- หน้าแรก
- บัลลังก์เลือดต้าฉิน
- บทที่ 450 - ข่งเหวินผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 450 - ข่งเหวินผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 450 - ข่งเหวินผู้เกรี้ยวกราด
บทที่ 450 - ข่งเหวินผู้เกรี้ยวกราด
"โจวเหอ" ข่งเหวินตะโกนเรียกเสียงดัง
สิ้นเสียงไม่นาน ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางลายปักนกยูงก็เดินออกมาจากโถงย่อยด้านขวา เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าข่งเหวินอย่างนอบน้อม โค้งคำนับและขานรับว่า "ข้าน้อยอยู่นี่ขอรับ ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีสิ่งใดชี้แนะ"
ชายผู้นี้คือ โจวเหอ รองเสนาบดีกรมพิธีการฝ่ายขวา
ข่งเหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าดูเคร่งเครียด "จางเหวินเดินทางไปต้าเยียนเกือบสามเดือนแล้ว สองเดือนแรกยังมีเอกสารส่งกลับมา ทำไมเดือนนี้ถึงเงียบหายไปเลยล่ะ"
"นี่..."
พอข่งเหวินพูดขึ้นมา โจวเหอก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติเช่นกัน
"มะ ไม่ใช่ว้าเกิดเรื่องขึ้นหรอกนะ" โจวเหอเบิกตากว้าง รู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
"รีบ..."
"ใต้เท้า เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ"
ขณะที่ข่งเหวินกำลังจะสั่งให้คนไปสืบเรื่องนี้ เสียงตะโกนอย่างร้อนรนก็ดังมาจากนอกโถง ขัดจังหวะคำพูดของข่งเหวิน ทั้งข่งเหวินและโจวเหอหันไปมองตามเสียง ก็เห็นขุนนางระดับเจ็ดของกรมพิธีการคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
"เจ้า เจ้าเป็นผู้ติดตามของจางเหวินไม่ใช่หรือ"
ข่งเหวินไม่รู้จักขุนนางระดับเจ็ดคนนี้ แต่โจวเหอจำได้ ขุนนางระดับเจ็ดผู้นี้คือหนึ่งในคณะทูตที่เดินทางไปต้าเยียน และโจวเหอก็เป็นคนส่งเขาไปเป็นผู้ติดตามของจางเหวินเอง จึงพอจะจำหน้าได้บ้าง
ขุนนางระดับเจ็ดวิ่งเข้ามาในโถงหลักด้วยความรีบร้อน ดึงดูดสายตาของขุนนางกรมพิธีการหลายคน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดเช่นนี้ ข่งเหวินไม่มีเวลาไปสนใจขุนนางที่กำลังอยากรู้อยากเห็นเหล่านั้น
"ผู้ติดตามของจางเหวิน" ข่งเหวินเบิกตากว้าง จางเหวินยังไม่กลับมา แต่ผู้ติดตามกลับมาแล้ว แบบนี้แสดงว่าเกิดเรื่องขึ้นแปดส่วนแล้ว เมื่อคิดได้ดังนั้น ข่งเหวินก็รีบบอกกับขุนนางระดับเจ็ดคนนั้นว่า "ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆพูด เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"ใต้เท้า ท่าน ท่านจาง ตายแล้วขอรับ" ริมฝีปากของขุนนางระดับเจ็ดสั่นระริก ลิ้นพันกันจนพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง
ตู้ม
แม้ข่งเหวินและโจวเหอจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ข่าวนี้ก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกตกตะลึง ขุนนางกรมพิธีการที่ล้อมรอบโถงหลักอยู่ต่างก็แสดงสีหน้าตกตะลึง ภายในใจปั่นป่วนราวกับมีคลื่นยักษ์ถาโถม
จางเหวินตายแล้ว
