- หน้าแรก
- เริ่มต้นด้วยพลังบ่มเพาะขอบเขตจักรพรรดิ
- บทที่ 436.ยอมตายไม่ยอมสยบ
บทที่ 436.ยอมตายไม่ยอมสยบ
บทที่ 436.ยอมตายไม่ยอมสยบ
ในเวลาเดียวกันอีกสถานที่แห่งหนึ่งในส่วนลึกของเทือกเขาแห่งหนึ่งมีเงาร่างชราสองสายกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้แท่นบูชาสองคนนี้ก็คือประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์และราชันเซียนเต่าดำอย่างชัดเจน
ประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์พลันลืมดวงตาทั้งสองข้างขึ้น พึมพำว่า “ในที่สุดเด็กน้อยจักรพรรดิอู๋จี๋ผู้นี้ก็ทนไม่ไหวจนเผยพิรุธออกมาแล้ว”
ราชันเซียนเสวียนอู่ก็ลืมตาขึ้นเช่นกันขมวดคิ้วกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าผ่านมาหลายปีถึงเพียงนี้แล้วจักรพรรดิอู๋จี๋ยังคงทะเยอทะยานเต็มเปี่ยมครั้งนี้เกรงว่าพวกเราคงต้องร่วมมือกับจักรพรรดิเซียนคนอื่นๆอีกครั้งถึงจะสามารถต่อกรกับเขาได้”
ประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ไม่ เรื่องนี้เกรงว่าคงไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น”
“โอ้? หมายความว่าอย่างไร?” ราชันเซียนเสวียนอู่กล่าวด้วยความสงสัย
ประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า “ช่วงนี้ข้ามักรู้สึกจิตใจไม่สงบอยู่เสมอเหมือนจะมีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้นอีกทั้งจักรพรรดิอู๋จี๋ผู้นี้เจ้าเล่ห์เกินไปจำเป็นต้องระวังเอาไว้”
“เช่นนั้นก็รอดูไปก่อนเถอะดูว่าเขาต้องการทำอะไรกันแน่” ราชันเซียนเสวียนอู่หรี่ตากล่าว
ในเวลานี้เองบนท้องฟ้าพลันมีเสียงคำรามด้วยความโกรธดังมาจากนั้นลำแสงหลายสายก็ทะลวงมิติมาถึงและร่อนลงตรงหน้าทั้งสองคน
ชายหนุ่มมีใบหน้าหล่อเหลาบุคลิกหยิ่งทะนงสวมอาภรณ์สีเงิน ห้อยหยกไว้ที่เอว บนร่างคล้ายแผ่แรงกดดันอันกว้างใหญ่สง่างามออกมาอย่างเลือนราง
“สวีเซียว? พวกเจ้ามาได้อย่างไร?” ราชันเซียนเสวียนอู่มองสวีเซียวและอีกสี่คนพลางขมวดคิ้วกล่าว
สวีเซียวเอ่ยปากกล่าวว่า “จักรพรรดิอู๋จี๋ให้พวกเรามาบอกว่ามีเรื่องใหญ่จะพูดกับพวกเรา”
“เรื่องใหญ่?”
ราชันเซียนเสวียนอู่และประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์ต่างมองไปทางสวีเซียวด้วยความประหลาดใจพวกเขาทั้งสองคนล้วนไม่เข้าใจว่าจักรพรรดิอู๋จี๋ต้องการจะทำอะไรกันแน่
“เขาคิดจะทำอะไรกันแน่...” ประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์กล่าวพึมพำกับตนเองเสียงต่ำแต่ไม่ว่าอย่างไรตอนนี้จักรพรรดิอู๋จี๋ก็คือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา เขาไม่มีทางยอมให้ผู้ใดมาทำลายแผนการของเขาโดยเด็ดขาด
“หึ! ข้าเองก็อยากฟังดูว่าเจ้าหมอนี่จะเล่นลูกไม้อะไรได้”
“ทุกท่านไม่ได้พบกันนานสบายดีหรือไม่” ในเวลานี้เอง เสียงหัวเราะสดใสสายหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
ประมุขสำนักมารศักดิ์สิทธิ์และราชันเซียนเสวียนอู่พลันหันกายกลับไปอย่างฉับไวสีหน้าของพวกเขาแข็งค้างทันทีเพราะพวกเขาสัมผัสได้แล้วว่าผู้ที่มาคือใคร ถูกต้อง นอกจากจักรพรรดิอู๋จี๋แล้วยังจะเป็นใครได้อีก?
