- หน้าแรก
- ระบบแจ้งเตือนไหกู่: สู่เส้นทางเทพเจ้าวันสิ้นโลก
- บทที่ 680 - หมดหนทางแล้วจริงๆ!
บทที่ 680 - หมดหนทางแล้วจริงๆ!
บทที่ 680 - หมดหนทางแล้วจริงๆ!
บทที่ 680 - หมดหนทางแล้วจริงๆ!
หลังจากที่ผู้นำลัทธิเทพสัตว์ป่าพูดจบ
ก็มีคนเอ่ยแทรกขึ้นมาอีก
"แต่ว่า... พวกเราเพิ่งจะด่าว่าแดนสวรรค์เสินหนิวเป็นพวกเต่าหดหัวไปหยกๆ ถ้าเกิดพวกเราไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย... มันจะไม่... เป็นการตบหน้าตัวเองเหรอ?"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กพลางรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง
ในตอนแรกสุดพวกเขาก็เตรียมตัวเตรียมใจที่จะสู้กับจิ่วโจวให้ถึงที่สุดจริงๆ
แต่ใครมันจะไปคิดล่ะ
ว่าจิ่วโจวจะลงมือได้รวดเร็วขนาดนี้
ในขณะที่พวกเขายังไม่ทันได้ตั้งตัว กู้เหวินและพรรคพวกก็แบ่งกำลังออกเป็นสามสายแล้วลงมือกับพวกเขาพร้อมกันเสียแล้ว
นี่มันประสิทธิภาพระดับไหนกันเนี่ย!
เกินไปแล้ว!
ผู้นำลัทธิเทพสัตว์ป่าได้ฟังก็มีสีหน้าย่ำแย่ลงเช่นกัน
ถึงแม้กู้เหวินจะสำคัญมาก แต่ชื่อเสียงของลัทธิเทพสัตว์ป่าก็มีความสำคัญมากเช่นกัน
หากในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ ชื่อเสียงและอิทธิพลของพวกเขาต้องมาได้รับผลกระทบ มันย่อมส่งผลเสียต่อแผนการในอนาคตของพวกเขาอย่างแน่นอน!
แต่ทว่า!
พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วจริงๆ!
หมดหนทางแล้วจริงๆ!
ผู้นำลัทธิเทพสัตว์ป่ากำหมัดแน่นพลางจ้องมองกู้เหวินในหน้าจอด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยว
"บัดซบ โทษไอ้กู้เหวินคนเดียวเลย!"
"ทำไมมันถึงลงมือเร็วขนาดนี้!"
"ต่อให้มีเวลาเตรียมตัวเพิ่มอีกแค่ครึ่งวัน... ก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก!"
ท้ายที่สุดผู้นำลัทธิเทพสัตว์ป่าก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ก่อนจะกัดฟันพูด
"แกล้งตายไปก่อน รอจนกว่าพวกเราจะจัดการกู้เหวินได้สำเร็จ คนทั้งประเทศเสินหนิวก็จะรู้เองแหละว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่!"
"ไอ้กู้เหวินนี่คือปรมาจารย์กู่ระดับซุปเปอร์สตาร์ของจิ่วโจว ถูกยกย่องให้เป็นความหวังของจิ่วโจว ขอเพียงแค่จัดการมันได้!"
"เหอะ!"
"ข่าวลือแย่ๆ ทั้งหมดก็จะถูกกลบไปเอง"
คนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็รีบพยักหน้าทันที
"รับทราบ"
เนื่องจากคนทั้งโลกกำลังจับตามองประเทศเสินหนิวอยู่ ไม่ว่าฝั่งประเทศเสินหนิวจะมีความเคลื่อนไหวอะไร ข่าวสารก็จะแพร่กระจายไปทั่วโลกในพริบตา
และแน่นอนว่านั่นรวมไปถึงเรื่องที่กลุ่มของกู้เหวินบุกรุกเข้ามาในประเทศเสินหนิวอีกครั้งด้วย!
