- หน้าแรก
- ทะลุมิติสู่ยุคดวงดาว สตรีมไลฟ์สอนลูกสัตว์บำเพ็ญเพียร
- บทที่ 586 ตอนพิเศษ: สมมติว่าพวกเขาทะลุมิติไปโลกบำเพ็ญเพียร (69)
บทที่ 586 ตอนพิเศษ: สมมติว่าพวกเขาทะลุมิติไปโลกบำเพ็ญเพียร (69)
บทที่ 586 ตอนพิเศษ: สมมติว่าพวกเขาทะลุมิติไปโลกบำเพ็ญเพียร (69)
ค่ายกลอาคมของเขตแดนปีศาจ ช่างแข็งแกร่งอย่างที่เผ่าปีศาจบอกไว้จริง ๆ
แข็งแกร่งกว่าพลังงานที่พวกสือหยวนเคยพบเจอในโลกนี้ทั้งหมด ดูเหมือนจะมีต้นกำเนิดเดียวกัน ทว่ากลับมีการเปลี่ยนแปลงทางแก่นแท้
สือหยวน "ดังนั้น นี่ก็คือระบบพลังของเซียนผู้บรรลุธรรมที่พวกเขาพูดถึงสินะ?"
ท่านแม่ทัพหลิ่นสัมผัสถึงความผันผวน ของพลังงานอันมั่นคงที่แผ่ออกมารอบด้าน
แผ่วเบามาก แต่กลับมั่นคงอย่างคาดไม่ถึง
หากไม่ใช่นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าของพวกเขา ทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมในการฝึกฝน 'การประยุกต์ใช้พลังจิตรูปแบบใหม่' บวกกับอุปกรณ์สำรวจที่นำมาด้วยนั้นล้ำสมัยพอ พวกเขาคงไม่มีทางค้นพบดินแดนกว้างใหญ่ที่ถูกตัดขาดแห่งนี้โดยบังเอิญได้เลย
แต่เมื่อค้นพบแล้ว ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป
ตอนนี้เขตแดนปีศาจในสายตาของมนุษย์สัตว์ยุคดวงดาว ก็เหมือนกับหลอดไฟสว่างจ้าในความมืดมิด
เปล่งประกายแรงดึงดูดที่ดูเหมือนมีแต่ก็เหมือนไม่มีสำหรับมนุษย์สัตว์ยุคดวงดาวออกมา
"ท่านองค์รัชทายาท โล่พลังงานของเขตแดนปีศาจนี่ล้ำเลิศจริง ๆ ครับ ผ่านมาเกือบหมื่นปีแล้ว อัตราการสูญเสียและการเสื่อมถอยของค่าพลังงานกลับยังไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ"
"ถึงแม้จะมีการบำรุงรักษาจากเผ่าปีศาจ แต่การที่มันยังคงสภาพได้ดีขนาดนี้ ช่างยากจะจินตนาการเลยจริง ๆ ครับ"
"พอนึกภาพออกเลยครับ ว่าผู้บำเพ็ญเพียรเผ่าปีศาจที่ติดตั้งโล่พลังงานในตอนนั้นจะแข็งแกร่งขนาดไหน"
"ผิดแล้ว ๆ ในโลกนี้ พวกผู้บำเพ็ญเพียรเรียกของพวกนี้ว่า ค่ายกล ไม่ใช่โล่พลังงาน สรุปก็คือ เหมือนกับที่ครูใหญ่ซีซีแนะนำให้พวกลูกสัตว์แสงตะวันฟังเป๊ะเลย หรือว่าโลกนี้จะมีความเกี่ยวข้องอะไรกับครูใหญ่ซีซีกันนะ?"
"นี่คือโลกที่มีระดับพลังรบสิบเก้าขึ้นไปงั้นเหรอ?"
"ไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่พวกเราถึงจะสัมผัสได้ ถึงบาเรียพลังงานระดับสิบเก้าขึ้นไปบ้าง"
นักรบของกองทัพตะวันเบิกฟ้า...
สือหยวนส่ายหน้า "พลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในค่ายกล คือพลังของเผ่าปีศาจในเขตแดนปีศาจก็จริง แต่ใครบอกล่ะว่าค่ายกลนี้ถูกวางโดยเผ่าปีศาจ?"
