- หน้าแรก
- เจ้าองค์ชายบ้านี่ จะเก่งไปทุกเรื่องไม่ได้นะ
- 416 - การตระหนักรู้
416 - การตระหนักรู้
416 - การตระหนักรู้
416 - การตระหนักรู้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ สวีเมี่ยวจิ่นรู้สึกเหมือนกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านทั้งตัว
"แต่เขาบอกว่า เป็นข้าที่เข้าไปหาเขาเอง เหมือนข้าไม่มีใครต้องการอย่างนั้นแหละ..."
"โอ๊ย อ๋องเฟยของข้า ท่านอ๋องไม่ได้พูดอย่างที่ใจคิดหรอกหรือ? ลองคิดดูสิ แต่ก่อนความสัมพันธ์ของพวกท่านตึงเครียดแค่ไหน?
เขาจะยอมลงให้ท่านต่อหน้าได้อย่างไร?
คำพูดนั้น จริงๆ แล้วในใจเขาอยากให้ท่านเข้าไปหา
ถ้าท่านไม่เชื่อ คืนนี้ลองไปหาท่านอ๋องอีกครั้งสิ แล้วดูว่าเขาจะวุ่นวายกับท่านหรือเปล่า..."
สวีเมี่ยวจิ่นส่ายศีรษะแรงราวกับจะปฏิเสธ "ไม่ ไม่ ข้าไม่ไป บุรุษบ้าคนนั้นเก่งแต่สร้างความวุ่นวาย ข้าไป ก็เหมือนแกะที่เดินเข้าสู่ปากเสือ!"
วันนี้นางเสียหน้าอย่างมากต่อหน้าจูจวิน หากไปอีกครั้ง นางคงไม่กล้าเงยหน้ามองเขาอีกต่อไป
"ยิ่งเป็นเช่นนี้ ท่านยิ่งต้องไป!" ปี้หลัวกล่าว "ข้ากล้าพูดได้เลยว่า ท่านอ๋องย่อมรู้สึกดีใจ หากท่านไม่ไป เขาอาจจะผิดหวัง
และเมื่อเวลาผ่านไป ย่อมมีสตรีคนอื่นมาแทนที่
สิ่งที่ท่านต้องทำคือแสดงให้เขาเห็นว่าท่านคือคนที่ไม่มีใครแทนที่ได้
เพียงเท่านี้ ต่อให้ท่านอ๋องมีสตรีล้อมรอบมากแค่ไหน ก็ไม่มีใครทำลายตำแหน่งของท่านได้!"
ปี้หลัวเองก็จนใจ เพราะอยู่ใกล้ชิดกับฮองเฮามานาน นางเคยเห็นมาทุกอย่าง
หากสวีเมี่ยวจิ่นยังดื้อรั้นเช่นนี้ ในวังอู่คงไม่มีที่ยืนให้นาง
"แต่ว่า..."
"อย่าแต่เลย! ต่อให้แต่ก่อนความสัมพันธ์ของพวกท่านจะตึงเครียดเพียงใด ท่านอ๋องก็ไม่เคยปฏิบัติต่อท่านอย่างไร้เกียรติ
เสื้อผ้า อาหาร ข้าวของเครื่องใช้ของท่าน ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในวัง
ข้ารับใช้ก็ได้รับการพระราชทานจากฮองเฮา แต่กระทั่งฮองเฮาเองก็ยังไม่เคยได้รับความหรูหราเท่าท่าน
ท่านอ๋องก็ถือว่าให้เกียรติท่านไม่น้อย ไม่เคยทำให้ท่านต้องอับอาย
ลองนึกถึงพระชายาหวัง(กวนอินนู่ แซ่หวังตามพี่ชาย)สิ เมื่อก่อนฉินอ๋องปฏิบัติต่อนางอย่างไร ทั้งบีบบังคับและดูถูก
แต่ท่านอ๋องของเราปฏิบัติต่อท่านเช่นนั้นหรือ?
คนเราควรรู้จักใคร่ครวญใจเขาใจเรา
หากเป็นคนทั่วไป ท่านดื้อรั้นเช่นนี้ คงถูกเมินเฉยหรือปฏิบัติอย่างเย็นชาไปนานแล้ว
เมื่อเขาต้องการหน้า ท่านก็ควรให้
เมื่อเขาต้องการทางลง ท่านก็ควรหยิบยื่นให้
เมื่ออยู่ลับหลัง เขาย่อมทะนุถนอมท่าน
ส่วนชิงเหอ ก็เหมือนถูกท่านอ๋องประคองไว้ในมือ และดูแลอย่างดี
แต่ถึงกระนั้น บ้านหลังนี้ยังคงเป็นท่านที่ดูแล ท่านอ๋องก็ไม่เคยพูดอะไร
จริงไหม?
