เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 99 เจอโดยบังเอิญ

Re-new ตอนที่ 99 เจอโดยบังเอิญ

Re-new ตอนที่ 99 เจอโดยบังเอิญ


ตอนที่ 99 เจอโดยบังเอิญ

เดิมทีมีแผนจะจ่ายส่วนแบ่งเดือนละครั้ง แต่เจ้าของร้านเจียงสังเกตเห็นพ่อลูกตรงหน้าเขาสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ โทรม ๆ และคิดว่าพวกเขาคงจะขาดแคลนเงิน เขาจึงตัดสินใจเอาเงินส่วนแบ่งของสองสามวันที่ผ่านมาให้ก่อน

หยูไห่โบกมือไปมาปฏิเสธ “พวกเรารับไว้มิได้หรอก พวกเรารับไว้มิได้จริง ๆ ! มันแค่สูตรผักดองเพียงมิกี่สูตรเอง พวกเราจะรับเงินของท่านไว้ได้เยี่ยงไรกัน ? พวกท่านต้องลงแรงทำทุกอย่างและยังซื้อวัตถุดิบอีกด้วย พวกเรามิได้ทำสิ่งใดเลย ถ้าผู้อื่นรู้เข้าจะไม่วิจารณ์พวกเราลับหลังเอาหรอกรึ ?”

เจ้าของร้านเจียงจึงรีบตอบว่า “น้องชาย เจ้ากล่าวผิดแล้ว ! เจ้าคิดว่าเหตุใดร้านเจินซิวที่เปิดใหม่ถึงแข่งขันกับร้านฝูหลินที่เป็นร้านเก่าแก่ได้เล่า ? มิใช่เพราะพวกเขามีอาหารจานพิเศษที่มิเหมือนใครหรือเยี่ยงไรกัน ? นั่นคือสาเหตุที่พวกเขาสามารถดึงดูดลูกค้าจำนวนมากได้ ถ้าร้านเจินซิวต้องการขายสูตรอาหารจานใหม่ของพวกเขา ข้าเชื่อว่าต่อให้พวกเขาตั้งราคามากกว่าหนึ่งพันตำลึงก็ยังมีคนยอมซื้อ ! ข้ามิเคยเห็นสูตรของที่ใดเหมือนสูตรที่ลูกสาวของเจ้าให้พวกเรามาเลย ดังนั้นพวกมันย่อมมีค่าแน่นอน ! ถ้าเจ้าอยากทำผักดองพวกนี้แล้วเอามาขายในเมืองเอง เจ้าก็จะสามารถทำเงินได้มากกว่าที่ข้าให้เจ้าเสียอีก  แต่ลูกสาวของเจ้าช่างมีจิตใจที่ดียิ่งนัก และยังต้องการส่วนแบ่งเพียงแค่สองในสิบส่วนเท่านั้น ถ้าหากลองคิดคำนวนดูแล้ว พวกเราคือคนที่เอาเปรียบพวกเจ้ามากที่สุดนะ ! น้องชายรับเงินไปเถอะ พวกเจ้าสมควรได้แล้ว...หรือเจ้าคิดว่ามันน้อยเกินไป ?”

เมื่อเจอสถานการณ์ที่เกินจะรับมือเช่นนี้หยูไห่ก็ได้แต่ถอย เขามองไปที่ลูกสาวของเขาอย่างขอความช่วยเหลือ เสี่ยวเฉาจึงรีบเอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านลุงเจียงเจ้าคะ ตอนนั้นข้าตกลงกับท่านพี่เจียงหยู่เอาไว้แล้ว ว่าพวกเราจะรับส่วนแบ่งกำไรกันเดือนละครั้ง แต่นี่มันยังมิถึงเดือนเลยนี่เจ้าคะ ใช่หรือไม่ ?”

เห็นได้ชัดว่าผู้จัดการร้านเจียงทำธุรกิจมามาก เขาตอบอย่างสุภาพว่า “ข้าก็เพียงแค่ดีใจมากที่ทำเงินได้น่ะ รับเงิน 5 ตำลึงนี้ไว้เป็นการเริ่มต้นที่ดีของเราเถอะ มันจะได้นำความโชคดีมาให้กับเรา วันหน้าเราค่อยแบ่งกำไรกันเดือนละครั้งตามที่ตกลงกันไว้ก็ได้”

พอมีลูกค้าเข้ามาในร้านเพื่อซื้อผักดอง เจ้าของร้านเจียงจึงยัดเงิน 5 ตำลึงใส่มือของหยูไห่โดยไม่เอ่ยอะไรต่ออีกและยกผ้าม่านขึ้นเพื่อไปช่วยลูกค้า หยูไห่ลังเลเนื่องจากไม่แน่ใจว่าจะทำยังไงกับเงินดี เสี่ยวเฉาจึงยิ้มและเอ่ยว่า “ในเมื่อท่านลุงเจียงเอ่ยเช่นนี้ก็รับเงินไว้เถอะเจ้าค่ะ”

เมื่อเจียงหยู่เห็นคนเป็นพ่อเอาเงินให้เด็กหญิงอายุ 7 - 8 ขวบ เขาจึงคิดว่ามันแปลก ‘เขามิกลัวว่าเด็กจะทำเงินหายเลยหรือเยี่ยงไรกัน...’

