- หน้าแรก
- ฉันมีที่ดินหมื่นล้าน แต่กลับเอามาใช้ปลูกผัก
- บทที่ 820 ทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง
บทที่ 820 ทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง
บทที่ 820 ทำร้ายคนอื่นโดยไม่เกิดประโยชน์กับตัวเอง
ไอ้หมอนี่อยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว
จึงนั่งเครื่องบินกลับเมืองหลวงในคืนนั้นเลย
พอมาถึงเมืองหลวงปุ๊บ
เขาก็มุ่งหน้าตรงไปยังตึกบริษัททันที
แล้วพุ่งชนประตูห้องทำงานของประธานกรรมการจนเปิดออก!
"อ๊าก!!!"
แต่ทว่าพอชนประตูเปิดออกไป ชายวัยกลางคนร่างอ้วนท้วนที่กำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องก็ถึงกับชะงักงัน
ก่อนจะอ้าปากกว้าง แล้วส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าสยดสยองออกมา!
"นี่มันตัวอะไรวะเนี่ย?! นี่มันตัวบ้าอะไร! มัมมี่คืนชีพงั้นเหรอ?"
"เชี่ยเอ๊ย! ซอมบี้เหรอวะ?! ปืนฉันอยู่ไหน? แม่งเอ๊ย ฉันไม่มีปืนนี่หว่า"
"ข้ามีมีดโว้ย!"
หลังจากประธานกรรมการอึ้งไปพักใหญ่ เขาก็ลุกลี้ลุกลนเปิดลิ้นชัก แล้วชักมีดดาบยาวเล่มหนึ่งออกมาจากข้างใน
ประธานกรรมการชอบสะสมของเล่นพวกนี้อยู่แล้ว แต่ประเทศจีนมีการควบคุมอย่างเข้มงวด มีดดาบที่เปิดคมแล้วแถมยังยาวและใหญ่เกินไปถือเป็นอาวุธควบคุม การครอบครองของพวกนี้ถือว่าผิดกฎหมาย
แต่ทว่า ระดับประธานกรรมการเขามีเงินนี่นา! จะหามาเก็บไว้เล่นสักเล่มสองเล่ม มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาไม่ใช่เหรอ?
ก็ในเมื่อกฎหมายไม่อนุญาตให้ฆ่าคน แล้วทำไมถึงยังมีฆาตกรอยู่อีกล่ะ จริงไหม?
"ฮ่าๆ! ดาบเล่มนี้ข้าซื้อมาตั้งนาน ได้แต่เอามาแกว่งเล่นตอนว่างๆ เท่านั้น!"
"วันนี้แหละถึงเวลาที่เฒ่าถังอย่างข้าจะได้กอบกู้โลกเสียที!"
"ไอ้ปีศาจร้ายบังอาจนัก ข้ามองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าแกไม่ใช่คน ไปตายซะเถอะ!"
พูดจบ ประธานกรรมการก็ใช้สองมือกุมดาบยกขึ้นสูง ร่างอ้วนท้วนก้าวเท้ายาวๆ พุ่งตัวออกไปข้างหน้า
โอ้โหแม่เจ้า จะว่าไปแล้ว ท่าทางของเขาก็ดูทะมัดทะแมงไม่เบาเลยนะ!
"ท่านประธาน!"
พอผู้จัดการติงเห็นแบบนั้นก็แทบจะฉี่ราดด้วยความตกใจ
เชี่ยเอ๊ย! ฉันอุตส่าห์กลับมาหาที่พึ่งหากำลังเสริมนะเว้ย! ที่พึ่งกับกำลังเสริมยังไม่ทันได้ กลับจะมาทิ้งชีวิตซะเอง แม่งเอ๊ย แบบนี้จะให้ไปเรียกร้องความเป็นธรรมกับใครได้ล่ะวะ
"ท่านประธาน นี่ผมเอง ผมเอง! ผมเหล่าติง ผมเหล่าติงไงครับ!"
แม้ว่าฟันของไอ้หมอนี่จะร่วงไปหลายซี่ แถมแก้มก็ปวดจนแทบทนไม่ไหว แต่เพื่อรักษาชีวิตเอาไว้ เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตะโกนออกไปสุดเสียง!
"ใครนะ?!"
ประธานกรรมการชะงักไปครู่หนึ่ง "เหล่าติง?"
ประธานกรรมการกะพริบตาด้วยความสงสัย แล้วจ้องมองดูอย่างละเอียด จะว่าไปดวงตาที่ดูเจ้าเล่ห์หลุกหลิกคู่นี้มันก็เหมือนอยู่จริงๆ แฮะ
"เชี่ย! แกเองเหรอ?!"
ประธานกรรมการขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้จัดการติงถึงกับอึ้งไป
ท่านประธาน พอเห็นผมแล้วไม่ดีใจก็ช่างเถอะ แต่ไอ้สีหน้าที่เต็มไปด้วยความผิดหวังนี่มันหมายความว่ายังไงครับ? หรือว่า... ท่านหวังให้ผมเป็นซอมบี้จริงๆ งั้นเหรอ?
เชี่ยเอ๊ย! นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าท่านประธานที่ปกติมีท่าทีนิ่งขรึมดั่งภูผา จะมีมุมแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย แถมยังมีใจอยากจะกอบกู้โลกอีกต่างหาก
"นี่แกไปโดนอะไรมาเนี่ย?"
ประธานกรรมการโยนดาบลงบนโต๊ะด้วยความรู้สึกผิดหวังสุดๆ เขานั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับไขว่ห้าง แล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
"ท่านประธาน!"
พอได้ยินคำถามนี้ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ก็พรั่งพรูขึ้นมาในอกของผู้จัดการติง!
"ท่านประธาน ผมถูกคนเขารังแก ผมโดนรังแกมาครับ!"
"หา?" พอประธานกรรมการได้ยินก็ร้องถาม "แกไม่ได้โดนรถชนมาหรอกเหรอ?"
"ผม..." ผู้จัดการติงแทบจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ฉันไปบอกตอนไหนว่าฉันโดนรถชนมา? ฉันพูดตอนไหนกันฮะ?
ผู้จัดการติงเล่าเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนจบด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
พอได้ฟังแบบนั้น ประธานกรรมการก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเริ่มดูไม่ค่อยสู้ดีนัก "มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?"
"ท่านประธาน ไม่ว่ายังไงท่านก็ต้องออกหน้าทวงความยุติธรรมให้ผมนะครับ!" ผู้จัดการติงร้องห่มร้องไห้เสียงดัง
"อืม! วางใจเถอะ ไม่ว่ายังไงแกก็เป็นคนของฉัน แถมยังสร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้บริษัทมาตั้งมากมาย"
แม้นิสัยใจคอของผู้จัดการติงจะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่การที่เขาสามารถขึ้นมาเป็นผู้จัดการส่วนตัวของฉู่อวิ๋นได้ ก็เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าความสามารถของไอ้หมอนี่ไม่ธรรมดาจริงๆ
เพราะถึงยังไงดาราระดับเอลิสต์ของบริษัทก็มีถึง 5 คนที่ผู้จัดการติงเป็นคนค้นพบและปั้นขึ้นมา ส่วนดาราระดับบีลิสต์ก็มีอีกกว่ายี่สิบคนที่ผู้จัดการติงเป็นคนพาเข้ามา เขาถือเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของบริษัทเลยทีเดียว
"ว่ามาสิ ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่? ฉันเห็นในเน็ตเอาเรื่องของฉู่อวิ๋นไปวิจารณ์กันให้แซดไปหมด มันส่งผลกระทบต่อบริษัทเราอยู่บ้างเหมือนกันนะ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้น? จำไว้นะ! อย่าเอาลูกไม้ตื้นๆ พวกนั้นมาหลอกฉัน ฉันต้องการฟังความจริง!"
ถึงอย่างไรประธานกรรมการก็เป็นคนสุขุมเยือกเย็นและมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
ต้องเข้าใจไว้นะว่า เหล่าดาราที่มีภาพลักษณ์สวยงามดูดีอยู่เบื้องหน้าไม่เคยเป็นตัวตนที่ทรงอิทธิพลที่สุดหรอก คนที่คอยชักใยควบคุมดาราเหล่านี้อยู่เบื้องหลังต่างหากถึงจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง
กลุ่มนายทุนที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหล่านี้คือขุมพลังที่คอยควบคุมความเคลื่อนไหวของตลาด
สำหรับพวกเขาแล้ว ดาราคนนี้จะดี หรือดาราคนนั้นจะเลว มันก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย เพราะสิ่งที่เรียกว่าดาราสำหรับพวกเขาก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือเท่านั้น เครื่องมือที่ใช้หาเงินเข้าบริษัท
ถ้าคนนี้พังไป อย่างมากก็แค่เปลี่ยนคนใหม่ ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย
ส่วนเรื่องผลกระทบน่ะเหรอ แม้จะบอกว่ามีผลกระทบอยู่บ้าง แต่เรื่องพรรค์นี้ส่วนใหญ่ก็ถือเป็นการกระทำส่วนบุคคล ผลกระทบต่อบริษัทจึงมีขีดจำกัด
บริษัทเพียงแค่ออกมาแถลงการณ์ในแง่บวกสักหน่อย บริจาคเงินสักก้อน แล้วขีดเส้นแบ่งแยกตัวให้ชัดเจนกับดาราที่มีปัญหา เพียงเท่านี้ผลกระทบก็จะลดลงจนเหลือน้อยที่สุดแล้ว
"ครับๆๆ!" ผู้จัดการติงไหนเลยจะกล้าลังเล เขารีบรับคำ แล้วเล่าเรื่องราวความเป็นมาตั้งแต่ต้นจนจบอย่างซื่อสัตย์ไม่มีปิดบัง
"อืม..." ประธานกรรมการนั่งครุ่นคิดอยู่บนเก้าอี้พักใหญ่
"ไอ้แซ่ฉู่คนนี้มันไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!"