จางเหวินไม่ใช่ขุนนางชั้นผู้น้อย แต่เป็นถึงหัวหน้ากองขั้นสี่แท้ ทั้งกรมพิธีการมีหัวหน้ากองอยู่กี่คน มีแค่สี่คนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ตำแหน่งขุนนางขั้นสี่แท้ก็ไม่ใช่ตำแหน่งเล็กๆ ถือว่าเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่แล้ว
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่" สีหน้าของข่งเหวินมืดครึ้มจนแทบจะหยดเป็นน้ำได้ เขาอยากจะรู้เหลือเกินว่าใครหน้าไหนมันช่างกล้า บังอาจสังหารขุนนางขั้นสี่แท้ของต้าฉิน ช่างกินดีหมีหัวเสือดาวมาหรืออย่างไร
"ใต้เท้าจางพาพวกเราเข้าไปในเมืองอู่หยาง วันรุ่งขึ้นท่านจางก็เข้าวังไป แล้วก็ไม่ได้กลับออกมาอีกเลย เสนาบดีกรมพิธีการของจักรวรรดิต้าเยียนบอกว่า ท่านจางกับทูตจ้าวไปเดินเล่นที่สวนดอกไม้หลังวังด้วยกัน แต่ท่านจางพลัดตกลงไปในทะเลสาบที่ลึกมาก หาศพไม่พบ บอกว่าจมลงไปก้นทะเลสาบแล้ว"
"พอพวกเราคณะทูตได้ยินข่าวนี้ ก็ขอเข้าไปตรวจดูในวัง แต่เสนาบดีกรมพิธีการของต้าเยียนอ้างว่าเขตพระราชฐานเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่อนุญาตให้ขุนนางต่างแคว้นเข้าไปตรวจดู พวกเราเห็นว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ จึงให้คณะทูตที่เหลือรออยู่ที่เมืองอู่หยางก่อน ส่วนข้าน้อยก็พาคนอีกไม่กี่คนเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนกลับมายังต้าฉินขอรับ" ขุนนางระดับเจ็ดเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขารู้ให้ฟัง
"เหลวไหลทั้งเพ"
ข่งเหวินโกรธจัดจนตาถลน ตะโกนด้วยความโกรธแค้นว่า "เขตพระราชฐานศักดิ์สิทธิ์บ้าบออะไร พลัดตกน้ำบ้าบออะไร"
ให้ตายข่งเหวินก็ไม่เชื่อว่าจางเหวินจะจมน้ำตาย ประการแรก จางเหวินเป็นขุนนางต่างแคว้น การไปเดินเล่นในสวนดอกไม้หลังวัง จะไม่มีใครคอยตามประกบเลยหรือ หรือว่าตอนที่จางเหวินตกน้ำ คนอื่นๆจะเอาแต่ยืนมองเฉยๆ แล้วอีกอย่าง ทะเลสาบในวังจะลึกขนาดไหนกันเชียว ใครที่ไหนจะขุดทะเลสาบในวังให้ลึกเป็นสิบๆจั้ง และที่สำคัญ ศพคนตายก็ต้องลอยน้ำสิ จะหาไม่เจอได้อย่างไร หรือว่าจางเหวินจะผูกหินถ่วงน้ำตัวตาย
"ไร้ยางอาย"
"จักรวรรดิต้าเยียนช่างน่าขันนัก เอาข้ออ้างที่เต็มไปด้วยช่องโหว่แบบนี้มาหลอกต้าฉินของเรา"
"ต่ำช้าไร้ยางอาย จักรวรรดิต้าเยียนสมควรตาย"
"ควรจะเรียกคณะทูตกลับมาให้หมด ต้าฉินของเรายังไม่ทันได้ลงมือ จักรวรรดิต้าเยียนก็ลอบสังหารท่านจางเสียแล้ว ตอนนี้ฝ่าบาททรงนำทัพทหารม้าเกราะหนักไปตีแคว้นเยียน แบบนี้แคว้นเยียนจะไม่ฆ่าคณะทูตของเราจนหมดเลยหรือ"
"ใช่แล้วๆ คณะทูตที่อยู่ที่นั่นตอนนี้ตกอยู่ในอันตรายแล้ว"
ขุนนางกรมพิธีการที่ล้อมรอบโถงหลักอยู่ต่างก็ด่าทอจักรวรรดิต้าเยียนด้วยความโกรธแค้น ไม่มีใครเชื่อคำโกหกของจักรวรรดิต้าเยียนเลย เรื่องจมน้ำตายอะไรนั่น มันน่าขันสิ้นดี
"ข้าต้องไปพบอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา"
