เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 860 - เริ่มเคลื่อนไหว (ตอนที่ 1)

บทที่ 860 - เริ่มเคลื่อนไหว (ตอนที่ 1)

บทที่ 860 - เริ่มเคลื่อนไหว (ตอนที่ 1)


บทที่ 860 - เริ่มเคลื่อนไหว (ตอนที่ 1)

โจวหยางเบ้ปากอย่างไม่เห็นด้วย

หากตนเป็นคนของกองตรวจการทักษิณ ย่อมต้องรู้สึกต่อต้านหลี่อิงเป็นแน่ รู้สึกว่าการกระทำของนางคือการหักหลังกองตรวจการทักษิณ

สำหรับคนทรยศ จะมีความเกรงใจอันใดให้เล่า

ต่อให้หลี่อิงจะเป็นคนของกองตรวจการเสื้อเขียว ก็ต้องจัดการสั่งสอนนางให้หลาบจำอยู่ดี ทำให้ทุกคนได้รู้ว่าจุดจบของคนทรยศนั้นเป็นเช่นไร

ต่อให้มีฐานะและตำแหน่งสูงส่งเพียงใด คนทรยศก็คือคนทรยศ ย่อมต้องถูกลงโทษ

ฉู่หลิงแค่นเสียงกล่าวว่า

"โจวหยาง เจ้าคิดว่ากองตรวจการทักษิณจะแก้แค้นนายน้อยหลี่งั้นหรือ?"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น!"

โจวหยางตอบอย่างไม่ลังเล

ฉู่หลิงตวัดสายตามองเขาอีกครั้ง

"ในกองตรวจการทักษิณมีคนสนิทของนายน้อยหลี่อยู่ไม่น้อย ย่อมปิดบังนางไม่ได้หรอก อีกอย่าง การซุ่มโจมตีนางก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีนักหรอกนะ อย่าลืมสิว่าวิชากระบี่ของนายน้อยหลี่นั้นร้ายกาจเพียงใด วิธีการก็เหี้ยมโหดเพียงใด"

วิชากระบี่ของหลี่อิงนั้นขึ้นชื่อเรื่องความดุดันและเหี้ยมโหด ยอดฝีมือของกองตรวจการทักษิณคงไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะหลี่อิงได้

สิ่งที่ทำให้หลี่อิงมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือวิชากระบี่ที่มีพลังสังหารรุนแรงยิ่งนัก ตอนที่ยังอยู่ขอบเขตกำเนิดเทวะก็สามารถสังหารยอดปรมาจารย์ใหญ่ได้ราวกับเชือดไก่

ตอนนี้กลายเป็นยอดปรมาจารย์ใหญ่แล้ว ผู้ใดจะกล้าตอแยนางอีกเล่า?

โจวหยางขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า

"ความจริงแล้วไม่เห็นต้องซุ่มโจมตีนางเลย สามารถจัดการกับคนสนิทของนาง จัดการกับคนสนิทของนางในกองตรวจการทักษิณ แบบนี้ก็ง่ายนิดเดียวไม่ใช่หรือ?"

ฉู่หลิงขมวดคิ้วตวัดสายตามองเขา

"ช่างต่ำช้าเสียจริง"

โจวหยางเผยรอยยิ้มภาคภูมิใจ

จะต่ำช้าหรือไม่ก็ไม่สำคัญ ขอเพียงได้ผลก็พอ หากเปลี่ยนเป็นตนเองเป็นท่านอ๋องตวนผู้บัญชาการกองตรวจการทักษิณ ย่อมต้องทำเช่นนี้เป็นแน่

สวีชิงหลัวส่ายหน้า

"ไม่ได้ผลหรอก"

โจวหยางหันไปมองนาง

สวีชิงหลัวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

"ศิษย์น้องโจว เจ้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าคิดได้ พี่หลี่จะคิดไม่ได้งั้นหรือ?"

"นายน้อยหลี่คิดได้แล้ว? แล้วอย่างไรเล่า?"

