เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่

Re-new ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่

Re-new ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่


ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่

นางหลิวตอบอย่างเกรงใจว่า “เสี่ยวฮัน ที่นี่มิมีอันใดให้ทำมากนักหรอก มีอาหญิงโจวช่วยแล้ว เจ้ามิต้องช่วยหรอก...”

“ท่านอาหญิงเอ่ยออกมาราวกับข้าเป็นคนนอก ข้ากับเสี่ยวเฉาและฉีโตวนับถือกันเหมือนเป็นพี่น้องจริง ๆ พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะขอรับ ถ้าหากมีสิ่งใดให้ช่วยก็บอกได้เลยนะขอรับ”

ฉีโตวยิ้มกว้างอย่างมีความสุข “ท่านพี่ฮัน ครอบครัวของพวกเราจะได้อยู่ใกล้ ๆ กันแล้ว ข้าจะได้ไปหาท่านพี่ฮันได้ง่ายขึ้น ข้าได้กินอาหารที่บ้านท่านพี่อยู่บ่อยๆ คราวนี้ท่านพี่ต้องมาลองชิมอาหารฝีมือพี่สามบ้างแล้วนะ พี่สามทำอาหารเก่งมาก ๆ เลยล่ะ ทำบะหมี่แป้งถั่วให้อร่อยกว่าแป้งสาลีก็ได้อีกด้วย”

“ได้เลย ! เช่นนี้ก็เป็นลาภปากของข้าแล้วล่ะสิ” จ้าวฮันเงยหน้าขึ้นมองด้านหลังของเสี่ยวเฉาแวบหนึ่ง แล้วก้มลงตัดวัชพืชต่อ

คงเป็นเพราะได้แยกบ้านออกมา ฉีโตวถึงได้เผยด้านที่มีชีวิตชีวาแบบเด็กน้อยออกมา  เขาพูดคุยไม่หยุดแต่ก็ไม่ได้ทำงานล่าช้าเลย เคียวเล็กในมือของเขาเหวี่ยงไปรอบ ๆ อย่างต่อเนื่อง

กวางโรตัวน้อยที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็ดูเหมือนจะตื่นเต้นไปกับเขาด้วย มันกระโจนไปตามพุ่มไม้และบางครั้งก็จะก้มลงกัดเอาต้นไม้ออกมาและเอาไปให้เสี่ยวเฉาดูเหมือนได้สมบัติมา  ราวกับว่ามันพยายามขอคำชมและรางวัลจากนาง

อีกด้านหนึ่งนางหลิวกับนางฟางก็ทำงานยุ่งอยู่เช่นกัน ทั้งสองทำงานไปพลางคุยกันไปหลังจากมองดูบ้านเก่า ๆ โทรม ๆ หลังนั้นแล้ว นางฟางก็อดพูดขึ้นมาไม่ได้ว่า “ยายเฒ่านั่นก็จริง ๆ เลย ท่านพี่ต้าไห่หาเงินให้ครอบครัวตั้งมากมาย แต่พวกนั้นให้เงินมาแค่ 2 ตำลึง มันจะเอาไปทำอันใดได้ ค่าซ่อมบ้านยังมิพอเลยด้วยซ้ำ น้องมู่หยุน ถ้าเงินไม่พอก็บอกได้เลยนะ มิต้องเกรงใจ เรามีเงินไม่มากก็จริงแต่ก็ให้ได้หลายตำลึงอยู่ ตอนนี้อากาศยังหนาวอยู่ไม่ว่าเยี่ยงไรก็ควรซ่อมบ้านให้ดีเสียก่อน”

หลิวมู่หยุนรู้สึกซาบซึ้งใจมากเสียจนน้ำตาคลอ นางหันไปถอนวัชพืชให้มากขึ้นเพื่อซ่อนความรู้สึกเอาไว้และตอบกลับเบา ๆ ว่า “ขอบคุณเจ้ามาก เมียต้าเหนียน...”

“ขอบคุณอะไรกันเล่า วันหน้าพวกเราก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว ญาติที่อยู่ไกลไม่สู้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้หรอก ถ้ามีสิ่งใดที่ข้าพอจะช่วยได้ก็บอกได้เลยนะ” นางฟางเหวี่ยงเคียวตัดวัชพืชอย่างรวดเร็ว มองแวบเดียวก็รู้ได้ว่านางเป็นคนขยัน

บ้านทางด้านตะวันตกเปิดประตูที่สนามด้านหลังและปล่อยฝูงเป็ดลงบ่อน้ำด้านหลังบ้าน  เมื่อเห็นว่ามีอะไรบางเกิดขึ้นที่นี่จึงเดินมาดูและเอ่ยว่า “อ้าว ! เมียต้าไห่ พวกเจ้าจะย้ายมาจริง ๆ รึ ? ตาย ๆ ๆ ท่านลุงหยูกับท่านป้าหยูนี่ใจดำจริง ๆ บ้านโทรม ๆ เช่นนี้จะอยู่เข้าไปได้เยี่ยงไร...”

