- หน้าแรก
- โต้วหลัว ระบบเทพสวรรค์จุติกำเนิดใหม่พร้อมเพลิงสุริยัน
- ตอนที่ 321: แม่ทัพอาวุโสผู้ภักดี? องค์รัชทายาทช่างมีอนาคตไกลยิ่งนัก!
ตอนที่ 321: แม่ทัพอาวุโสผู้ภักดี? องค์รัชทายาทช่างมีอนาคตไกลยิ่งนัก!
ตอนที่ 321: แม่ทัพอาวุโสผู้ภักดี? องค์รัชทายาทช่างมีอนาคตไกลยิ่งนัก!
การเดินทางมาในครั้งนี้ แม้เปลือกนอกจะบอกว่าเพื่อมาปลอบขวัญทหาร แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการสร้างบารมีและตัวตนให้เป็นที่ประจักษ์
หากในอนาคตเชียนเริ่นเสวี่ยต้องการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเหนือกองทัพ นางก็จำเป็นต้องเข้าไปนั่งอยู่ในใจของเหล่าแม่ทัพนายกองเสียก่อน และแม่ทัพชายแดนนั้นย่อมมีความสำคัญมากกว่าแม่ทัพในแผ่นดินใหญ่หลายขุมนัก หากสามารถดึงตัวแม่ทัพชายแดนมาเป็นพวกได้ก่อน การจะกุมอำนาจกองทัพในภายภาคหน้าย่อมง่ายดายขึ้นมาก
ตามการคำนวณของเชียนเริ่นเสวี่ย จักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยน่าจะทรงประคองพระวรกายต่อไปได้อีกเพียงแค่หนึ่งถึงสองปีเท่านั้น ดังนั้น นางจึงมีเวลาเหลือเพียงหนึ่งถึงสองปีในการรวบรวมขุนพลมาเป็นขุมกำลังของตน เวลาช่างบีบคั้นนัก จะมัวชักช้าอืดอาดไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่นานนัก ท่านแม่ทัพเซียวก็ถูกเจ้าเมืองเชิญตัวมาถึง
แม่ทัพอาวุโสสวมชุดเกราะเต็มยศ ท่วงท่าองอาจน่าเกรงขาม โดยมีรองแม่ทัพอีกสองนายเดินขนาบข้าง ทั้งสามคือผู้กุมอำนาจคุมกองทหารรักษาการณ์แห่งเมืองต้าเฟิง แม้จำนวนทหารประจำการจะไม่ได้มีมากมายนัก เพียงแค่ราวๆ หนึ่งหมื่นนาย ทว่าล้วนเป็นกองกำลังระดับหัวกะทิที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชน พลังรบไม่ธรรมดา
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ท่านแม่ทัพเซียวเป็นผู้ที่มีบารมีและได้รับความเคารพอย่างสูงในกองทัพ โดยเฉพาะในแถบชายแดน เขาจงรักภักดีต่อจักรวรรดิอย่างสุดซึ้ง สร้างผลงานความดีความชอบมานับไม่ถ้วน ถือเป็นขุนพลหลักที่ไม่อาจมองข้ามได้โดยเด็ดขาด
"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท!"
เมื่อก้าวเข้ามาในโถงรับรอง แม่ทัพเซียวก็คุกเข่าลงข้างหนึ่งเพื่อทำความเคารพ รองแม่ทัพทั้งสองเองก็รีบทำตามอย่างพร้อมเพรียง
"ท่านแม่ทัพอาวุโสเซียวลุกขึ้นเถิด" เชียนเริ่นเสวี่ยก้าวเข้าไปช่วยประคองอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นด้วยตนเอง
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท!"
"ไม่ทราบว่าองค์รัชทายาททรงเรียกพวกกระหม่อมมาเข้าเฝ้า มีรับสั่งใดให้รับใช้หรือพ่ะย่ะค่ะ?"
แม่ทัพอาวุโสเซียวผู้มีใบหน้าเหลี่ยมคมคาย หนวดเคราและเส้นผมขาวโพลน เอ่ยถามอย่างนอบน้อม ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นว่าภายในโถงหารือแห่งนี้ยังมีบุคคลอื่นร่วมอยู่ด้วย
นิ่งเฟิงจื้อ ท่านเจ้าสำนักหอแก้วเจ็ดสมบัติ! รวมถึงพรหมยุทธ์กระบี่และพรหมยุทธ์กระดูก!