"นางโยกย้ายคนสนิทของนางเข้ามาในกองตรวจการเสื้อเขียว มาอยู่ข้างกายตนเองตั้งนานแล้วล่ะ"

สวีชิงหลัวกล่าวด้วยรอยยิ้มแย้ม

"นางคือรองผู้บัญชาการเชียวนะ การจะโยกย้ายยอดฝีมือจากกองตรวจการทักษิณมาช่วยงานสักสองสามคนก็ยังเป็นเรื่องง่ายดายอยู่ดี"

โจวหยางขมวดคิ้ว ขบคิดหาวิธีอื่น

สวีชิงหลัวหัวเราะ

"ศิษย์น้องโจว เจ้ายังมีวิธีอันใดอีก?"

โจวหยางครุ่นคิดอย่างหนัก รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเป็นอย่างยิ่ง

โจวอวี่มองเขาด้วยรอยยิ้ม

สติปัญญาของน้องชายยังไม่เพียงพอ สมองยังไม่ดีพอ ยิ่งต้องได้รับการฝึกฝนให้ดี ตนเองไม่สามารถอยู่เคียงข้างเขาได้ตลอดไปหรอกนะ

ฉู่หลิงปรายตามองโจวหยาง

โจวหยางถลึงตามองนางอย่างไม่ยอมแพ้ แล้วขบคิดต่อไป

พลันเขาก็ตบมือฉาดใหญ่

"วิถีฟ้าทลาย! ...กองตรวจการทักษิณสามารถจัดการกับยอดฝีมือของวิถีฟ้าทลายได้"

สวีชิงหลัวหัวเราะ

"ช่วงนี้วิถีฟ้าทลายสงบเสงี่ยมเจียมตัว ไม่มีศิษย์คนใดก่อเรื่องเลย จะจัดการได้อย่างไร?"

"ไม่มีทางหรอก"

โจวหยางส่ายหน้า

"หมาเปลี่ยนนิสัยกินขี้ไม่ได้ฉันใด ศิษย์วิถีฟ้าทลายจะไม่มีทางไม่ก่อเรื่องได้อย่างไร!"

นิสัยของศิษย์พรรคมารหกวิถีนั้นไม่ดีเลยสักคน มักจะลงมืออยู่บ่อยครั้ง การสามารถสะกดกลั้นตนเองไม่ให้ฆ่าคนได้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

การทำร้ายผู้คนเป็นเรื่องปกติธรรมดา

พวกมันจะไม่มีทางไม่ก่อเรื่องได้อย่างไร?

สวีชิงหลัวเอียงคอมองเขา ยิ้มแย้มเบิกบานดั่งบุปผาแย้มกลีบ

"ศิษย์น้องโจว เจ้าก้าวหน้าขึ้นมากเลยนะ"

โจวหยางถูกรอยยิ้มของนางทำให้ตาพร่าไปชั่วขณะ แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว ท้ายที่สุดแล้วก็คลุกคลีกันมานาน ได้เห็นสภาพทุลักทุเลของนางมาก็มาก จนชินชากับความงามของนางแล้ว และจะไม่หลงใหลอีกต่อไป

เขายืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

โจวอวี่ส่ายหน้า

สมองของน้องชายเช่นนี้ เมื่อต้องมาพบเจอกับบุคคลเช่นสวีชิงหลัว หรือหลี่อิง ต่อให้มีวรยุทธ์แข็งแกร่งเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ รังแต่จะถูกปั่นหัวจนหมุนติ้ว

ฉู่หลิงหันไปมองโจวอวี่

"น้องโจว นายน้อยหลี่จะทำอย่างไร?"

นางรู้ดีว่าสิ่งที่โจวหยางคิดได้ หลี่อิงจะคิดไม่ได้ได้อย่างไร ตนเองก็ยังรู้สึกว่ารับมือได้ยาก

ยอดฝีมือพรรคมารมีชื่อเสียงเรื่องนิสัยที่ยากจะควบคุม สันดานเป็นเช่นไรก็เป็นเช่นนั้น สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก

ต่อให้หลี่อิงจะเป็นนายน้อย ก็ไม่มีทางควบคุมได้

โจวอวี่กล่าวเสียงเบา

"ซ้อนแผนตลบหลัง จัดการกองตรวจการทักษิณให้หวาดกลัวไปเลย"

"จะซ้อนแผนตลบหลังอย่างไร?"