หยูเสี่ยวเฉาเงยหน้าขึ้นมาและเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีโหนกแก้มสูงและริมฝีปากบาง เหตุใดยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดของผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนนางกำลังดีใจกับสถานการณ์ย่ำแย่ของพวกเขาอยู่ ?

“มิต้องสนใจหรอก ถ้าเก็บเอาคำพูดของนางเหมามาใส่ใจก็คงจะได้โมโหจนเป็นบ้าอย่างแน่นอน ทำเหมือนนกกระจิบกำลังร้องเสียก็มิเป็นไรแล้ว” ตระกูลโจวกับตระกูลเฉียนเป็นเพื่อนบ้านเพียง 2 ครอบครัวที่อยู่ในรัศมี 1 ลี้จากบ้านเก่าหลังนี้ ตระกูลโจวเลี้ยงไก่และตระกูลเฉียนเลี้ยงเป็ด ตลาดสำหรับไข่ไก่กับไก่สดดีกว่าเป็ดอย่างเห็นได้ชัด นางเหมาลูกสะใภ้ของตระกูลเฉียนเป็นคนปากมากปากจัด เมื่อใดก็ตามที่นางเจอเข้ากับนางฟาง นางก็จะมีแต่คำพูดจิกกัดเหน็บแนมอยู่ตลอด

ตอนแรกนางฟางก็ทะเลาะกับนางอยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากที่สองตระกูลทำความเข้าใจกันแล้ว นางก็รับรู้ว่านางเหมาไม่ได้มีปัญหาเรื่องนิสัยแต่อย่างใด นอกจากมีความสามารถทำให้ผู้อื่นเกลียดนางได้ทันทีที่อ้าปากพูดเพียงเท่านั้น พวกผู้หญิงส่วนใหญ่ในหมู่บ้านล้วนแต่เบือนหน้าหนี มีเพียงนางฟางที่ไม่ได้ใส่ใจนางมากนักเนื่องจากพยายามจะรักษาความสงบสุขระหว่างเพื่อนบ้านเอาไว้

นางเหมาดูจะรู้ตัวเหมือนกันว่าสิ่งที่เอ่ยไปเมื่อครู่ฟังดูไม่ค่อยดีนัก นางจึงรีบเอ่ยขึ้นว่า “ถ้าต้องการคนช่วยซ่อมบ้านล่ะก็ มาที่บ้านข้าได้ สามีของข้าอาจจะไม่เก่งเรื่องอื่นแต่เขาแข็งแรงแน่นอน วันหน้าเราจะเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว เยี่ยงนั้นช่วยเหลือกันเอาไว้จะดีกว่า มิต้องหยุดทำงานเพราะข้าหรอก ข้าต้องไปที่ท่าเรือก่อน จะไปดูว่ามีปลาอะไรขายบ้าง จะซื้อไปทำอาหารให้ลูกชายน่ะ เหวินเอ้อร์ต้องบำรุงร่างกาย...”

นางฟางเอ่ยเบา ๆ “ลูกชายคนโตของนางเหมาไปเรียนในเมือง ว่ากันว่าเขาทำได้ดีมากเลยล่ะ นางเลยโม้เรื่องเขาทุกครั้งที่มีโอกาส อย่างวันนี้เฉียนเหวินจะกลับมาบ้านเพื่อหยุดพัก นางคงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถึงเสียหน่อย”

“ข้ารู้ ข้ารู้ ! ท่านพี่เฉียนเหวินเก่งมาก ๆ เลย เขาได้ที่หนึ่งตอนสอบครั้งล่าสุดด้วย !” ฉีโตวพูดแทรกขึ้นมา เขาติดตามจ้าวฮันเหมือนเป็นหางเล็ก ๆ และร่อนไปรอบ ๆ อย่างมีความสุข

นางหลิวมองลูกชายที่มีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและยิ้มอย่างอ่อนโยน “พ่อแม่ทุกคนก็รักลูกของตนเองกันทั้งนั้น ในสายตาของแม่ ลูกของตนเองย่อมดีที่สุดเสมอ !”

นางฟางคิดนิดหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “ก็จริงนะ ถึงหัวเอ้อร์ลูกชายของข้าจะไม่เก่งเรื่องเรียน แต่เขาก็ช่วยพ่อของเขาขายของตามถนนมาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยคิดว่ามันเป็นงานหนักเลยสักนิด อีกทั้งเขากลับชอบมากด้วยซ้ำ ที่บ้านข้ามีไก่ประมาณ 100 ตัว แต่ข้าแทบจะไม่ต้องสั่งลูกสาวเลย ทั้งสองคนจะช่วยกันดูแลไก่แทนข้าอยู่ทุกวัน...”

นางหลิวมองไปที่ลูกสาว 2 คนของนางที่กำลังช่วยกันกำจัดวัชพืช แววตาของนางทอประกายแห่งความสุขและเอ่ยขึ้นมาว่า “ลูก ๆ ของข้าก็เป็นคนฉลาดมีเหตุผลและยังขยันทำงานอีกด้วย...”

หยูเสี่ยวเฉาหันหน้ามาและยิ้มกว้าง “ท่านแม่ ท่านป้าโจว  พูดเบา ๆ หน่อยสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะคิดว่าท่านแม่กับท่านป้าชอบพูดเกินจริงกันนะเจ้าคะ”

นางหลิวกับนางฟางพากันหัวเราะและมองไปที่เสี่ยวเฉา นางฟางตอบกลับไปว่า “แยกบ้านนี่เป็นเรื่องดีจริง ๆ เสี่ยวเฉามีชีวิตชีวามากขึ้นถึงขนาดล้อพวกเราได้ด้วย”

นางหลิวพยักหน้าและเอ่ยเสริมขึ้นมาว่า “อีกทั้งเฉาเอ้อร์ยังแข็งแรงขึ้นอีกด้วย แล้วก็มีชีวิตชีวาขึ้นตั้งเยอะ ข้าเป็นแม่ก็โล่งใจ ถ้าขาของพ่อนางดีขึ้น...”

“ต้องดีขึ้นสิ ประเดี๋ยวก็ดีขึ้น ! คนดี ๆ ก็ต้องได้เจอกับสิ่งดี ๆ ขาของน้องต้าไห่จะต้องหายอย่างแน่นอน !” นางฟางก็ได้ยินข่าวเรื่องขาของหยูไห่มาด้วยเช่นกันจึงรีบปลอบใจนางหลิว

“พี่สาม พี่สาม ! ดูนี่สิ ! ท่านพี่เสี่ยวหวู่กับข้าเจอไข่ไก่ฟ้าในป่าด้วย มีตั้ง 3 ฟอง ! ข้าจะเก็บไว้ให้ให้พี่สองต้ม ท่านพ่อท่านแม่กับพี่สามจะได้กินคนละฟอง”

ขณะที่ทุกคนกำจัดวัชพืชจากลานหญ้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังเกือบจะเสร็จแล้ว ฉีโตวที่ไปกับเฉียนหวู่เพื่อนบ้านใหม่ของพวกเขาก็กลับมา ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาไปที่ไหนกันมา  ฉีโตวยังมีใบไม้กับหญ้าติดบนผมอยู่เลย เขาถือไข่ไก่ฟ้าอยู่ในมือพร้อมกับยิ้มกว้าง

ลูกสาวคนที่สองของตระกูลโจว ชานหูก็แกล้งล้อเขาว่า “เจ้าอยากให้พี่สองช่วยต้มไข่ให้  แต่ไม่แบ่งให้พี่สองกินด้วยรึ ? มิกลัวว่าเสี่ยวเหลียนหาว่าเจ้าลำเอียงรึไง ?”

ฉีโตวมองเสี่ยวเหลียนแล้วตอบอย่างร่าเริงว่า “พี่สองมิทำเช่นนั้นหรอก ! ท่านพ่อกำลังบาดเจ็บ ท่านแม่กับพี่สามก็ร่างกายอ่อนแอ ถ้าพี่สองมีอาหารดี ๆ นางก็จะเอาให้พวกเขาก่อนเช่นกัน”

นางฟางลูบหัวเด็กน้อยแล้วยิ้ม “น้องมู่หยุนมีลูกชายที่ดีจริง ๆ นะ คนอย่างพวกเราไม่ต้องไปอิจฉาคนอื่นแล้ว เราแค่ต้องใช้ชีวิตของเราให้มีความสุขก็เพียงพอแล้ว”

ไม่มีใครอยากผูกขาดไข่ไก่ฟ้าทั้งสามฟอง เสี่ยวเฉาจึงเสนอให้เอามันไปทำแกงจืดไข่น้ำ  สมาชิกในบ้านทั้ง 5 คนจะได้กินกันทุกคนอย่างมีความสุข