เขาให้เกียรติท่านอย่างมาก แล้วท่านล่ะ?
ท่านเคยให้เกียรติเขาบ้างหรือไม่?"
คำถามของปี้หลัวทำให้สวีเมี่ยวจิ่นนิ่งอึ้ง
ใช่แล้ว นางเคยให้เกียรติจูจวินบ้างหรือ?
"ข้า...ข้า...ข้าจะไปเอง พี่ปี้หลัว อย่าพูดอีกเลย" สวีเมี่ยวจิ่นเริ่มตระหนักถึงความผิดของตนเอง
นางอยากควบคุมจูจวินมากเกินไป แต่เขาไม่ใช่คนที่จะยอมถูกควบคุม
แล้วนางมีสิทธิ์อะไรถึงจะไปควบคุมเขา?
เพียงเพราะนางเป็นภรรยาของเขา?
แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขายังไม่ลึกซึ้งพอ นางจึงไม่มีสิทธิ์ใดๆ
ในอดีต จูจวินอาจดูบ้าคลั่ง ไร้เหตุผล แต่นั่นก็ยังพอเป็นข้ออ้างได้
แต่ตอนนี้ จูจวินที่นางเห็น กลับฉลาดหลักแหลม เด็ดขาด และเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่
เขาได้รับความรักจากราษฎร และสามารถปกครองทั้งกองทัพและบ้านเมืองได้
เมืองเฟิ่งหยางถูกสร้างขึ้นมาได้เพราะเขา
เมื่อพูดถึงอู่อ๋อง ชาวเฟิ่งหยางล้วนยกย่องเขาเป็น "อ๋องผู้ทรงปัญญา"
คนเช่นนี้ นางยังต้องดูแลอีกหรือ?
นางดูแลเขาได้หรือ?
"ใช่แล้ว!" ปี้หลัวกล่าวด้วยความโล่งอก "ท่านควรตัดสินใจและทำให้ท่านอ๋องอยู่ในกำมือของท่าน หากถึงจุดนั้น เขาย่อมไม่ปฏิบัติต่อท่านเหมือนในอดีตอีกต่อไป"
สวีเมี่ยวจิ่นพยักหน้าอย่างเขินอาย ก่อนจะซุกศีรษะลงในน้ำทั้งหมด
กลางดึกคืนนั้น จูจวินได้รับรายงานด่วนจากเมืองหลวงว่า อีกสามวัน เหล่าจูจะมาถึง
คราวนี้เขาจะพากลุ่มขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊มาด้วย เพื่อทำการตรวจสอบ ดังนั้นการเตรียมงานต้อนรับต้องทำอย่างสมบูรณ์
นี่เพิ่งจะวันที่สองของปีใหม่เอง เหล่าจูก็รีบร้อนเกินไป เทศกาลหยวนเซียวก็ยังไม่ทันถึง แต่กลับมุ่งหน้ามาที่นี่เสียแล้ว ช่างเร่งรีบเสียจริง
โชคดีที่โครงการใหญ่ในเมืองเฟิ่งหยางเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว
มีเพียงการแบ่งที่ดินที่ยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีประชากรกว่าหมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวที่มีสามรุ่นอยู่ด้วยกัน จึงไม่สามารถแบ่งตามจำนวนคนได้ ต้องแบ่งตามครัวเรือน
ฟางเค่อฉินถึงกับไม่ได้พักผ่อนในช่วงปีใหม่ เพราะต้องคอยจัดการเรื่องนี้
หลังจากวางรายงานลงบนโต๊ะ จูจวินถามว่า “โก้วตงจื่อ ลูกหลานตระกูลเหลียวจะมาถึงเมื่อไหร่?”
“พรุ่งนี้พะยะค่ะ” ซวินปู้ซานตอบ
ตระกูลเหลียวที่พูดถึงนี้คือบุตรบุญธรรมของเหลียวอู่อัน หลังจากปล่อยเหลียวอู่อันไป เขาก็ส่งบุตรบุญธรรมมารับใช้จูจวิน!
“พอพวกเขามาถึง พรุ่งนี้เตือนข้าด้วย” จูจวินกล่าว “แล้วพี่ภรรยาของข้าทั้งสามคนจะมาถึงเฟิ่งหยางเมื่อไหร่?”
