- หน้าแรก
- ระบบรักษาวินัยป่วนยุคสามก๊ก
- บทที่ 2 - ไม่ตกใจงั้นหรือ งั้นท่านกลับไปอ่านอีกสิบรอบ!
บทที่ 2 - ไม่ตกใจงั้นหรือ งั้นท่านกลับไปอ่านอีกสิบรอบ!
บทที่ 2 - ไม่ตกใจงั้นหรือ งั้นท่านกลับไปอ่านอีกสิบรอบ!
บทที่ 2 - ไม่ตกใจงั้นหรือ งั้นท่านกลับไปอ่านอีกสิบรอบ!
"ท่านกุนซือโปรดชี้แนะด้วยขอรับ" สวีเจินประสานมือ เขาเตรียมตัวมาพร้อมแล้ว
แท้จริงแล้วการที่ซี่จื้อไฉยอมรอเขาถึงหกชั่วโมง ก็เป็นเพราะคิดว่าสวีเจินอาจจะไม่สันทัดเรื่องการเจรจา หรืออาจจะไม่มีไหวพริบปฏิภาณเหมือนพวกบัณฑิต จึงต้องให้เวลาเขาไปเรียบเรียงคำพูดสักหน่อย
ถ้างั้นก็ให้เวลาเขาสักหกชั่วโมง ไปเตรียมตัวให้พร้อมแล้วค่อยมาคุยกัน ดูท่าทางตอนนี้แล้ว ในใจคงจะมีร่างคำตอบเตรียมไว้เรียบร้อย คงจะถามไถ่กันได้ง่ายขึ้นเยอะ
"การคำนวณวัวไถนาเข้ากับผลผลิต สามสิบครัวเรือนรวมเป็นหนึ่งหมู่บ้านเป็นเช่นไร แล้ววัวไถนาควรจะหามาได้อย่างไร รวมถึงเครื่องมือการเกษตร เมล็ดพันธุ์ และอื่นๆ อีกทั้งควรเลือกพื้นที่เพาะปลูกที่ใด"
สายตาของซี่จื้อไฉเปลี่ยนเป็นจริงจัง หลังจากได้อ่านแผนยุทธศาสตร์ซ้ำหลายรอบ เขาก็ค้นพบว่ามันยิ่งน่าคิด และยังสอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่ของราษฎรในปัจจุบันอีกด้วย
ราษฎรในแคว้นเหยียนโจวล้วนตกระกำลำบากเพราะพวกโจรภูเขามาอย่างยาวนาน แม้กลุ่มผู้อพยพจะลดลงบ้างหลังจากกองกำลังโจรโพกผ้าเหลืองยอมจำนน แต่ก็ยังมีหลงเหลืออยู่ไม่น้อย เสบียงอาหารที่ราษฎรเก็บสะสมไว้มีไม่ถึงหนึ่งในสิบของที่ควรจะมี แค่ประทังชีวิตไปวันๆ ยังแทบจะเอาตัวไม่รอด
ในแต่ละปีต้องคอยพึ่งพาเสบียงบรรเทาทุกข์จากที่ทำการรัฐในแต่ละท้องถิ่น เตียวเมาผู้ว่าการเมืองตันลิว ผู้มีฉายาว่าแปดพ่อครัว ก็ใช้การแจกจ่ายเสบียงนี่แหละในการผูกมัดใจประชาชน
หากปัญหาเรื่องนี้ได้รับการแก้ไข ย่อมส่งผลดีอย่างมหาศาลต่อการพัฒนาในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
สวีเจินทำหน้านิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
หลังจากสติปัญญาเพิ่มสูงขึ้น ก็ทำให้เขามีกระบวนการทางความคิดที่ชัดเจนและเฉียบแหลมมากยิ่งขึ้น
แน่นอนว่าความสามารถที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงเรื่องรอง สาเหตุหลักคือแม้สวีเจินจะไม่ได้รู้ลึกซึ้งถึงเหตุการณ์ในยุคปลายราชวงศ์ฮั่นทุกกระเบียดนิ้ว แต่เขาก็พอจะรู้แนวโน้มของสถานการณ์โดยรวมอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงสามารถให้คำตอบได้อย่างรวดเร็ว
"ในตอนนี้กองกำลังโจรโพกผ้าเหลืองที่หลงเหลืออยู่ในแคว้นอ้างว่ามีกำลังพลนับล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ลี้ภัย ผู้ประสบภัย และผู้อพยพจากแคว้นชิงโจวและแคว้นชีโจว พวกเขาปล้นชิงม้า สังหารขุนนาง สร้างความเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหง ซ่องสุมกำลังปล้นสะดมจนตั้งตัวเป็นโจร ดังนั้นเรื่องวัวไถนากับเครื่องมือการเกษตร ข้าเชื่อว่าโจรโพกผ้าเหลืองนับแสนพวกนี้ คงใช้จอบเสียมจากที่บ้านมาทำเป็นอาวุธอย่างแน่นอนขอรับ"
"อืม มีเหตุผล"
ซี่จื้อไฉพยักหน้ายิ้มรับด้วยความเห็นด้วย ข้อนี้ตรงกับสิ่งที่เขาคิดไว้พอดิบพอดี หากจะหาเครื่องมือการเกษตรและวัวไถนา ก็ต้องเริ่มจากการยึดทรัพย์สินของพวกโจรนี่แหละ
