- หน้าแรก
- เริ่มต้นตกปลาก่อนวันสิ้นโลก
- ตอนที่ 178
ตอนที่ 178
ตอนที่ 178
"เจ้าเป็นใคร? บังอาจมากที่มาขัดขวางเรื่องดีๆ ของข้า!"
หลังจากที่หมอกสีดำกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งก็สว่างวาบขึ้น
บ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวที่อยู่ภายใน มันพยายามเพ่งมองเพื่อหยั่งรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของฉินหงเย่ว์
แต่กลับพบว่ามันไม่สามารถมองทะลุพลังของเธอได้เลย
จึงได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า 'น่าจะเป็นเพราะข้าเพิ่งจะมาจุติในโลกนี้ ก็เลยยังไม่คุ้นชิน '
มันพูดต่อ
"น่าเสียดายที่นางเป็นอิสตรี ไม่เช่นนั้น ดูท่าแล้วการใช้ร่างของเจ้าเป็นเป้าหมายในการยึดครองก็น่าจะเข้าทีอยู่เหมือนกัน"
"นายท่าน ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหนใช่ไหมเจ้าคะ?" ฉินหงเย่ว์ไม่มีเวลาไปต่อล้อต่อเถียงกับเสียงหมาเห่า
เธอหันกลับมามองเฉินหมิงด้วยแววตาอ่อนโยน และเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ไม่เป็นไรหรอก เธอมาได้จังหวะพอดีเลย" เฉินหมิงส่ายหน้า และบอกให้เธอไม่ต้องกังวล
ในวินาทีนี้ เขาตระหนักได้อีกครั้งว่าการมีบอดี้การ์ดระดับจักรพรรดินีที่จงรักภักดีแบบ 100%
อยู่ข้างกายนี่มันทำให้รู้สึกอุ่นใจมากแค่ไหน
"..." เมื่อเห็นว่าตัวเองซึ่งเป็นถึงปรมาจารย์แห่งวิถีมาร กลับต้องตกต่ำถึงขั้นถูกคนอื่นเมินเฉยและดูแคลนเช่นนี้
หมอกมารก็โกรธจนไฟแทบลุกท่วมใจ แต่มันก็แสร้งทำเป็นไม่แยแส
"เห็นแก่ที่เจ้ามีรูปโฉมงดงาม พอดีเลย... หลังจากที่ข้ายึดร่างของมันได้แล้ว ข้าก็ต้องการสาวใช้มาคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่พอดี สนใจมาเป็นทาสของข้าไหมล่ะ?"
"คนอย่างเจ้าน่ะรึ จะคู่ควร?"
หลังจากแน่ใจแล้วว่าเฉินหมิงไม่ได้รับบาดเจ็บ สายตาของฉินหงเย่ว์ก็ตวัดกลับมาจ้องมองที่หมอกมารอีกครั้ง
"บังอาจ! ข้าเคยเป็นถึงเจ้าลัทธิมารสวรรค์ เชียวนะ! ระดับการบ่มเพาะ วิญญาณก่อตั้ง ขั้นสมบูรณ์ อย่างข้าไม่คู่ควร
แล้วใครหน้าไหนมันจะไปคู่ควรฮะ?"
หมอกมารแนะนำตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด
มันหวังว่าฉินหงเย่ว์จะไม่มัวแต่หลงผิด และตระหนักถึงช่องว่างระหว่างพวกเขาทั้งสองได้อย่างชัดเจน
"วิญญาณก่อตั้ง ขั้นสมบูรณ์งั้นรึ?" ฉินหงเย่ว์พูดด้วยใบหน้าเรียบเฉย
ในขณะที่เธอปลดปล่อย 'อำนาจแห่งจักรพรรดิ' ซึ่งเป็นพลังที่มีเพียงผู้ที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิ
เท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง
ในฐานะมหาจักรพรรดิ พลังแห่งจักรพรรดิที่เธอปลดปล่อยออกมานั้นทรงพลังและกดดันอย่างมหาศาล
"นี่... นี่มันอะไรกัน?!" ดวงตาอันดุร้ายของหมอกมารเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวจนหดเล็กลงเหลือเท่าเมล็ดถั่วเขียว
"เป็นไปไม่ได้! มันต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ๆ! จะมียอดฝีมือระดับมหาจักรพรรดิมาอยู่ในสถานที่แบบนี้ได้ยังไง?"