"อะไรนะครับ? ไม่ใช่เผ่าปีศาจเป็นคนวางเหรอครับ?"
"จะเป็นไปได้ยังไงกัน พวกเผ่าปีศาจข้างในนั้นบอกว่าเป็นผลงานบรรพบุรุษของพวกเขานี่ครับ?"
"หรือว่า..." คุณครูโรงเรียนอนุบาลหลายคน เกิดความคิดที่เหลือเชื่อขึ้นมาในใจ
"หรือว่าเป็นเพราะ..." บรรดานักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าก็พอจะเดาอะไรได้บ้างเช่นกัน
สือหยวน "อืม เป็นอย่างที่เดากันนั่นแหละ..."
บรรดาคุณครูโรงเรียนอนุบาลพูดขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย "บรรพบุรุษของเผ่าปีศาจคือมนุษย์เหรอ?!"
"ที่แท้เผ่าปีศาจก็เหมือนกับพวกเรา เคยผ่านการคัดเลือกทางยีนมาเหมือนกัน!"
"ถ้าพูดแบบนี้ งั้นพวกเรากับเผ่าปีศาจ ก็เหมือนกันเลยน่ะสิ?!"
ในเวลาเดียวกัน นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าก็ชิงตอบขึ้นมาว่า "บรรพบุรุษเผ่าปีศาจปล้นบรรพบุรุษมนุษย์เหรอ?!"
"ไม่ ฉันว่าบรรพบุรุษมนุษย์ถูกบรรพบุรุษเผ่าปีศาจลักพาตัว หลอกมาขายเป็นแรงงานทาสที่นี่แน่เลย!"
"ไม่รู้เลยว่าแดนเซียนที่พวกนั้นพูดถึง มีโครงสร้างองค์กรทางการที่เกี่ยวข้องคอยดูแลหรือเปล่า ไม่งั้นบรรพบุรุษเผ่ามนุษย์ที่ถูกปล้น ถูกลักพาตัว แถมยังถูกเอามาเป็นทาสแบบนี้ก็คงน่าสงสารแย่"
"จิตใจปีศาจยากแท้หยั่งถึง! เดี๋ยวพวกเราต้องระวังตัวกันหน่อยแล้ว ถึงยังไงบรรพบุรุษเผ่าปีศาจของพวกเขาก็... มี-ประ-วัติ-อาชญากรรม!"
บรรดาคุณครูโรงเรียนอนุบาลกับนักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าต่างคนต่างพูด จากนั้นก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไรออกมา
"พวกคุณคิดยังไงเนี่ย พวกเขาเป็นเผ่าปีศาจนะ แถมยังอยู่คนละมิติกับพวกเราด้วย จะมาเหมือนกับพวกเราได้ยังไง"
"การคาดเดาของพวกคุณยิ่งหลุดโลกไปกันใหญ่เลยต่างหาก ก็เป็นบรรพบุรุษที่บรรลุเซียนไปแล้วเหมือนกัน ทำไมบรรพบุรุษมนุษย์ถึงถูกบรรพบุรุษเผ่าปีศาจปล้น ลักพาตัว แถมยังถูกเอามาเป็นทาสได้ล่ะ?"
"ใช่ ลักพาตงลักพาตัวอะไรกัน ฉันยังนึกว่าฆ่าปิดปากไปแล้วซะอีก!"
มนุษย์สัตว์ทั้งสองฝ่ายโต้เถียงกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันขวับไปมองตัวต้นเรื่องที่ยกหัวข้อนี้ขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
"ท่านองค์รัชทายาท ข้อสันนิษฐานของท่านคืออะไรเหรอครับ?"
"องค์รัชทายาท สิ่งที่คุณอยากจะพูดเมื่อกี้ต้องตรงกับความคิดเห็นของพวกเราแน่ ๆ เลยใช่ไหมครับ"
สีหน้าเย็นชาและทรงอำนาจของสือหยวนแทบจะพังทลาย
สิ่งที่เขาอยากจะสื่อก็คือ: ค่ายกลนี้ถูกสร้างขึ้นโดยผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ที่เชี่ยวชาญด้านค่ายกลต่างหาก ปรมาจารย์ค่ายกลเผ่ามนุษย์ไงเล่า!
"วิธีการบำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ กับเผ่าปีศาจในโลกนี้ แยกแยะได้ง่ายมาก"
"สิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงให้ค่ายกลทำงาน คือพลังของเผ่าปีศาจ แต่บนค่ายกลกลับยังมีพลังอีกสายหนึ่งของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์หลงเหลืออยู่"
"ค่ายกลนี้น่าจะถูกสร้างขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างบรรพบุรุษเผ่ามนุษย์กับบรรพบุรุษเผ่าปีศาจในอดีต"
เมื่อได้ฟังคำพูดของสือหยวน พวกเขาก็ 'ถึงบางอ้อ'
บรรดาคุณครูโรงเรียนอนุบาล "เป็นอย่างนี้นี่เอง! บางทีอาจจะไม่ใช่การดัดแปลงยีน แต่เป็นการแต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์! เป็นการเชื่อมสัมพันธ์! การเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจ! และเผ่าปีศาจพวกนี้ก็คือทายาทของพวกเขา! เพราะอย่างนี้พวกเขาถึงมีรูปลักษณ์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ไง!"
นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้า "แต่งงานข้ามเผ่าพันธุ์อะไรกัน มันต้องเป็นวิถีทางการทูต เป็นกลยุทธ์ทางการเมืองสิ!"
เป็นการโต้เถียงที่ยืดเยื้อไปอีกหลายนาที
หลิ่นเห็นความกดอากาศขององค์รัชทายาทของตัวเองต่ำลงเรื่อย ๆ จึงตวาดเสียงดุ "เอะอะโวยวายกันไปได้ ใช้ได้ที่ไหน! ถ้ายังเถียงกันอีก จะลงโทษตามกฎกองทัพ!"
หลิ่นในฐานะมนุษย์สัตว์ที่มีระดับพลังรบสูงเป็นอันดับสองในภารกิจนี้ เมื่อเขาเอ่ยปาก ไม่ว่าจะเป็นนักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าหรือคุณครูโรงเรียนอนุบาล ต่างก็เงียบกริบ
"ท่านองค์รัชทายาท พลังงานของสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนจะมีอะไรแปลก ๆ อยู่นะครับ" ในเวลานี้ หลิ่นจับสังเกตถึงปัญหาได้อย่างเฉียบแหลม
ตามหลักแล้ว นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าล้วนผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด ไม่น่าจะใจร้อนหุนหันพลันแล่นแบบนี้
แต่กลับกลายเป็นว่า นักรบที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนเหล่านี้ กลับมาโต้เถียงกับคุณครูโรงเรียนอนุบาลต่อหน้าองค์รัชทายาทซะอย่างนั้น
ส่วนคุณครูโรงเรียนอนุบาล เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างองค์รัชทายาทของเขากับพระชายาเจียงอวี่ซี เขาจึงได้คลุกคลีกับพวกคุณครูอยู่ไม่น้อย พวกเขาไม่ใช่นิสัยประเภทที่จะตื่นเต้นหรือหัวร้อนได้ง่าย ๆ ตรงกันข้าม กลับเป็นพวกที่ดูหยาบกระด้างแต่ละเอียดอ่อน
ตามปกติแล้ว พวกคุณครูกับนักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าก็มักจะร่วมงานกันอยู่บ้าง ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายถือว่าเข้ากันได้ดี ไม่มีทางที่จะมาถกเถียงกันรุนแรงแบบนี้
สือหยวนเปล่งเสียงอืมในลำคอเบา ๆ พยักหน้าเล็กน้อย "มันคือค่ายกล"
"มองด้วยตาเปล่า พวกเรายืนอยู่นอกเขตแดนก็จริง แต่ในความเป็นจริงเรากำลังอยู่ภายในค่ายกล ถึงแม้จะเป็นเพียงพื้นที่ขอบค่ายกลก็ตาม"
"อะไรนะครับ?!" ไม่ใช่แค่หลิ่นที่ตกใจ แต่มนุษย์สัตว์คนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
พวกเขาอยู่ในค่ายกลเหรอ?!
จะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อผลการตรวจสอบระบุชัดเจนว่า พื้นที่ที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้ ไม่มีร่องรอยของค่ายกลใด ๆ เลย!
