- หน้าแรก
- ลาก่อนบทเทพบุตรเย็นชา ระบบสั่งมาให้ฉันเป็นคนบ้าแทน
- บทที่ 6 - ภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานจางอี้โหมว
บทที่ 6 - ภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานจางอี้โหมว
บทที่ 6 - ภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานจางอี้โหมว
บทที่ 6 - ภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานจางอี้โหมว
เรื่องการแสดงถือว่าพังไม่เป็นท่า ส่วนเรื่องร้องเพลงก็อาศัยแค่ค่ายดัน
เจ้าของร่างเดิมเดบิวต์มาตั้งหลายปี แต่ไม่เคยมีเพลงไหนที่โด่งดังเป็นที่รู้จักเลยสักเพลงเดียว
หลังจากยกเลิกสัญญากับบริษัทต้นสังกัด ลิขสิทธิ์เพลงประกอบภาพยนตร์และซีรีส์ก็ไม่ตกเป็นของเขาอีกต่อไป
"น่าอิจฉาพวกคนที่มีเรื่องราวในชีวิตจัง ไม่เหมือนนายเลยนะที่มีแค่ความหล่อหล่อเลี้ยงชีวิตไปวันๆ"
ไป๋เป่าคุนหยิบเหรียญขึ้นมาโยน "ต้องเพิ่มความตื่นเต้นหน่อยแล้ว ถ้าออกหัวจะเลือกเพลง คนอย่างฉัน ถ้าออกก้อยจะเลือกเพลง ก้นบึ้งทะเล"
เขาตัดสินใจบันทึกเสียงเพลงแบบกะทันหัน เพื่อดึงดูดแฟนคลับอีกระลอกก่อนจะไปทดสอบบท
เหรียญหมุนติ้วๆ อยู่บนโต๊ะ... ออกหัว
[ผลงานบันเทิงที่ผลิตโดยระบบ ได้รับการจดลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว]
ตอนที่ไป๋เป่าคุนดึงเพลง "คนอย่างฉัน" ออกมาจากกระเป๋าระบบ ก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมา
"พี่ระบบ บริการทุกระดับประทับใจขนาดนี้ ทำเอาผมเขินเลยนะเนี่ย แต่บอกเลยว่าถูกใจสุดๆ"
กำลังกังวลเรื่องลิขสิทธิ์เพลงอยู่พอดี ระบบก็จัดการให้เสร็จสรรพ ขาดก็แต่ไม่ได้พูดคำว่า เพื่อรับใช้ประชาชน เท่านั้นเอง
ความสุขของมนุษย์เกิดจากสองสภาวะ
อย่างแรกเรียกว่าการได้รับ และอีกอย่างเรียกว่าการปลดปล่อย
แต่เจ้าของร่างเดิมนอกจากหน้าตาดีแล้ว อย่างอื่นก็มีดีแค่เปลือกนอก ฝีมือการแสดงก็ธรรมดา การร้องเพลงก็งั้นๆ
การจะหาคลิปวิดีโอมาทำเป็นมิวสิกวิดีโอแบบกะทันหันก็คงไม่เหมาะ จะเอาคลิปตัวเองมาตัดต่อก็ดูไม่เข้าพวก
ดังนั้นไป๋เป่าคุนจึงหยิบมือถือเดินออกไปถ่ายบรรยากาศริมถนน เพลงนี้ในชาติที่แล้วเขาพอจะร้องได้อยู่บ้าง
แต่ในเมื่อไป๋เป่าคุนมีประสบการณ์ชีวิตถึงสองชาติภพ การถ่ายทอดอารมณ์เพลงย่อมต้องออกมาลึกซึ้งกินใจอย่างแน่นอน
เมื่อตรวจสอบความเรียบร้อย เขาก็อัปโหลดเพลงลงแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงด้วยชื่อจริงของตัวเอง
วันรุ่งขึ้น
คอลัมน์บันเทิงของเว็บไซต์ข่าวชื่อดังทุกสำนัก ไม่ได้พาดหัวข่าวเรื่อง รวมลิสต์ผู้ได้รับรางวัลไม้กวาดทองคำ อีกต่อไป แต่กลายเป็น ไป๋เป่าคุนเผชิญหน้ารางวัลไม้กวาดทองคำ กล่าวสุนทรพจน์สุดฮาคว้าใจผู้ชม
"สุดยอดไปเลย คนแรกในประวัติศาสตร์รางวัลไม้กวาดทองคำ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดูเดี่ยวไมโครโฟนเลย"
"ถึงหนังจะห่วยแตกจริงๆ แต่การกล้าเผชิญหน้ากับความล้มเหลวก็ถือว่าใจป้ำมาก"
"พูดตามตรงนะ ไป๋เป่าคุนยังดีกว่าพวกที่เล่นหนังห่วยแล้วไม่รู้ตัวตั้งเยอะ"
พาดหัวข่าวของสำนักข่าวซินจิงเป้าเขียนไว้ว่า ไร้ทางถอย ไป๋เป่าคุนด่าตัวเองจนโด่งดัง
ส่วนหนังสือพิมพ์นอร์ทเทิร์นซิตี้เดลี่ก็เขียนว่า นับตั้งแต่เฉินชิงซงริเริ่มรางวัลไม้กวาดทองคำ นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้ได้รับรางวัลมารับรางวัลด้วยตัวเอง คำกล่าวรับรางวัลเชิงเยาะเย้ยตัวเองที่เหมือนการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนของไป๋เป่าคุนได้เปิดหูเปิดตาประชาชนจริงๆ
...
