- หน้าแรก
- เมื่อคุณหนูแกล้งใบ้ กลายเป็นหวานใจนายท่านสายเปย์
- ตอนที่ 48 หญิงสาวโชคร้ายคนไหนถูกนายตาถึงเข้าล่ะ (1)
ตอนที่ 48 หญิงสาวโชคร้ายคนไหนถูกนายตาถึงเข้าล่ะ (1)
ตอนที่ 48 หญิงสาวโชคร้ายคนไหนถูกนายตาถึงเข้าล่ะ (1)
ตอนที่ 48 หญิงสาวโชคร้ายคนไหนถูกนายตาถึงเข้าล่ะ (1)
เธอขยับริมฝีปากไปมา เนิ่นนานกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้สักประโยค
"ไม่จำเป็นค่ะ คุณเก็บเอาไว้ใช้เองเถอะ"
สิ้นคำพูด เธอก็กดตัดสายไปในทันที
ติ๊ด...
ฟู่จวินเฉิงฟังเสียงสัญญาณสายไม่ว่างที่ดังมาจากในโทรศัพท์ หว่างคิ้วอันเย็นชาและคมกริบพลันปรากฏความอบอุ่นขึ้นมาสายหนึ่ง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวก็เงยหน้าขึ้น เมื่อมองเห็นเรือนร่างสูงโปร่งและหล่อเหลาเดินเข้ามาจากทางหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เขาก็ผิวปากออกมาอย่างกวนๆ
"สารภาพมาตามตรงเลยนะ ท่านเฉิงแอบไปตกเด็กผู้หญิงคนไหนมาเนี่ย?"
คุยโทรศัพท์นานตั้งสิบกว่านาที ขนาดเขายังไม่เคยได้รับสิทธิพิเศษแบบนี้เลยนะ
ฟู่จวินเฉิงปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
"ช่วงนี้ว่างมากหรือไง?"
เมื่อฟังออกถึงความหมายแฝงที่มาพร้อมกับคำข่มขู่นั้น ชายหนุ่มก็ยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้จะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอย่างแน่นอน
เขาส่งยิ้มกะล่อน พลางเอ่ยแซว
"ดูท่าทางฉันคงจะเดาถูกเผงเลยสินะ แง้มบอกมาหน่อยสิ... ว่าเด็กผู้หญิงโชคร้ายคนไหนถูกนายตาถึงเข้าล่ะ?"
สิ้นคำพูด หมอนอิงใบหนึ่งก็ลอยหวือมากระแทกเข้าที่อกของเขาอย่างจัง
สีไน่หยิบหมอนอิงออกด้วยรอยยิ้มกว้าง โดยไม่เกรงกลัวต่อรังสีความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของคนตรงหน้า เขายังคงก้าวเดินอยู่บนเส้นด้ายแห่งความตาย พลางเอ่ยหยั่งเชิงอย่างบ้าคลั่ง
"นายก็ลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ฉันขอรับประกันเลยว่าจะไม่เอาไปบอกใครเด็ดขาด"
'เชื่อก็บ้าแล้ว'
'ปากสว่างอย่างกับตะกร้อล้างผักแบบหมอนี่เนี่ยนะ'
ฟู่จวินเฉิงปรายตามองอีกฝ่าย น้ำเสียงทั้งทุ้มต่ำและเย็นเยียบ
"ถ้านายว่างมากนักล่ะก็... โปรเจกต์ใหม่ที่ประเทศเอ็ม นายก็ไปช่วยเป็นหูเป็นตาให้ฉันหน่อยก็แล้วกัน"
"อย่าเลย ฉันผิดไปแล้ว" สีไน่ถึงกับหงอลงในทันที เขารีบฉีกยิ้มประจบประแจง
"ท่านเฉิงใจกว้างดั่งแม่น้ำ อย่ามาถือสาหาความกับคนต้อยต่ำอย่างฉันเลยนะ"
จังหวะนั้นเอง กู้เจาก็ผลักประตูเดินเข้ามาพอดี เมื่อได้ยินคำพูดของเพื่อนสนิท เขาก็เอ่ยเย้าแหย่
"อาไน่ นี่นายไปยั่วโมโหอะไรจวินเฉิงอีกแล้วล่ะ?"