เป็นไปตามคาด สวีเจินกล่าวต่อไปว่า "วัวไถนาและเครื่องมือการเกษตรเราสามารถยึดมาได้ ส่วนเรื่องเมล็ดพันธุ์นั้นทุกครัวเรือนย่อมมีเก็บสะสมไว้อยู่แล้ว ส่วนพื้นที่ทำเกษตร ควรเลือกให้อยู่ใกล้กับแคว้นอวี้โจว ประการแรกเพื่อป้องกันการรุกรานจากพี่น้องตระกูลอ้วน ประการที่สองเพื่อเตรียมรับมือกับความวุ่นวายในแคว้นอวี้โจว และเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ต่อไปขอรับ"
"แคว้นอวี้โจวงั้นหรือ เจ้าคิดว่ามันสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ"
"สำคัญมากขอรับ" สวีเจินเงยหน้าขึ้น ตอบกลับไปอย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย "หากในภายภาคหน้าองค์โอรสสวรรค์มีเหตุให้ต้องเคลื่อนย้าย เราก็สามารถอัญเชิญพระองค์เสด็จมายังแคว้นอวี้โจวได้ เพราะที่นั่นอยู่ใกล้เมืองลกเอี๋ยง ทั้งยังสามารถป้องกันกองทัพจากเสเหลียงได้อีกด้วย ส่วนแคว้นเหยียนโจวและเมืองตงจวิ้น ทางเหนือติดกับอาณาเขตของอ้วนเสี้ยว ทางใต้ไร้ที่พึ่งพิง ทรัพยากรทางน้ำก็ไม่อุดมสมบูรณ์ ส่วนแคว้นชีโจวก็เป็นสมรภูมิรบสี่ด้าน ไม่เหมาะที่จะตั้งเป็นฐานที่มั่น ที่ใกล้ที่สุดในตอนนี้ก็คือแคว้นอวี้โจว หากเราสามารถยึดครองแคว้นจี้โจวได้ การอพยพผู้คนเข้าไปตั้งรกรากในใจกลางแคว้นจี้โจวจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดขอรับ"
"และด้วยวิธีนี้ นายท่านก็จะสามารถเชิดชูโอรสสวรรค์เพื่อสั่งการผู้กระด้างกระเดื่องได้ขอรับ"
"ดี ดีเยี่ยม..."
ซี่จื้อไฉตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขากระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันที แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชมและคาดหวัง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาจับจ้องไปที่สวีเจินไม่กะพริบ
คำพูดของสวีเจินทำให้เขารู้สึกทึ่งจนแทบหยุดหายใจ!
ช่างเป็นคำกล่าวที่ยอดเยี่ยมเสียนี่กระไร เชิดชูโอรสสวรรค์เพื่อสั่งการผู้กระด้างกระเดื่อง!
"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าองค์โอรสสวรรค์จะเคลื่อนย้าย"
"องค์โอรสสวรรค์ทรงปรารถนาจะเสด็จกลับเมืองหลวง ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องมีการเคลื่อนย้ายแน่ขอรับ" สวีเจินนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "ไม่ใช่ว่าข้าคาดเดาว่าพระองค์จะเคลื่อนย้ายหรอกนะขอรับ แต่หากมีแนวโน้มเช่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด นายท่านก็ควรจะรีบฉวยโอกาสนั้นไว้ พยายามผลักดันให้อัญเชิญองค์โอรสสวรรค์เสด็จมายังแคว้นอวี้โจวให้จงได้"
"เมื่อมีองค์โอรสสวรรค์อยู่ในมือ ผนวกกับดินแดนที่เราครอบครองอยู่ เราถึงจะสามารถรวบรวมใจคนให้มาสวามิภักดิ์และดึงดูดราษฎรให้มารวมตัวกันได้ ท่านกุนซือย่อมทราบดีว่า ตอนนี้ใจของประชาชนยังคงจงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่นอยู่ขอรับ"
"เรื่องนั้นข้าเข้าใจดีอยู่แล้ว!" สีหน้าของซี่จื้อไฉเริ่มฉายแววตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
ช่างเป็นแผนยุทธศาสตร์ที่ล้ำเลิศจริงๆ ชายผู้นี้มีปณิธานอันยิ่งใหญ่เหนือกว่าที่ข้าจินตนาการไว้เสียอีก!
แถมยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ข้าคิดไว้ราวกับกิ่งทองใบหยก ก่อนหน้านี้ข้ามักจะรู้สึกอยู่เสมอว่าวิสัยทัศน์ของข้ายังขาดอะไรไปสักอย่าง มาตอนนี้ถึงได้เข้าใจว่า สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ จังหวะเวลา อันเป็นหัวใจสำคัญนั่นเอง
หากได้ตัวองค์โอรสสวรรค์มาครอบครอง นั่นก็คือจังหวะเวลาที่ฟ้าประทานมาให้!
"เยี่ยมมาก! เจ้าชอบดื่มเหล้าหรือไม่"
ซี่จื้อไฉรู้สึกประทับใจในตัวสวีเจินมากขึ้นเป็นทวีคูณ เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
สวีเจินปรายตามองเหล้าเลิศรสบนโต๊ะ กลิ่นหอมหวนของมันโชยมาเตะจมูกตั้งนานแล้ว
เขาลอบกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะตอบเสียงสั่น "ไม่ชอบขอรับ"
"น่าเสียดายจริงๆ" ซี่จื้อไฉตบไหล่สวีเจินดังป้าบ ก่อนจะลุกขึ้นสวมรองเท้า แล้วเดินลิ่วออกไปอย่างรวดเร็วราวกับพายุ "เจ้านั่งรอข้าอยู่ที่นี่แหละ ข้าจะไปหาซุนฮก"
สวีเจินยังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบรับ ร่างของอีกฝ่ายก็หายวับออกไปนอกเต็นท์เสียแล้ว
"เฮ้อ นอนดีกว่า"
เขาถอนหายใจยาว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าซี่จื้อไฉไม่ใช่คนที่เคร่งครัดเรื่องมารยาทอะไรนัก อีกฝ่ายชอบทำตามใจตัวเองมากกว่า สวีเจินจึงลุกขึ้นเดินไปที่เตียงของอีกฝ่าย แล้วล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ
ฟ้าจะถล่มดินจะทลายก็ช่าง ข้าจะนอนให้เต็มอิ่ม
เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องนอน ถึงจะได้แต้มวินัยยังไงล่ะ
...
ณ เมืองตันลิว
ภายในคฤหาสน์ของซุนฮกที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นใน
ซุนฮกถอดหมวกขุนนางออก สวมเพียงเสื้อคลุมตัวยาว เขานั่งคุกเข่าอยู่หน้าโต๊ะทำงาน ก้มหน้าก้มตาอ่านม้วนตำราใต้แสงเทียนสลัว ผ่านไปเนิ่นนานเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับยกมือขึ้นขยี้ตาด้วยความเหนื่อยล้า
อดหลับอดนอนมาทั้งคืน ความอ่อนเพลียก็เริ่มจู่โจม
ทหารเชลยศึกกว่าสามแสนนาย
ราษฎรอพยพอีกนับล้านคน
ปัญหาใหญ่สองเรื่องนี้กดทับลงบนบ่าของเขาราวกับภูเขาลูกมหึมา
ยิ่งเพิ่มความเหนื่อยล้าให้ทวีคูณ หนำซ้ำช่วงนี้แม้จะมีการประกาศรับสมัครคนดีมีความสามารถไปทั่วทั้งแคว้น แต่ก็ยังไม่พบผู้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นอย่างแท้จริงเลยสักคน ส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกเก่งแต่รักษาของเดิม ไร้ซึ่งความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ
เหมือนกับสายน้ำที่ถูกสกัดกั้น ทำให้เขาต้องถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้มอยู่ทุกค่ำคืน
"เฮ้อ จะจัดการกับราษฎรพวกนี้อย่างไรดีนะ... หากขาดแคลนเสบียงก็คงกลายเป็นภาระเปล่าๆ ไม่ช้าก็เร็วเมื่อถึงฤดูหนาว คงเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ตามมาเป็นแน่ คงจบไม่สวยแน่ๆ"
ซุนฮกตระหนักดีถึงภัยพิบัติที่กำลังจะมาถึง ปกติแล้วเวลาปฏิบัติหน้าที่ ทุกคนมักจะนึกไม่ออกว่าจะงัดกลยุทธ์ไหนมาใช้แก้ปัญหา เลยได้แต่แก้ผ้าเอาหน้ารอดด้วยการแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ไปพลางๆ แต่การจะไปบีบบังคับให้พวกเศรษฐีมีทรัพย์คอยบริจาคเสบียงและเงินทองอยู่เรื่อยๆ ก็เปรียบเสมือนการดื่มยาพิษเพื่อดับกระหายเท่านั้นเอง
"มีเพียงเวลาที่อยู่บ้านเท่านั้นแหละที่ข้าจะได้พบกับความสงบสุข"
ซุนฮกอดไม่ได้ที่จะรำพึงรำพันออกมา
ช่วงนี้ในแต่ละวัน มีเพียงตอนที่ได้กลับมาอยู่ในห้องส่วนตัวเท่านั้น ที่เขาจะได้สัมผัสกับความเงียบสงบชั่วครู่ชั่วยาม
แม้แต่เสียงแมลงร้องหรือเสียงนกเจื้อยแจ้ว ก็ยังฟังดูไพเราะเสนาะหู
ปัง!!