เขตแดนอยู่ห่างจากพวกเขาตั้งหลายร้อยเมตรเชียวนะ!
"เขตแดนในเขตแดนปีศาจมีไว้เพื่อปกป้องเผ่าปีศาจ และป้องกันการสอดแนมจากผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์"
"บนร่างกายของพวกเรามียีนของมนุษย์ไหลเวียนอยู่ พออยู่ในสถานที่แห่งนี้นาน ๆ ก็จะถูกค่ายกลส่งผลกระทบ"
เป็นอย่างนี้นี่เอง
หลิ่นเข้าใจแล้ว
เมื่อวานนี้นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้ายังไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ทางฝั่งคุณครูโรงเรียนอนุบาลก็ยังพูดคุยหัวเราะกันอย่างร่าเริง
ความเปลี่ยนแปลงเพิ่งเริ่มขึ้นในวันนี้
"ค่ายกลนี้มีจุดประสงค์เพื่อแทรกแซงความคิดของผู้คน ไม่ได้ทำร้ายใคร"
"คนที่ถูกค่ายกลส่งผลกระทบในวันนี้ พอกลับไปแล้ว โครงการฝึกฝนพลังจิตทั้งหมดต้องเพิ่มเป็นสองเท่า" สือหยวนออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ค่ายกลอาศัยสัมผัสวิญญาณ ในการแทรกแซงอุปนิสัยของคน
การที่สามารถถูกค่ายกลส่งผลกระทบได้ พิสูจน์ให้เห็นว่าการควบคุมพลังจิตยังไม่ดีพอ
นักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้ายืดตัวตรง ทำความเคารพแบบกองทัพจักรวรรดิ "รับทราบครับ!"
"ส่วนพวกคุณ พอกลับไปก็ไปรับโทษกับครูใหญ่อาเย่ของพวกคุณแล้วกัน" ความถนัดแต่ละคนไม่เหมือนกัน เรื่องการลงโทษคนแบบนี้ ย่อมต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่มีความเชี่ยวชาญ
แบบนี้ ใครบางคนก็คงไม่มีเวลามาตัวติดกับซีซีอยู่ตลอดเวลาแล้ว
ส่วนตำแหน่งที่ว่างลงของใครบางคน เขาย่อมต้องเข้าไปเสียบแทน
บรรดาคุณครูไม่รู้ถึงความคิดในใจของสือหยวน "ครับ"
"ผู้บรรลุเซียนที่ติดตั้งโล่พลังงานนี้ สามารถควบคุมพลังของตัวเองได้ถึงขั้นสุดยอดไร้ที่ติ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์ของพวกเขาก็ยังลึกล้ำมาก" สือหยวนใช้คำว่า 'ประยุกต์ใช้' ไม่ใช่ 'ควบคุม'
เมื่อเทียบกับฮิลเชอร์แล้ว สือหยวนถือว่าไม่ถนัดเรื่องค่ายกล
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาดูค่ายกลไม่ออก
เมื่อการควบคุมกฎเกณฑ์ก้าวไปถึงระดับหนึ่ง สรรพวิชาย่อมเชื่อมโยงถึงกัน
เมื่อยืนอยู่บนจุดที่สูงกว่า ย่อมมองเห็นได้ไกลกว่าเป็นธรรมดา
"อาหลิ่น เริ่มเถอะ"
หลิ่นทำความเคารพ ก้าวเดินไปข้างหน้า ก่อนจะตะโกนเสียงดัง "ทุกคน! จัดแถว!"
เสียงฝีเท้าที่พร้อมเพรียงดังขึ้น
เพียงชั่วอึดใจ นักรบทุกคนก็จัดแถวยืนเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
คุณครูโรงเรียนอนุบาลก็รวดเร็วไม่แพ้กัน พวกเขาเข้าแถวเรียงหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ นักรบ
"ตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ให้ทำการสื่อสารข้ามเขตแดนตามกลุ่มที่แบ่งไว้!"
"รับทราบ ก่อนที่เผ่าปีศาจในเขตแดนปีศาจจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่อนุญาตให้ทุกคนยั่วยุ หรือชิงลงมือโจมตีก่อนเด็ดขาด!"
