- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในฮ่องกงปี หนึ่งเก้าเจ็ดสอง ฉันแค่อยากทำเงินให้ไวที่สุด
- บทที่ 2: พ่อผู้พึ่งพาไม่ได้
บทที่ 2: พ่อผู้พึ่งพาไม่ได้
บทที่ 2: พ่อผู้พึ่งพาไม่ได้
"คุณหลิน ขอบคุณมากนะครับ ถ้าผมไม่ได้สั่ง ห้ามขายหุ้นตัวนี้เด็ดขาด"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น น้ำเสียงของเจิ้งคุนก็ดูจริงจังขึ้นมาทันที มาร์เก็ตติ้งหลินรู้ดีว่านักเขียนนิยายดาวรุ่งคนนี้กำลังพูดจริงจัง
"วางใจได้เลยครับคุณเจิ้ง นี่มันอาชีพเลี้ยงปากท้องของพวกผมอยู่แล้ว"
...
หลังจากเดินออกจากตลาดหลักทรัพย์เกาลูน เขาก็ตรงดิ่งกลับบ้านทันที ไม่ใช่ว่าโลกภายนอกไม่มีอะไรน่าสนุก แต่การอยู่บ้านมันประหยัดกว่า การออกไปข้างนอกมีแต่เรื่องให้ต้องเสียเงิน และค่าครองชีพในฮ่องกงยุคนี้ก็แพงหูฉี่ วันนี้เขาเพิ่งกู้เงินมาห้าแสนดอลลาร์ฮ่องกง ดังนั้นเพื่อความประหยัด เขาจึงตัดสินใจกลับบ้านดีกว่า
ทว่ายังไม่ทันจะถึงตัวตึก เขาก็เหลือบไปเห็นเจิ้งฟู่กุ้ยผู้เป็นพ่อ กำลังยืนคุยโวหัวเราะร่าอยู่กับคุณน้าคนหนึ่งอายุราว ๆ สามสิบปี ดูมีความสุขเป็นล้นพ้น
พอเดินเข้าไปใกล้ ๆ ก็ได้ยินเสียงพ่อพูดกับคุณน้าคนนั้นว่า "เสี่ยวหลี่ คืนนี้มีหนังฉายนะ ผมขอเลี้ยงคุณเอง ซื้อตั๋วไว้เรียบร้อยแล้วด้วย ถ้าคุณไม่ไป ผมคงต้องนั่งเหงาเศร้าสร้อยอยู่คนเดียวแน่ ๆ"
เหอ ๆ...
เจิ้งคุนที่เดินเข้ามาได้ยินเข้าพอดีแทบจะสำลัก ใครใช้ให้เขามาเกิดเป็นลูกชายของตาแก่นี้กันล่ะ ทำได้เพียงก้มหน้ารับกรรมและแบกรับภาระอันหนักอึ้งที่เด็กวัยนี้ไม่ควรต้องมาเจอ
คุณน้าที่ชื่อเสี่ยวหลี่เอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก "คืนนี้มาทานข้าวเย็นที่บ้านฉันก่อนสิคะ แล้วค่อยไปดูด้วยกัน"
"ดีเลย ดีเลย! เสี่ยวหลี่คุณนี่รู้ใจจริงๆ งั้นเราไปซื้อกับข้าวกันตอนนี้เลยไหม..."
เจิ้งฟู่กุ้ยกำลังคุยจ้ออย่างออกรสออกชาติกับคุณน้าคนนั้น ทันใดนั้นคุณน้าก็เหลือบมาเห็นและทักขึ้นว่า "อาคุนกลับมาแล้วเหรอ คืนนี้มาทานข้าวเย็นที่บ้านน้าเสี่ยวหลี่นะ"
"ขอบคุณครับน้าเสี่ยวหลี่ ผมขอตัวขึ้นบ้านก่อนนะครับ จะได้ไม่รบกวนน้ากับพ่อ ไปก่อนนะครับ"
เขาพูดจบก็รีบเดินเข้าตึกตรงกลับห้องทันที ท่าทางของเขาในสายตาของคุณน้าคนนั้นช่างดูเป็นเด็กหนุ่มที่รู้ความเหลือเกิน
"ไปซื้อกับข้าวกันเถอะค่ะ จะได้รีบทำรีบกินแล้วไปดูหนังกัน"
เจิ้งฟู่กุ้ยที่ตอนแรกกะจะหันมาดุเจิ้งคุนเสียหน่อย พอได้ยินคำพูดของคุณน้าเสี่ยวหลี่ก็เปลี่ยนอารมณ์ทันควัน รีบเดินตามไปซื้อกับข้าวด้วยความเบิกบานใจ
เจิ้งคุนกลับมายังห้องเช่าปัจจุบันของพวกเขา ห้องนี้เขาเป็นคนออกเงินค่าเช่าเอง จะเรียกว่าอพาร์ตเมนต์หรูขนาดพันตารางฟุตก็ได้ ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะเช่าห้องใหญ่โตขนาดนี้ แต่เป็นเพราะพ่อของเขาเรียกร้อง ค่าเช่าปีแรกรวมเงินประกันแล้วตกอยู่ราว ๆ สามหมื่นดอลลาร์ฮ่องกง
