- หน้าแรก
- เจ้าองค์ชายบ้านี่ จะเก่งไปทุกเรื่องไม่ได้นะ
- 299 - หยวนซุ่นตี้เสด็จสู่สวรรค์
299 - หยวนซุ่นตี้เสด็จสู่สวรรค์
299 - หยวนซุ่นตี้เสด็จสู่สวรรค์
299 - หยวนซุ่นตี้เสด็จสู่สวรรค์
ต่อหน้ามองโกล อาณาจักรต้าเฉียนใช้วิธีการปิดกั้นทางการค้า แต่... เบื้องหลังก็ยังคงมีการลักลอบขนสินค้านอกเหนือจากอาวุธเหล็กไปขายเพื่อแลกเงินจากฝั่งนั้น
เขาเชื่อว่า จางโจวก็ทำเช่นเดียวกัน
ในตอนนี้ มองโกลจะเข้มแข็งเกินไปไม่ได้ แต่ก็อ่อนแอเกินไปไม่ได้เช่นกัน หากมีฝ่ายหนึ่งได้เปรียบมากเกินไปก็ไม่ดี
จูจวินหวังใช้เส้นทางการค้านี้ในการติดต่อกับหวังเป่าเป่าต่อไป
"ไม่ต้องกังวลพะยะค่ะ!" หลี่จี้ป้าตอบ
หลังจากสั่งการเรื่องสำคัญเสร็จ จูจวินก็เปิดจดหมายจากจูหยวนจางและพี่ชาย
"สิ่งที่กล่าวในจดหมายนั้นตรงกับข่าวกรองที่ข้าได้จากองค์กรเทียนหมิง ดูเหมือนว่านอกจากเรื่องลับบางอย่างที่ยากจะได้มา ข้าแทบจะได้รับข้อมูลทั้งหมดเร็วกว่าคนอื่น!" จูจวินพึงพอใจมาก เมื่อเทียบกับหลายเดือนก่อน องค์กรเทียนหมิงพัฒนาก้าวหน้าไปมาก
จากนั้น เขาก็เปิดจดหมายจากมารดาและหลานชาย จดหมายเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
เขาใช้เวลาสั้นๆ เขียนจดหมายตอบกลับ แล้วรีบให้คนส่งออกไปทันที
...
อีกด้านหนึ่ง เมืองหลวงใหม่ของมองโกลที่อิงชาง
พ่อค้าหาบเร่มาถึงที่นั่น
เมื่อเห็นเมืองกระโจมที่ดูเหมือนเมืองหลวงเดิมของมองโกลก็แทบกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
*ฮ่องเต้ซุ่นยังคงพำนักอยู่ที่นั่น เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับชีวิตบนทุ่งหญ้า จึงย้ายเมืองหลวงมาที่นี่เพื่อหวังว่าสักวันจะสามารถยึดเมืองหลวงเดิมกลับคืนและปกครองแผ่นดินจีนได้อีกครั้ง
(หยวนซุ่นตี้ฮ่องเต้องค์สุดท้ายของราชวงศ์หยวนผู้ที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการเสพสังวาสมากที่สุด)
อิงชางอยู่ห่างจากเป่ยผิงเพียงสองถึงสามวันโดยการขี่ม้า สามารถเป็นภัยคุกคามต่อพื้นที่นั้นได้ตลอดเวลา
แต่วันนี้ บรรยากาศในอิงชางกลับเต็มไปด้วยความหดหู่ พ่อค้าหลายคนที่ตาไวต่างสังเกตเห็นความผิดปกติ
ภายในกระโจม หวังเป่าเป่าคุกเข่าอยู่ข้างเตียง น้ำตาคลอเบ้า ขณะที่ฮ่องเต้ซุ่นนอนอยู่บนเตียง จับมือเขาไว้แน่น
ฮ่องเต้ผู้มีวัยกว่าหกสิบปี ดูแก่ชราราวกับแปดสิบปี
ฮองเฮาก็อยู่ข้างๆ น้ำตาไหลพราก แต่หากสังเกตดีๆ ฮองเฮาจากเกาหลีกลับไม่มีความโศกเศร้ามากนัก