หลังจากนั้นไม่นาน ข่งเหวินก็รีบไปที่จวนอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา เพื่อแจ้งข่าวการตายของจางเหวินให้ฉางจื่อเฟยทราบ เมื่อฉางจื่อเฟยรู้เรื่อง ก็โกรธยิ่งกว่าข่งเหวินเสียอีก กฎที่ว่าสองแคว้นทำสงครามกันห้ามฆ่าทูตนั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วทั้งเก้าทวีป แคว้นเยียนฆ่าทูตยังไม่พอ ยังกล้าเอาข้ออ้างที่มีช่องโหว่เต็มไปหมดมาหลอกต้าฉินอีก
เห็นขุนนางต้าฉินทุกคนเป็นคนโง่ เป็นพวกกินข้าวสุกหรืออย่างไร
หลังจากโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ฉางจื่อเฟยก็รีบเขียนจดหมายเพื่อส่งข่าวนี้ไปให้อิ๋งฉางที่กำลังนำทัพไปตีแคว้นเยียนทราบ พร้อมทั้งส่งคนไปแคว้นเยียนอย่างเร่งด่วน เพื่อเรียกคณะทูตกลับมาทันที ป้องกันไม่ให้แคว้นเยียนลงมือสังหารอีก
เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งราชสำนักอย่างรวดเร็ว ทำให้ขุนนางต้าฉินทุกคนต่างก็ตกตะลึงและโกรธแค้น เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเสียนหยาง ก็ยิ่งทำให้ชาวฉินนับไม่ถ้วนโกรธแค้นและเรียกร้องให้ทำลายแคว้นเยียนเพื่อแก้แค้น ด้วยความแค้นที่สุมอก ชาวฉินจึงยิ่งคาดหวังให้อิ๋งฉางที่กำลังนำทัพไปตีแคว้นเยียน ได้สั่งสอนจักรวรรดิต้าเยียนอย่างสาสม เพื่อระบายความแค้นนี้
ค่ำคืนนั้น
ณ สำนักตรวจการ
สำนักตรวจการตั้งอยู่ระหว่างกรมอาญาและคุกหลวง มีกำแพงกั้นอยู่ ข้ามกำแพงไปด้านหนึ่งก็เป็นกรมอาญา ข้ามไปอีกด้านก็เป็นคุกหลวง ถือเป็นทำเลที่ดีเยี่ยม ที่ทำการของสำนักตรวจการไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็มีทุกอย่างครบครัน
สำนักตรวจการมีเพียงสองหน่วยงานเท่านั้น คือ หน่วยลับและหน่วยสว่าง หน่วยลับมีหน้าที่แฝงตัวอยู่ในที่มืดเพื่อสืบข่าว รวมถึงการเป็นสายลับ ถือเป็นหน่วยข่าวกรอง ส่วนหน่วยสว่างมีหน้าที่ลงมือจับกุม ขอเพียงมีหลักฐานแน่ชัด ก็สามารถลงมือจับกุมได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาตใคร แม้แต่ฮ่องเต้ก็ตาม
รายชื่อสมาชิกของหน่วยสว่างนั้น ผู้บังคับบัญชาสามารถเรียกดูได้ตลอดเวลา แต่รายชื่อของหน่วยลับ นอกจากผู้ตรวจการสูงสุดแล้ว ไม่มีใครมีสิทธิ์เรียกดูได้ และรายชื่อของหน่วยลับก็จะถูกผู้ตรวจการสูงสุดเก็บซ่อนไว้อย่างดี เพราะหากความลับรั่วไหล สายลับที่สำนักตรวจการฝึกฝนมาก็จะตกอยู่ในอันตราย
หน่วยสว่างอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ตรวจการฝ่ายซ้าย ส่วนหน่วยลับอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ตรวจการฝ่ายขวา รองผู้ตรวจการสูงสุดมีหน้าที่ดูแลทั้งผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาสามารถรับคำสั่งโดยตรงจากผู้ตรวจการสูงสุดได้ เพราะพวกเขาสามารถรายงานข้ามขั้นได้
ต้องบอกเลยว่า ตำแหน่งผู้ตรวจการฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวานั้น เป็นตำแหน่งที่ฉางชิงขอเพิ่มขึ้นมาเองโดยได้รับความเห็นชอบจากอิ๋งฉาง ทั้งสองตำแหน่งล้วนเป็นขุนนางระดับสี่แท้ ผ่านมาหลายปี สมาชิกของหน่วยสว่างก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยกว่าคนแล้ว แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือที่เก่งกาจในการจับกุมคนร้าย
[จบแล้ว]