็นท่าทีหดหู่ของเยี่ยซวง เขาก็ไม่รู้ว่าผีสางตนใดดลใจ ถึงได้เอื้อมมือไปลูบศีรษะเยี่ยซวง เหมือนกับที่มักจะทำกับเฮยอวี้

การกระทำนี้ ทำให้เยี่ยซวงถึงกับชะงักงัน

เขา... ลูบหัวข้าหรือ

ดอกบัวหิมะบนยอดเขาที่ใครๆ ต่างก็เคารพเทิดทูน บัดนี้กลับถูกโจวอันลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน

หากคนนอกล่วงรู้เรื่องนี้เข้า เกรงว่าคงจะต้องอ้าปากค้างจนลูกตาหลุดออกมาเป็นแน่

เยี่ยซวงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นบนศีรษะ พลันรู้สึกถึงความรู้สึกแปลกประหลาดที่ก่อตัวขึ้นอีกครั้ง

ด้านข้าง เฮยอวี้เห็นดังนั้น ก็แยกเขี้ยวขู่ แววตาที่มองเยี่ยซวง แฝงไว้ด้วยความไม่เป็นมิตร

"ลูบหัว ของข้า!"

เฮยอวี้เกาะกุมมือโจวอันไว้แน่น เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง

นี่คือสิทธิพิเศษของนาง ผู้ใดก็ห้ามแย่ง!

โจวอันรีบชักมือกลับอย่างจนใจ เอื้อมไปลูบศีรษะเฮยอวี้แทน สถานการณ์จึงคลี่คลายลง

ในเวลานี้ เยี่ยซวงก็ตั้งสติได้ เอ่ยเตือนว่า "เมืองระดับเมืองหลวงนั้น แตกต่างจากระดับรัฐ มันจะมีความสลับซับซ้อนมากกว่า เจ้าอย่าได้วู่วามเด็ดขาด"

นางรู้ซึ้งถึงนิสัยของโจวอันดีที่สุด จึงเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง

โจวอันยิ้มรับ "ข้ารู้แล้ว"

เยี่ยซวงตอบรับคำ ก้มหน้างุดมองปลายเท้า

"อย่าทำหน้าเศร้าไปเลย ไม่ใช่การจากลาชั่วนิรันดร์เสียหน่อย วันหน้าหากมีโอกาส เจ้าแวะมาหาข้าที่เมืองหลวงหวยซีสิ ข้าจะพาเจ้าไปตระเวนกินของอร่อยๆ เอง" โจวอันเอ่ยปลอบใจ

เมื่อได้ยินคำว่า 'กินของอร่อยๆ' อารมณ์เศร้าหมองของเยี่ยซวงก็บรรเทาลง สีหน้าเริ่มกลับมาสดใสอีกครั้ง

ทั้งสองสนทนากันต่ออีกพักหนึ่ง โจวอันจึงค่อยเดินจากไป และก้าวขึ้นรถม้า

เยี่ยซวงไม่ได้ตามไปส่ง นางหันหลังกลับจวนราชครู

บนรถม้า สารถีเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ "ใต้เท้าโจว นั่งเรียบร้อยแล้วนะขอรับ" ก่อนจะสะบัดแส้ม้า

เสียงแส้ม้าแหวกอากาศ รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆ

โจวอันนั่งอยู่ภายในรถม้า ทอดสายตามองความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวง ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยังคงหลงเหลืออยู่

——

ฤดูหนาวยังไม่ผ่านพ้น อากาศยังไม่ทันอบอุ่นต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ทว่าสายฝนก็โปรยปรายลงมาอย่างไม่คาดคิด

ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน เม็ดฝนร่วงหล่นลงมาราวกับเข็มเล่มเล็กๆ กระทบพื้นถนนจนเกิดน้ำกระเซ็น

