เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 51 ทำธุรกิจ

Re-new ตอนที่ 51 ทำธุรกิจ

Re-new ตอนที่ 51 ทำธุรกิจ


ตอนที่ 51 ทำธุรกิจ

วันนี้อากาศค่อนข้างดี ท้องฟ้าโปร่งกระจ่างใส ไม่มีลมแม้แต่น้อย หยูเสี่ยวเฉาแกล้งทำเป็นอ่อนแอและมีฉีโตวคอยช่วยพยุงไปที่กลางลานบ้านเพื่อรับแสงแดด เมื่อเล่นแล้วก็ต้องเล่นต่อไปให้จบ (ผู้แต่ง:เอารางวัลนักแสดงยอมเยี่ยมไปเลย)

แสงแดดในฤดูหนาวที่อาบไล้ร่างกายนางอุ่นสบายราวกับมืออันอ่อนโยนของแม่ที่ลูบไล้ใบหน้าของนางด้วยความรัก หยูเสี่ยวเฉารู้สึกสบายมากเสียจนเกือบจะหลับ แม้แต่ภาพที่นางหลี่แอบดูผ่านหน้าต่างก็มิได้กวนใจนางมากนัก

ขณะที่พระอาทิตย์เริ่มเคลื่อนไปทางตะวันตก หยูไห่กับเสี่ยวเหลียนก็ได้กลับมา ดูจากรอยยิ้มของเสี่ยวเหลียนแล้ว ของที่ได้มาในวันนี้คาดว่าคงจะทำเงินได้ไม่น้อย

หยูไห่อุ้มลูกสาวคนเล็กขึ้นมาและพานางกลับไปที่ห้อง หลังจากตรวจสอบความร้อนที่เตียงแล้วเขาก็ได้ใส่ฟืนเพิ่มเข้าไปด้านในโพรงใต้เตียง เขายิ้มพลางมองดูลูกสาวสองคนที่หน้าเหมือนกันมากขึ้นทุกวัน ๆ กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า "ลูกสองคนคุยกันไปก่อนนะ พ่อจะขึ้นภูเขาไปตัดฟืนมาเพิ่ม คนแก่ ๆ พูดเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าปีนี้จะหนาวเป็นอย่างมาก เตรียมฟืนเพิ่มเอาไว้จะดีกว่า”

“ท่านพ่อ ข้าไปด้วย !” ฉีโตวอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเกือบทั้งวันจนเบื่อมากแล้ว เขาจึงพาเจ้ากวางโรไปด้วยและกระโดดโลดเต้นตามหลังท่านพ่อของเขาไป

เสี่ยวเหลียนรอจนกระทั่งพ่อของนางออกจากบ้านไปแล้ว นางถึงได้มองไปรอบ ๆ ลานบ้านและปิดประตูอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ถอดรองเท้าแล้วขึ้นไปนั่งบนเตียงข้าง ๆ เสี่ยวเฉา นางเอาเงินห้าตำลึงออกมาจากกระเป๋าเสื้อตรงหน้าอกแล้วรีบยัดใส่มือของน้องสาวพร้อมกับเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “เอาเงินไปซ่อนเร็วเข้า อย่าให้ท่านย่ากับท่านป้าใหญ่เห็นเป็นอันขาด ! วันนี้เราจับสัตว์ได้เยอะมากเลยหละ รวมกับเมื่อวานแล้วขายได้ตั้ง 5 ตำลึง ! แต่ว่าตอนที่ร้านเจินซิวจ่ายเงิน พวกเขากลับมิเอาเงินให้ท่านพ่อแต่กลับเอาให้ข้าแทน มันแปลกใช่ไหมเล่า ?”

แปลกตรงไหนกัน ? คราก่อน ๆ เสี่ยวเฉาก็เป็นคนเก็บเงินอยู่ตลอดตอนที่ทำธุรกิจกับร้านเจินซิว คราที่แล้วนางก็เป็นคนเก็บเงิน 50 ตำลึงไว้เอง แล้วเงินเพียงแค่ 5 ตำลึงมันจะแตกต่างอะไรกัน ?

เสี่ยวเฉาเก็บเงินด้วยท่าทางปกติธรรมดาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “เสี่ยวเหลียน  เงินแค่ไม่กี่ตำลึง เจ้าต้องดีใจถึงเพียงนี้เลยรึ ?”