"แล้วทำไมตัวตนระดับมหาจักรพรรดิถึงต้องยอมลดตัวไปเป็นข้ารับใช้ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรระดับ 'สร้างรากฐาน' ด้วยล่ะ?"
หมอกมารพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปฏิเสธภาพที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้า
ในมุมมองของมัน มหาจักรพรรดิคือตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า ไร้คู่เปรียบ ต่อให้โลกใบนี้จะเล็กแค่ไหน
แต่ก็ยังมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคน และในจำนวนคนมากกว่าพันล้านคนนั้น
มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถบรรลุเป็นมหาจักรพรรดิได้สำเร็จ ลองคิดดูสิว่ามันมีคุณค่าและหาได้ยากขนาดไหน
หมอกมารไม่เข้าใจเลยว่าทำไมฉินหงเย่ว์ถึงต้องยอมศิโรราบให้กับคนอ่อนแอที่ดูไร้พลังอำนาจ
ในเมื่อตัวเธอเองก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกอยู่แล้ว
'หรือว่า... ไอ้หมอนี่จะแข็งแกร่งเกินกว่าที่ความรู้ความเข้าใจของข้าจะหยั่งถึงได้?'
เมื่อเทียบกับคำตอบข้อหลัง หมอกมารเต็มใจที่จะเชื่อข้อสันนิษฐานแรกมากกว่า
เพราะถ้าข้อสันนิษฐานหลังกลายเป็นความจริง เส้นทางการเกิดใหม่ของมันก็คงจบเห่ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มด้วยซ้ำ
ฉินหงเย่ว์ไม่ได้สนใจข้อกังขาของหมอกมารเลยแม้แต่น้อย และไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องตอบคำถามของมันด้วย
เธอหันไปถามเฉินหมิง
"นายท่าน ต้องการให้ข้าสั่งสอนเจ้านี่แบบไหนดีเจ้าคะ?"
"อย่าเพิ่งฆ่ามันจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านก็แล้วกัน" นี่คือคำขอเพียงข้อเดียวของเฉินหมิง
สาเหตุหลักก็คือ เขาอยากจะเก็บเศษซากของมันไว้เผื่อใช้สกัดเป็นอันเดด เพื่อขยายกองทัพอันเดดของเขา
เรียกได้ว่าเขาต้องคิดทบทวนอย่างรอบคอบเลยทีเดียว
"หงเย่ว์เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ"
สิ้นคำพูดของเธอ เสียงนั้นก็ยังไม่ทันดังไปถึงหูของหมอกมาร
ในเวลาไม่ถึงชั่วพริบตา มันก็ต้องตกตะลึงด้วยความหวาดผวาเมื่อพบว่าฉินหงเย่ว์ได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้ามันแล้ว
ในวินาทีนั้น หมอกมารรู้สึกได้เพียงว่ามันถูกสะกดไว้ด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันสูงสุดจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้เลยแม้แต่นิดเดียว
ความตายคืบคลานเข้ามาใกล้ ช่องว่างแห่งพลังอันมหาศาล ทำให้มันละทิ้งความคิดที่จะต่อสู้ขัดขืนไปโดยปริยาย
สายตาของมันเคลื่อนไปมองเฉินหมิงที่ยืนอยู่ไกลออกไป
มันสงสัยจับใจ ว่าเฉินหมิงทำยังไงถึงสามารถสยบยอดฝีมือระดับมหาจักรพรรดิ
และทำให้เธอยอมกลายมาเป็นข้ารับใช้ด้วยความเต็มใจได้ขนาดนี้?
วินาทีต่อมา วิญญาณของมันก็ถูกบดขยี้จนแหลกสลาย การมีอยู่ของมันถูกลบล้างทิ้งไปอย่างหยาบคาย เ
มื่อเห็นว่ากลุ่มหมอกกำลังจะสลายไป ฉินหงเย่ว์ก็คว้ามันไว้ด้วยมืออันทรงพลังของเธอ แล้วบินกลับไปหาเฉินหมิง
เมื่อเธอแบมือออก ก็ปรากฏให้เห็นกลุ่มหมอกสีดำขนาดจิ๋วลอยอยู่บนฝ่ามือ เฉินหมิงไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
และรีบฉวยโอกาสนี้ใช้สกิลสกัดมันทันที เพราะไม่อยากปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไป
เขาอยากรู้จริงๆ ว่าผู้บำเพ็ญมารจะแสดงพฤติกรรมอย่างไรหลังจากถูกสกัดมาเป็นอันเดดในสภาพนี้?