สีไน่ยักไหล่เบาๆ นัยน์ตาดอกท้ออันงดงามตวัดขึ้นเล็กน้อย แผ่กลิ่นอายความเจ้าชู้และไร้กฎเกณฑ์ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
ราวกับได้พบเจอเพื่อนรู้ใจ ปากที่สว่างราวกับตะกร้อล้างผักของสีไน่ก็เริ่มทำงานอีกครั้ง
"อาเจา ฉันมีข่าวเมาท์สะท้านโลกจะบอกนายด้วยล่ะ"
กู้เจามีสีหน้างุนงง
"ข่าวเมาท์สะท้านโลกงั้นเหรอ?"
นัยน์ตาสีดำขลับอันเย็นยะเยือกของฟู่จวินเฉิงหรี่ลงเล็กน้อย เขาลากเสียงยาวอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงดูน่าขนลุกขนพอง
"สี... ไน่"
เมื่อถูกจ้องมองด้วยสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สีไน่ก็ถึงกับหดหัวด้วยความหวาดกลัวในพริบตา
เขาหัวเราะแห้งๆ ยกมือขึ้นทำท่ารูดซิปปิดปากตัวเอง
สายตาของกู้เจามองสลับไปมาระหว่างเพื่อนสนิททั้งสองคนด้วยความมึนงง
'นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย?'
ปลายนิ้วของสีไน่เกี่ยวแก้วไวน์เอาไว้ พลางแกว่งไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
"อาเจา สองวันนี้มัวแต่ยุ่งอะไรอยู่ฮะ ชวนออกมาข้างนอกก็เอาแต่อ้างว่าไม่ว่าง"
"หรือว่า... กำลังวุ่นวายอยู่กับการตามจีบเด็กผู้หญิงคนไหนอยู่กันแน่?" พูดพลางเขาก็ปรายตามองไปทางฟู่จวินเฉิง รอยยิ้มบนมุมปากดูลึกล้ำและแฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง
กู้เจากลอกตาใส่อีกฝ่าย
"ตามจีบบ้าบออะไรล่ะ ถ้าพูดไม่เป็นก็หุบปากไปเลย ฉันกำลังยุ่งอยู่กับการดูแลหนิงเอ๋อร์ต่างหากล่ะ"
'มีเด็กผู้หญิงอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ?'
สีไน่ถึงกับสำลักไวน์เข้าอย่างจัง
"แค่กๆ"
เขาวางแก้วไวน์ลง สายตาที่ใช้มองอีกฝ่ายลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความสอดรู้สอดเห็น
"นี่นายไปแอบมีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่กันวะ ซุกเอาไว้เงียบเชียวนะ"
กู้เจาส่งสายตารังเกียจไปให้ พลางเอ่ยแก้ความเข้าใจผิด
"แฟนเฟินอะไรกันล่ะ หนิงเอ๋อร์คือน้องสาวแท้ๆ คลานตามกันมาของฉันต่างหาก"
อะไรนะ?
สีไน่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า... เมื่อไม่นานมานี้อีกฝ่ายเหมือนจะเคยพูดถึงเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เหมือนกัน
"เด็กผู้หญิงที่คุณปู่ของนายพาตัวกลับมา... เป็นน้องสาวแท้ๆ ของนายจริงๆ งั้นเหรอ?"
กู้เจาพยักหน้ารับ
สีไน่เอ่ยถามต่อ
"ตรวจดีเอ็นเอกันแล้วใช่ไหม?"
"อืม"
"ฉันจำได้ว่านายเคยบอกว่าน้องสาวคนนี้เป็นใบ้ พูดไม่ได้ไม่ใช่เหรอ แล้วนายทิ้งเธอเอาไว้ที่บ้านแบบนั้น... ไม่กลัวว่าสองแม่ลูกเฉิงอวี้จะรังแกเธอเอาหรือไง?"
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้เจาก็ยกมุมปากขึ้น น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ
"หนิงเอ๋อร์ของฉันไม่ได้ถูกรังแกง่ายๆ หรอกนะ ถ้าเฉิงอวี้กับกู้ว่านว่านดึงดันอยากจะเอาตัวเข้าไปรับลูกปืนล่ะก็... คนที่โชคร้ายก็มีแต่พวกหล่อนนั่นแหละ"
สีไน่เคยไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลกู้มาแล้วหลายครั้ง จึงพอจะรู้นิสัยใจคอของสองแม่ลูกเฉิงอวี้อยู่บ้าง สองคนนั้นน่ะเสแสร้งเก่งตัวแม่เลยล่ะ แถมยังรับมือยากสุดๆ อีกต่างหาก
แล้วน้องสาวของกู้เจาที่ทั้งเป็นใบ้และดูอ่อนแอแบบนั้น จะไปสู้รบตบมือกับสองแม่ลูกคู่นั้นได้ยังไงกันล่ะ?