หากต้องเร่งรีบเดินทางบนถนนเส้นนี้ โคลนตมก็คงจะเกาะติดรองเท้าจนเหนียวเหนอะหนะ

ใบไม้ไหวระริกไปตามแรงลม ผสมผสานกับเสียงสายลมและเสียงฝนตกกระทบ ถนนทั้งสายถูกปกคลุมไปด้วยละอองน้ำ

ในเวลานี้ รถม้าของโจวอันกำลังแล่นไปตามถนนหลวง โคลนตมที่กระเด็นสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนล้อรถม้าจนมองไม่เห็นสีเดิม

โจวอันเลิกม่านรถม้าขึ้น ทอดสายตามองสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง สูดกลิ่นอายของดินโคลนที่อบอวลอยู่ในอากาศ

เขาเดินทางมาเป็นเวลาเกือบสามวันแล้ว

ตลอดการเดินทาง ล้วนราบรื่นไร้อุปสรรค

นอกเหนือจากตอนที่แวะพักตามจุดพักม้า ซึ่งมักจะมีผู้คนเข้ามาประจบสอพลอ ทุกอย่างก็ดำเนินไปตามปกติ

ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงหวยซี ความรกร้างว่างเปล่าก็ยิ่งลดน้อยลง

บางครั้ง ก็สามารถมองเห็นหมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสายฝน ราวกับภาพวาดในสายหมอก

"อีกไกลไหมกว่าจะถึง" โจวอันเอ่ยถาม

ตลอดการเดินทาง เขากับเฮยอวี้ก็นั่งอยู่แต่ในรถม้า

เฮยอวี้ก็เอาแต่เล่นสนุกกับของเล่นของนาง เก้าอี้ตัวนั้นก็ยังคงอยู่ไม่ห่างกาย

ส่วนโจวอัน ก็เอาแต่ปั่นทักษะคำนวณแปดทิศ

ทักษะคำนวณแปดทิศรุดหน้าไปไม่น้อย แม้จะยังห่างไกลจากการบรรลุระดับต่อไป ทว่าก็ถือว่ามีความคืบหน้าพอสมควร

และจุดแสงบนร่างทารกปราณ ก็ทอประกายสว่างไสวขึ้นเรื่อยๆ

ด้านนอกรถม้า สารถีที่สวมเสื้อกันฝน เอ่ยตอบ "อย่างช้าครึ่งวัน ก็จะถึงเมืองหลวงหวยซีแล้วขอรับ ใต้เท้าโจวพักผ่อนไปก่อนเถิด"

โจวอันพยักหน้ารับ ตอบรับคำ ก่อนจะปล่อยม่านลง

รถม้ายังคงแล่นต่อไป

แล่นไปได้สักพัก จู่ๆ รถม้าก็หยุดชะงัก

ภายนอก สายฝนยังคงโปรยปราย รถม้าที่จอดสนิทท่ามกลางพายุฝน ดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง

โจวอันขมวดคิ้ว

ด้วยพลังของเนตรพันลี้ เขาจึงมองเห็นว่า ไม่ไกลจากหน้ารถม้า มีกลุ่มคนที่สวมเครื่องแบบสำนักสยบมารยืนขวางทางอยู่

เบื้องหน้าของเจ้าหน้าที่สำนักสยบมารเหล่านั้น มีการตั้งด่านตรวจ ราวกับตั้งใจจะสกัดกั้นรถม้าทุกคัน

และที่ด้านข้าง ยังมีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่ บนโต๊ะมีพระพุทธรูปทองเหลืองสไตล์โบราณประดิษฐานอยู่

หัวหน้าหน่วยสำนักสยบมารที่สวมเสื้อกันฝน เดินเข้ามาขวางหน้ารถม้าของโจวอัน

สารถีหยุดรถม้า ชะงักไปชั่วครู่ กำลังจะอ้าปากถาม

ทว่ายังไม่ทันที่สารถีจะได้เอ่ยปาก เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

"ถนนเส้นนี้ปิดชั่วคราว โปรดใช้เส้นทางอื่น"