[กำลังสกัด...]
[[การสกัดสำเร็จ! ขอแสดงความยินดีกับผู้ใช้ที่ได้รับเซอร์ไวเวอร์อันเดดตัวใหม่:ผู้บำเพ็ญมารยึด +1!]
'ผู้บำเพ็ญมารยึดร่าง?' ในมุมมองของเฉินหมิง ชื่อนี้ฟังดูน่าสนใจทีเดียว หลังจากตรวจสอบรายละเอียด
เขาก็ได้รับรู้ว่า เหตุผลที่อันเดดผู้บำเพ็ญมารมีคำว่า "ยึดร่าง" พ่วงท้ายมาด้วยนั้น
ไม่ใช่แค่เพื่อตั้งชื่อให้ดูเท่หรือดูเหนือกว่าคนอื่นเฉยๆ แต่มันสามารถนำไปใช้เพื่อ 'ยึดครอง' ร่างกายของคนอื่นได้จริงๆ
ใครก็ตามที่อ่อนแอกว่ามัน ย่อมตกเป็นเหยื่ออย่างแน่นอนไม่มีพลาด
ส่วนคนที่แข็งแกร่งกว่ามัน ก็ต้องขึ้นอยู่กับเทคนิคและโชคช่วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือ เมื่อมองไปทั่วทั้งโลก อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ในหมู่ประชากรหลายหมื่นล้านคน
ยังไม่มีใครที่มีความสามารถในการบ่มเพาะพลังเลย
ทิศทางการพัฒนาหลักของมนุษยชาติยังคงมุ่งเน้นไปที่การยกระดับความแข็งแกร่งด้วยสกิลตกปลา
นั่นหมายความว่า... ไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน อันเดดผู้บำเพ็ญมารยึดร่างก็สามารถเข้าไปยึดครองร่างกายของพวกเขาได้
เข้าควบคุมร่างกายของเหยื่อ กลืนกินความทรงจำของพวกเขา และสวมรอยเป็นตัวตนของพวกเขาแทนอย่างสมบูรณ์
พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ ขอเพียงแค่เฉินหมิงต้องการ เขาสามารถส่งอันเดดผู้บำเพ็ญมารออกไปเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรม
ได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำของฝ่ายอินทรี หรือประธานาธิบดีของประเทศโสมและประเทศซากุระ
และรับประกันได้เลยว่า จะไม่มีใครสามารถแยกแยะความแตกต่างได้
"แอบโกงอยู่นะเนี่ย" เฉินหมิงเอ่ยชมจากใจจริง
จากนั้น เขาก็อัญเชิญอันเดดผู้บำเพ็ญมารออกมา เมื่อเห็นท่าทางระแวดระวังของฉินหงเย่ว์
เฉินหมิงก็รีบอธิบาย "ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้เจ้านี่เป็นคนของฉันแล้ว"
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" ถึงกระนั้น ภายในใจของฉินหงเย่ว์ก็ไม่อาจผ่อนคลายลงได้
แม้แต่เธอก็ยังไม่เคยเห็นหรือได้ยินเวทมนตร์แบบนี้มาก่อนเลย คนที่เพิ่งจะสู้กันเอาเป็นเอาตายเมื่อวินาทีที่แล้ว
วินาทีต่อมากลับกลายเป็นข้ารับใช้ที่จงรักภักดี 100% ในอีกรูปแบบหนึ่งไปซะได้
'นายท่านสมแล้วที่เป็นนายท่าน! ความแข็งแกร่งของเขานั้นสุดจะหยั่งถึง และน่าเลื่อมใสยิ่งนัก!'