“ในเจ็ดวันน่าจะมาถึงพะย่ะค่ะ” ซวินปู้ซานตอบ
จูจวินพยักหน้า หวังเป่าเป่าเป็นคนสำคัญ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ทั้งสามคนล้วนมีความสามารถในการนำทัพ
หวังเป่าเป่าส่งให้ทางราชสำนักดูแล ส่วนอีกสองคน เขาน่าจะดึงตัวมาช่วยได้
ทัพจูเชวี่ยมอบหมายให้หลี่จี้ป้าเป็นผู้ดูแล ไม่ใช่ว่าเขาไม่ไว้วางใจ แต่การสร้างสมดุลเป็นสิ่งสำคัญ
หากไม่มีการควบคุม ย่อมเกิดความวุ่นวายได้ง่าย
เหตุใดเหล่าจูจึงเน้นเรื่องการสร้างสมดุลและการปกครองเชิงกลยุทธ์?
เพราะเขารู้ดีถึงความน่ากลัวของการก่อกบฏ
บางครั้ง การกบฏไม่ได้เกิดจากเจตจำนงส่วนตัว แต่เกิดจากปัจจัยภายนอก หรือแม้กระทั่งการถูกบังคับ
“ข่าวยังไม่ได้แพร่ออกไปใช่ไหม?”
“ยังพะย่ะค่ะ ทางอิงชางปิดข่าวไว้อยู่” ซวินปู้ซานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “แต่ถึงอย่างไร ข่าวที่ว่าประตูเมืองถูกตีแตกก็ปิดไม่ได้นานนัก สุดท้ายก็ต้องหลุดออกมา”
“ไม่เป็นไร เรื่องนี้ปิดไม่ได้นานอยู่แล้ว” จูจวินกล่าว เขาได้ส่งจดหมายถึงจูอวี้ไปก่อนหน้านี้ เพื่อให้แบ่งความดีความชอบ เรื่องนี้เขาไม่อยากเป็นจุดสนใจ
การที่เหล่าจูรีบมาเช่นนี้ ก็อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
หลังจากคุยเรื่องสำคัญเสร็จ ซวินปู้ซานถามว่า “คืนนี้ท่านอ๋องจะไปพักที่ไหนหรือพะยะค่ะ?”
“ข้าไม่ได้ไปหาชิงเหอมาสักพักแล้ว!” จูจวินตอบ สำหรับเขา ชิงเหอเป็นคนที่เขาชื่นชอบที่สุด และเขาไม่ใช่คนที่เบื่อสิ่งเก่า
ขณะที่เขากำลังจะออกไป สวีเมี่ยวจิ่นเดินเข้ามาพร้อมถาดอาหารค่ำ “เจ้าจะไปไหน?”
“คืนนี้ข้าจะไปหาชิงเหอ” จูจวินตอบ ขณะมองอาหารค่ำในมือของนาง เขาหันไปสั่งซวินปู้ซาน “เอาอาหารค่ำของอ๋องเฟยไปส่งที่ตำหนักของชิงเหอ นางกำลังตั้งครรภ์ ย่อมหิวง่าย”
สวีเมี่ยวจิ่นรู้สึกผิดหวัง เพราะอาหารค่ำนี้นางทำเองกับมือ แต่จูจวินกลับส่งให้คนอื่น
นางในฐานะอ๋องเฟยกลับรู้สึกเหมือนสาวใช้
แต่เพราะหากปฏิเสธก็อาจดูเหมือนนางใจแคบ นางจึงส่งถาดให้ซวินปู้ซานอย่างรวดเร็ว “อาหารค่ำส่งถึงแล้ว ข้าจะกลับไปพักผ่อน”
นางหมุนตัวและเดินออกไปทันที โดยไม่พูดอะไร แต่ความรู้สึกเศร้าก็เอ่อท่วมใจ
“เจ้าจะไปไหน?” จูจวินเรียกนางไว้
สวีเมี่ยวจิ่นหยุดเดิน แต่ไม่หันกลับมา “จะไปไหนได้อีก? ก็ต้องกลับไปพักผ่อนสิ”
“เข้ามานี่” จูจวินนั่งลงอีกครั้ง พร้อมโบกมือให้ซวินปู้ซานที่ถือถาดอาหารออกไป
ปี้หลัวส่งสายตาให้นาง ก่อนจะดันนางเข้าไปในห้องทำงาน และปิดประตูอย่างเบามือ
“ยังต้องให้ข้าไปเชิญเจ้ามาอีกหรือ?” จูจวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
…………