ภายในแคว้นต้าฉู่ นอกเหนือจากถนนหลวงแล้ว ก็ยังมีเส้นทางสายรองอื่นๆ อีก ซึ่งมักจะถูกใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สารถีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตั้งสติได้

มันไม่ได้หันรถม้ากลับ ทว่าหันไปถามคนในรถม้าแทน "ใต้เท้าโจว จะให้เปลี่ยนเส้นทางหรือไม่ขอรับ"

สารถีผู้นี้ทำงานให้กับสมาคมการค้าเหิงทง ย่อมรู้เรื่องธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดี

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนโจวอัน

โจวอันที่นั่งอยู่ในรถม้า ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ก้าวลงมาจากรถม้า "บอกข้ามาสิ ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น"

บัดนี้ เขาเดินทางมารับตำแหน่งซือจิงแห่งสำนักสยบมาร ซึ่งก็คือผู้นำสูงสุดของสำนักสยบมารประจำเมืองหลวงหวยซี

เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ย่อมต้องตรวจสอบให้กระจ่าง

สถานการณ์ตรงหน้า เห็นได้ชัดว่าเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้ว

สายฝนยังคงตกหนัก เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารมองเห็นใบหน้าของโจวอันไม่ชัดเจนนัก ทว่าเมื่อได้ยินสรรพนามที่สารถีใช้เรียก ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นขุนนางที่กำลังเดินทางผ่านทางมา

เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารจึงเอ่ยอธิบาย "มีสิ่งลี้ลับออกอาละวาดจริงๆ ขอรับ พวกท่านอย่าใช้ถนนเส้นนี้เลย"

สารถีเห็นโจวอันลงมาจากรถม้า ก็รีบกางร่มกระดาษน้ำมันออกทันที

โจวอันรับร่มมา ส่งต่อให้เฮยอวี้

"กางร่มสิ"

เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้คน เฮยอวี้มักจะทำตัวว่าง่ายเสมอ

นางกางร่มกระดาษน้ำมันออก บังฝนให้ตัวนางเองและโจวอัน

โจวอันเดินตรงเข้าไปหาเจ้าหน้าที่สำนักสยบมาร

เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารชะงักไปเล็กน้อย ไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย

อธิบายไปอย่างชัดเจนแล้ว เหตุใดถึงยังเดินเข้ามาอีก

"หรือว่าต้องการจะใช้เส้นทางนี้ให้ได้" เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารลอบคิดในใจ

ในอดีตก็เคยมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น

ขุนนางบางคนมักจะอาศัยอำนาจบารมี บีบบังคับให้สำนักสยบมารยอมเปิดทางให้

ทว่าก็มักจะถูกปฏิเสธกลับไปแทบทุกราย

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ พวกมันจะไม่มีวันยอมเปิดทางให้ผู้ใดโดยเด็ดขาด

เมื่อคิดได้ดังนี้ เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารก็แค่นเสียงหัวเราะในใจ

มันเตรียมคำพูดไว้ถากถางชายผู้นี้เรียบร้อยแล้ว

โจวอันกำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

ละอองฝนปกคลุมไปทั่วทั้งถนนหลวง

ในสายตาของเจ้าหน้าที่สำนักสยบมาร รูปลักษณ์ของโจวอันค่อยๆ ชัดเจนขึ้น

มันสัมผัสได้ว่า โจวอันแผ่ซ่านรังสีอำมหิตออกมาบางๆ

แม้ถนนทั้งสายจะถูกม่านฝนบดบัง แม้ต้นหญ้าใบไม้รอบข้างจะถูกสายฝนกระหน่ำจนลู่ลง ทว่าเสียงฝีเท้าของโจวอันกลับดังกังวานชัดเจน

สตรีชุดดำนามว่าเฮยอวี้ กางร่มเดินเคียงข้าง

หยาดฝนร่วงหล่นลงมาจากปลายร่มกระดาษน้ำมัน ราวกับม่านมุกที่เรียงร้อยต่อกัน

เมื่อโจวอันก้าวเข้ามาใกล้เงาร่างของเขาก็ทะลุผ่านม่านฝนเข้ามาอย่างชัดเจน

บัดนี้ เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารมองเห็นใบหน้าของโจวอันได้อย่างถนัดตา

ไม่เพียงแค่มัน เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ก็มองเห็นเช่นกัน

"ใต้... ใต้เท้าโจว!"