"จริงสิ เธอทำหน้าที่ปกป้องฉันได้ดีมาก ฉันขอตบรางวัลให้เธอด้วยโอสถพวกนี้ก็แล้วกันนะ"
เฉินหมิงหยิบ 'โอสถราชันมังกร' จำนวนสิบเม็ดออกมา แล้วโยนให้ฉินหงเย่ว์อย่างไม่ใส่ใจ
ตอนแรกฉินหงเย่ว์รู้แค่ว่ามันคือโอสถ เธอจึงเอื้อมมือไปรับมันไว้ตามสัญชาตญาณ แต่หลังจากที่เห็นรายละเอียดของโอสถชัดๆ
เธอก็ถึงกับช็อก "นี่มันโอสถราชันมังกรระดับเก้า! แถมยังมี 'ลวดลายโอสถ' สลักอยู่อีกด้วย!!"
"เธอรู้จักโอสถพวกนี้ด้วยเหรอ?" เฉินหมิงถามด้วยความประหลาดใจ
"ข้าเคยเห็นมันในคัมภีร์โบราณเจ้าค่ะ แต่มันสูญหายไปนานกว่าหนึ่งแสนปีแล้ว" ฉินหงเย่ว์ตอบ
โอสถราชันมังกรระดับเก้าเพียงเม็ดเดียว ก็สามารถดึงดูดความสนใจจากปรมาจารย์นักเล่นแร่แปรธาตุและผู้บำเพ็ญเพียรระดับ
สูงสุด ได้นับไม่ถ้วนแล้ว นับประสาอะไรกับโอสถระดับที่มีลวดลาย ระดับต่ำสุดของโอสถคือระดับ 1 และสูงสุดคือระดับ 9
แต่ละระดับใหญ่ยังแบ่งย่อยออกเป็นสามระดับ ได้แก่ ต่ำ กลาง และสูง แต่ระดับที่มีลวดลายโอสถนั้น
อยู่เหนือสามระดับย่อยนี้ไปไกลลิบ มันเป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้นได้เฉพาะในโอสถระดับสุดยอดเท่านั้น
ในขั้นตอนการควบแน่นโอสถ ลวดลายเหล่านี้หาได้ยากยิ่ง
และจะปรากฏเฉพาะบนโอสถระดับสูงๆ เท่านั้น ฉินหงเย่ว์ไม่เคยฝันมาก่อนเลยว่า
เฉินหมิงจะสามารถโยนโอสถราชันมังกรระดับเก้าที่มีลวดลายถึงสิบเม็ดให้เธอได้อย่างง่ายดายขนาดนี้
เธอเริ่มมองนายท่านคนนี้ไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน เขายังไม่มีรากวิญญาณเลยด้วยซ้ำ
เหตุผลที่เขาสามารถใช้แหวนมิติได้ ก็เป็นเพราะรากวิญญาณเทียมที่เธอมอบให้ และวิชาบ่มเพาะที่เธอถ่ายทอดให้
แต่หลังจากนั้น เขากลับงัดเอาของวิเศษระดับสูงสุดที่เหนือล้ำกว่าจินตนาการของฉินหงเย่ว์ออกมามากมาย
และสยบพวกมันได้อย่างดุดัน ภายในใจของเธอแน่วแน่ขึ้นอีกครั้ง ชาตินี้เธอไม่อาจทรยศใครได้ และยิ่งไม่อาจทรยศเขาได้
"เอาล่ะ เลิกคิดมากแล้วตั้งใจบ่มเพาะพลังต่อไปเถอะ ตราบใดที่เธอสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ นั่นก็ถือเป็นการตอบแทนฉันที่ดี
ที่สุดแล้ว"
ขณะที่เฉินหมิงเดินผ่านฉินหงเย่ว์ เขาก็ยกมือขึ้นและตบไหล่เธอเบาๆ สองสามครั้ง
"เจ้าค่ะ!" หลังจากเก๊กหล่อเสร็จ เขาก็ตัดสินใจเดินกลับเข้าไปในคฤหาสน์เพื่อตกปลาต่อ
"อูย!" เขายักไหล่ ลมเย็นๆ ยามค่ำคืนพัดมา มันหนาวจับใจเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ข้อความแจ้งเตือนจากระบบที่เด้งขึ้นมากะทันหัน ก็ทำให้แผนการเดิมของเขาต้องหยุดชะงักลง