บุกรุกลัทธิเทพสัตว์ป่า!
ในครั้งนี้ฟอรัมก็เดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
[พระเจ้าช่วย นึกไม่ถึงเลยว่าครั้งนี้คนที่เริ่มโจมตีก่อนก็ยังคงเป็นกู้เหวิน ยังคงเป็นจิ่วโจว!]
[พวกเขาถึงกับแบ่งกำลังออกเป็นสามสาย บุกทะลวงเข้าไปถึงพื้นที่ใจกลางของลัทธิเทพสัตว์ป่าโดยตรง ลัทธิเทพสัตว์ป่าไม่ทันแม้แต่จะตอบสนองก็ถูกสังหารจนแตกพ่ายในพริบตา!]
[ข่าวล่าสุด! จิ่วโจวส่งปรมาจารย์กู่ระดับ 10 ออกมาสองคน แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า ปรมาจารย์กู่ระดับ 10 สองคนนี้เคยเป็นถึงเทพเจ้าและบุคคลในยุคโบราณของประเทศเกาะ พวกเขาคือยามาตาโนะโอโรจิและฮิมิโกะ!]
[ถึงกับส่งปรมาจารย์กู่ระดับ 10 ออกมาสองคน นี่มันทุ่มสุดตัวชัดๆ!]
[ลัทธิเทพสัตว์ป่าจะต้านทานได้จริงๆ เหรอ? ฉันแค่มองก็รู้สึกขนหัวลุกแล้ว นี่มันปรมาจารย์กู่ระดับ 10 เชียวนะ ขอแค่มีคนเดียวก็สามารถกวาดล้างประเทศเล็กๆ ได้ตั้งหลายประเทศแล้ว]
[สิ่งที่ฉันสงสัยมากกว่าก็คือ ทำไมปรมาจารย์กู่สองคนที่เคยเป็นของประเทศเกาะถึงไปเข้าร่วมกับจิ่วโจวได้? กู้เหวินมีเวทมนตร์อะไรกันแน่!]
[ตอนนี้มีเมืองแตกไปแล้วสองแห่ง เหลือแค่ทางฝั่งของกู้เหวินที่ยังไม่จบ ดูเหมือนกู้เหวินกำลังสนุกกับการเล่นเกมแมวจับหนูอยู่นะ ต่อให้อยู่ในถิ่นศัตรูเขาก็ไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิด มีแต่ความชิลล้วนๆ]
ข่าวสารต่างๆ ผุดขึ้นมาไม่ขาดสายและถูกอัปเดตอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ระบบอินเทอร์เน็ตในยุคกู่จุติจะไม่เหมือนอินเทอร์เน็ตในอดีต แต่ถูกแทนที่ด้วยเครือข่ายรูปแบบพิเศษ
แต่ความเร็วของอินเทอร์เน็ตก็ยังคงรวดเร็วปานสายฟ้าแลบอยู่ดี
ไม่นานนักพวกเขาก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
เดี๋ยวก่อน...
ไม่ปกตินะ
ทำไมลัทธิเทพสัตว์ป่าถึงไม่ตอบโต้ล่ะ?
ไหนบอกว่าจะต่อต้านให้ถึงที่สุดไง? ไหนบอกว่าจะสู้กับจิ่วโจวให้ตายกันไปข้างไง?
แต่ตอนนี้ถูกจิ่วโจวอัดจนปางตายอยู่แล้ว กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยเนี่ยนะ?
เมื่อมีคนตายเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดผู้คนในประเทศเสินหนิวก็ทนไม่ไหวและเริ่มตั้งคำถาม
"เดี๋ยวก่อน ไม่ถูกต้องนะ ลัทธิเทพสัตว์ป่า พวกนายไม่ได้บอกว่าจะต่อต้านจิ่วโจว จะโจมตีจิ่วโจวเหรอ? ลงมือสิวะ!"
"เมืองโดนล้างบางไปสองแห่งแล้วนะ ปรมาจารย์กู่ระดับสูงของลัทธิเทพสัตว์ป่าอยู่ไหนกันหมด?!"
