เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 75 ช่วยเหลือ

Re-new ตอนที่ 75 ช่วยเหลือ

Re-new ตอนที่ 75 ช่วยเหลือ


ตอนที่ 75 ช่วยเหลือ

นางคิดอยู่ชั่วครู่แล้วเกือบจะโพล่งออกไปแล้วว่า ‘ครึ่งชั่ง’ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าในยุคโบราณครึ่งชั่งเท่ากับ 8 เหลียง มันมีสำนวนที่ว่า ‘ครึ่งชั่งแปดเหลียง’ ที่หมายความว่า ‘ไม่ได้ต่างอะไรกัน’ หรือ ‘พอ ๆ กัน’  ดังนั้นนางจึงเอ่ยออกไปว่า “ขออย่างละ 4 เหลียงเจ้าค่ะ”

ราคาน้ำส้มสายชูกับซอสถั่วเหลืองรวมกันคือ 5 อีแปะ จากนั้นนางก็คำนวนการซื้อขายทั้งหมดในวันนี้ นางหลิวให้มา 20 อีแปะ ขายงานปักผ้าของเสี่ยวเหลียนได้ 100 อีแปะ   ไหมปักผ้าราคา 10 อีแปะ เครื่องเทศกับเครื่องปรุงรส 30 อีแปะ เอาให้พี่ใหญ่ไป 10 อีแปะ แล้วยังมีเงินเหลืออีก 80 อีแปะ คิงมิใช่การใช้เงินอย่างสิ้นเปลืองหรอก

โครก...

วันนี้พวกเขากินอาหารเช้ากันเร็ว แม้แต่ฉีโตวที่ชินกับการกิน 2 มื้อต่อวันก็ยังกุมท้องตนเองที่กำลังส่งเสียงประท้วง แต่ถึงเยี่ยงนั้นเขาก็ไม่ได้เรียกร้องขอซื้อของกินเลย

ตลาดอาหารมีแผงขายอาหารเช้าที่ยังไม่ปิดอยู่ เสี่ยวเฉาถือเครื่องปรุงอย่างระมัดระวังและเดินไปที่แผงขายอาหารพร้อมกับน้องชาย นางซื้อซุปร้อน ๆ 1 ถ้วย แล้วเอาแป้งทอดจี้ช่ายออกมา จากนั้นก็จุ่มแป้งทอดลงในซุปให้น้องชาย

ซุปที่พวกเขาซื้อมาเป็นแค่ต้มผักกาดขาวธรรมดาและปรุงรสด้วยเกลือเท่านั้น ผิวหน้ามีน้ำมันอยู่สองสามหยด รสชาติก็งั้น ๆ แต่มันถูกเคี่ยวอยู่บนเตามานานเวลากินลงไปแล้วทำให้รู้สึกอุ่นท้อง แป้งทอดที่พวกเขาเอามาจากบ้านเย็นจนแข็งเป็นหินแล้ว เมื่อเอามันจุ่มลงไปในซุปเยี่ยงนี้มันก็จะอุ่นขึ้นและกินง่ายขึ้นอีกด้วย

มีเด็กน้อยอายุราว ๆ 4 - 5 ขวบอยู่ที่แผงขายอาหารเช้า เขาจ้องแป้งทอดแสนอร่อยของสองพี่น้องด้วยแววตาอิจฉา แล้วงอแงกับพ่อของเขาว่า “ท่านพ่อ ข้าอยากกินแป้งทอดแบบนั้นบ้าง ไปซื้อให้ข้าหน่อย !”

เจ้าของแผงลอยสังเกตเห็นว่าในแป้งทอดมีผักใบเขียวอยู่ด้วย เขาจึงถามอย่างงุนงงว่า  “แม่หนูน้อยเจ้าซื้อแป้งทอดนั่นมาจากที่ใดรึ ? ช่วงนี้มีผักใบเขียวได้เยี่ยงไร ?”

ฉีโตวกินแป้งทอดคำใหญ่แล้วตอบอย่างร่าเริงว่า “พี่สาวของข้าทำขึ้นมาเอง แต่มันมิมีผักใบเขียวหรอกขอรับ เราขุดสมุนไพรในภูเขามาทำ พี่สามทำอาหารเก่งมาก ๆ เลย ไม่มีใครทำได้อร่อยเท่านี้แล้วล่ะขอรับ !”