"จงใจให้ยอดฝีมือของวิถีฟ้าทลายหลอกล่อคนของกองตรวจการทักษิณมา จากนั้นก็ฉวยโอกาสจับกุมยอดฝีมือของกองตรวจการทักษิณเสีย"

โจวอวี่กล่าว

"อาศัยสายสืบของนายน้อยหลี่ในกองตรวจการทักษิณ การจะทำเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย"

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"สักสองครั้ง คาดว่ากองตรวจการทักษิณคงจะสงบเสงี่ยมขึ้นเอง"

"นั่นมันยากมากไม่ใช่หรือ?"

ฉู่หลิงขมวดคิ้ว

"ยอดฝีมือของกองตรวจการทักษิณที่มา จะกลายเป็นสายลับไปได้อย่างไรเล่า คงไม่บังเอิญขนาดนั้นกระมัง?"

โจวอวี่หัวเราะ

ฉู่หลิงพลันกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที

ทว่าโจวหยางกลับงุนงง มองโจวอวี่อย่างไม่เข้าใจ

โจวอวี่กล่าวว่า

"จับกุมคนมาก่อน จะเป็นสายลับหรือไม่ค่อยว่ากันอีกที บางครั้ง การจะเป็นสายลับหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับคำพูดเพียงคำเดียวเท่านั้น"

สีหน้าของโจวหยางแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

โจวอวี่กล่าวว่า

"อำนาจบารมีก็เป็นเช่นนี้แล สังหารผู้คนโดยไร้ร่องรอย"

นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ได้สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โจวหยางอย่างรุนแรง

โจวหยางสามารถพลิกแพลงใช้วิธีการต่างๆ ได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่ากลับไม่เข้าใจโลกอย่างถ่องแท้ ไม่เข้าใจว่ากฎเกณฑ์บนโลกนี้ล้วนถูกกำหนดโดยผู้ที่แข็งแกร่งกว่า และผู้ที่แข็งแกร่งกว่าก็สามารถแหกกฎเหล่านี้ได้ทุกเมื่อ

ฟ่าคงรับประทานอาหารพลางดื่มสุราเลิศรสไปพลาง รับฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างออกรสออกชาติ โดยไม่พูดแทรกเลยแม้แต่น้อย

หลินเฟยหยางแค่นเสียงฮึดฮัด

"เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยากเช่นนี้ด้วย หากกล้าลงมือกับนายน้อยหลี่จริงๆ นายน้อยหลี่ก็แค่เป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน ลอบสังหารพวกมันไปโดยตรงก็สิ้นเรื่อง"

คำพูดนี้เรียกสายตาค้อนขวับจากสวีชิงหลัว โจวอวี่ และฉู่หลิง

ทว่าโจวหยางกลับกำลังครุ่นคิดถึงวิธีนี้

ตนเองกลับนึกไม่ถึงวิธีนี้เสียได้ ใช่แล้ว วิธีนี้ต่างหากที่ง่ายดาย ตรงไปตรงมา และเด็ดขาดอย่างแท้จริง!

ท่านลุงหลินยอดเยี่ยมกว่าจริงๆ!

จูหนีกล่าวเสียงเบาว่า

"สมควรกวาดล้างสายลับบ้างแล้ว แคว้นต้าเฉียนของเราเป็นดั่งตะแกรงร่อน ถูกผู้อื่นล่วงรู้จนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว"

ประสบการณ์ที่ด่านอวี้เสียทำให้นางรู้ซึ้งว่าการป้องกันของแคว้นต้าเฉียนนั้นหละหลวมเพียงใด แทบจะไม่มีการป้องกันเลย สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ

สวีชิงหลัวหัวเราะ

"พี่หลี่เข้ามารับตำแหน่งแล้ว ย่อมไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คอยดูเถิด จะต้องมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ตามมาอีกแน่"