หลังจากนั้นเสี่ยวเฉาก็บอกให้เจียงหยู่จดสูตรผักดองเพิ่มอีก สูตรครานี้แตกต่างจากคราก่อนนั่นคือ ซอสพริก ซอสถั่วหวาน และสูตรที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้นอย่าง ซอสเห็ดหอม และซอสถั่วงา

เจียงหยู่ทำราวกับว่าได้รับสมบัติที่มีค่ามากที่สุดในโลก เขาเอาสูตรที่เขียนด้วยลายมือใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง พอเขากับพ่อเรียนรู้วิธีทำได้แล้ว เขาก็จะทำลายสำเนาแผ่นนี้ทิ้งเสีย ด้วยวิธีนี้ก็จะมีเพียงแค่ร้านเขาร้านเดียวเท่านั้นที่ทำสินค้าเหล่านี้ออกขายและจะกลายเป็นความลับทางการค้าของพวกเขาตลอดไป...

เสี่ยวเฉากล่าวลาเจียงหยู่และเดินออกมาจากห้องด้านใน เมื่อออกมาที่ห้องใหญ่นางก็เห็นหนุ่มหล่อในชุดผ้าไหมกำลังขมวดคิ้วมองถังผักดองอยู่ในร้าน เจ้าของร้านเจียงยืนอยู่ข้าง ๆ เขาและกำลังอธิบายสินค้าประเภทต่าง ๆ ที่มีอยู่อย่างอดทน

ผู้ช่วยที่อยู่ถัดจากเด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “คุณชายสาม ถ้าอยากกินผักดองก็สั่งให้ข้ามาที่นี่ก็ได้ มิจำเป็นต้องมาเองเลยนี่ขอรับ...ระวัง ประเดี๋ยวเสื้อจะเปื้อน !”

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองไปทางเสี่ยวเฉาเมื่อได้ยินเสียงบางอย่าง เขาทำสีหน้าประหลาดใจราวกับตกใจที่ได้พบนางที่นี่

เสี่ยวเฉายิ้มกว้างเมื่อเห็นเขาทำตาโต “คุณชายสามโจว กลับมาจากเมืองหลวงแล้วหรือเจ้าคะ ? กลับมาถึงเมื่อใดกันเจ้าคะ ?”

เด็กหนุ่มที่แต่งตัวดีคนนี้คือคนที่นางไม่ได้เจอมาเกือบหนึ่งเดือน คุณชายสามแห่งตระกูลโจวหรือโจวซือชู่ ขณะที่นางเดินเข้ามา โจวซือชู่ก็เอ่ยว่า “อะไรกัน ! หยูเสี่ยวเฉา เจ้ามีสูตรซอสดี ๆ อยู่ในหัวแล้วก็มิต้องลงทุนผลิตเองด้วยซ้ำ แต่กลับไปร่วมมือกับผู้อื่นแทนเยี่ยงนั้นรึ !”

ในทางกลับกัน หยูเสี่ยวเฉานึกขึ้นได้ว่าเงินทั้งหมดที่นางอุตสาหะเก็บไว้ถูกเจ้าหมอนี่ล่อลวงเอาไปเมื่อตอนสิ้นปี ถ้านางมีเงินอยู่ในมือตอนที่พวกเขาแยกบ้านล่ะก็ สถานการณ์ของพวกเขาคงไม่เลวร้ายนักหรอก ! ตระกูลโจวเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองถังกู่ พวกเขาจะต้องการเงินจำนวนเล็กน้อยของนางเพื่อเปิดโรงงานเครื่องปรุงจริง ๆ รึเยี่ยงไร ? หมอนี่ต้องจงใจแกล้งนางเป็นแน่ !