บุคคลทั้งสามนี้เขาเคยพบหน้ามาก่อน เมื่อมาเห็นพวกเขาอยู่ที่นี่ในเวลานี้ ย่อมทำให้เขาอดประหลาดใจไม่ได้ ถึงขั้นมีราชทินนามพรหมยุทธ์เดินทางมาด้วย... หรือว่าจะเกิดเรื่องใหญ่โตอะไรขึ้น?
เชียนเริ่นเสวี่ยแย้มสรวลกล่าวว่า "ท่านแม่ทัพอาวุโสเซียวอย่าได้ถือสา วันนี้ข้าได้รับพระราชบัญชาจากเสด็จพ่อ ให้เดินทางมาตรวจการณ์ชายแดนเพื่อปลอบขวัญและรักษาความสงบในกองทัพ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่ทัพอาวุโสเซียวก็ถึงบางอ้อในทันที...
‘ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!’
"ท่านแม่ทัพอาวุโส เสด็จอาถูกพวกโจรชั่วจากจักรวรรดิซิงหลัวลอบสังหาร เดิมทีข้าตั้งใจจะทูลขออนุญาตเสด็จพ่อเดินทางไปสืบสวนเรื่องนี้ถึงจักรวรรดิซิงหลัว ทว่าเสด็จพ่อไม่อนุญาต ข้าจึงทำได้เพียงเดินทางมายังชายแดนเท่านั้น"
เชียนเริ่นเสวี่ยทอดถอนใจ
"ไม่ทราบว่าสถานการณ์ในกองทัพตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง?"
"แม้ข้าจะมีฐานะเป็นองค์รัชทายาท แต่ก็ไม่อยากทำลายกฎระเบียบของกองทัพโดยพลการ จึงได้เชิญท่านแม่ทัพมาพบที่นี่ ขอท่านอย่าได้ตำหนิเลย"
แม่ทัพอาวุโสเซียวพยักหน้า สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง
"ทูลองค์รัชทายาท การที่ชินอ๋องเสวี่ยซิงถูกลอบสังหาร ทำให้ทหารในกองทัพต่างโกรธแค้นและเกิดความวุ่นวายขึ้นบ้างจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ทว่าบัดนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายและสงบลงแล้ว คงจะไม่มีปัญหาอันใดเกิดแทรกซ้อนขึ้นอีก"
"การที่ฝ่าบาททรงส่งองค์รัชทายาทมาปลอบขวัญทหารในยามนี้ นับเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ"
ในฐานะแม่ทัพ เขาย่อมรู้แจ้งเห็นจริงถึงสถานการณ์ทุกอย่างภายในกองทัพเป็นอย่างดี ค่ายทหารภายใต้การดูแลของเขาเองก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเช่นกัน มีทหารบางนายตะโกนก้องว่าจะบุกไปยังจักรวรรดิซิงหลัวเพื่อล้างแค้นให้ชินอ๋องเสวี่ยซิง กว่าเขาจะสะกดข่มความวุ่นวายนั้นลงได้ก็เล่นเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาด
แม้ในใจของเขาจะอยากแก้แค้นเพียงใด แต่กองทัพก็มีกฎของกองทัพ กฎอัยการศึกไม่อาจฝ่าฝืน! หากไร้ซึ่งคำสั่ง ต่อให้รู้เต็มอกว่าใครเป็นคนลงมือ ก็ห้ามนำทัพบุกข้ามพรมแดนไปยังจักรวรรดิซิงหลัวโดยเด็ดขาด
ทว่าการที่องค์รัชทายาทถึงกับมีความคิดอยากจะเสด็จไปสืบสวนถึงถิ่นศัตรูด้วยองค์เองนั้น ทำให้เขารู้สึกเลื่อมใสจากใจจริง
"เป็นเช่นนี้นี่เอง... ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพอาวุโสสืบพบเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่?"
"องค์รัชทายาททรงหมายถึงฝั่งจักรวรรดิซิงหลัวหรือพ่ะย่ะค่ะ? ตอนนี้กระหม่อมยังสืบไม่พบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ทราบเพียงแค่ว่าคนร้ายมาจากราชวงศ์ซิงหลัวเท่านั้น" แม่ทัพอาวุโสเซียวตอบพลางครุ่นคิด
องค์รัชทายาทเสด็จมาตามพระราชโองการ เขาย่อมต้องเชื่อฟังและไม่กล้าปิดบังอันใด
เชียนเริ่นเสวี่ยพยักหน้าช้าๆ ถอนหายใจอีกระลอก
"เสด็จอาต้องมาตายอย่างไม่เป็นธรรม หากมีโอกาส ข้าจะต้องล้างแค้นให้เสด็จอาให้จงได้"
"ท่านแม่ทัพอาวุโสเซียว กองกำลังที่ท่านบัญชาการมีหน้าที่ปกป้องชายแดน ความรับผิดชอบนั้นใหญ่หลวงนัก ขอท่านจงรักษาสถานการณ์ในกองทัพให้มั่นคง อย่าให้เกิดความผิดพลาดใดๆ ขึ้นได้"
เมื่อได้ฟังคำกล่าว แม่ทัพอาวุโสเซียวก็ประสานมือตอบรับหนักแน่น
"ขอองค์รัชทายาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมยังสามารถควบคุมค่ายทหารไว้ได้พ่ะย่ะค่ะ"
"องค์รัชทายาทเสด็จมาชายแดนครานี้ ทรงมีแผนจะเสด็จไปทอดพระเนตรเมืองอื่นๆ ด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?"