"ปรมาจารย์กู่ระดับ 9 ของพวกนายหายหัวไปไหนหมด? รีบออกมาสิวะ อย่าทำตัวเป็นเต่าหดหัวนะโว้ย!"
"ก่อนหน้านี้ยังพูดจาอวดดีอยู่เลย พอเปิดศึกปุ๊บก็ปอดแหกปั๊บเลยเหรอ?"
"บัดซบ อุตส่าห์คิดว่าลัทธิเทพสัตว์ป่าจะเป็นความหวังของพวกเรา จะช่วยกู้หน้าให้พวกเราได้บ้าง ผลลัพธ์ก็คือแค่นี้เนี่ยนะ?"
"จบแล้ว จบสิ้นแล้ว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ดินแดนของลัทธิเทพสัตว์ป่าคงโดนล้างบางจนหมดแน่ๆ"
"มีความเป็นไปได้ไหมว่าลัทธิเทพสัตว์ป่าก็กลัวเหมือนกัน? พวกเขามีแค่ปรมาจารย์กู่ระดับ 9 แต่ครั้งนี้จิ่วโจวส่งระดับ 10 มาเลยนะ"
"เวรเอ๊ย ไม่มีฝีมือก็อย่ามาอวดเก่งสิวะ ระดับ 10 ก็ยังไม่มี แต่กลับปากดีบอกว่าจะหยุดจิ่วโจวให้ได้"
เหล่าปรมาจารย์กู่แห่งประเทศเสินหนิวยิ่งพูดยิ่งโมโหจนเริ่มด่าทอลัทธิเทพสัตว์ป่า
ทั้งที่เมื่อครู่นี้พวกเขายังยกย่องให้ลัทธิเทพสัตว์ป่าเป็นฮีโร่ในดวงใจ เป็นความหวังที่จะมากอบกู้ประเทศเสินหนิวอยู่เลย
แต่เพียงพริบตาเดียวสถานการณ์กลับพลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ
เกี่ยวกับเรื่องนี้บรรดาปรมาจารย์กู่ภายในลัทธิเทพสัตว์ป่าหลายคนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่พวกเขากลับไม่ได้รับคำสั่งใดๆ จากเบื้องบนเลย
เบื้องบนของพวกเขากลับเงียบกริบราวกับคนตาย
ในเวลานี้แม้แต่คนภายในลัทธิเทพสัตว์ป่าเองก็ยังรู้สึกสิ้นหวัง
ให้ตายสิ
นี่มันถูกต้องแล้วเหรอ?
ทำไมรู้สึกว่ามันแปลกๆ ล่ะ?
ลัทธิเทพสัตว์ป่าที่เพิ่งจะเห่าหอนอย่างอหังการเมื่อครู่นี้ พอถึงเวลาสู้จริงกลับปอดแหกในพริบตาเนี่ยนะ?
น่าเจ็บใจนัก!
นี่มันน่าเจ็บใจเกินไปแล้ว!
เมืองนิวเดลี
บรรดาผู้บริหารระดับสูงของแดนสวรรค์เสินหนิวเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมา
"นี่น่ะเหรอ ลัทธิเทพสัตว์ป่า? หึหึ อยากจะทำให้ฉันขำตายหรือไง? คุยโวโอ้อวดไว้ซะเยอะแต่ไม่มีปัญญาทำได้จริง"
"จิ๊ พวกมันคงถูกปรมาจารย์กู่ระดับ 10 ของจิ่วโจวทำให้กลัวจนหัวหดนั่นแหละ ใครจะไปคิดล่ะว่าจิ่วโจวที่มีดินแดนต้องห้ามเยอะแยะขนาดนั้นจะยังสามารถส่งปรมาจารย์กู่ระดับ 10 ออกมาได้ถึงสองคน"
"นี่คือรากฐานของจิ่วโจวสินะ? ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ..."