พูดจบ หลิ่นก็ให้กลุ่มแรกก้าวออกไปลองดู
กลุ่มแรกก็คือคุณครูโรงเรียนอนุบาล
เมื่อเทียบกับนักรบกองทัพตะวันเบิกฟ้าที่รับการฝึกฝนมาตลอดทั้งปีจนสีหน้าแทบจะกลายเป็นก้อนน้ำแข็งแล้ว เรื่อง 'การสื่อสาร' ย่อมเหมาะกับพวกเขามากกว่าเห็น ๆ
นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่สือหยวนพาพวกเขาออกมาทำภารกิจด้วย
ไม่อย่างนั้น ด้วยระดับพลังรบและความเข้าขากันของทีมกองทัพตะวันเบิกฟ้า ก็ไม่จำเป็นต้องเจาะจงพาพวกเขามาด้วยเลย
ภายในเขตแดนปีศาจ เผ่าปีศาจส่วนใหญ่ที่มามุงดูก็ยังคงเป็นกลุ่มเดียวกับเมื่อวาน
พวกเขามองดูทุกการกระทำของมนุษย์สัตว์อย่างสนใจ พากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าววิพากษ์วิจารณ์ 'พฤติกรรมแปลกประหลาด' ของมนุษย์สัตว์
ภายในเขตแดนปีศาจ เผ่าปีศาจไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่จึงเรียบง่าย
เผ่าปีศาจที่พลังฝีมือไม่ถึงขั้นจำแลงเทพของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาช่องโหว่ลอดผ่านเขตแดนออกไปเที่ยวเล่นในโลกภายนอก
ดังนั้นการที่พวกเขาจะได้เห็น 'ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์' มากมายขนาดนี้มาจัด 'การแสดง' ครั้งใหญ่ถึง 'หน้าประตูบ้าน' จึงเป็นเรื่องที่หาดูได้ยาก
แต่ละตนจึงดูกระตือรือร้นสนใจเป็นอย่างมาก
พอได้เห็นมนุษย์สัตว์จัดแถว ก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
"ในที่สุดพวกเขาก็เลิกขุดหลุมสักที ฉันดูการขุดหลุมมาทั้งวันจนเบื่อแล้วเนี่ย"
"ขุดหลุมแล้วมันยังไงล่ะ! ขุดหลุมดีจะตายไป ฉันชอบขุดหลุมน่ะ ดูยังไงก็ไม่เบื่อ!"
"ฝีมือการขุดหลุมของพวกเขาแย่เกินไปแล้ว ขุดมาทั้งวันยังไม่ไปถึงไหนเลย ฉันอยากจะออกไปสอนพวกเขาจริง ๆ ว่าต้องทำยังไงถึงจะขุดหลุมให้ทั้งใหญ่ทั้งสวยได้!"
"ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์นี่แม้แต่ขุดหลุมก็ยังทำไม่เป็นเหรอเนี่ย? แล้วเวลาพวกเขาจะทำธุระส่วนตัวล่ะ จะทำยังไง?"
"พ่อแม่ของผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ไม่ยอมสอนแม้แต่วิธีขุดหลุมให้ลูกหลานตัวเองเลยเหรอ? น่าสงสารเกินไปแล้ว"
"อี๋—— ทำไมเผ่าพันธุ์พวกนายถึงได้ทำตัวไม่เอาไหนแบบนี้ ขุดหลุมก็ต้องเป็นเรื่อง... เรื่องนั้นเหรอ จะเป็นแค่การขุดหลุมเฉย ๆ ไม่ได้หรือไงล่ะ?!"
"(⊙o⊙) ว้าว พวกนายเลิกเถียงกันได้แล้ว รีบดูสิว่าต่อไปพวกเขาจะทำอะไรต่อ! น่าตื่นเต้นจังเลย!"
เกี่ยวกับเรื่อง 'การขุดหลุม' บรรดาเผ่าปีศาจที่แต่ละวันนอกจากบำเพ็ญเพียรแล้วก็ไม่มีอะไรทำ ก็เริ่มโต้เถียงกันขึ้นมาอีกครั้ง
"พี่ชายเผ่าแมวตนนั้นพูดถูกแล้ว พวกเราขุดหลุมไม่ได้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความต้องการทางสรีระสักหน่อย"
"อีกอย่าง พวกเราไม่ได้ขุดหลุมด้วย พวกเรากำลังทำงานทำการอยู่ต่างหาก!"