หน้าโปรไฟล์ส่วนตัวของไป๋เป่าคุนยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ
บางคนตามมาจากข่าวการยกเลิกสัญญากับเทียนอี้มีเดีย บางคนก็ตามมาจากประเด็นร้อนเรื่องรางวัลไม้กวาดทองคำ
"ดาราคนอื่นเวลาจะยกเลิกสัญญาก็แทบจะตายกันให้ได้ แต่เขาดันถูกบริษัทต้นสังกัดไล่ตะเพิดออกมาซะงั้น"
"อย่ามาพูดจาประชดประชันหน่อยเลย ไม่ได้ฟังคำกล่าวรับรางวัลบนเวทีไม้กวาดทองคำหรือไง เขาเป็นแค่แพะรับบาปต่างหากล่ะ"
"ต่อให้หนังจะมีปัญหายังไง มันก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเล่นได้ห่วยแตกหรอกนะ"
"ฉันล่ะกลัวจริงๆ ว่าต่อไปจะไม่ได้เห็นผลงานการแสดงของเขาอีกแล้ว"
ยังคงเหมือนเมื่อคืน ชาวเน็ตแบ่งออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน
ไม่รักก็เกลียดไปเลย แทบจะไม่มีคนที่อยู่ตรงกลาง
จนกระทั่งมีคนได้ฟังเพลง "คนอย่างฉัน" แล้วแห่กันไปคอมเมนต์ใต้โพสต์เวยป๋อของไป๋เป่าคุนเพื่อขอคำยืนยัน
"คุณพระคุณเจ้าช่วย เป่าคุนปล่อยเพลงใหม่เหรอเนี่ย ตอนตีสามด้วย นายตั้งใจจะปิดบังใครกันแน่"
"อะไรนะ เมื่อคืนเพิ่งจะจบงานประกาศรางวัล แถมยังโดนไล่ออกจากค่าย แล้วยังมีกะจิตกะใจมาแต่งเพลงอีกเหรอ"
"ฉันก็ตามมาจากแอปฟังเพลงเหมือนกัน อยากรู้ว่าเป็นเรื่องจริงไหม บ้าเอ๊ย... ฟังแล้วทำเอาฉันดิ่งไปเลย"
"ถึงเทคนิคการร้องจะธรรมดา แต่ที่เหลือคืออารมณ์ล้วนๆ"
ไป๋เป่าคุนไม่ได้โปรโมตอะไรเลย แต่การที่เกิดกระแสปากต่อปากแบบนี้ มันได้ผลดีกว่าการทำแผนโปรโมตใดๆ ซะอีก
แฮชแท็กเพลงใหม่ของเขาทะยานขึ้นเทรนด์ฮิตอย่างรวดเร็ว
#เพลงใหม่ไป๋เป่าคุน-คนอย่างฉัน#
บางคนแท็กเพื่อนตัวเอง "เพลงนี้สนุกมากเลย ให้อารมณ์อิสระ ร่าเริงสุดๆ"
ห้านาทีต่อมา... "ตัดเพื่อนกันเถอะ"
คนเก่งกาจอย่างฉัน... ทำไมยังคงต้องดิ้นรนลอยคออยู่ในทะเลผู้คน
เนื้อเพลงแค่ประโยคเดียวก็ทำเอาทุกคนถึงกับจุกจนพูดไม่ออก
โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งที่มีผู้คนนับไม่ถ้วนกำลังดิ้นรนต่อสู้ชีวิต
ไม่รู้ว่ามีคนมากมายแค่ไหนที่กำลังลอยคอดิ้นรนอยู่ท่ามกลางทะเลผู้คนเหล่านั้น
"ไป๋เป่าคุนต้องเจอมรสุมชีวิตมาหนักหนาสาหัสแน่ๆ เพลงนี้ถึงได้หดหู่ขนาดนี้"
"เพลงนี้ของเป่าคุนกินใจสุดๆ ฉันขอชนแก้วเป็นเพื่อนเลย"
"เพื่อนฉันคนนึง ฟังไปฟังมาน้ำตาไหลเฉยเลย"
[คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างฉัน คุณเคยเห็นคนแบบนี้มามากแค่ไหนแล้ว...]