“ข้าอยากกินแป้งทอด ท่านพ่อ ท่านพ่อ ข้าอยากกินแป้งทอดสมุนไพร แง... !” เมื่อเห็นสีหน้าพออกพอใจของฉีโตว เด็กน้อยก็เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร

นางหลิวห่อแป้งทอดที่เหลือทั้งสามชิ้นให้สองพี่น้องเอาติดตัวมาด้วย พวกเขาฉีกจุ่มน้ำซุปกันไปคนละชิ้นแล้ว ยังเหลืออีก 1 ชิ้นที่อยู่บนโต๊ะ เมื่อเสี่ยวเฉาเห็นเด็กน้อยร้องไห้

นางจึงรีบเอ่ยขึ้นมาว่า “พวกเรายังมีแป้งทอดเหลืออีก 1 ชิ้น ถ้าท่านลุงมิรังเกียจก็เอาให้น้องชายกินได้นะเจ้าคะ”

“ข้าจะทำเช่นนั้นได้เยี่ยงไรกัน ? หากเอาแป้งทอดของพวกเจ้าไป พวกเจ้าทั้งสองคนคงกินไม่อิ่มกันพอดี” คนขายยิ้มให้สองพี่น้องอย่างเกรงใจพร้อมกับปลอบลูกชาย

“มิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ พวกเรากินข้าวเช้ากันก่อนมาที่นี่แล้ว แค่อยากกินน้ำซุปร้อน ๆ เพื่ออุ่นร่างกายน่ะเจ้าค่ะ” เสี่ยวเฉาเห็นว่าเด็กน้อยไม่ยอมสงบลงเลย เขาร้องไห้จนน้ำมูกไหลยืดเป็นทางยาว อีกทั้งพอเขาสะอื้นมันก็กลายเป็นลูกโป่งเล็ก ๆ นางกับน้องชายกินแป้งทอดกันไปคนละชิ้นกับต้มผักกาดขาวอีกหนึ่งถ้วยแล้ว นั่นมากพอที่จะทำให้ท้องของพวกเขาหยุดร้องได้ และเมื่อพวกเขากลับบ้านตอนเย็นก็ยังมีอาหารเย็นให้กินอีก นางจึงเสนอแป้งทอดที่เหลือให้เด็กน้อยคนนั้น

เจ้าของร้านคิดเพียงชั่วครู่แล้วเอ่ยว่า “เยี่ยงนั้นลุงก็ขอบคุณเจ้ามากยิ่งนัก ซุปถ้วยนั้นลุงให้แล้วก็กัน ถือเป็นคำขอบคุณ”

ซุป 1 ถ้วยราคา 1 อีแปะ ประหยัดเงินไปได้ 1 อีแปะ หยูเสี่ยวเฉาขอบคุณเจ้าของร้านแล้วออกจากตลาดอาหารพร้อมกับน้องชาย พวกเขาเดินไปยังนอกประตูเมืองตรงที่ลุงหม่ารออยู่ เกวียนของเขามีคนขึ้นจนเต็มแล้วและกำลังรอพวกเขาสองคนอยู่

ถ้านางหลิวรู้ว่าพวกเขาใช้เงินซื้อเครื่องปรุงรสกับเครื่องเทศไป 30 อีแปะ นางต้องบ่นพวกเขาไปอีกนานเป็นแน่ ที่บ้านแทบจะไม่มีอะไรกินอยู่แล้ว เหตุใดถึงยังซื้อเครื่องปรุงมาอีก ?

พอถึงบ้านเสี่ยวเฉาก็เปิดประตูแล้วยื่นหน้าเข้าไปมองอย่างระมัดระวัง เสี่ยวเหลียนกำลังปักผ้าอยู่กลางบ้าน เมื่อนางเห็นท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของเสี่ยวเฉา นางจึงหัวเราะคิกคักออกมาแล้วเอ่ยว่า  “เสี่ยวเฉา เจ้าไปทำความผิดอันใดมา ? วางใจเถิด ตอนนี้ท่านแม่ไม่อยู่บ้านหรอก”

พอได้ยินเช่นนั้นเสี่ยวเฉาก็เดินเข้ามาในบ้านอย่างโล่งอก นางยิ้มแหย ๆ “ใครทำความผิดอะไรกัน ? ไม่มีสักหน่อย...ข้าเพียงแค่ซื้อเครื่องปรุงในเมืองมาก็เลยกลัวว่าท่านแม่จะบ่นข้าเรื่องที่ใช้เงินเปลือง...เอ้านี่ เงินที่เหลือจากขายถุงผ้าของเจ้า”

“ก็บอกแล้วว่าใช้เงินที่เหลือได้ อยากจะซื้ออะไรก็ซื้อได้เลย ซื้อเครื่องปรุงจะเป็นการใช้เงินเปลืองได้เยี่ยงไร ?” เสี่ยวเหลียนรับถุงเงินมาและรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน นางเอ่ยอย่างแปลกใจว่า “เจ้าซื้อเครื่องปรุงมาเท่าใดกัน ? เหมือนใช้เงินไปมิเยอะเลยนี่ !”