จู่ๆ ประตูห้องก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของใครบางคนที่พุ่งพรวดเข้ามา
ซุนฮกสะดุ้งสุดตัว วินาทีนั้นหัวใจแทบจะร่วงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
"ใครน่ะ"
"ซุนฮก! เจ้าอ่านหรือยัง!?" ร่างของซี่จื้อไฉค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นจากเงามืด สายลมพัดโชยมาพร้อมกับกลิ่นเหล้าคลุ้งกระจายไปทั่ว
"คราวหน้าคราวหลังหัดให้คนมาส่งข่าวบอกล่วงหน้าบ้างได้ไหม! ข้าก็มีองครักษ์คอยคุ้มกันนะเว้ย!"
ซุนฮกตบโต๊ะลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห
ดื่มเหล้ามาอีกแล้วงั้นรึ!? นี่มันเวลาไหนกันแล้ว ทำไมถึงยังมัวแต่เมาหยำเปอยู่อีก แม้พฤติกรรมแบบนี้จะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวม แต่ก็เปิดช่องให้คนอื่นเอาไปนินทาว่าร้ายได้นะโว้ย!
ทำไมเจ้าถึงเป็นคนหัวดื้อแบบนี้ พูดอะไรก็ไม่เคยฟัง
"แผนยุทธศาสตร์ที่ส่งมาจากค่ายทหารน่ะ เจ้าอ่านหรือยัง!" ซี่จื้อไฉถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง ราวกับกำลังคาดหวังให้ซุนฮกมีปฏิกิริยาตื่นเต้นตกใจเหมือนกับตน
แต่เขากลับต้องผิดหวัง
ซุนฮกถอนหายใจยาว "แผนยุทธศาสตร์ที่เจ้ากำชับให้ข้ารีบอ่านนั่นน่ะหรือ"
"อ่านแล้ว ก็งั้นๆ แหละ... เหมือนพวกดีแต่พูดมากกว่า"
"ไม่ เจ้ายังไม่ได้อ่านแน่ๆ!" สีหน้าของซี่จื้อไฉเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที เขาจ้องมองซุนฮกด้วยสายตาจริงจัง "เจ้ากลับไปอ่านใหม่อีกสิบรอบเดี๋ยวนี้"
เจ้าช่างรังแกกันเกินไปแล้ว!
ไฟโทสะในใจของซุนฮกเริ่มปะทุขึ้นมาเล็กน้อย
นี่มันดึกดื่นป่านนี้แล้ว จะไม่ให้คนหลับคนนอนเลยหรือไง?!
"ลองพิจารณาดูให้ถี่ถ้วน นี่คือกลยุทธ์ชั้นเลิศที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของข้าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เป็นแผนการที่มองการณ์ไกลยิ่งกว่ากุยแกเสียอีก!"
"เจ้า..."
คำพูดของเขาพาดพิงไปถึงสหายอีกคนหนึ่งที่ซุนฮกชื่นชมในความสามารถเป็นอย่างมาก แต่กลับไม่ยอมออกมารับราชการเสียที
ทำเอาซุนฮกถึงกับสับสนไปชั่วขณะ
ยืนกรานขนาดนี้เชียวหรือ
ซี่จื้อไฉแทบจะไม่เคียดึงดันในเรื่องอะไรมากขนาดนี้ เว้นเสียแต่ว่าเรื่องนั้นจะตรงกับอุดมการณ์ของเขาจริงๆ
"ก็ได้ ข้าจะอ่านใหม่อีกสิบรอบ"
[จบแล้ว]