ประโยคนี้กำลังถามใครกันล่ะ
แต่ละคนต่างก็ต้องกลับมาถามใจตัวเองดู ใครบ้างล่ะที่ไม่ใช่คนที่ใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไร้จุดหมาย
บางคนนั่งคอตกอยู่กลางไซต์ก่อสร้างอย่างเลื่อนลอย บางคนนั่งเงียบกริบอยู่บนรถ บางคนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก "อาเจิน ฉันเองนะ..."
ปักกิ่งเปรียบเสมือนภาพวาดสีน้ำมันแผ่นใหญ่ที่รวบรวมชีวิตคนมากมายเอาไว้
แต่เมื่อทุกคนได้ฟังเพลงนี้ของไป๋เป่าคุน พวกเขามักจะมองเห็นเงาสะท้อนของตัวเองซ่อนอยู่ในทุกตัวอักษรของบทเพลงเสมอ
ตอนแรกกะจะมาตามเผือกเรื่องราวในวงการบันเทิงอย่างอารมณ์ดี แต่ผลลัพธ์คือตอนเช้ากลับทำให้คนนับไม่ถ้วนต้องดิ่งไปตามๆ กัน
แต่คนในวงการต่างก็รู้ดีว่า แม้ไป๋เป่าคุนจะเล่นหนังได้ห่วยแตก แต่เพลงนี้เขากลับถ่ายทอดออกมาได้ไม่เลวเลยทีเดียว
แค่เช้าวันเดียวก็กลายเป็นกระแสฮิตไปทั่ว... แถมยังเป็นกระแสที่เกิดจากการบอกปากต่อปากโดยที่เจ้าตัวไม่ได้โปรโมตเลยด้วยซ้ำ เขามีศักยภาพที่จะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ได้อย่างแน่นอน
ที่เทียนอี้มีเดีย
หลินต้าไห่เองก็ได้ฟังเพลงใหม่ของไป๋เป่าคุนแล้ว ทำเอาเขาหัวเสียไปเลยทีเดียว
ตอนอยู่บริษัทฉันเอาแต่ใช้ชีวิตไปวันๆ แต่พอเลิกสัญญาปุ๊บก็กลายเป็นคนมีพรสวรรค์ขึ้นมาทันทีเลยงั้นเหรอ
"จินส่านส่าน เมื่อก่อนเธอไม่เคยสังเกตเห็นพรสวรรค์ด้านการร้องเพลงของเขาเลยหรือไง ไม่สิ ทั้งเนื้อร้อง ทำนอง ตัดต่อ เรียบเรียงเสียงประสาน เขาทำเองคนเดียวหมดเลยนะ... เทียนอี้มีเดียกลายเป็นตัวตลกของวงการไปแล้วรู้ไหม"
"ฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ"
"บ้าเอ๊ย โอนเงินส่วนแบ่งให้เขาไปหรือยัง"
"ยังเลยค่ะ"
"งั้นก็รีบโอนสิ โอนเสร็จก็ไปง้อเขาซะ ตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว ถึงการแสดงจะไม่เอาไหน แต่เรื่องร้องเพลงเขาสามารถกลายเป็นระดับท็อปได้เลยนะ เดี๋ยวก่อน ตอนนี้ฉันกำลังโมโหสุดๆ"
ห้านาทีต่อมา
เธอรีบโอนเงินส่วนแบ่งจำนวนสามล้านสองแสนสามหมื่นหยวนให้ไป๋เป่าคุนทันที แล้วจึงโทรศัพท์หาเขา
แต่เธอโทรไปหลายสาย ไป๋เป่าคุนก็กดตัดสายทิ้งตลอด
เธอจึงรีบส่งข้อความไปหา
ผลปรากฏว่าไป๋เป่าคุนตอบกลับมาแค่ประโยคเดียว [ขอบคุณที่ชวน ตอนนี้กำลังเดินทาง เพิ่งขึ้นรถไฟความเร็วสูง]
จินส่านส่าน "..."