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เต็มไปด้วยความเคลือบแคลงใจของเพื่อนสนิท กู้เจาก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
"เอาไว้ถ้านายได้เจอกับหนิงเอ๋อร์ของฉัน... นายก็จะรู้เองนั่นแหละว่าเธอเก่งกาจขนาดไหน"
น้ำเสียงโอ้อวดที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจและรักใคร่เอ็นดูนั้น ฟังดูน่าหมั่นไส้เสียไม่มี
คำว่า 'หนิงเอ๋อร์' ดึงดูดความสนใจของฟู่จวินเฉิงได้สำเร็จ ปลายนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ชะงักงัน ความเฉยชาในก้นบึ้งดวงตาถูกทำลายลงจนหมดสิ้น
แซ่กู้...
แถมในชื่อยังมีคำว่า 'หนิง' อยู่ด้วย
หรือว่า...
ข้อสงสัยที่ก่อตัวขึ้นในใจพลันกระจ่างชัด เขยิบสายตาขึ้นมองกู้เจา ซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการโอ้อวดน้องสาวอย่างออกรส
"หนิงเอ๋อร์ของฉันน่ะฉลาดสุดๆ ไปเลยล่ะ ตอนสอบข้ามชั้นที่โรงเรียนมัธยมอีจง เธอก็ทำคะแนนได้เต็มทุกวิชา ทำลายสถิติเก่าของฉันไปจนราบคาบเลยล่ะ"
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมา ฟู่จวินเฉิงก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามอะไรอีกต่อไป คำตอบที่เขาต้องการ... เขาได้รับมันมาแล้ว
เขาหรี่ตาลง ประกายแสงอันเย้ายวนและน่าหลงใหลแอบซ่อนอยู่ลึกๆ ภายในแววตา
'ที่แท้... สิงโตน้อยของเขาก็เป็นน้องสาวที่หายตัวไปนานหลายปีของกู้เจานี่เอง'
'แต่ดูจากท่าทีของสิงโตน้อยแล้ว... เธอคงจะไม่ค่อยชอบหน้าคนในตระกูลกู้สักเท่าไหร่สินะ'
เมื่อมองดูผู้ชายที่ค่อยๆ พัฒนากลายร่างเป็นพวกคลั่งรักน้องสาว สีไน่ก็เอ่ยหยอกล้อ
"อาเจา นายนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ เลยนะ ไม่รู้เหมือนกันนะว่าตอนแรกใครกันนะที่เอาแต่ระแวงว่าเขาจะเป็นตัวปลอม ขนาดพวกนายสามพี่น้องยังไม่ยอมกลับไปดูหน้าเธอเลยสักนิด"
เดิมทีตั้งใจจะเอ่ยแซวเล่นๆ ทว่าคำพูดนั้นกลับไปทิ่มแทงใจดำของกู้เจาเข้าอย่างจัง
เขายกแก้วไวน์ขึ้นกระดกรวดเดียวจนหมดแก้ว ท่าทางดุดันและเร่งรีบ ราวกับต้องการจะมอมตัวเองให้เมามาย
กู้เจาลอบถอนหายใจออกมา ก่อนจะเอ่ย
"ตอนนี้ฉันก็เสียใจจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ถ้ารู้อย่างนี้... ฉันไม่น่ามัวแต่รอผลตรวจดีเอ็นเอเลย ถ้ารีบกลับไปตั้งแต่แรก หนิงเอ๋อร์ก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานมากขนาดนั้น"
เมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอพูดจาไม่เข้าหูไปเสียแล้ว สีไน่ก็ใช้ข้อศอกกระทุ้งแขนของเพื่อนสนิทเบาๆ
"เฮ้ย ฉันแค่ล้อเล่นน่า ทำไมต้องทำหน้าเหมือนคนใกล้ตายแบบนั้นด้วยล่ะ"
"หรือว่า... พวกนายพี่น้องทะเลาะกันงั้นเหรอ?"