ไท่จื่ออ้ายโย่วสือลี่ต๋าหล่า คุกเข่าอยู่บนพื้น น้ำตาไหลริน แต่หากสังเกตดีๆ ริมฝีปากของเขากลับเผยรอยยิ้มบางๆ อย่างควบคุมไม่ได้
ด้วยวัยเกือบห้าสิบ ในที่สุดเขาก็จะได้ขึ้นครองบัลลังก์เสียที
การเป็นไท่จื่อจนอายุป่านนี้ นับเป็นกรณีที่หาได้ยากในประวัติศาสตร์
อย่างน้อย เขายังมีไฟพอที่จะสนุกกับชีวิต
"กว๋อกัวเถมู่เอ่อ ข้ารู้ว่าเจ้าภักดี อนาคตของมองโกลยังต้องพึ่งเจ้า อย่าทำให้ข้าผิดหวัง
วันใดที่เจ้าพามองโกลกลับไปยึดเมืองหลวงเดิมได้ ฆ่าพวกกบฏจนหมดสิ้น และฟื้นฟูเกียรติยศของบรรพชน!" ฮ่องเต้ซุ่นจับมือหวังเป่าเป่าไว้แน่น "เจ้าต้องสัญญากับข้า!"
หวังเป่าเป่าที่อายุเกินห้าสิบไปแล้ว ไม่มีทั้งพลังและไฟเช่นในอดีต
แค่รักษาบัลลังก์ของมองโกลไว้ก็เป็นเรื่องยากพอแล้ว
จะหวังยึดเมืองหลวงคืนกลับไปอีกหรือ?
มันยากเกินไป
แต่เนื่องจากเป็นคำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้
มองไปที่ฮ่องเต้ซึ่งร่างกายผ่ายผอมเพราะโรคบิด หวังเป่าเป่าจึงกล่าวว่า "กระหม่อมจะทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือไท่จื่อ ฟื้นฟูเกียรติยศของมองโกล!"
"ดีมาก!" ฮ่องเต้ซุ่นกล่าวอย่างพึงพอใจเป็นครั้งสุดท้าย "ข้าจะยกลูกสาวคนสุดท้องของข้าให้แต่งกับบุตรชายของเจ้า
จากนี้ไป เจ้าคือกวงลู่ต้าฟู่ ไท่เว่ย และเสนาบดีกรมราชเลขาธิการ รวมถึงหัวหน้าขุนนางประจำตำหนักไท่จื่อ!"
ตำแหน่งกวงลู่ต้าฟู่เป็นตำแหน่งที่เป็นเพียงชื่อเรียก
แต่ตำแหน่งไท่เว่ยนั้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เสนาบดีกรมราชเลขาธิการก็คืออัครมหาเสนาบดี
ส่วนหัวหน้าขุนนางประจำตำหนักไท่จื่อก็เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายในของไท่จื่อ
กล่าวได้ว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นเกียรติยศที่สูงสุดแล้ว
หวังเป่าเป่าคุกเข่า "กระหม่อมมิอาจรับได้พ่ะย่ะค่ะ!"
"ไม่ต้องเกรงใจ นี่เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับ" ฮ่องเต้ซุ่นเผยรอยยิ้มอย่างยากลำบาก ก่อนจะหันไปมองบุตรชาย "เจ้าต้องเชื่อฟัง และจงรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้เพื่อนำมองโกลกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง!"
ฮ่องเต้ซุ่นสิ้นพระชนม์ เสียงของพระองค์ขาดหายไปทันที แสงในดวงตาค่อยๆ จางลง และมือที่จับหวังเป่าเป่าไว้ก็อ่อนแรงลง
หวังเป่าเป่าตัวสั่นไปทั้งร่าง ร้องไห้กล่าวว่า "ฝ่าบาทเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว!"
"พระบิดา!"
"ฝ่าบาท!"