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
ทางด้านไป๋เป่าคุนที่เพิ่งจะได้รับเงินส่วนแบ่งจากอดีตบริษัทต้นสังกัดจำนวนสามล้านสองแสนสามหมื่นหยวนหมาดๆ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น
ชื่อบนหน้าจอแสดงสายเรียกเข้าว่า จ้าวลี่อิ่ง
"ไป๋เป่าคุน คุณไม่เป็นไรใช่ไหม เพลงใหม่ที่คุณปล่อยออกมามันฟังดูหดหู่จังเลย"
"ผมไม่น่าจะเป็นอะไรนะ ถ้าผมเป็นอะไรไป คนหลายคนคงนั่งไม่ติดแน่ๆ"
"ทำไมล่ะคะ"
"ก็ผมอยู่บนรถไฟความเร็วสูง ทุกคนก็นั่งกันหมดนี่นา"
จ้าวลี่อิ่งถึงกับพูดไม่ออก ยังมีอารมณ์มาเล่นมุกอีก ฉันอุตส่าห์เป็นห่วงกลัวว่าตานี่จะเป็นซึมเศร้าไปซะแล้ว
"แค่นี้นะ ฉันรอคุณอยู่ที่หลางฟาง ตามที่อยู่ที่ส่งให้ หาทางมาเองก็แล้วกัน"
เมื่อได้พบกับจ้าวลี่อิ่งอีกครั้ง
เธอแต่งหน้าจัดเต็ม ให้ความรู้สึกถึงความเปราะบางและแตกสลาย
เมื่อเห็นไป๋เป่าคุนวิ่งกระหืดกระหอบมา เธอก็ยิ้มออกมา "รีบหน่อยนะ คุณเข้าไปข้างในเถอะ ผู้กำกับจางอี้โหมวรอคุณอยู่ข้างในแล้ว"
จางอี้โหมว
ไป๋เป่าคุนชะงักไปชั่วขณะ
ด้วยชื่อเสียงด้านการแสดงของผมในตอนนี้ คุณยังกล้าแนะนำผมให้ผู้กำกับจางอี้โหมวอีกเหรอ
ผู้หญิงคนนี้จิตใจดีเกินไปแล้ว
ส่วนจางอี้โหมวก็พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
"ความจริงแล้วฝีมือการแสดงของคุณไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของผมเลย แต่จ้าวลี่อิ่งแนะนำคุณมา ประกอบกับมีนายทุนเจ้าหนึ่งของเรื่องนี้อยากให้คุณลองมาทดสอบบทดู"
โอกาสแบบนี้ไม่ได้หากันง่ายๆ ลองสู้ดูสักตั้งแล้วกัน ไป๋เป่าคุนฉีกยิ้มกว้าง
"อาชีพนักแสดงเนี่ย ยิ่งผ่านประสบการณ์มามากเท่าไหร่ การแสดงก็จะยิ่งโดดเด่นมากเท่านั้น ไม่รู้เหมือนกันนะครับว่านายทุนเจ้าไหนของกองถ่ายที่ตาถึง มองเห็นไข่มุกเม็ดงามอย่างผมท่ามกลางผู้คนมากมายขนาดนี้"
"ผมพอจะรู้เรื่องของคุณมาบ้าง จบจากสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งแต่การแสดงกลับไม่เอาไหน แถมครั้งนี้ชื่อเสียงก็ยังพังป่นปี้เพราะเรื่อง ตำนานรักซูซาน อีกต่างหาก ไปร่วมงานประกาศรางวัลก็เอาแต่เยาะเย้ยตัวเองแถมยังแอบกัดคนอื่นอีก"
"เมื่อก่อนผมยังเด็กและไร้เดียงสาเกินไป เลยไม่สามารถพิสูจน์ฝีมือของตัวเองได้ ดูเหมือนว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องแสดงทักษะพื้นฐานอันแข็งแกร่งของนักแสดงมืออาชีพให้เห็นสักหน่อยแล้วล่ะครับ"
"ถ้าเกิดว่าเป็นบทตัวร้ายล่ะ มันอาจจะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์แสนดีของคุณนะ"
[ติ๊ง กระตุ้นภารกิจระบบ ปลดปล่อยตัวเอง ช่างหัวภาพลักษณ์แสนดีมันสิ]
"บทตัวร้าย... เข้าทางผมพอดีเลยครับ"