"โชคดีนะที่พวกเราเลือกใช้กลยุทธ์อดทนอดกลั้น ไม่อย่างนั้นตอนนี้คนที่ต้องทนอับอายก็คงเป็นพวกเราแล้ว"
"ดังนั้น ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดลัทธิเทพสัตว์ป่าก็คงจะถูกกวาดล้างไปแบบนี้แหละใช่ไหม? หวังว่าลัทธิเทพสัตว์ป่าจะช่วยบรรเทาความโกรธของจิ่วโจวได้นะ และหวังว่าการต่อสู้จะไม่ยืดเยื้อไปมากกว่านี้... อย่าให้ยืดเยื้อไปกว่านี้เลย... พวกเราไม่มีเวลาไปเล่นสนุกกับพวกมันหรอกนะ"
ในเวลานี้ผู้นำสูงสุดแห่งแดนสวรรค์เสินหนิวทอดสายตาอันสงบนิ่งพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ผลแพ้ชนะยังไม่ถูกตัดสิน การต่อสู้ที่แท้จริงยังไม่เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ ไอ้เมืองพวกนั้นหรือบรรดาปรมาจารย์กู่ที่ตายไปก็เป็นแค่พวกปลาซิวปลาสร้อยทั้งนั้นแหละ... ศึกใหญ่ที่แท้จริงยังรออยู่ข้างหน้า"
แววตาของผู้นำสูงสุดดูลึกล้ำราวกับมองทะลุไปถึงอนาคตอันไกลโพ้น
เขากำลังรอ...
เขากำลังรอศึกใหญ่ครั้งสำคัญนั้นอยู่
ส่วนเรื่องทั้งหมดในตอนนี้มันก็แค่ออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยเท่านั้น ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
ผู้บริหารระดับสูงหลายคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย
นั่นสินะ...
เหตุผลที่พวกเขาระแวดระวังลัทธิเทพสัตว์ป่ามาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะไปหวาดกลัวพวกสวะหรือปรมาจารย์กู่ธรรมดาๆ พวกนั้นหรอกนะ ลำพังแค่กองกำลังปรมาจารย์กู่ที่เค่อลาถูพาไปคราวก่อนก็เพียงพอที่จะกวาดล้างพวกมันได้ตั้งหลายรอบแล้ว
สิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวจริงๆ...
มีเพียงคนเดียวเท่านั้น...
นั่นก็คือผู้นำของลัทธิเทพสัตว์ป่า
มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่สามารถเป็นตัวแทนถึงพลังที่แท้จริงของลัทธิเทพสัตว์ป่าได้ ตราบใดที่เขายังไม่ยอมลงมือ เรื่องอื่นๆ ทั้งหมดก็ล้วนไร้ความหมาย
ล้วนเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา...
จิ่วโจว
หลงเดินทางมาถึงดินแดนต้องห้ามแห่งหนึ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้ เฉาเชากำลังยืนอยู่ที่นั่นเช่นกัน
หลงเอ่ยกับเฉาเชาด้วยความเคารพ
"นายท่าน ทางฝั่งของกู้เหวินไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งแล้วจริงๆ หรือครับ? จากการอนุมานของสิ่งนั้นเป้าหมายของลัทธิเทพสัตว์ป่าในครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นกู้เหวิน"
"เทพมารของพวกมันดูเหมือนกำลังรอจังหวะที่จะจุติลงมา"
"กู้เหวินก็คือสื่อกลางและร่างต้นอ่อนที่พวกมันต้องการจะใช้ประโยชน์ เรื่องนี้แม้แต่คนของลัทธิเทพสัตว์ป่าก็อาจจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ"
เฉาเชาในชุดเกราะยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวคอยกดทับและบดขยี้พลังอันไร้ที่สิ้นสุดจากทุกทิศทุกทาง เขาฉีกกระชากมิตินับชั้นไม่ถ้วนอย่างง่ายดายพลางเอ่ยเรียบๆ
"ฉันก็จัดการไปแล้วไง ฮิมิโกะกับยามาตาโนะโอโรจินั่นไง"
หลงรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง
"พวกเขาเหรอครับ?"