“หมายความว่าเยี่ยงไรกัน ‘เงินไม่กี่ตำลึง’ ? ก่อนหน้านี้ข้าได้จับเงินมากที่สุดก็แค่ 10 อีแปะเพียงเท่านั้น แล้วนี่เป็นเงินตำลึงเลยเชียวมิใช่รึ ? ก้อนเงินทั้งก้อนที่ราคา 5 ตำลึงน่ะ !” พอเสี่ยวเหลียนรู้ตัวว่าตนเองเสียงดังเกินไปก็รีบเอามือตะครุบปากตัวเองแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง

“ท่านป้าใหญ่นี่ช่างทำตัวน่ารำคาญเสียจริง นางพยายามแอบฟังที่พวกเราคุยกันอีกแล้ว !  ไม่รู้ว่าเมื่อกี้นางจะได้ยินที่ท่านพี่เอ่ยออกมาหรือไม่ ? ถ้าท่านย่ารู้เข้ามีหวังระเบิดลงอีกคราเป็นแน่ !” เสี่ยวเหลียนเห็นนางหลี่ถือไม้กวาดทำท่ากวาดพื้นเข้ามาใกล้ห้องตะวันตกมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นหน้าต่างเปิดนางหลี่ก็พยายามถอยกลับและเดินไปทางเล้าไก่แทน

หยูเสี่ยวเฉาพูดขึ้นเหมือนไม่สนใจ “ได้ยินก็ได้ยินไปสิ นางจะทำอะไรได้เล่า ? พวกเราเป็นหนี้บ้านลุงใหญ่ตั้งหลายตำลึงมิใช่รึ ! อีกทั้งตอนนี้ข้าก็ป่วยอยู่ คาดว่าจะต้องซื้อยามาเพิ่มอีกด้วย ข้าต้องดูแลร่างกายให้ดีจะได้ไม่ป่วยหนักไปมากกว่านี้ ! เงินเพียงแค่นี้จะเอาไปทำอันใดได้ ?”

เสี่ยวเฉาจงใจเพิ่มเสียงตรงสองสามประโยคสุดท้ายราวกับตั้งใจเอ่ยให้นางหลี่ที่อยู่กลางลานบ้านได้ยินอย่างชัดเจน

นางหลี่รอจนหน้าต่างห้องตะวันตกปิดลงแล้วค่อยถุยน้ำลายไปทางห้องตะวันตก “ฮึ่ม ! คิดว่าตนเองสำคัญนักหรือเยี่ยงไร ? เงินสองสามตำลึงนี่มากพอจะแต่งภรรยาเข้าบ้านได้เลยมิใช่รึ แต่บัดนี้ต้องเอาเงินทั้งหมดนั่นไปให้ตัวผลาญเงินอย่างนาง หากนางยังไม่ตายก็คงจะผลาญเสียจนไม่มีที่สิ้นสุด ตอนมันเกิดน่าจะเอาไปโยนทิ้งที่เนินใต้เสียให้รู้แล้วรู้รอดไป ตัวหายนะอย่างแท้จริง !”

เนินใต้อยู่ทางใต้ของภูเขาตะวันตก เป็นเนินที่เต็มไปด้วยขยะและเศษซากปฏิกูลต่าง ๆ เมื่อใดที่มีเด็กในหมู่บ้านแถบนี้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือเสียชีวิตอย่างรุนแรงและไม่สามารถฝังเอาไว้ในสุสานของตระกูลได้ พวกชาวบ้านก็จะนำศพเหล่านี้ไปฝังไว้ที่นั่น

นางหลี่ไม่กล้าพูดเสียงดัง สองพี่น้องที่อยู่ในห้องตะวันตกจึงไม่ได้ยิน เสี่ยวเหลียนกำลังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่นางพบกับนายน้อยร้านเจินซิวให้ฟังอย่างตื่นเต้น

“น้องสามต้องไม่เชื่อเป็นแน่ว่ามันตลกถึงเพียงไหน นายน้อยจากตระกูลโจวนั่นคว้าตัวข้าทันทีที่เจอหน้าแล้วเรียกข้าว่า ‘เสี่ยวเฉา’ ! เขาบอกด้วยว่าเขาจะทำธุรกิจอย่างหนึ่งเลยอยากรู้ว่าข้าสนใจจะร่วมด้วยหรือไม่ ตอนนั้นข้ากำลังตกใจเลยมิทันได้ตอบอันใด พอข้าคิดจะแกล้งเป็นเจ้าท่านพ่อก็ดันบอกความจริงเขาไปเสียก่อน พอคุณชายสามโจวรู้ว่าข้าเป็นฝาแฝดของเจ้า เขาก็มีสีหน้าตกใจแล้วก็ประหลาดใจ อีกทั้งก็พูดแค่ว่า ‘เหมือน  เหมือนกันเอาเสียมาก ๆ ! ’ เจ้าคงคิดมิออกว่าตอนนั้นหน้าเขาตลกมากเพียงใด !”