จักรพรรดิอู๋จี๋พาหลิงค่อยๆเดินออกมาจากความว่างเปล่าสายตากวาดมองราชันเซียนเสวียนอู่และคนอื่นๆมุมปากยกขึ้นเล็กน้อยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนสภาพของทุกคนจะดีมาก”
ทันทีที่สิ้นเสียงสวีเซียวก็จ้องจักรพรรดิอู๋จี๋อย่างเย็นชาแล้วถามว่า “เจ้ารวบรวมพวกเรามาเพื่อเรื่องใด?”
จักรพรรดิอู๋จี๋ยิ้มอย่างลึกลับแล้วกล่าวว่า “แน่นอนว่าเป็นเรื่องสำคัญ”
“หึ! จักรพรรดิอู๋จี๋เลิกทำทีมีลับลมคมในได้แล้วรีบพูดมา” ราชันเซียนเสวียนอู่ตวาดอย่างเย็นชา
จักรพรรดิอู๋จี๋ยิ้มอย่างสงบนิ่ง “ความจริงจะบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพียงแค่อยากเชิญทุกท่านสวามิภักดิ์ต่อข้าจากนั้นพวกเราก็ไปกำจัดวังจักรพรรดิถึงเวลานั้นย่อมจะแบ่งผลประโยชน์ให้ทุกท่านอย่างแน่นอน”
“ฮ่าๆ...น่าขันจริงๆถึงกับต้องการให้พวกเราสวามิภักดิ์? สมองเจ้าคงเสียไปแล้วกระมัง?” สวีเซียวหัวเราะเสียงดังเย้ยหยันสีหน้าของอีกสามคนที่เหลือก็เปลี่ยนเป็นไม่น่าดูขึ้นมาเช่นกันจักรพรรดิอู๋จี๋ผู้นี้จะอวดดีเกินไปแล้ว
ในเวลานี้เองแรงกดดันสายหนึ่งก็ปกคลุมลงไปทางคนทั้งห้าเห็นเพียงหลิงที่อยู่ข้างกายจักรพรรดิอู๋จี๋มีดาบยาวสีดเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือดาบยาวนั้นสลักเต็มไปด้วยลวดลายลึดลับแผ่คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากดาบยาวดวงตาของคนทั้งเจ็ดก็หดเล็กลงอย่างฉับพลันทั้งร่างสั่นสะท้านไปคราหนึ่งสีหน้ากลายเป็นซีดขาวราวกระดาษในพริบตาราวกับกำลังแบกรับความเจ็บปวดอันยิ่งใหญ่
“ขอบเขตผู้ปกครองโกลาหล...ระดับ6?!” สวีเซียวร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกเขาสัมผัสได้ว่าขอเพียงหลิงยินยอมก็สามารถฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ
จักรพรรดิอู๋จี๋ยิ้มอย่างดูแคลนจากนั้นก็ปลดปล่อยกลิ่นอายของตนเองออกมาเช่นกัน
“ทุกท่านคำพูดเมื่อครู่นี้ข้าสามารถถือเสียว่าไม่ได้ยินตอนนี้ข้าให้พวกเจ้าเลือกใหม่อีกครั้งจะสวามิภักดิ์หรือจะตาย?” จักรพรรดิอู๋จี๋กล่าวอย่างเย็นชา
ราชันเซียนเสวียนอู่กล่าวด้วยสีหน้าตกตะลึง “เจ้า... เจ้าทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผู้ปกครองโกลาหลแล้วหรือ?”