"ความสามารถของพวกเขาอาจจะไม่พอหรือเปล่าครับ?"
"ถ้านายท่านไม่มีเวลาจริงๆ ผมสามารถขออนุมัติใช้งานอาวุธต้องห้ามระดับยุทธศาสตร์ชาติของจิ่วโจวได้นะครับ พวกเราจะปล่อยให้กู้เหวินเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด"
เฉาเชาหัวเราะเบาๆ
"หึหึ..."
"กู้เหวินเป็นอะไรไปงั้นเหรอ? ต่อให้ฉันเป็นอะไรไป กู้เหวินก็ไม่มีทางเป็นอะไรหรอก วางใจเถอะ..."
"เขาเกิดมาเพื่อรับมือกับไอ้พวกนี้โดยเฉพาะ..."
"ไม่จำเป็นต้องให้พวกเราไปกังวลหรอก..."
"ที่ฉันส่งสองคนนั้นไปให้ ก็แค่หวังว่าจะช่วยให้เขาทำงานได้ราบรื่นขึ้นหน่อย แล้วก็ถือโอกาสช่วยฉันรวบรวม... แค่กๆ..."
"เอาเป็นว่าในเมื่อมันไปเกี่ยวข้องกับไอ้พวกตัวพรรค์นั้น ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่งเลย"
น้ำเสียงของเฉาเชาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เขาไม่เคยกังวลเลยว่ากู้เหวินจะเกิดอุบัติเหตุอะไรหรือไม่
นี่คือความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงที่เขามีต่อกู้เหวิน
ส่วนเหตุผลน่ะเหรอ...
ก็คงมีแค่ตัวเขาเองเท่านั้นแหละที่รู้
หลงเองก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง ไม่นึกเลยว่าเฉาเชาจะให้ความสำคัญกับกู้เหวินมากขนาดนี้
ถึงแม้กู้เหวินจะมีพรสวรรค์สูงมาก มีความพิเศษเหนือใคร แถมยังมักจะสร้างปาฏิหาริย์อยู่บ่อยครั้งก็ตามที
แต่ในครั้งนี้...
สิ่งที่เขาต้องเผชิญหน้าด้วยคือ...
แต่ทว่าในเมื่อเฉาเชาพูดมาขนาดนี้ เขาก็เลือกที่จะเชื่อมั่น
เพราะยังไงเสียเฉาเชาก็ดีกับกู้เหวินมากจริงๆ เรียกได้ว่าเห็นกู้เหวินเป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเลยก็ว่าได้ ทั้งฮิมิโกะและยามาตาโนะโอโรจินั้นต่อให้เป็นคนขององค์กรนักทำความสะอาด ก็ไม่มีใครหน้าไหนมีสิทธิ์เรียกใช้งานได้
แต่พวกเขากลับถูกบังคับให้เรียกกู้เหวินว่าเจ้านาย
ในเมื่อเฉาเชาดีกับกู้เหวินขนาดนี้ ก็ย่อมไม่มีทางทำร้ายกู้เหวินอย่างแน่นอน
ดังนั้น...
ช่างมันเถอะ!
เชื่อมั่นในตัวกู้เหวิน เชื่อมั่นในตัวเฉาเชา!
เมืองอิ๋นเหอ
หลิวฮ่าวกำลังพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างเมามันแต่งเรื่องขึ้นมามั่วๆ ฝันเห็นอะไรก็เขียนแบบนั้น นึกอะไรออกก็เขียนลงไป
"อืม... ได้ยินมาว่าลัทธิเทพสัตว์ป่าค่อนข้างจะแปลกประหลาดงั้นเหรอ? ในเมื่อแปลกประหลาดก็คงต้องเป็นเทพมารสินะ เหมือนกับในเมืองผีเฟิงตูนั่นแหละ..."
"อืม..."
"เสี่ยวกู้กำลังชิงไหวชิงพริบกับเทพมารของลัทธิเทพสัตว์ป่า..."