จูหนีกล่าวว่า

"เช่นนั้นก็ดีที่สุดเลย"

สวีชิงหลัวกล่าวด้วยรอยยิ้มแย้ม

"แต่พี่หลี่คงต้องแบกรับแรงกดดันอย่างหนัก ไม่รู้ว่าจะทนรับไหวหรือไม่ จุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของพี่หลี่ก็คือไม่มีผู้ใดคอยหนุนหลัง"

เมื่อไม่มีผู้คอยหนุนหลัง ในราชสำนักก็มักจะถูกทำให้กลายเป็นแพะรับบาปได้ง่าย ต่อให้นางจะเป็นถึงรองผู้บัญชาการ บางครั้งก็ไร้ประโยชน์

ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของนางมองไปยังฟ่าคง

ฟ่าคงส่ายหน้า

สวีชิงหลัวกล่าวด้วยความผิดหวัง

"เช่นนั้นตำแหน่งรองผู้บัญชาการของพี่หลี่นี้ เกรงว่าคงจะนั่งได้ไม่นานนักหรอก"

ฟ่าคงยิ้มบางๆ

สวีชิงหลัวรีบเอ่ยถาม

"หรือว่าพี่หลี่จะสามารถนั่งตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองตรวจการเสื้อเขียวได้อย่างมั่นคง?"

ฟ่าคงตอบ

"คอยดูไปเถิด"

——

ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิดยามราตรี เรือนหลังน้อยของหลี่อิงสว่างไสวดั่งเวลากลางวัน โคมไฟแต่ละดวงถูกแขวนไว้บนที่สูง สาดส่องให้ศาลาหลังน้อยสว่างไสวเป็นพิเศษ

ทว่าภายในลานเรือนกลับไม่ได้สว่างไสวถึงเพียงนั้น แสงไฟดูนุ่มนวลกว่า

นางสวมชุดสีขาวดั่งหิมะ ร่ายรำกระบี่ไปมาภายในเรือน

ประกายกระบี่สว่างวาบเป็นระยะๆ สว่างไสวไม่แน่นอน พลันสว่างวาบขึ้นมา แล้วก็พลันหม่นแสงลง ราวกับดวงตาที่เปิดๆ ปิดๆ

พลันมีเสียงเคาะประตู ป๊อก ป๊อก ดังขึ้น

"เข้ามาเถิด"

หลี่อิงกล่าวเสียงเรียบ

หลี่จู้และโจวเทียนหวยเดินเข้ามาในเรือนพร้อมกัน ประสานมือคารวะ

"นายน้อย"

"เป็นอย่างไรบ้าง?"

"รีดเค้นอะไรไม่ได้เลย"

หลี่จู้แค่นเสียง

"พวกมันปากแข็งกันนัก"

หลี่อิงรั้งกระบี่กลับมายืนนิ่ง ล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อผ้าไหม ซับเหงื่อบนหน้าผากเบาๆ กล่าวเสียงเรียบ

"อืม"

"นายน้อย"

โจวเทียนหวยกล่าว

"ข้ารู้สึกว่าในกองตรวจการทักษิณยังมีหนอนบ่อนไส้อยู่อีก ต้องขุดคุ้ยให้ถึงที่สุด"

"สี่คนนี้คงไม่ได้รับความไม่เป็นธรรมกระมัง?"

"ไม่เลย"

โจวเทียนหวยส่ายหน้า

หลี่จู้แค่นเสียง

"พวกมันยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ทว่ากลับไม่ยอมเปิดปากบอกว่าผู้ที่คอยติดต่อกับตนคือผู้ใด ปากแข็งใช้ได้เลย!"