ไม่ผิดพลังบ่มเพาะของตี้อู๋จี๋ในตอนนี้ก็คือขอบเขตผู้ปกครองโกลาหลระดับ1!
จักรพรรดิอู๋จี๋พยักหน้าเล็กน้อยยิ้มบางแล้วกล่าวว่า “เฮ้อ ก็เพียงแค่โชคค่อนข้างดีเท่านั้นบังเอิญก้าวออกไปได้ก้าวนั้นแต่ข้าขอเตือนพวกเจ้าทางที่ดีจงยอมจำนนอย่างว่าง่ายมิเช่นนั้นก็อย่าโทษข้า!”
เสียงของจักรพรรดิอู๋จี๋ที่เย็นเยียบเสียดกระดูกสะท้อนก้องอยู่ในความว่างเปล่าจนทำให้ผู้คนขนลุกซู่
เมื่อได้ยินดังนั้นสวีเซียวและอีกหลายคนก็มองหน้ากันใบหน้าของพวกเขาล้วนปรากฏสีหน้าดิ้นรนแม้พวกเขาจะรู้ว่าตนเองไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของจักรพรรดิอู๋จี๋แต่จะให้พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อจักรพรรดิอู๋จี๋เรื่องเช่นนี้พวกเขายังคงทำไม่ได้ หนีหรือ? เป็นไปไม่ได้ตั้งแต่แรกหากมีจักรพรรดิอู๋จี๋เพียงคนเดียวพวกเขาอาจยังมีความเป็นไปได้นี้อยู่บ้างแต่คนที่ยืนอยู่ข้างๆยังมีตัวตนขอบเขตผู้ปกครองโกลาหลระดับ6อยู่อีกหนึ่งคนเช่นนี้จะหนีรอดไปได้อย่างไร
ราชันเซียนเสวียนอู่กัดฟันคุกเข่าข้างเดียวลงแล้วกล่าวว่า “ข้าน้อยคารวะประมุขพันธมิตร”
“ข้าน้อยคารวะประมุขพันธมิตร!” คนที่เหลืออีกห้าคนรีบคุกเข่าคารวะทันทีแม้จะไม่ยินยอมแต่สถานการณ์บีบบังคับผู้คนอย่างรุนแรงพวกเขาจำเป็นต้องยอมจำนนเหลือเพียงสวีเซียวคนเดียวที่ยังยืนลังเลอยู่ที่เดิม
“เจ้าเล่า?” จักรพรรดิอู๋จี๋จ้องมองสวีเซียวแล้วกล่าวอย่างเย็นเยาะ
“ถุย เจ้าฝันไปเถอะว่าจะให้ข้าสวามิภักดิ์ต่อเจ้า!” สวีเซียวคำรามด้วยความโกรธภายในร่างระเบิดแสงสีทองอันเจิดจ้าบาดตาออกมาจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อันถาโถมขึ้นฟ้าดินทั้งผืนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นมาต่อให้จักรพรรดิอู๋จี๋เป็นขอบเขตผู้ปกครองโกลาหลแล้วจะอย่างไรเขายอมตายก็ไม่มีทางสวามิภักดิ์ต่อตี้อู๋จี๋
ในดวงตาของจักรพรรดิอู๋จี๋วาบผ่านสีหม่นทะมึนสายหนึ่งเขาคิดไม่ถึงว่าภายใต้การข่มขู่เช่นนี้สวีเซียวกลับยังกล้าต่อต้านนี่เป็นสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงอย่างสิ้นเชิง