ส่วนเหตุผลที่พ่ออยากมาเช่าที่นี่ ตอนแรกเจิ้งคุนก็ไม่เข้าใจ จนกระทั่งย้ายเข้ามาอยู่แล้วเห็นพ่อชอบวิ่งไปที่ห้องฝั่งตรงข้ามบ่อย ๆ แถมยังได้ยินคนในตึกซุบซิบกันว่า ห้องตรงข้ามมีคุณน้าม่ายอาศัยอยู่คนเดียว แว่ว ๆ ว่าเธอได้รับมรดกมาเป็นเงินก้อนโต ทว่านั่นก็เป็นเพียงข่าวลือที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน
เขาไม่รู้ว่าพ่อไปขายขนมจีบท่าไหนจนได้ลงเอยกัน แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเธอรวยจริง ๆ พ่อของเขาจะได้ไม่ต้องลำบากทำงานอีกต่อไป และตัวเขาเองก็จะได้อัปเกรดเป็นลูกคนรวย ทางสะดวกเห็น ๆ
แบบนี้มันช่วยเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้ชีวิตไม่ใช่หรืออย่างไร เจิ้งคุนคิดว่าตัวเองเป็นคนสายตากว้างไกลเสมอ
เย็นวันนั้น พ่อกับคุณน้าออกไปดูหนังด้วยกัน ทิ้งให้เขาอยู่บ้านตามลำพัง ตอนนี้ในหัวของเขามีแต่เรื่องการหาเงินให้ได้มาก ๆ เพื่อที่จะได้นอนตื่นสายโดยไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก มีคนคอยปรนนิบัติเวลากินข้าว และมีรถหรูพร้อมคนขับกับบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันเวลาออกไปข้างนอก
อ้อ ใช่แล้ว... ยังต้องมีคฤหาสน์หลังใหญ่ รถสปอร์ตหรู ๆ และสาวสวยเคียงข้างด้วย พอคิดถึงตรงนี้ เจิ้งคุนก็รู้สึกเหมือนมีพลังงานขับเคลื่อนในตัวพุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เขาลงมือเขียนนิยายเรื่องใหม่ชื่อ "มรสุมตลาดหุ้น" ภาค 1 โดยนำข้อมูลที่เพิ่งไปเก็บมาผสมผสานลงไปด้วย พอมองดูเวลาก็เห็นว่าสี่ทุ่มแล้วแต่พ่อยังไม่กลับ เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ทว่าครู่ต่อมาก็ได้ยินเสียงประตูห้องฝั่งตรงข้ามเปิดและปิดลง แต่พ่อก็ยังคงไม่กลับมาที่ห้อง
"หึหึ ตาแก่นี่ร้ายไม่เบาแฮะ นับถือเลย"
เจิ้งคุนจัดเก็บข้าวของแล้วเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปตลาดหลักทรัพย์เกาลูนแต่เช้า คืนนั้นผ่านไปอย่างราบรื่น เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อก็ตะโกนเรียกเขาให้มากินข้าว
"ไอ้ลูกชาย ตื่นมากินข้าวเช้าได้แล้ว"
เจิ้งคุนตื่นขึ้นมาด้วยความงัวเงียและรู้สึกแปลกใจ อะไรกันเนี่ย เช้าตรู่ขนาดนี้คนจะหลับจะนอนไม่ได้หรือไง
"พ่อ ทำอะไรเนี่ย ผมยังวัยรุ่นอยู่เลยนะ ต้องการเวลาพักผ่อน"
พอเห็นพ่อทำหน้าไม่พอใจ เจิ้งคุนก็รู้ชะตากรรมว่าตัวเองต้องเดือดร้อนแน่ พ่อรีบเดินเข้ามาในห้องนอนแล้วดึงตัวเขาขึ้นมาทันทีโดยไม่สนใจว่าเขายังอยากนอนอยู่ไหม
"รีบแต่งตัวเข้า จะไปกินข้าวเช้าที่บ้านเสี่ยวหลี่กัน แกนี่มันจะขี้เกียจเกินไปแล้ว"
เจิ้งคุนรีบสวนกลับทันที "ครบร้บ ๆ ตื่นแล้ว อย่างน้อยก็ให้ผมแต่งตัวก่อนสิ ตาแก่ พ่อจะมาไม้ไหนอีกเนี่ย"
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ต้องไปตลาดหุ้น เขาจึงรีบสวมเสื้อผ้าและไปล้างหน้าแปรงฟัน ตอนแรกคิดว่าจะได้ใช้ชีวิตแบบไม่ต้องพึ่งนาฬิกาปลุก แต่นาฬิกาปลุกหายไป พ่อกลับกลายมาเป็นเครื่องปลุกชั้นยอดแทนเสียอย่างนั้น
"พระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแน่ ๆ ไม่รู้ตาแก่นี่วางแผนอะไรไว้อีก"
ไม่นานนักเขาก็แต่งตัวเสร็จและมาถึงห้องของคุณน้า วันนี้คุณน้าคงแต่งหน้าจัดเต็มเป็นพิเศษ ดูแต่งตัวฉูดฉาดอยู่ไม่น้อย พอหันไปมองพ่อที่อยู่ข้าง ๆ ก็เห็นสีหน้ามีความสุขจนเนื้อเต้น
สองคนนี้ต้องมีลับลมคมนัยอะไรกันแน่ ๆ มีซัมติงกันใช่ไหม ใช่แน่ ๆ เขาขยิบตาจับผิดทั้งคู่ ทว่าพอเห็นอาหารเช้าอันน่ารับประทานที่วางอยู่เต็มโต๊ะ เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไรกันมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขาสักหน่อย
เมื่อเห็นเจิ้งคุนก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย คุณน้าก็พลอยมีความสุขไปด้วย
"อาคุน กินช้า ๆ ก็ได้ ลูก ยังมีอีกเยอะแยะ"
พ่อเองก็เริ่มลงมือกินเช่นกัน และดูท่าทางจะอารมณ์ดีมาก
หลังจากทานเสร็จ คุณน้าก็เก็บกวาดโต๊ะอาหาร เจิ้งคุนสังเกตเห็นว่าทั้งสองคนดูเหมือนมีอะไรอยากจะพูด แต่กลับท่าทางอึกอักไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ในเมื่อผู้ใหญ่สองคนไม่ยอมพูด เด็กอย่างเขาก็คงต้องเป็นฝ่ายเปิดประเด็นเอง
"มีอะไรจะบอกผมก็รีบพูดมาเถอะครับ เดี๋ยวผมต้องออกไปทำธุระข้างนอกต่อ"
พ่อกับคุณน้าหันมามองหน้ากัน ในที่สุดพ่อก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมา "อาคุน คือพ่อกับเสี่ยวหลี่เราคบหากันอยู่ เมื่อวานพ่อขอเธอแต่งงานแล้ว และเธอก็ตอบตกลง ดังนั้นเลยอยากจะบอกให้แกรับรู้ไว้"
เจิ้งคุนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขานึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ที่ไหนได้ก็แค่เรื่องขี้ผงแค่นี้เอง
"น้าเสี่ยวหลี่ น้าตาถั่วไปมองเห็นอะไรในตัวพ่อผมเนี่ย เพราะเขาแก่ หรือเพราะเขาไม่ชอบอาบน้ำกันแน่ ตาแก่นี่ไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียวเลยนะ มีเรื่องแค่นี้ใช่ไหมครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมจะได้ไปทำธุระต่อ"
พอได้ยินลูกชายเผาต่อหน้าต่อตาแบบนี้ หน้าแก ๆ ของพ่อก็เริ่มถอดสี เขาถลึงตาใส่เจิ้งคุนอย่างดุดัน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้เสี่ยวหลี่ "เสี่ยวหลี่คือ..."
"อาคุน อย่าไปพูดถึงพ่อแบบนั้นสิจ๊ะ พ่อเขาเป็นคนดี คารมดี แถมยังมีความสามารถ น้าชอบเขามากเลยล่ะ"
เจิ้งคุนถึงกับพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณน้าคนนี้โดนความรักบังตาจนถอนตัวไม่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่างเถอะ คนขี้เกียจกับคนคลั่งรักมาเจอกันก็เหมาะสมกันดีแล้ว เขาจึงยื่นมือไปตรงหน้าคุณน้าทันที
พ่อกับคุณน้าไม่เข้าใจความหมายจึงเอ่ยถามขึ้นมา "ไอ้ลูกชาย แกจะทำอะไรของแก"
"ก็อั่งเปาไงครับ พ่อกับน้าเสี่ยวหลี่จะแต่งงานกัน ผมก็ต้องได้อั่งเปาสิ"
ถึงแม้คุณน้าจะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้อั่งเปาด้วย อาจจะเป็นธรรมเนียมฮ่องกงที่เธอไม่รู้หรือเปล่า แต่เธอก็ยอมเดินไปเตรียมซองอั่งเปามาส่งให้เขาแต่โดยดี