“พอข้าเข้าไปที่ร้านอาหารวันนี้ก็ได้ยินคนในครัวสนทนากันเอะอะเสียงดัง เดาสิว่าเรื่องอะไร พวกเขากำลังเถียงกันเรื่องวิธีทำอาหารจานเล็ก ๆ ! พนักงานจัดซื้อของร้านเจินซิวไปซื้อปลาตัวเล็กที่ท่าเรือมาห่อหนึ่ง !” คุณชายสามโจวกัดฟันขมวดคิ้วนิ่วหน้าใส่หยูเสี่ยวเฉา สีหน้าของเขาทั้งขมขื่นและวิตกกังวล

“อะไรกันเจ้าคะ ? ข้าขายของกินเล่นที่ท่าเรือมันไปกระทบสิ่งที่ท่านทำอยู่หรือเยี่ยงไร ?” เสี่ยวเฉาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงมองนางด้วยสีหน้าเช่นนั้น นางต่างหากที่ควรจะหงุดหงิด

“ข้าได้ยินว่าอาหารจานนี้เรียกว่า ‘ปลาหมัก’ ใช่หรือไม่ ? เจ้าทำได้เยี่ยงไรรึ ? ก้างเล็ก ๆ ในตัวปลาถึงได้นุ่มถึงเพียงนั้น อีกทั้งรสชาติของมันก็อร่อยมากยิ่งนักจนหาที่เปรียบมิได้ ! เป็นอาหารที่วิเศษและเต็มไปด้วยรสชาติอย่างแท้จริง !”

คุณชายสามโจวได้ชิมด้วยหนึ่งชิ้นและคิดว่ามันอร่อยมาก เมื่อหัวหน้าพ่อครัวของร้านอาหารเจินซิวลองชิมดูบ้าง เขาก็บอกได้ว่ามันถูกทอดก่อนแล้วค่อยนำมานึ่ง แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้รสชาติออกมาอร่อยได้เหมือนต้นฉบับ อันที่จริงเขาถึงกับครุ่นคิดอยู่ในใจว่า ‘ไม่คิดเลยว่าปลาหมักที่ดูธรรมดาง่าย ๆ เช่นนี้จะมีวิธีการทำที่ยุ่งยากถึงเพียงนั้น’

ทันทีที่คำกล่าวหลุดออกมาจากปาก เด็กหนุ่มก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัวว่ามันฟังไม่ถูกต้องจึงแก้คำกล่าวของตนเองว่า “ข้ามิได้จะให้เจ้าบอกเคล็ดลับของเจ้าหรอก แค่อยากแสดงความแปลกใจเท่านั้นน่ะ แล้วนี่วันนี้มีเวลามาเดินเล่นที่ตลาดด้วยรึ ? เหตุมิไปขายอาหารตุ๋นที่ท่าเรือล่ะ ?”

เสี่ยวเฉายิ้มและไม่ได้โกรธเคืองอะไร นางตอบว่า “คุณชายสามชมข้าเกินไปแล้ว วิธีการทำของข้ามิได้มีอะไรพิเศษเลย เอามาใช้ในสถานการณ์ที่เป็นทางการกว่านี้มิได้หรอก วันนี้ท่านแม่กับเสี่ยวเหลียนไปที่ท่าเรือ ส่วนข้ากับท่านพ่อมาทำธุระในเมือง คุณชายสามโจวมาซื้อผักดองรึเจ้าคะ ?”

คุณชายสามโจวพยักหน้าและตอบว่า “ช่วงนี้ท่านยายมิค่อยอยากอาหาร เมื่อครู่ตอนอยู่บนถนนข้าได้ยินว่าผักดองร้านนี้อร่อย เลยอยากซื้อกลับไปให้ท่านยายลองดูน่ะ...”

หลังจากทำความเข้าใจความชอบของหญิงชราแล้ว เสี่ยวเฉาก็แนะนำให้คุณชายสามโจวซื้อหัวไชเท้ากรอบหวาน เพราะพวกมันกรุบกรอบและมีรสชาติที่สดชื่น จึงเหมาะที่สุดสำหรับการเพิ่มความอยากอาหาร

คุณชายสามโจวพยักหน้าและให้ทางร้านชั่งหัวไชเท้าให้กับเขา เขายังถามผู้จัดการอีกว่าสินค้าอื่น ๆ ในร้านรสชาติเป็นเยี่ยงไรบ้าง เจ้าของร้านเจียงจึงให้เขาลองชิมผักดองชนิดต่าง ๆ หลังจากนั้นเขาก็เลือกอันที่เขาชอบนั่นคือ ถั่วแช่เหล้ากับผักกาดเผ็ด ตอนชำระเงินเขาก็หยิบเอาก้อนเงินที่มีค่าประมาณ 2 ตำลึงออกมา

อ่า ใช่สิ ! ถ้าอยากหาคนรวยที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เจ้าหมอนั่นก็อยู่ตรงนี้แล้วนี่ไง !