"จะสู้กันยังไงดีนะ..."
"ใช่แล้ว!"
"เขียนว่าเทพมารตนนี้ต้องการจะฟื้นคืนชีพแต่จำเป็นต้องหาร่างกายที่เหมาะสม ทว่าสายเลือดของคนประเทศเสินหนิวนั้นต่ำต้อยเกินไปแถมยังปนเปื้อนด้วยพลังแห่งวัฏจักรสงสาร จึงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่..."
"ดังนั้น... ร่างกายอันสมบูรณ์แบบของกู้เหวินที่ปรากฏตัวขึ้นจึงดึงดูดความสนใจของมันได้ในพริบตา..."
"มันเล็งเห็นเป้าหมายไปที่กู้เหวินถึงได้สั่งให้คนของลัทธิเทพสัตว์ป่าไปหาเรื่องกู้เหวิน..."
"แล้วจากนั้น..."
"กู้เหวินก็แสดงพลังอันน่าทึ่งออกมาอีกครั้ง ถึงกับใช้ร่างกายของมนุษย์ปุถุชนเข้าต่อสู้กับเทพมาร ท้ายที่สุดแล้วไม่เพียงแต่เขาจะไม่ถูกเทพมารทำให้แปดเปื้อน แต่ยังสามารถพลิกกลับมาจัดการเทพมารได้สำเร็จ!"
"เขียนแบบนี้แหละ!"
"ส่วนรายละเอียดปลีกย่อย... ก็ค่อยมั่วๆ เอาทีหลัง..."
หลิวฮ่าวยิ่งเขียนดวงตากก็ยิ่งเป็นประกายราวกับได้เข้าสู่สภาวะฟ้าดินรวมเป็นหนึ่งอะไรทำนองนั้นเลย
ถึงขั้นที่ว่ายิ่งเขียนยิ่งมั่นใจ
เขียนจนตัวเองรู้สึกสนุกสนานไปเลยทีเดียว
สิ่งที่หลิวฮ่าวไม่รู้ก็คือเนื้อหาที่เขาแต่งขึ้นมั่วๆ ในครั้งนี้กลับตรงกับความเป็นจริงไปกว่าเจ็ดแปดส่วน
ถึงแม้รายละเอียด กระบวนการ และผลลัพธ์หลายอย่างจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตามที
แต่โครงเรื่องหลักกลับคล้ายคลึงกันมาก
และหลังจากที่หลิวฮ่าวเขียนเนื้อหาส่วนนี้จบลงภายในฟ้าดินก็มีเส้นสายสีทองเร้นลับหลอมรวมเข้าสู่ร่างกายของหลิวฮ่าวและสลักลึกลงไปในร่างกายของเขา
ยิ่งไปกว่านั้นพลังของหลิวฮ่าวก็เริ่มขยับเข้าใกล้ระดับ 9 ขึ้นมาอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
พลังจิตภายในร่างของเขายิ่งแข็งแกร่งขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนกลายเป็นความบ้าคลั่งและทรงพลัง
แต่เรื่องนี้แม้แต่ตัวหลิวฮ่าวเองก็ยังไม่สังเกตเห็นเลยด้วยซ้ำ
ตัดภาพมาที่เมืองโคลนตม
เก๋อเอินเท่อหลังจากปลดปล่อยพลังแห่งความมืดมิดและน่าสะพรึงกลัวออกมาจนหมดสิ้นก็เริ่มอัญเชิญแมลงกู่ของตัวเองออกมา
ในชั่วพริบตาสิ่งมีชีวิตที่แสนจะแปลกประหลาดและน่าขยะแขยงหลายสิบตัวก็ถูกอัญเชิญออกมา สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตปกติอีกต่อไปแล้วแต่กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ผ่านการกลายพันธุ์มาอย่างสุดแสนจะพิสดาร
อย่างเช่นปูดำที่มีขานับร้อย กระดองปูยังมีหนองสีม่วงไหลเยิ้มทั่วทั้งร่างส่งกลิ่นเหม็นเน่าคลุ้ง ดวงตาคู่หนึ่งยิ่งดูลี้ลับและน่าสะพรึงกลัว