“ในเมื่อเจ้าไม่รู้จักรับน้ำใจถึงเพียงนี้เช่นนั้นประมุขพันธมิตรผู้นี้จะทำให้เจ้าสมปรารถนา!” ในดวงตาของจักรพรรดิอู๋จี๋ปล่อยจิตสังหารเห็นเพียงเขายกมือขึ้นตบออกไปกลางอากาศฝ่ามือบดขยี้ความว่างเปล่าดังครืนครืนพกพาพลังทำลายล้างไปทางสวีเซียว
ส่วนสวีเซียวย่อมไม่มีทางนั่งรอความตายเห็นเพียงมิติโดยรอบของเขาบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงขึ้นมาจากนั้นก็ก่อตัวเป็นเขตแดนมิติขนาดหลายร้อยจั้งราวกับสัตว์ป่าดุร้ายบรรพกาลตนหนึ่งตื่นขึ้นมา
เขตแดนมิติเพิ่งก่อตัวขึ้นได้ไม่นานฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวนั้นก็พลันเคลื่อนลงมาได้ยินเพียงเสียงอู้อี้สายหนึ่งดังออกมาเขตแดนมิติพังทลายลงในพริบตาพลังที่หลงเหลือของฝ่ามืออันน่าสะพรึงกลัวนั้นยังคงกระแทกต่อไปบนหน้าอกของสวีเซียวเสียงกร๊อบดังขึ้นซี่โครงของสวีเซียวหักไปหลายซี่โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า
พร้อมเสียงพรวดเขากระอักโลหิตย้อนออกมาคำหนึ่งร่างทั้งร่างของสวีเซียวปลิวถอยออกไปในขณะที่เขากำลังปลิวถอยนั้นเขาก็นำเจดีย์หนึ่งออกมาโคจรพลังแห่งความโกลาหลภายในร่างอย่างบ้าคลั่งเทพลังทั้งหมดเข้าไปในเจดีย์
หึ่งหึ่ง...
พร้อมกับเสียงสั่นสะท้านระลอกหนึ่งดังขึ้นเจดีย์เปล่งประกายแสงเจิดจ้าแผ่คลื่นพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจากนั้นก็ทำลายความว่างเปล่าและพาสวีเซียวออกจากที่นี่ไป
“หึ หนีได้เร็วไม่เบา!” จักรพรรดิอู๋จี๋แค่นเสียงเย็นชา
“นายท่านต้องไล่ตามเขาไปหรือไม่?” หลิงถามอย่างราบเรียบ
จักรพรรดิอู๋จี๋ส่ายหน้าใบหน้าเย็นชาดุดันเผยสีดุร้ายขึ้นมาเสี้ยวหนึ่งแล้วกล่าวว่า “อย่าไล่ตามศัตรูที่จนตรอกอีกอย่างก็แค่จักรพรรดิเซียนโกลาหลระดับ7คนหนึ่งเท่านั้นไม่อาจก่อภัยคุกคามต่อพวกเราได้”
“ขอรับ” หลิงพยักหน้าด้วยความเคารพ
“ทุกท่านเช่นนั้นพวกเราก็มาหารือกันเถอะว่าต่อไปควรทำอย่างไร”
“ขอรับ...”