“ได้ยินมาว่าเจ้าแยกบ้านแล้วเยี่ยงนั้นรึ ? แยกบ้านแล้วก็ดี พวกเราจะได้มิต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตอนเอาเงินส่วนแบ่งให้เจ้าหลังจากตั้งโรงงานแล้ว ถ้าเจ้ามีเรื่องลำบากอันใดอีกก็มาให้ข้าช่วยได้เลยนะ มิต้องเกรงใจ” โจวซือชู่เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าจริงใจ

‘มาเอ่ยเอาตอนนี้มิช้าไปรึ ? ตอนที่พวกเราเพิ่งแยกบ้านข้าก็จะไปขอให้เจ้าช่วยแล้ว แต่...พวกเรารอดจากสถานการณ์ที่ลำบากที่สุดมาได้แล้ว มาทำสัญญาตอนนี้ให้ได้อะไรขึ้นมากัน ? ’

พอคิดแบบนั้นหยูเสี่ยวเฉาก็รีบไล่คุณชายสามโจวออกไป ! ก่อนไปโจวซือชู่ก็ไม่ลืมเตือนนางว่านางมีหุ้นอยู่ในโรงงานเครื่องปรุงรส นางต้องคิดสูตรเครื่องปรุงเพิ่มอีกและไม่ควรลงแรงทั้งหมดไปที่ร้านผักดองเล็ก ๆ ร้านเดียว

หลังจากโบกมือลาคุณชายสามโจว เสี่ยวเฉาก็ได้มุ่งหน้าไปร้านผ้าที่เจียงหยู่กับพ่อของนาง และซื้อผ้าฝ้ายสีต่าง ๆ มาสองสามพับ นางยังได้ผ้าห่มที่เป็นผ้านวมอีก 4 ผืนและใช้เงินเกือบ 1 ตำลึงซื้อฝ้ายที่เอาไว้ยัดไส้ 10 ชั่ง

ฝ้ายเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากในสมัยราชวงศ์หยวน ในช่วงต้นราชวงศ์หมิง ประเทศยังวุ่นวายจากสงครามและดินแดนมากมายก็ถูกทิ้งร้าง ดังนั้นผลผลิตจากฝ้ายจึงลดลงอย่างรวดเร็วและราคาก็สูงขึ้นชนิดที่ไม่ลดลงเลย หลังจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็สนับสนุนให้ประชาชนบุกเบิกพื้นที่และเริ่มต้นเพาะปลูก พระองค์ได้ใช้นโยบายหลายอย่างทั้งลดภาษีและลดความต้องการในการเกณฑ์แรงงาน ราคาธัญพืชและพืชเศรษฐกิจจึงค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ และมีเสถียรภาพขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงยังไง สำหรับชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ยากจน ราคาฝ้าย 70 อีแปะต่อชั่งนั้นก็ถือได้ว่าเป็นการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย

หลังจากสองพ่อลูกซื้อผ้าและฝ้ายเสร็จ อีกเพียง 1 เค่อก็จะเข้ายามเซินแล้ว หากถือถุงฝ้ายขนาดใหญ่เดินไปมามันก็คงซื้อของไม่สะดวกเท่าใดนัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงมุ่งหน้าไปยังตลาดวัวม้าเพื่อรับเกวียนลาพร้อมกับถุงข้าวของทั้งใหญ่และเล็กของพวกเขา

ชายชราที่ช่วยพวกเขาเฝ้าลาเอาไว้เมื่อได้รับเงิน 5 อีแปะไปแล้ว เขาก็มองลาป่วยที่นอนอยู่บนพื้นแล้วภาวนาอย่างเงียบ ๆ ว่าอย่าเพิ่งตายในตอนนี้

ในวัยเยาว์ชายชราผู้นี้เลี้ยงสัตว์ได้เก่งมากเสียทีเดียว แต่ตอนนี้เขาอายุมากขึ้นแล้วและเลี้ยงไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงจัดพื้นที่ให้คนมาฝากสัตว์และเกวียนของพวกเขา ทุกวันเขามีรายได้มากพอสมควร ถ้าวันนี้กิจการของเขาไม่ฝืดเคืองล่ะก็ เขาก็คงไม่รับงานยากที่ต้องคอยดูแลลาป่วย ๆ เช่นนี้หรอก