ถุงผ้า 5 ถุงของนางเคยขายได้ 75 อีแปะ แต่เงินที่เหลือในถุงเงินที่เสี่ยวเฉาให้นางมามีเงินเกินมา 5 อีแปะจากที่เคยได้ 75 อีแปะ นางรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง

เสี่ยวเฉาอธิบายว่าเจ้าของร้านเย็บผ้าเพิ่มราคาให้และเอ่ยว่า “เสี่ยวเหลียน อย่าบอกท่านแม่ว่าข้าซื้อเครื่องปรุงพวกนี้มานะ ข้าจำเป็นต้องใช้พวกมันน่ะ !”

“มีเรื่องอะไรที่บอกแม่ของเจ้ามิได้รึ ?” หยูไห่เดินกะเผลกออกมาจากห้องและยิ้มกว้างให้ลูกสาวที่น่ารักทั้งสองของเขา ขาของเขาดีขึ้นจนไม่ต้องใช้ไม้ค้ำแล้ว

“มิมีเจ้าค่ะ มิมี ! ท่านพ่อรู้วิธีทำกระบอกไม้ไผ่เยี่ยงนี้หรือไม่ ? ถ้าหากท่านพ่อมีเวลาว่างทำให้ข้า 2 อันได้หรือไม่เจ้าคะ ? ข้าต้องเอาของที่ยืมมาไปคืน” เสี่ยวเฉาจงใจเปลี่ยนเรื่องและยื่นกระบอกไม้ไผ่ที่ใส่ซอสถั่วเหลืองให้พ่อของนางดู

“กระบอกเช่นนี้เป็นของที่ทำง่าย พ่อทำได้ มิได้ยากอันใด” หยูไห่ดมกระบอกไม้ไผ่แล้วหัวเราะออกมา “ซอสถั่วเหลือง ? ถ้ามีหมูสามชั้นสัก 1 ชั่ง พวกเราก็จะสามารถทำหมูตุ๋นน้ำแดงได้เลยนะ...แล้วก็กินกันให้พุงกางไปเลย !”

ตั้งแต่แม่แท้ ๆ ของเขาเสียชีวิตไป หยูไห่ก็ไม่เคยได้กินหมูตุ๋นน้ำแดงอีกเลย เขาคิดถึงรสชาติของมันมากยิ่งนัก

เสี่ยวเฉารีบคว้ากระบอกซอสถั่วเหลืองคืนแล้วเอ่ยแบบเน้นเสียงว่า “ข้าต้องใช้เครื่องปรุงพวกนี้ ท่านพ่อห้ามแตะพวกมันเด็ดขาด ! อ่าใช่...ว่าแต่ท่านแม่ไปไหนรึเจ้าคะ ?”

“ไปบ้านป้าโจวน่ะ มีคนสั่งซื้อไก่นางหลายสิบตัว พวกเขาต้องทำให้เสร็จในวันพรุ่งนี้ ก็เลยมาขอให้แม่ของเจ้าไปช่วยฆ่าไก่น่ะ !” เสี่ยวเหลียนรับเครื่องปรุงจากน้องสาวแล้วนำไปวางไว้ที่มุมมืดในครัว

หยูไห่เรียกฉีโตว “ฉีโตวน้อย มาช่วยพ่อห่มผ้าให้แปลงผักเร็วเข้า ต้นกล้าพวกนี้ขึ้นดีมากนัก แค่ 5 วันก็งอกสูงถึง 1 ชุ่นแล้ว พ่อมิเคยเห็นผักโตเร็วถึงเพียงนี้มาก่อนเลย ขนาดปีก่อน ๆ ในฤดูใบไม้ผลิที่อุ่นกว่านี้ก็ยังมิโตเร็วเท่านี้เลยด้วยซ้ำ...”