"ระวังขอบเขตให้ดีด้วย"

หลี่อิงกล่าวเสียงเย็นชา

หลี่จู้หัวเราะหึๆ

"นายน้อยวางใจเถอะ กับคนใจเด็ดเช่นนี้ พวกเราก็ไม่อยากทำรุนแรงเกินไปนัก"

โจวเทียนหวยส่ายหน้า

"กับคนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรอก"

เขารู้สึกไม่พอใจกับการกระทำของหลี่จู้

ต่อให้ใจเด็ดเพียงใด บุรุษเหล็กกล้าก็ไม่อาจทนต่อการทรมานอย่างแสนสาหัสได้ ทว่าหลี่จู้กลับทำเรื่องดีงาม เห็นพวกมันใจเด็ดถึงเพียงนี้ หลังจากทรมานไปรอบหนึ่งแล้วก็ไม่ยอมทรมานพวกมันอีก

หลี่อิงกล่าว

"ข้าจะหาคนมาช่วยสอบสวนเอง ไม่ต้องบีบคั้นพวกมันอีกแล้ว"

"ขอรับ"

ทั้งสองถอนหายใจอย่างโล่งอก

เจ้าสี่คนนี้ยอมแลกด้วยชีวิตแล้ว หากไม่ได้เฝ้าดูอย่างใกล้ชิด คงจะปลิดชีพตนเองไปตั้งนานแล้ว สำหรับคนที่ไม่กลัวตายเช่นนี้ วิธีการของพวกเขาก็มีจำกัด

หลี่อิงโบกมือเรียวงาม

"นายน้อย..."

โจวเทียนหวยลังเล

"การแก้แค้นของกองตรวจการทักษิณ พวกเราจะทำให้มันกลายเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ หรือ?"

หลี่อิงกล่าว

"ก็ต้องดูว่ากองตรวจการทักษิณจะรู้ความหรือไม่แล้ว"

"...ขอรับ"

โจวเทียนหวยพยักหน้าอย่างจนใจ

จุดประสงค์ของเขาคือไม่อยากให้เรื่องบานปลาย การที่วิถีฟ้าทลายไปงัดข้อกับกองตรวจการทักษิณนั้นไม่มีผลดีอันใดเลย ความสะใจเพียงชั่วครู่ชั่วยามจะทำให้กองตรวจการทักษิณจับตามองวิถีฟ้าทลาย คอยหาเรื่องกลั่นแกล้งวิถีฟ้าทลายอยู่ตลอดเวลา

ทว่าคำสั่งของหลี่อิงก็ไม่อาจขัดขืนได้

หลี่อิงกล่าวเสียงเรียบ

"ทิศทางลมของกองตรวจการทักษิณมีการเปลี่ยนแปลง... วันหน้าพวกเจ้าก็จะรู้เอง"

"ขอรับ"

ทั้งสองมีท่าทีกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา

ในเมื่อนายน้อยมีการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว พวกเขาก็ไม่ต้องกังวลใจให้มากความ

พวกเขาถอยออกจากลานเรือน

หลี่อิงยืนอยู่กลางลานเรือน เก็บกระบี่เข้าฝัก ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ จนกระทั่งฟ่าคงพลันปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้านาง

หลี่อิงเงยหน้าขึ้นมองฟ่าคง

"ขอยืมตัวโจวอวี่สักหน่อยเถอะ"

ฟ่าคงหัวเราะ

"ตอนนี้ยังต้องให้ข้าพยักหน้าอีกหรือ? ความสัมพันธ์ของเจ้ากับพวกเขาก็สนิทสนมกันพอตัวแล้วนี่"

หลี่อิงเม้มปากยิ้มบางๆ

ฟ่าคงกล่าว

"ชิงหลัวนี่จริงๆ เลย"

เหตุใดสวีชิงหลัวจึงรู้ว่าหลี่อิงจับกุมยอดฝีมือของกองตรวจการทักษิณมาได้สี่คน ก็เป็นเพราะแวะมาหาหลี่อิงเพื่อเล่นด้วย จึงได้เห็นการลงมือของหลี่อิง

โชคดีที่นางเพียงแค่มาหาหลี่อิงเป็นการส่วนตัว ไม่ได้เอิกเกริก ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีต่อหน้าผู้คน

ทว่าในตอนนี้ตนเองไม่กลัวเรื่องพวกนี้อีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจว่าผู้คนในใต้หล้าจะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนกับหลี่อิงหรือไม่

"หากไม่มีการพยักหน้าจากท่าน น้องโจวก็คงไม่ยอมลงมือหรอก"