เขาได้ทำตามคำสั่งของเสี่ยวเฉาที่บอกให้เขาเอาน้ำให้ลาดื่มทุก ๆ ครึ่งชั่วยาม เขาคิดว่ามันแปลกเล็กน้อยที่เจ้าลาไม่แม้แต่จะดื่มน้ำแบบอื่นเลย แต่กลับดื่มน้ำในถุงน้ำของเด็กหญิงอย่างมีความสุข

หลังจากดื่มน้ำไป 2 ชาม เจ้าลาที่ใกล้ตายอยู่รอมร่อก็ดูเหมือนจะมีแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ  พอได้เวลาดื่มชามที่ 3 มันก็สามารถลุกขึ้นและร้องขออาหารจากเขาได้

เป็นไปได้หรือไม่ว่ามียาอยู่ในถุงน้ำนั่น ? เขาอยากจะถามสองพ่อลูกนั่นว่าใครเป็นคนทำมันขึ้นมา เพราะมันมีประสิทธิภาพดีมากจริง ๆ

5 อีแปะนั้นไม่ใช่แค่ค่าที่พักของลาเท่านั้น แต่ยังรวมค่าอาหารและน้ำด้วย แม้ว่าพวกเขาจะเอาน้ำของตนเองให้ แต่เขาก็ยังต้องให้อาหารจากร้านของเขาเองอยู่ดี หลังจากกินจนอิ่มเจ้าลาสีเทาก็งีบหลับไป ถึงจะผอมแต่มันก็ดูมีชีวิตชีวา

พอถึงยามเซิน เงาของหยูไห่ที่เดินกะเผลกเล็กน้อยก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าชายชรา สองพ่อลูกถือถุงขนาดใหญ่และเล็กมาด้วย เห็นได้ชัดว่าพวกเขาซื้อของมาหลายอย่าง

เจ้าลาดูเหมือนจะมีความเชื่อมโยงกับพวกเขา พอมันเห็นเจ้านายตัวน้อยของมัน มันก็รีบยืนขึ้นทันทีและลืมตากว้าง มันส่งเสียงร้องให้คนทั้งสองอย่างร่าเริง “เจ้าเทา เป็นเยี่ยงไรบ้าง ?” เสี่ยวเฉาวิ่งเข้าไปหาลาน้อย นางใช้มือขวาที่มีหินศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ข้อมือตบหลังมันเบา ๆ และให้หินศักดิ์สิทธิ์รักษามันจากหัวจรดเท้าอีกครา

ลาน้อยหลับตาลงอย่างสบายใจและเอาหัวถูแขนของเสี่ยวเฉาไม่หยุด สีหน้าพริ้มของมันหากมองดูแล้วราวกับว่ามันกำลังรู้สึกสบายสุด ๆ

หยูไห่อุทานออกมาอย่างแปลกใจ “มันดีขึ้นจริง ๆ ! ดูมันแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ! แต่พ่อมิแน่ใจว่ามันจะเดินไปจนถึงบ้านได้หรือไม่...เฉาเอ้อร์ วันนี้พ่อควรให้เฒ่าจางช่วยพวกเราเอาของกลับไปนะ”

ลาน้อยส่งเสียงร้องอีกสองครา มันพยายามบอกว่ามันไหว เสี่ยวเฉายิ้มและลูบหัวมัน  “ท่านพ่อเจ้าคะ ตอนนี้เกวียนของท่านปู่จางน่าจะมีคนขึ้นเต็มแล้ว เขาจะมีที่ให้เราวางของรึ ? ผ้ากับฝ้ายก็มิได้หนักมาก ให้เจ้าเทาลองขนกลับบ้านดูก็ได้นะเจ้าคะ”

หยูไห่ใส่สายลากเกวียนลงบนตัวลาอย่างชำนาญ จากนั้นก็วางข้าวของทั้งหมดลงบนเกวียน หลังจากคิดเพียงชั่วครู่เขาก็ได้ช่วยลูกสาวขึ้นไปนั่งบนเกวียน ถ้าเจ้าลาลากเกวียนไม่ไหว เขาก็สามารถช่วยดันเกวียนให้จากด้านข้างได้  ถึงยังไงลูกสาวของเขาก็อายุเพียงแค่ 8 ขวบเท่านั้นและวิ่งทำธุระมาตลอดทั้งวันแล้ว เขาไม่อยากให้นางเหนื่อยไปมากกว่านี้ นี่เป็นคราแรกที่หยูไห่ได้จูงเกวียนลา แต่ขณะที่พวกเขาออกจากตลาดวัวม้า ดูเหมือนเจ้าลาน้อยจะเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการและตามหลังเขาไปโดยไม่จำเป็นต้องบังคับทิศทางใด ๆ เลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 99 เจอโดยบังเอิญ

คัดลอกลิงก์แล้ว