พอถึงยามอู่ ยายของเสี่ยวเฉา ลุงทั้งสามคนและป้าของนางก็พากันมาหาด้วยเกวียนเทียมวัวที่ยืมมา ในเกวียนเต็มไปด้วยของใช้ในบ้านที่ตั้งใจนำมาให้ใช้ที่บ้านหลังใหม่แห่งนี้ ของที่ใหญ่ที่สุดคือโต๊ะกับเก้าอี้ ที่เล็กลงมาก็มีหม้อ, ถ้วยชาม, ทัพพีและกะละมัง บางชิ้นก็เป็นของใหม่และบางชิ้นก็เป็นของมือสอง

ตอนที่หยูไห่ได้รับบาดเจ็บช่วงแรก ๆ ยายหลิวได้มาเยี่ยมพวกเขาและทิ้งเงินเอาไว้ให้ลูกสาว 2 ตำลึงเพื่อเก็บไว้ให้หลาน ๆ ซื้ออาหารกิน ทันทีที่ครอบครัวหลิวกลับไป นางจางก็ยึดเงิน 2 ตำลึงไปโดยอ้างว่านางต้องเอาไปจ่ายค่ารักษาของหยูไห่

นางเหยา ยายของเสี่ยวเฉารู้สึกได้ว่าผิวพรรณของลูกสาวและหลาน ๆ ดีขึ้นมาก นางจึงรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น นางกอดฉีโตวแล้วเอ่ยกับนางหลิวด้วยเสียงอู้อี้เล็กน้อย “ดีแล้วที่แยกบ้านออกมา ดีแล้วนะ ! อย่างน้อยก็มิต้องเป็นกระสอบทรายให้แม่สามีของเจ้าอีกต่อไปแล้ว !”

นางหลิวเช็ดน้ำตาที่หางตาแล้วยิ้ม “ใช่เจ้าค่ะ ถึงอนาคตจะลำบากขึ้นอีกสักหน่อย แต่ก็ดีที่จะได้ดูแลบ้านของตนเอง มิต้องคอยกังวลถึงอารมณ์ของคนอื่นหรือกลัวว่าลูกจะถูกตีหรือถูกด่า ถึงจะลำบากแต่ก็มีความสุข”

ครอบครัวของนางหลิวอาศัยอยู่อีกด้านของภูเขา พวกเขามีที่ดินแห้งแล้งอยู่ 4 แปลง จึงไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบายเช่นกัน นางหลิวมีพี่ชาย 2 คนและน้องชาย 1 คน คนโตหลิวเป่ยมีร่างกายแข็งแรงกำยำ ในช่วงนอกฤดูเพาะปลูกเขามักจะไปหางานชั่วคราวทำที่ท่าเรือ นางฮันภรรยาของเขามักจะไปขายของที่ท่าเรือและได้เงินมา 2 - 3 เฉียนเป็นรายได้เข้าบ้านอยู่บ่อย ๆ

ครอบครัวของลุงใหญ่มีลูกสาวแค่ 2 คน คนโตชื่อหลิวเฟยอิงอายุ 14 ปี นางหมั้นแล้วและกำลังรอให้ถึงวัยแต่งงานนั่นคือ 15 ปี ลูกสาวคนที่สอง หลิวเฟยเยี่ยน อายุราว ๆ หยูฮังพี่ชายของเสี่ยวเฉา ทั้งสองครอบครัวชอบล้อเล่นเรื่องให้ทั้งสองแต่งงานกันในอนาคต

หลิวฮั่น ลุงรองเป็นคนซื่อสัตย์และขยันขันแข็ง เขาเชี่ยวชาญเรื่องการเพาะปลูก  เขากับตาของเสี่ยวเฉาเป็นคนดูแลจัดการที่ดินทั้งหมด ผลผลิตจากที่ดินของพวกเขาค่อนข้างดีกว่าของคนอื่น ๆ แม้ว่า นางหู ป้ารองจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอยู่นิดหน่อย แต่นางก็ไม่ได้ทำตัวมีปัญหาเฉกเช่นนางหลี่ นางให้กำเนิดลูกชาย 2 คนและลูกสาว 1 คน  ดังนั้นนางจึงรู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าป้าใหญ่ที่ไม่มีลูกชายเลยแม้แต่คนเดียว