ภายในตำหนักชั่วคราวเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมัวมานั่งร้องไห้ ฮ่องเต้ซุ่นสิ้นพระชนม์แล้ว จำเป็นต้องให้อ้ายโย่วสือหลี่ต๋าหล่า ขึ้นครองบัลลังก์โดยเร็ว
ผู้คนในกระโจมมองหน้ากันก่อนจะพากันโห่ร้องว่า "ไท่จื่อขึ้นครองบัลลังก์!"
ฮ่องเต้ซุ่นเพิ่งสิ้นพระชนม์ไป แต่เสียงตะโกนให้ไท่จื่อขึ้นเป็นฮ่องเต้ดังขึ้นทันที เป็นสิ่งที่ทั้งน่าขันและสะท้อนถึงความจริงที่โหดร้าย
อ้ายโย่วสือหลี่ต๋าหล่าเฝ้ารอเวลานี้มาเนิ่นนานจนแม้แต่การแสดงความเสียใจก็ไม่คิดจะทำ เขานั่งลงบนบัลลังก์ทันที
"บัดนี้ พระบิดาเสด็จสวรรค์แล้ว ข้ารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง พระบิดาสั่งให้ข้ารับช่วงต่อ ข้ารู้สึกโง่เขลาและหวาดหวั่น เกรงว่าคงยากที่จะรับภาระนี้ได้
แต่ด้วยสถานการณ์ของราชวงศ์ที่อยู่ในภาวะวิกฤต ข้าจำต้องรับตำแหน่งนี้ แม้ต้องสละชีวิตก็จะทำเพื่อฟื้นฟูเกียรติยศของมองโกล!"
คำกล่าวของเขาสื่อความหมายง่ายๆ ว่า พระบิดาสิ้นแล้ว ข้าต้องรับตำแหน่งนี้ แม้จะหวาดกลัวแต่เพื่อบ้านเมือง ข้าจะยอมสู้
เพียงเท่านี้ก็สร้างภาพลักษณ์ผู้นำแห่งการฟื้นฟูราชวงศ์ให้ตัวเองได้สำเร็จ เรื่องอื่นไม่สำคัญอีกต่อไป
ข้าราชบริพารต่างคุกเข่าโห่ร้องถวายพระพร
อ้ายโย่วสือหลี่ต๋าหล่าสูดจมูกนิดหน่อยก่อนจะสั่งให้คนจัดการพระศพของพระบิดา พร้อมทั้งสั่งให้ขุนนางจากแผ่นดินจีนตั้งพระนามบรรยายพระเกียรติอย่างเหมาะสม
จากนั้นจึงยกย่องพระมารดาเป็น "สมเด็จพระราชชนนีศักดิ์สิทธิ์"
พร้อมแต่งตั้งแม่ทัพและขุนนางหลายคนให้เลื่อนตำแหน่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ค่อยพอใจกับหวังเป่าเป่าที่เป็นอัครเสนาบดีนัก
พูดให้ชัดก็คือ เขาระแวงหวังเป่าเป่ามาตลอด
หวังเป่าเป่ามีอำนาจควบคุมกองทัพทั้งหมด เป็นทั้งอัครเสนาบดี และยังได้รับความเคารพนับถือสูงมาก
อ้ายโย่วสือหลี่ต๋าหล่ารู้ดีว่าหากไม่มีหวังเป่าเป่า มองโกลคงล่มสลายไปนานแล้ว
แต่ถึงจะตระหนักในความสำคัญ เขาก็อดระแวงไม่ได้
เขาต้องการดึงอำนาจการทหารกลับคืนมา มิฉะนั้นมันจะเป็นภัยใหญ่หลวง
ใครจะรู้ว่าหวังเป่าเป่ามีแผนการอะไรในใจหรือไม่
โดยเฉพาะเมื่อน้องสาวของหวังเป่าเป่าแต่งเข้าไปในราชวงศ์ต้าเฉียน ใครจะรู้ว่าพวกเขาแอบติดต่อกันหรือไม่?
…………