เพียงแค่ได้ยินองค์รัชทายาทลั่นวาจาว่าจะแก้แค้นให้ชินอ๋องเสวี่ยซิง ภายในใจของเขาก็รู้สึกเบิกบานขึ้นมาทันที ตัวเขาเองก้าวหน้าขึ้นมาได้ก็เพราะการสนับสนุนของชินอ๋อง บุญคุณของชินอ๋องเสวี่ยซิงนั้น เขาสลักลึกไว้ในใจเสมอมา เขาเกลียดชังเพียงแค่ตนเองไร้ความสามารถที่จะแก้แค้นให้ผู้มีพระคุณได้!
เขารู้ดีว่าตนไม่อาจบุกรุกเข้าไปในจักรวรรดิซิงหลัวได้โดยพลการ มิฉะนั้นจะเป็นการมอบข้ออ้างให้ฝั่งนั้นหยิบยกมาจุดชนวนสงครามครั้งใหญ่ การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างจักรวรรดินั้นไม่เคยเรียบง่าย... ไม่ใช่แค่ชี้หน้าด่าว่า 'ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฆ่า แล้วข้าจะบุกไปฆ่าเจ้า' มันทำเช่นนั้นไม่ได้!
ต้องมีหลักฐาน! หลักฐานคือหัวใจสำคัญที่สุด!
หากเขาทะลวงบุกเข้าไปในจักรวรรดิซิงหลัวอย่างมุทะลุ แล้วถูกจับตัวได้ นั่นจะกลายเป็นการรุกรานจากจักรวรรดิเทียนโต่วทันที ฝ่ายซิงหลัวจะสามารถใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเปิดศึกได้ หรือต่อให้ไม่เปิดศึก จักรวรรดิเทียนโต่วก็คงต้องยอมเสียผลประโยชน์ก้อนโตเพื่อชดใช้
ด้วยประสบการณ์การรักษาการชายแดนมานานหลายปี เขาจึงเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีที่สุด ดังนั้น แม้ในใจจะคุกรุ่นด้วยไฟแค้น เขาก็ต้องสะกดกลั้นความวุ่นวายในกองทัพเอาไว้ และตั้งมั่นรักษาการณ์อยู่ที่เมืองต้าเฟิงแห่งนี้ต่อไป
เชียนเริ่นเสวี่ยทำทีเป็นครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
"ข้ามีแผนจะเดินทางไปตรวจดูเมืองอื่นๆ อยู่จริงๆ"
"ข้ารู้ว่าทุกคนต่างมีความคับแค้นใจ แต่ตอนนี้เรายังขาดพยานหลักฐาน จงจำไว้ว่าห้ามปะทะกับจักรวรรดิซิงหลัวเด็ดขาด รอจนกว่าเราจะรวบรวมหลักฐานได้ครบถ้วน เมื่อนั้นพวกเราถึงจะมีความชอบธรรมในการลงมือ"
"และในระหว่างที่รอรวบรวมหลักฐาน ข้าอยากจะขอให้ท่านแม่ทัพอาวุโสเซียวช่วยเดินทางไปกับข้า เพื่อช่วยกันปลอบขวัญและควบคุมทหารในเมืองอื่นๆ... ท่านเห็นว่าอย่างไร?"
เมื่อได้ยินคำเชิญชวน แม่ทัพอาวุโสเซียวก็ตอบตกลงอย่างเด็ดขาดทันที อันที่จริงเขาก็มีความคิดเช่นนี้อยู่แล้ว
เขาเป็นผู้มีบารมีกว้างขวางในหมู่ทหารชายแดน หากได้เดินทางไปพร้อมกับองค์รัชทายาท ย่อมสามารถระงับความวุ่นวายได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังเป็นการรวมใจกองทัพชายแดนให้เป็นหนึ่งเดียวกันอีกด้วย รอจนวันที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา พวกเขาก็จะสามารถใช้กำลังทหารกดดันให้จักรวรรดิซิงหลัวส่งตัวฆาตกรมาได้ หากกองทัพชายแดนไร้ซึ่งความสามัคคีและไม่มั่นคง ถึงเวลานั้นจะเอาอะไรไปแก้แค้น?