สองเสียงแปลกหน้าดังแทรกขึ้นมาอย่างกลมกลืน ทว่าพวกปีศาจตัวน้อยของเผ่าปีศาจกลับยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใด ๆ
"ใช่ ๆ ๆ พวกผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ไม่ได้ขุดหลุมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความต้องการทางสรีระหรอก..."
"ทำงานทำการ? ทำงานทำการอะไรกัน?"
"หรือว่าผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์จะเหมือนกับเผ่าปีศาจที่เป็นภูตผีต้นไม้ใบหญ้า ที่ชอบดินร่วนซุยอุดมสมบูรณ์เหรอ?!"
"แย่แล้ว! พวกเขากำลังขโมยดิน!"
"หนอยแน่ ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ช่างบังอาจนัก ถึงกับมาขโมยดินถึงหน้าประตูเขตแดนปีศาจของพวกเราเลยเหรอ!"
แอนดรูว์ "ไม่ได้ขโมยดินสักหน่อย!"
เซเวอรัส "แต่พวกเราก็ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์จริง ๆ นั่นแหละ"
ปีศาจตัวน้อยตนหนึ่งพบว่าคำพูดของตัวเองถูกแย้งอยู่ตลอดเวลา จึงตะโกนด้วยความโกรธ "นายเป็นใครเนี่ย! นายจะรู้ได้ยังไงว่าผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ไม่ได้อยากจะขโมยดินของพวกเรา ในเมื่อนายไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์สักหน่อย..."
เขาหันหน้าไปทางต้นเสียง แล้วก็ต้องตกใจจนพูดไม่ออกในทันที
ฉู่อวี่ฮ่าวโบกมือให้เขาด้วยรอยยิ้มแป้นแล้น "(∩_∩) ฮี่ฮี่ พวกเราเอง——ผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ในปากของพวกนายไง~" เขาเลียนแบบรอยยิ้มผูกมิตรของพวกลูกสัตว์
"นะ นะ นะ นาย——"
"พวกนายได้ยินที่พวกเราพูดได้ยังไง!"
"อ๊ะ! ไม่สิ พวกนายมองเห็นพวกเราได้ยังไง?!"
สวีเจียโย่วทำหน้าทะเล้นใส่พวกเขา "ทำไงได้ล่ะ ก็พวกเราได้ยิน แถมยังมองเห็นด้วยนี่นา!"
ภายในเขตแดนปีศาจ เผ่าปีศาจต่างจ้องมองพวกเขาด้วยความไม่อยากเชื่อ
จงเจียหย่วนโบกมือ "ฉันก็มองเห็น"
เฝิงหมิงฮุยยักไหล่ "เขาทำได้ ฉันก็ต้องทำได้อยู่แล้ว"
พวกปีศาจน้อยต่างแตกตื่นลุกลี้ลุกลน
"ปะ ไปหาพวกผู้อาวุโส!"
"ใช่ พวกเราต้องไปบอกเรื่องนี้กับพวกผู้อาวุโส!"
"มีผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์มองเห็นเขตแดนปีศาจของพวกเราได้แล้ว!"
"ถ้างั้นก้าวต่อไปพวกเขาจะพังเขตแดนเข้ามา แล้วก็จับพวกเราไปรีดเลือด ตัดหัว เลาะกระดูก... หรือเปล่า" ประโยคนี้ทำให้พวกปีศาจน้อยหวาดกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
ปีศาจน้อยหลายตนมีสีหน้าหวาดผวา พวกเขาล้มลุกคลุกคลานวิ่งหนีเข้าไปในส่วนลึกของเขตแดนปีศาจ
บรรดาคุณครูโรงเรียนอนุบาล : ในที่สุดก็มาถึงขั้นตอนเรียกผู้ปกครองแล้วเหรอ? วิเศษไปเลย!