ยังมีราชันย์หมาป่าที่ทั่วทั้งร่างเน่าเปื่อยและเป็นสีดำสนิท มันไม่เหมือนกับหมาป่าดำธรรมดาทั่วไปแต่เป็นหมาป่าที่ดำมืดถึงขีดสุดราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับความมืดมิด กลิ่นอายภายในร่างยิ่งแปลกประหลาดแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งการซ่อนเร้น
ราวกับว่ามันกำลังสร้างมลทินให้กับอากาศรอบด้านอยู่ตลอดเวลา
ส่วนตัวที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดก็คืองูตัวหนึ่ง
มันคืองูสีม่วงความยาวประมาณเจ็ดแปดเมตร ลวดลายบนลำตัวคือรอยประทับมือเป็นจุดๆ รอยประทับมือนั้นเรียงตัวกันเป็นระเบียบทอดยาวไปตามลำตัว
และรอยประทับมือเหล่านี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดหรอกนะ
สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียนที่สุดก็คือ...
หัวของมันกลับกลายเป็นใบหน้าของหญิงสาวที่ผมเผ้ากระเซิง ผิวหนังซีดเผือด แลบลิ้นยาวเฟื้อย แววตาเลื่อนลอยและน่าขนลุกเป็นอย่างยิ่ง
ราวกับกำลังเล่นหนังสยองขวัญอยู่ก็ไม่ปาน
เมื่อมองดูสิ่งมีชีวิตที่ยั้วเยี้ยหนาตาเหล่านี้แม้แต่กู้เหวินก็ยังอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านพลางขมวดคิ้วโดยสัญชาตญาณ
แต่ที่เขาขมวดคิ้วไม่ใช่เพราะรู้สึกกลัวหรอกนะแต่เป็นเพราะรู้สึกขยะแขยงต่างหาก
เวรเอ๊ย...
ระดับความน่าขยะแขยงของลัทธิเทพสัตว์ป่าแห่งนี้มันชักจะเกินขอบเขตจินตนาการของเขาไปหน่อยแล้วนะ!
ทำไมแม่งถึงมีของน่าขยะแขยงแบบนี้อยู่บนโลกได้วะ
นี่คือจุดจบของการไปข้องเกี่ยวกับคธูลูสินะ?
กู้เหวินอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
"ของโสมมพวกนี้... สมควรตายไปให้หมด โลกใบนี้ไม่ใช่ที่ที่พวกแกควรจะมา..."
เก๋อเอินเท่อดูเหมือนจะสังเกตเห็นถึงความไม่สบายใจของกู้เหวิน ครั้งนี้ถึงตาเขาที่จะเป็นฝ่ายดีใจบ้างแล้ว เขาระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะนั้นช่างดูแปลกประหลาด ปากที่อ้ากว้างนั้นกว้างพอที่จะยัดลูกบาสเกตบอลเข้าไปได้เลยทีเดียว
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ กู้เหวิน แกแข็งแกร่งแล้วยังไงล่ะ?"
"สุดท้ายก็ต้องมาหวาดกลัวกับภาพตรงหน้าอยู่ดีใช่ไหมล่ะ?"
"นี่แหละคือพลังแห่งเทพเจ้าของลัทธิเทพสัตว์ป่าของเรา ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปุถุชนอย่างพวกแกจะสามารถครอบครองได้หรอกนะ!"
"ฮ่าๆๆๆๆๆ!"
"เป็นยังไงล่ะ ความสามารถของฉันได้รับการยอมรับจากแกหรือยัง? แกยอมปล่อยพวกเราไปได้หรือยัง?"
มุมปากของกู้เหวินกระตุกเล็กน้อย
ปล่อยไป...
ปล่อยพ่องมึงสิ!
[จบแล้ว]