หัวหน้าหน่วยสำนักสยบมารเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ

ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย โจวอันแย้มยิ้มบางๆ "เอาล่ะ บัดนี้บอกข้าได้หรือยัง ว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น"

สิ้นประโยคนี้ ทั่วทั้งถนนหลวงก็ตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสายฝนที่ตกกระทบพื้น

เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดก็ได้สติกลับคืนมา

คำสั่งแต่งตั้งของโจวอัน ถูกส่งมาถึงเมืองหลวงหวยซีล่วงหน้าแล้ว

ในฐานะเจ้าหน้าที่สำนักสยบมาร พวกมันย่อมรู้จักชื่อเสียงเรียงนามและรูปโฉมของโจวอันเป็นอย่างดี

นี่คือผู้บังคับบัญชาสูงสุดของพวกมันที่กำลังจะมารับตำแหน่ง!

และยังมาในเวลาที่ไม่เหมาะสมเอาเสียเลย มาในตอนที่พวกมันกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่

เจ้าหน้าที่สำนักสยบมารที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกประหม่า ทว่าก็พร้อมใจกันประสานมือคารวะ เอ่ยเสียงดังฟังชัด "ข้าน้อยขอคารวะใต้เท้าโจว!"

โจวอันเอ่ยเสียงเรียบ "เจ้ามีชื่อว่าอันใด"

"ข้าน้อยหวังซินขอรับ" หัวหน้าหน่วยสำนักสยบมารตอบ "การตั้งด่านในครั้งนี้ ก็เพื่อรับมือกับเหตุการณ์พระพุทธรูปมารขอรับ"

"เหตุการณ์พระพุทธรูปมาร?" โจวอันขมวดคิ้ว "เล่าให้ข้าฟังอย่างละเอียดสิ ว่าเหตุการณ์พระพุทธรูปมารคือสิ่งใด"

ในเมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาแล้ว โจวอันก็ไม่คิดจะปล่อยผ่าน

เมื่อดำรงตำแหน่งนี้แล้ว ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ แม้จะรักความสบาย ทว่าก็ไม่อาจละเลยภาระหน้าที่ได้

หวังซินเห็นผู้บังคับบัญชาเอ่ยถามเช่นนั้น ก็รีบอธิบายทันที "พระพุทธรูปมาร เป็นสิ่งลี้ลับที่เพิ่งปรากฏตัวขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ อันที่จริง ต้องบอกว่าเป็นสิ่งลี้ลับประเภทปรสิตที่สิงสู่ในสิ่งของ เพียงแต่สิ่งของชิ้นแรกที่มันสิงสู่คือพระพุทธรูป จึงถูกเรียกขานว่าพระพุทธรูปมารขอรับ"

ปรสิตสิงสู่สิ่งของงั้นหรือ?

เมื่อโจวอันได้ยินเช่นนั้น ก็ขมวดคิ้วมุ่น

เขาเคยได้ยินเรื่องราวของสิ่งลี้ลับประเภทนี้มาก่อน จากบันทึกข้อมูลที่ฮ่องเต้เคยประทานให้

สิ่งลี้ลับประเภทนี้ นับว่ารับมือได้ยากยิ่งนัก เพราะลักษณะเฉพาะตัวของมันนั้น... ช่างพิสดารเหลือเกิน

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 210 อำลาเมืองหลวง รับตำแหน่ง พระพุทธรูปมาร

คัดลอกลิงก์แล้ว