"ฉันเตือนมันตั้งหลายครั้งแล้ว มันยังจะทำเรื่องพรรค์นี้อีกเหรอ?"
"ช่างเถอะ ถึงยังไงเรื่องนี้ก็เป็นการกระทำส่วนตัวของมัน คงไม่ส่งผลกระทบอะไรใหญ่โตต่อบริษัทหรอก!"
"แต่ก่อนหน้านี้แกบอกว่ามีคนชื่อซูหมิงเป็นแฟนของอันชูเซี่ยเหรอ? ลงทุนตั้ง 1 พันล้านได้เลยงั้นสิ? แกไปสืบเรื่องของคนคนนี้มาหรือยัง? มีเบื้องหลังยังไง?"
ประธานกรรมการขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตัวเขาเองก็สามารถควักเงิน 1 พันล้านออกมาได้เหมือนกัน แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่ถ้าจะควักออกมาจริงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร
แต่เห็นได้ชัดเลยว่า ชายหนุ่มคนนี้น่าจะร้ายกาจกว่าตัวเขาเองเสียอีก เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นแค่ชายหนุ่ม อายุยังน้อยแต่กลับมีความกล้าตัดสินใจถึงขนาดนี้ เกรงว่าที่มาที่ไปคงไม่ธรรมดาแน่
"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ถึงได้กลับมาขอความช่วยเหลือจากท่านประธาน ท่านประธานไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลยเหรอครับ?" ผู้จัดการติงเอ่ยด้วยสีหน้างุนงง
ประธานกรรมการเป็นถึงมหาเศรษฐีระดับท็อป 50 ของประเทศจีนเชียวนะ เงินทองมีถมเถไป ทรัพย์สินรวมกันหลายหมื่นล้าน แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นมูลค่าหุ้นกับสินทรัพย์ถาวร แต่เงินสดที่มีก็ต้องไม่น้อยอย่างแน่นอน
เขาแทบจะรู้จักเศรษฐีทุกคนในประเทศจีนเลยก็ว่าได้ ต่อให้ซูหมิงจะเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ตระกูลไหน ก็น่าจะพอคุ้นหูบ้าง ไม่น่าจะถึงขั้นไม่เคยได้ยินชื่อเลยแบบนี้นี่นา
พอประธานกรรมการได้ยินก็เพียงแค่ส่ายหน้า ตัวเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้จริงๆ
"ไอ้หนุ่มนี่ ตกลงเป็นใครกันแน่?"
ประธานกรรมการลูบคางตัวเอง "ช่างเถอะ ไม่ว่ามันจะเป็นใคร ลำพังมันคนเดียวไม่มีทางสั่นคลอนตลาดทั้งหมดได้หรอก แกไปเตรียมคนมาเดี๋ยวนี้ ไปขุดคุ้ยเรื่องฉาวๆ มาให้เยอะๆ ไม่ว่ายังไงก็ต้องป่วนหนังเรื่องนี้ให้เละให้ได้!"
"ครับ!"
พอผู้จัดการติงได้ยินก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง นี่มันเท่ากับได้รับราชโองการให้ไปป่วนชัดๆ แบบนี้เขาเองก็พอจะมีแนวทางในใจแล้ว
เพราะยังไงเรื่องแบบนี้พวกเขาก็ทำกันมาไม่ใช่น้อยๆ แม้ว่าการกระทำแบบนี้มันจะโคตรไร้ศีลธรรมและเลวทรามต่ำช้าขนาดไหน แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง การทำธุรกิจ หรือแม้แต่การใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ต่างก็มักจะทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์กันทั้งนั้นแหละ