หลี่อิงกล่าว

โจวอวี่ดูอ่อนโยนบอบบาง ทว่ากลับเป็นคนที่มีความเด็ดเดี่ยว หากฟ่าคงไม่ออกปาก โจวอวี่ก็คงไม่รับปากช่วยเหลือ

ความสัมพันธ์ก็คือความสัมพันธ์ เรื่องงานก็คือเรื่องงาน โจวอวี่ไม่นำมาปะปนกันหรอก

หากเป็นสวีชิงหลัว กลับพลิกแพลงได้มากกว่า

ฟ่าคงกล่าว

"ได้สิ แต่เจ้าเตรียมใจสืบสวนไปถึงขั้นไหนล่ะ?"

"สืบไปได้ถึงขั้นไหนกัน?"

"เช่นนั้นก็พูดยากแล้ว"

ฟ่าคงส่ายหน้า

"อาจจะสะเทือนเลื่อนลั่นแผ่นดินไหว หรืออาจจะราบรื่นไร้อุปสรรคดั่งสายลมพัดเอื่อยฝนโปรยปราย ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบของเจ้าทั้งนั้น"

"หากได้แม่นางโจวมาคอยช่วยเหลือ ข้าจะสืบต่อไปเรื่อยๆ!"

หลี่อิงกล่าวช้าๆ ดวงตาสุกสกาวทอประกายเจิดจ้า

ฟ่าคงพินิจพิจารณานาง

หลี่อิงแค่นเสียง

"จะช่วยหรือไม่?"

"...ได้"

ฟ่าคงพยักหน้าช้าๆ

"เจ้าคิดให้ดีเสียล่ะ ภยันตรายในนั้นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว"

หลี่อิงยิ้มบางๆ

ฟ่าคงหัวเราะ

"หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจภายหลังนะ ประลองกันสักสองสามกระบวนท่าไหม?"

"ตรงใจข้าพอดี!"

หลี่อิงชักกระบี่พุ่งเข้าแทงทันที

ภายในลานเรือนพลันสว่างไสวขึ้นมาในทันที

ประกายกระบี่ที่สาดส่องไปทั่วท้องฟ้าสะท้อนกับแสงไฟ ทำให้ความสว่างภายในลานเรือนเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ราวกับเป็นเวลากลางวันก็มิปาน

สองร้อยกระบวนท่าผ่านไป หลี่อิงก็หลุดจากมือ พลิกม้วนตลบขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง

นางถอยกรูด เหงื่อหอมกรุ่นแตกพลั่ก ดวงตาทั้งสองข้างทอประกายระยิบระยับ ยากจะปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ได้ ได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาล บัดนี้คล้ายกับจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

ขอเพียงทำให้มั่นคงอีกสักนิด ก็จะสามารถทะลวงขอบเขตได้

ฟ่าคงมองนางด้วยรอยยิ้มตาหยี กล่าวว่า

"ไปล่ะนะ"

พลิ้วร่างหายวับไปไร้ร่องรอย ลานเรือนกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

หลี่อิงรับกระบี่ยาวที่ร่วงหล่นลงมา โยนเข้าไปในฝักกระบี่ที่มุมศาลา แล้วกลับเข้าห้องไปล้างหน้าล้างตา

ยามที่นางกลับมานั่งบนตั่ง ก็เริ่มหวนนึกถึงสีหน้าและคำพูดของฟ่าคง

ตนเองน่าจะมาถูกทางแล้ว แม้ฟ่าคงจะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่เห็นได้ชัดว่าสามารถจับจุดสำคัญได้แล้ว

แม้นางจะแสดงท่าทีเย่อหยิ่ง ทว่าแท้จริงแล้วกลับให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของฟ่าคงเป็นอย่างมาก โชคชะตานั้นยากจะคาดเดา ทว่าอิทธิฤทธิ์ตาทิพย์กลับสามารถหยั่งรู้โชคชะตาได้

จบแล้ว

จบบทที่ บทที่ 860 - เริ่มเคลื่อนไหว (ตอนที่ 1)

คัดลอกลิงก์แล้ว