พวกมันโตเร็วนั้นเป็นสั่งที่แน่นอนอยู่แล้ว ก็ข้ารดน้ำพวกมันด้วยน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน เสี่ยวเฉาถูจมูกอย่างไม่สบายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะไปบ้านท่านป้าโจว จะไปดูว่าพวกเขาอยากให้ช่วยอะไรหรือไม่” เอ่ยจบนางก็หนีออกมาอย่างรวดเร็ว

วันนี้นางฟางเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อขายไก่และไข่ นางได้รู้ว่าจะมีงานเลี้ยงฉลองวันเกิดครบ 60 ปีพ่อของนายท่านหวง พวกเขาต้องการไก่ 40 ตัวสำหรับงานเลี้ยง พ่อบ้านที่ทำหน้าที่ซื้ออาหารได้สั่งไก่ 40 ตัวและให้นางเตรียมไก่ทั้งหมดในวันนี้ พรุ่งนี้จะได้ส่งไปให้พวกเขาที่บ้าน

นางจึงรีบกลับบ้านทันทีหลังจากได้รับคำสั่งซื้อ แต่ที่บ้านมีคนไม่พอที่จะช่วยฆ่า, ถอนขน และทำความสะอาดไก่ทั้ง 40 ตัวได้ในบ่ายวันเดียว สามีของนางก็ไม่อยู่บ้าน นางฟางกลัวว่าลูก ๆ ทั้งสามคนกับตัวนางเองจะทำงานใหญ่พัง นางจึงขอให้นางหลิวไปช่วย

เมื่อเสี่ยวเฉาไปที่นั่น โจวหลิงหลงกับน้องสาวของนางกำลังต้มน้ำอยู่ในครัว นางฟางถือมีดปังตอกำลังจะฆ่าไก่ตัวหนึ่ง ที่พื้นมีไก่ถูกมัดขา 6 ตัวนอนอยู่ นางหลิวแม่ของนางกำลังเทน้ำร้อนลงไปในอ่างไม้ขนาดใหญ่ มีไก่ที่ถูกฆ่าแล้ว 3 ตัวที่ยังไม่ถูกถอนขนอยู่ในอ่าง

“ท่านแม่ ท่านป้าโจว ข้ามาช่วยแล้ว !” เสี่ยวเฉาทักทายพวกเขาแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่ามีเลือดไก่นองอยู่บนพื้น

นางฟางเลือกไก่ขึ้นมาหนึ่งตัวที่ถูกมัดขาและถอนขนออกจากคอแล้ว ขณะที่มีดกำลังจะสับลงไปนางก็ได้ยินเสียงของเสี่ยวเฉา จึงเงยหน้าขึ้นและยิ้มให้ “กลับมาแล้วรึเสี่ยวเฉา ? ถ้าป้ารู้ว่าเจ้าเองก็เข้าเมืองเช่นกัน ข้าก็คงจะพาเจ้าไปด้วยกันแล้ว ซื้อของในเมืองสนุกหรือไม่ ?”

“ท่านป้าโจวเจ้าคะ ท่านป้าจะเอาเลือดไก่ที่เหลือจากฆ่าไก่หรือไม่เจ้าคะ ?” เสี่ยวเฉาตอบไม่ตรงประเด็นและมองดูเลือดไก่ที่นองพื้นด้วยความเสียดายเล็กน้อย

นางฟางสับสน นางจึงเอ่ยว่า “จะเอาเลือดไก่ไปทำไมกัน ? มันกินมิได้มิใช่รึ ?”

หยูเสี่ยวเฉากระพริบตาและตอบนางว่า “เลือดไก่กินได้นะเจ้าคะ ! ถ้าทำดี ๆ ก็ไม่มีกลิ่นคาวหรือรสชาติแปลก ๆ แล้วเจ้าค่ะ ท่านป้าต้องกินเลือดไก่เพื่อบำรุงโลหิตนะเจ้าคะ เลือดไก่น่ะสรรพคุณของมันดียิ่ง มันยังช่วยบรรเทาอาการปวดไขข้อ, ปรับการไหลเวียนของเลือด และทะลวงเส้นอีกด้วยเจ้าค่ะ”

“อ่า...ป้ามิเคยได้ยินว่าเลือดไก่มีสรรพคุณเยี่ยงนั้นเลย เจ้าเรียนมาจากผู้ใดรึ ?” นางฟางไม่รู้ว่านางควรจะตัดหัวไก่ตอนนี้เลยหรือไม่

หยูเสี่ยวเฉาวิ่งเข้าไปในครัวแล้วขอให้โจวชานหูเอากะละมังให้นางหนึ่งอัน นางวางมันลงตรงหน้านางฟางแล้วเอ่ยว่า “ท่านป้าโจวฟังข้านะเจ้าคะ ! ถ้าทำเลือดไก่อย่างถูกวิธี มันจะนุ่มและอร่อยเป็นอย่างมาก ใช้ทำซุปกับเต้าหู้ได้ ต้มกับผักกาดขาวก็ได้ ถ้าเอาไปต้มกับซอสมันจะนุ่มลื่นและอร่อยสุด ๆ ไปเลยล่ะเจ้าค่ะ !”