ภายในความว่างเปล่าเฉินเซวียนกำลังบินอยู่อย่างสบายอารมณ์ทันใดนั้นฝีเท้าของเขาก็หยุดลงสายตามองไปยังที่ไกลเห็นเพียงกลุ่มแสงสีม่วงทองอันเจิดจ้ากลุ่มหนึ่งกำลังพุ่งมาทางเขาด้วยความเร็วอันน่าตกใจเมื่อมองอย่างละเอียดแสงสีม่วงทองนั้นก็เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่อย่างชัดเจน
“เอ๋? นั่นมันของเล่นอะไรกันบนนั้นเหมือนยังมีคนอยู่คนหนึ่งด้วย”
ทันใดนั้นเจดีย์ก็พุ่งผ่านข้างกายเฉินเซวียนไปในพริบตาด้วยความอยากรู้อยากเห็นเฉินเซวียนจึงคว้าเจดีย์เอาไว้ด้วยมือเดียว
หลังจากเจดีย์ถูกคว้าเอาไว้ก็ระเบิดแสงสว่างเจิดจ้าออกมาทันทีในเวลาเดียวกันกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ไพศาลสายหนึ่งก็แพร่กระจายออกมาเห็นได้ชัดมากว่ามันต้องการหลุดพ้นจากฝ่ามือของเฉินเซวียน
“หืม? อาวุธโกลาหล?” เฉินเซวียนขมวดคิ้วเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเจดีย์นี้คืออาวุธโกลาหลชิ้นหนึ่ง
ด้วยความสนอกสนใจจากนั้นก็จับเจดีย์มาถึงตรงหน้าตนเองโดยตรง
“คนผู้นี้คือใครกัน?” เมื่อมองคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสทั้งร่างตรงหน้าตนเองเฉินเซวียนก็อดประหลาดใจไม่ได้
คนผู้นี้มีเลือดเต็มร่างสภาพอเนจอนาถเป็นอย่างยิ่งบนร่างยังเต็มไปด้วยรอยเลือดผิวหนังชั้นนอกยังมีโลหิตสดสีแดงฉานไหลรินอยู่ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิทไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
ไม่ผิดสวีเซียวหมดสติไปแล้วเผชิญหน้ากับการโจมตีของยอดฝีมือขอบเขตผู้ปกครองโกลาหลต่อให้เขาต้านทานอย่างสุดกำลังก็ยังคงถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสหากไม่ใช่เพราะสุดท้ายเขาถ่ายเทพลังของตนเองเข้าไปในเจดีย์ บางทีตอนนี้เขาคงตายไปแล้ว
“ให้ข้าดูหน่อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
จากนั้นเฉินเซวียนก็ชี้นิ้วไปบนหน้าผากของสวีเซียวทันที ชั่วพริบตาประสบการณ์ที่สวีเซียวเพิ่งเผชิญมาก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเฉินเซวียนทั้งหมด
“อ๊ะ เด็กคนนี้ไม่เลวนี่ยอมตายก็ไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อผู้อื่น จุ๊ๆ มีกระดูกที่ดี” มุมปากของเฉินเซวียนปรากฏสีชื่นชมสายหนึ่งจากนั้นเขาขีดนิ้วคราหนึ่งลำแสงลึกลับสายหนึ่งพุ่งเข้าไปกลางหว่างคิ้วของสวีเซียวช่วยเขารักษาบาดแผล
“เดี๋ยวก่อน วังจักรพรรดิ? วังจักรพรรดิก็ไม่ใช่สำนักของจักรพรรดิสวรรค์หรอกหรือ? เจ้าสารเลวจักรพรรดิอู๋จี๋ผู้นี้ถึงกับคิดจะลงมือกับคนของข้ารอข้าก่อนเถอะ”
เฉินเซวียนมองสวีเซียวตบใบหน้าของเขาเบาๆ
“เฮ้ ตื่นๆ”
สวีเซียวค่อยๆลืมดวงตาทั้งสองที่พร่าเลือนขึ้นสิ่งที่ปรากฏเข้ามาในสายตาก็คือใบหน้าอันหล่อเหลาและสง่างามเขาชะงักไปก่อนคล้ายยังตอบสนองไม่ทันจากนั้นเขาก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างฉับพลันสายตาเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“เจ้า...เจ้าเป็นใคร?”
เขาตกใจจนลุกขึ้นยืนทันทีเขามองดูตนเองบาดแผลที่ตนเพิ่งได้รับเมื่อครู่กลับหายดีแล้วอย่างนั้นหรือหรือว่าชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ช่วยตนเอาไว้?
“นี่...”
เฉินเซวียนเอ่ยปากกล่าวว่า “ข้าช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้าเรียบร้อยแล้วเจ้าไม่ควรขอบคุณข้าสักหน่อยหรือ?”