เมื่อมองดูพวกปีศาจน้อยตรงหน้าที่แม้จะหวาดกลัว แต่ก็ยังใจดีสู้เสือคอย 'จับตาดู' ทุกความเคลื่อนไหวของพวกเขา พวกคุณครูก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา
ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ความใสซื่อบริสุทธิ์บนใบหน้า ก็แทบไม่ต่างอะไรกับพวกลูกสัตว์ในโรงเรียนอนุบาลเลย
เซเวอรัสหยิบ 'อาวุธลับ' ที่เตรียมมาพร้อมออกมา——มันคือโอสถสัตว์วิเศษถังใหญ่
เป็นไปตามคาด พวกปีศาจน้อยภายในเขตแดนต่างเบิกตากว้างจนกลมดิก
"โยะ โยะ เยอะแยะไปหมดเลย! โอสถสัตว์วิเศษเยอะแยะเลย!"
"ที่บ้านฉันนาน ๆ ทีถึงจะได้แบ่งโอสถสัตว์วิเศษมาสักเม็ด แต่พวกเขาดันมีเป็นถัง~เบ้อเริ่ม~เลย!"
"พวกเขาน่าอิจฉาจังเลย——"
ฝูงปีศาจน้อยที่ไม่เคยเห็นโลกกว้าง... ไม่สิ พูดให้ถูกคือไม่เคยเห็นโลกกว้างเลยต่างหาก ถูกโอสถสัตว์วิเศษนับหมื่นเม็ดตรงหน้าล่อลวงจนหน้ามืดตาลายไปหมด
ปีศาจน้อยที่สามารถต้านทานสิ่งล่อตาล่อใจอันมหาศาลนี้ได้ ก็มีอยู่แค่หนึ่งหรือสองตนเท่านั้น
"พวกนายอย่าหลงกลผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์นะ!"
"โอสถสัตว์วิเศษพวกนี้ต้องเป็นของปลอมแน่ ๆ!"
"ดีไม่ดีอาจจะเอาดินที่ขุดเมื่อวานมาปั้นเป็นโอสถสัตว์วิเศษก็ได้!"
เซเวอรัสเริ่มไม่พอใจ "อย่ามาใส่ร้ายกันนะ นี่คือโอสถสัตว์วิเศษของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นโอสถสัตว์วิเศษที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดย่านร้านค้าของมนุษย์เลยนะ!" เขาอุตส่าห์ตั้งใจซื้อมาลองชิมดูตั้งหนึ่งร้อยเม็ดเชียวนะ
รสชาติดีทีเดียว แต่ก็ไม่อร่อยเท่าลูกอมโภชนาการของโรงเรียนอนุบาลแสงตะวันหรอก
อีกอย่าง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า เซเวอรัสมักจะรู้สึกเสมอว่าเขาได้ลิ้มรสรสชาติที่คุ้นเคยในโอสถสัตว์วิเศษ
ดังนั้น เขาจึงไปซื้อมาอีกร้อยเม็ด แล้วใช้เวลาศึกษาสักหน่อย จนสามารถแกะสูตรและทำโอสถสัตว์วิเศษเลียนแบบออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
มันก็แค่สูตรพื้นฐานของลูกอมโภชนาการในวิชาทำอาหารของพวกลูกสัตว์ไม่ใช่หรือไง? วัตถุดิบหลัก ๆ ก็มีอยู่แค่นั้นแหละ
หลังจากนั้น ที่เหลือก็ปล่อยให้พวกลูกสัตว์พลิกแพลงเอาเองตามใจชอบ
ตอนนี้สูตรพื้นฐานนี้ถูกพวกลูกสัตว์เอาไปดัดแปลงจนล้ำเลิศไปไกลแล้ว รสชาติที่ต่อยอดออกมาถ้าไม่ถึงร้อยก็ต้องมีหลายสิบชนิดล่ะ
สาเหตุหลักก็คือพวกลูกสัตว์มีความอยากรู้อยากเห็นสูง อะไรก็อยากจะลองทำไปซะหมด
แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่าพวกลูกสัตว์สามารถคิดค้นรสชาติที่ได้รับคำชมอย่างเป็นเอกฉันท์ออกมาได้เยอะจริง ๆ
แน่นอนว่า รสชาติแปลกประหลาดพิสดารก็มีไม่น้อยเหมือนกัน
(จบบท)