“เจ้าเด็กนี่ บรรยายเสียจนน้ำลายไหล ก็ได้...ป้าให้เลือดไก่เจ้าทั้งหมดเลย หากทำเสร็จแล้วก็อย่าลืมเอามาให้ป้าโจวชิมสักถ้วยด้วยก็แล้วกัน” นางฟางใช้มีดเฉือนคอไก่อย่างว่องไว เลือดสีแดงไหลทะลักลงไปในกะละมัง

เสี่ยวเฉารู้สึกเหมือนเห็นอาหารลอยอยู่ตรงหน้า นางอยากคว้าเอาเลือดไก่มาเริ่มลงมือทำอาหารเสียตั้งแต่ตอนนี้เลย ผ่านวันปีใหม่มาได้สองเดือนแล้ว อย่าว่าแต่เนื้อสัตว์หรือปลาเลย แม้แต่ธัญพืชหยาบก็ยังไม่สามารถกินจนอิ่มได้ ชีวิตเยี่ยงนี้ทำให้นางอยากจะบ้าตายรายวัน !

“แล้วมัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น ? เจ้ามาช่วยมิใช่รึ ? กลับบ้านไปเอากะละมังที่เราใช้ล้างผักมา จะได้ช่วยกันถอนขนได้เร็วขึ้น” นางหลิวเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงดุเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มให้ลูกสาว “เจ้าค่ะท่านแม่...” หยูเสี่ยวเฉาตอบตกลงแล้ววิ่งออกไปทันที

นางฟางมองเสี่ยวเฉาที่ดูร่าเริงแล้วยิ้มขึ้นมาพร้อมกับเอ่ยว่า “น้องมู่หยุน โชคของครอบครัวเจ้าเปลี่ยนไปแล้วเป็นแน่ ดูสิตั้งแต่ย้ายออกมา ขาของต้าไห่ก็หายดี สุขภาพของเสี่ยวเฉาก็แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ตัวเจ้าเองก็มิป่วยอีกแล้ว ผ่อนคลายสักนิดเถิด ในอนาคตครอบครัวของเจ้าจะต้องดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างแน่นอน ประเดี๋ยวถ้าลูกไก่ฟักออกมาตอนฤดูใบไม้ผลิ เจ้าก็มาเอาไปเลี้ยงที่บ้านสักสองสามตัวเถอะ จะได้มีไข่ไว้กิน เจ้ากับลูก ๆ ผอมกันจะแย่อยู่แล้ว...”

นางหลิวเงยหน้าขึ้นมายิ้มอย่างอ่อนโยน หลังจากย้ายออกมานางก็ยิ้มบ่อยขึ้น นางหัวเราะขณะที่มือก็ถอนขนไก่อย่างชำนาญ ไอน้ำลอยขึ้นมาจากอ่างไม้ มีกลิ่นคาวลอยอยู่ในอากาศเล็กน้อย...

ตอนที่เสี่ยวเฉากลับมา นางเห็นเข้าตอนที่นางหลิวกำลังแหวกท้องไก่ดึงเอาอวัยวะภายในออกมาและโยนลงพื้น นางถามอย่างไม่แน่ใจว่า “พวกนี้ก็ทิ้งหมดเลยรึเจ้าคะ ?” นางหลิวมองหน้านางแล้วแกล้งเอ่ยออกมาว่า “เจ้าอยากกินของเหม็น ๆ สกปรก ๆ พวกนี้รึ ? มีของเสียไก่อยู่ในนั้นด้วยนะ ถ้าเจ้าทำจริง ๆ ก็กินไปเองคนเดียวเถอะ ไอหยา...อย่ามัวแต่เสียเวลา มาช่วยแม่จัดการไก่ที่ท่านป้าโจวฆ่าเร็วเข้า แม่จะเอาน้ำร้อนลวกพวกมัน  แล้วเจ้าเป็นคนถอนขนนะ”

“เสี่ยวเฉาทำงานดี ๆ ล่ะ ถ้าทำดีป้าจะให้ 10 อีแปะ...” นางฟางรู้ว่าเสี่ยวเฉามีประสบการณ์ทางด้านนี้จึงให้สัญญากับนาง

นางหลิวเอ่ยแทรกขึ้นมาทันที “พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันก็ช่วย ๆ กันไป มิต้องให้เงินหรอก อีกอย่างเสี่ยวเฉาก็ยังเด็ก จะช่วยได้สักเท่าใดกันเชียว... !”

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 75 ช่วยเหลือ

คัดลอกลิงก์แล้ว