ต้องยอมรับความจริงอันโหดร้ายว่า กองทัพของจักรวรรดิซิงหลัวนั้นแข็งแกร่งมาก เผลอๆ อาจจะเหนือกว่าจักรวรรดิเทียนโต่วเสียด้วยซ้ำ เพราะซิงหลัวเน้นพัฒนาแสนยานุภาพทางการทหาร ในขณะที่เทียนโต่วเน้นพึ่งพากำลังจากขั้วอำนาจวิญญาจารย์
เมื่อเห็นองค์รัชทายาทเสนอแผนการเช่นนี้ แม่ทัพอาวุโสเซียวก็อดทอดถอนใจด้วยความชื่นชมไม่ได้...
‘องค์รัชทายาทผู้นี้ ช่างมีอนาคตไกลยิ่งนัก!’
นับเป็นโชคดีที่ราชวงศ์ยังมีองค์รัชทายาทที่เยือกเย็นและเด็ดขาดเช่นนี้อยู่ อนาคตเบื้องหน้าย่อมสามารถนำพาจักรวรรดิให้เจริญรุ่งเรืองได้อย่างแน่นอน เขาเคยได้ยินมาว่าพระพลานามัยของจักรพรรดิเสวี่ยเยี่ยในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ร่างกายอ่อนแอลงมาก และตัวเขาเองก็เคยแอบกังวลว่าองค์รัชทายาทจะอ่อนแอไร้ความสามารถ
แต่เมื่อได้มาสัมผัสด้วยตนเองในวันนี้ ถึงได้รู้ว่าองค์รัชทายาทนั้นเปรียบดั่งวิญญูชนผู้อ่อนน้อม แต่เนื้อแท้กลับแข็งแกร่ง ไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว แถมยังมีสติปัญญาและสุขุมเยือกเย็นเป็นเลิศ
"ขอบคุณท่านแม่ทัพอาวุโสเซียวมาก!" เชียนเริ่นเสวี่ยหัวเราะร่วน
"การที่จักรวรรดิของเรามีขุนพลยอดฝีมือเช่นท่าน นับเป็นบุญของจักรวรรดิโดยแท้!"
นิ่งเฟิงจื้อและคนอื่นๆ ที่ยืนมองอยู่ต่างก็ลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ องค์รัชทายาททรงเปี่ยมไปด้วยความสามารถเสมอมา ตั้งแต่ตอนที่ช่วยว่าราชการแผ่นดิน ก็ทรงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นแล้ว มาบัดนี้ เพียงแค่การเจรจาไม่กี่ประโยค ก็สามารถซื้อใจและดึงตัวแม่ทัพอาวุโสเซียวมาเป็นพวกได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งการเสนอให้เขาร่วมเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ ด้วย ก็ถือเป็นหมากตานึงที่ชาญฉลาดยิ่ง
"ท่านแม่ทัพอาวุโส ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จัก นี่คือท่านอาจารย์ของข้า ท่านเจ้าสำนักนิ่งแห่งหอแก้วเจ็ดสมบัติ ส่วนท่านนี้คือพรหมยุทธ์กระบี่และพรหมยุทธ์กระดูก"
"นอกจากนี้ ท่านผู้นี้คือท่านผู้นำสมาพันธ์เย่ ผู้นำแห่งสมาพันธ์โรงเรียนระดับสูง เสด็จพ่อทรงเชิญท่านผู้นำเย่ให้ร่วมเดินทางมายังชายแดนด้วย เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยของข้าอย่างใกล้ชิด"
"คารวะท่านเจ้าสำนักนิ่ง ท่านพรหมยุทธ์กระบี่ ท่านพรหมยุทธ์กระดูกหวังว่าทุกท่านคงสบายดี"
"ส่วนชื่อเสียงของท่านผู้นำเย่นั้น ข้าได้ยินมาจนคุ้นหู แม้แต่ในดินแดนชายแดนอันห่างไกลเช่นนี้ ข้าก็ยังเคยได้ยินกิตติศัพท์ของท่าน... ช่างเป็นวีรบุรุษวัยเยาว์ที่เปี่ยมพรสวรรค์อย่างแท้จริง!"
---