กู้เจายิ้มขื่น
"ยิ่งกว่าทะเลาะกันอีก เมื่อวันก่อนหนิงเอ๋อร์เพิ่งจะบอกกับฉันว่า... เธอไม่ต้องการพี่ชาย"
'รุนแรงขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย?' สีไน่ถึงกับตกตะลึง
ฟู่จวินเฉิงปรายตามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ภายในหัวฉายภาพเหตุการณ์ในตอนที่เขาบังเอิญไปเจอเธอที่คฤหาสน์พักตากอากาศ
ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล แถมยังถูกสาดสีน้ำมันใส่จนเลอะเทอะไปหมด ต่อให้จะหมดสติไปแล้ว... แต่สัญชาตญาณการระวังตัวของเธอก็ยังคงรุนแรงอยู่ดี
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ริมฝีปากบางก็เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง สันกรามที่คมกริบแผ่กลิ่นอายความเย็นชาออกมาบางเบา
กู้เจาเล่าเหตุการณ์ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาให้ฟังอย่างคร่าวๆ หลังจากฟังจบ สีไน่ก็ลอบยกนิ้วโป้งให้กู้ชิงหนิงอยู่ในใจอย่างเงียบๆ
'กล้าต่อกรกับนายท่านผู้เฒ่ากู้และกู้ไห่ขนาดนี้... ยัยเด็กนี่ช่างดุดันไม่เบาเลยแฮะ'
กู้เจาเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้ หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความท้อแท้สิ้นหวัง
"อาไน่ นายน่ะถนัดเรื่องเอาใจผู้หญิงนักนี่ ช่วยคิดหาวิธีหน่อยสิ... ทำยังไงหนิงเอ๋อร์ถึงจะยอมรับฉันเป็นพี่ชายโดยเร็วที่สุด"
"ก็แค่เอาใจในสิ่งที่เธอชอบไงล่ะ สิ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบก็หนีไม่พ้นพวกเครื่องเพชร เครื่องประดับ แล้วก็เสื้อผ้าสวยๆ ไม่ใช่หรือไง นายก็แค่ซื้อของพวกนั้นไปให้เธอเยอะๆ หน่อยสิ" สีไน่งัดเอาไม้ตายที่เขามักจะใช้รับมือกับบรรดาคู่ควงสาวๆ ออกมาใช้ด้วยความเคยชิน
"เธออยากได้อะไร... นายก็แค่ซื้อไปประเคนให้เธอก็สิ้นเรื่อง"
"ตื้นเขิน" ฟู่จวินเฉิงที่เอาแต่เงียบมาโดยตลอด จู่ๆ ก็เอ่ยปากแทรกขึ้นมา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
ของที่ดูตื้นเขินและไร้รสนิยมพวกนั้น ไม่มีทางผ่านเข้าตาสิงโตน้อยของเขาได้หรอก
ถ้าเกิดเธอหลอกล่อง่ายขนาดนั้นจริงๆ ล่ะก็... เขาคงจะลักพาตัวเธอกลับไปที่เมืองหลวงตั้งนานแล้วล่ะ
กู้เจาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย พลางเอ่ยตอกย้ำอีกหนึ่งประโยค
"นายนี่มันเหมือนกับพี่รองของฉันไม่มีผิด ดีแต่คิดไอเดียห่วยๆ ทั้งนั้น"
สีไน่ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
'ไอ้ฉันมันก็คนอารมณ์ร้อนเสียด้วยสิ'
'นี่กะจะจับมือกันรุมด่าเขาคนเดียวเลยใช่ไหมฮะ?'
เขาหันไปมองฟู่จวินเฉิง พลางเอ่ยท้าทาย
"ก็ได้ ฉันมันเป็นพวกตื้นเขิน... อาเฉิง ถ้าอย่างนั้นนายก็ลองเสนอไอเดียที่มันไม่ตื้นเขินมาให้พวกเราฟังหน่อยสิ"
สายตาทั้งสองคู่จดจ้องไปที่เขาเป็นจุดเดียว ฟู่จวินเฉิงเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าเรียบเฉย
"มันไม่มีทางลัดหรอก... ต้องใช้การกระทำเพื่อพิสูจน์เท่านั้น"
[จบตอน]