หลิวห่าวเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว อาจกล่าวได้ว่านางหลิวมีส่วนเลี้ยงดูเขาอยู่ครึ่งหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงสนิทกับพี่สาวมากที่สุด เมื่อ 2 ปีก่อนเขาแต่งงานกับนางเปี้ยน ทั้งสองมีลูกชาย 1 คนที่อายุยังไม่ถึง 1 ขวบ หลิวห่าวได้ฝึกงานกับช่างไม้ประจำหมู่บ้านและได้เรียนวิชาช่างไม้มา ดังนั้นเขาจึงมักจะออกไปหางานไม้ทำเพื่อหาเงิน นางเปี้ยนมีฝีมือในด้านเย็บปักถักร้อย จึงสามารถขายงานฝีมือของนางได้ทุกเดือน

ตระกูลหลิวไม่ได้แยกบ้านกัน ลูกชายทั้งสามต่างเป็นคนกตัญญูและเชื่อฟังพ่อแม่ เงินทั้งหมดที่หาได้จะถูกนำไปให้นางเหยาแม่ของพวกเขาเก็บเอาไว้ แต่นางเหยาไม่ใช่คนขี้เหนียวใจแคบเยี่ยงนางจาง นอกจากใช้เงินซื้ออาหารและเสื้อผ้าของคนในครอบครัวแล้ว  บางครั้งนางก็จะให้เงินลูกสะใภ้เอาไว้ใช้ด้วย ครอบครัวหลิวมีคนหาเงินอยู่ไม่กี่คน แต่มีหลายปากท้องที่ต้องเลี้ยง พวกเขามีรายได้ไม่มากนัก แต่ละปีจึงมีเก็บเงินไม่เยอะ

เย็นวันก่อนนางเหยาได้ยินข่าวว่าลูกสาวกับลูกเขยของนางแยกบ้านออกมาแล้ว นางหลิวมีลูกเล็ก ๆ หลายคนและสามีก็กำลังบาดเจ็บ ครอบครัวของพวกเขาได้มาเพียงที่ดิน 3 แปลงและบ้านขนาด 3 ห้องเก่า ๆ พัง ๆ 1 หลัง นางเหยาจึงไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ เช้าตรู่วันนี้นางจึงเก็บพวกของใช้ในบ้านอย่างเช่นเครื่องนอนกับข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ และได้ขอยืมเกวียนมาคันหนึ่งเพื่อเดินทางมาที่นี่

ตระกูลหลิวอาศัยอยู่ในหมู่บ้านซีชาน ภูเขาตะวันตกอยู่ระหว่างหมู่บ้านซีชานกับหมู่บ้านตงชาน ปกติแล้วการเดินเท้าผ่านป่าบนภูเขาจะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น หากขี่เกวียนจะต้องอ้อมไปทางอื่นซึ่งใช้เวลาเป็น 2 เท่าของเส้นทางบนภูเขา

นางเหยากับลูกชายลูกสะใภ้ออกจากบ้านมาก่อนตะวันจะขึ้นเสียอีก แต่เมื่อพวกเขามาถึงบ้านใหม่ของนางหลิวก็ถึงยามอู่แล้ว และยังต้องกินอาหารแห้งเป็นมื้อเช้ากันบนถนนอีกด้วย

เมื่อนางเหยาเห็นว่าหลังคาของบ้านหลังนี้เกือบจะถล่มลงมาแล้ว นางก็ทั้งโกรธทั้งแค้นใจ  คนพวกนั้นทำเกินไปแล้วจริง ๆ พวกเขาปล่อยให้ลูกสาวและลูกเขยของนางออกจากบ้านมาแบบแทบจะตัวเปล่ากันเลยมิใช่รึ มีแม่เลี้ยงก็เท่ากับมีพ่อเลี้ยง คำกล่าวนี้มิได้เกินจริงแต่อย่างใด นางเหยาคุ้นเคยกับนิสัยเจ้าเล่ห์ปากร้ายของนางจางดี ต่อให้นางไปเผชิญหน้ากับนังแก่นั่นก็มิมีประโยชน์อันใดขึ้นมา

นางหยิบถุงเงินจากกระเป๋ามายัดใส่มือของนางหลิวและเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือว่า  “หยุนสือ ในถุงนี้มีเงินอยู่ 10 ตำลึง เจ้าเอาไปใช้ซ่อมบ้านนะลูก ยิ่งย้ายออกเร็วเท่าใดก็ยิ่งดี ส่วนที่ดิน 3 แปลงนั่นเจ้ามิต้องกังวล ปีที่แล้วเรามีท่อนพันธุ์มันเทศมากกว่าเดิม พอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิแม่จะให้พวกพี่ ๆ ของเจ้ามาช่วยปลูกนะ...”

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 66 ครอบครัวทางแม่

คัดลอกลิงก์แล้ว