หยูเสี่ยวเฉารอจนพี่สาวของนางเอ่ยจบแล้วค่อยเอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวเหลียน คุณชายสามโจวบอกว่าเขามีธุรกิจที่อยากคุยกับข้างั้นรึ ? เขาได้บอกหรือไม่ว่าธุรกิจอันใดกัน ?”

“ไม่นะ เขามิได้บอก ! ตอนที่รู้ว่าข้ามิใช่เจ้า เขาคงคิดว่าบอกข้าไปก็เสียเวลาเปล่า อ่า ใช่  น้องสาม ! พวกเขาเรียนวิธีทำซอสหอยนางรมที่เป็นอาหารจานเด็ดของร้านเจินซิวมาจากเจ้าจริง ๆ รึ ? ท่านพ่อบอกว่าพญายมราชเอาตัวเจ้าไปผิดเลยให้ความรู้พวกนั้นมาเพื่อชดเชยให้กับเจ้า ที่ท่านพ่อกล่าวนั้นจริงหรือไม่ ? เจ้าต้องบอกข้ามาให้หมด !”

หยูเสี่ยวเฉาคิดไว้แล้วว่าวันหนึ่งคนในครอบครัวของนางจะต้องรู้เรื่องนี้ นางจึงได้เกลาเรื่องที่นางปั้นไว้ให้เนียนรอเอาไว้อยู่แล้ว นางเล่าเรื่องที่ไปพบกับพญายมราชให้เสี่ยวเหลียนฟังราวกับว่านางกำลังนึกถึงเรื่องราวเก่า ๆ และนางยังย้ำเตือนเสี่ยวเหลียนให้ระวังมิให้คนนอกรู้เข้า เยี่ยงนั้นแล้วนางจะกลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของผู้อื่นทันที

เสี่ยวเหลียนเม้มปากและเลิกคิ้ว “เจ้าจำตอนที่ได้รับบาดเจ็บแล้วฟื้นขึ้นมาแล้วความจำเจ้าหายไปได้หรือไม่ ? ท่านป้าใหญ่เที่ยวบอกทุกคนในหมู่บ้านเลยว่าวิญญาณของเจ้าส่วนหนึ่งถูกปีศาจเอาไปแล้ว เจ้าก็เลยจำเรื่องในอดีตมิได้ ท่านป้าใหญ่ยังบอกอีกด้วยว่าคนที่วิญญาณไม่สมบูรณ์จะดึงดูดพวกปีศาจได้มากที่สุด พวกเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ในหมู่บ้านก็เลยกลัวเจ้ากันหมด แล้วพวกนั้นก็พาลพากันอยู่ห่าง ๆ จากข้าอีกด้วย...”

นางหลิวยืนตัวสั่นอยู่นอกประตูด้วยความโกรธ ‘คนปากสว่างอย่างนางหลี่ ! ชอบปล่อยข่าวลือเลว ๆ เรื่องบ้านสอง แต่ครั้งนี้ถึงกับปล่อยข่าวลือน่ากลัวถึงเพียงนั้น ถ้าเรื่องนี้รู้กันไปทั่วทุกบ้าน แล้วลูกสามจะแต่งงานได้เยี่ยงไร ? ลูกที่น่าสงสารของแม่ถูกพาตัวไปปรโลก เจ้าจะรู้สึกกลัวมากถึงเพียงไหนกัน ! ’

จากนั้นนางก็ได้ยินหยูเสี่ยวเฉาที่อยู่ในห้องตอบกลับว่า “ลิ้นของท่านป้าใหญ่ต้องเคยถูกตบด้วยส้นรองเท้าเก่า ๆ เป็นแน่ ! มิกลัวถูกดึงลิ้นในนรกรึเยี่ยงไรกัน ? เสี่ยวเหลียนมิต้องไปฟัง ! ที่ข้าจำอันใดมิได้เพราะข้าได้ลองจิบน้ำแกงยายเมิ่ง‏‏ (น้ำแกงลืมภพของยายเมิ่งที่ทำให้วิญญาณกินเพื่อลืมอดีต) เข้าไปต่างหากเล่า !”

“น้องสาม พญายมราชน่ากลัวหรือไม่ ? มิได้มี 4 ตา 2 ปากใช่หรือไม่ ?” เสี่ยวเหลียนเป็นแค่เด็ก 8 ขวบเท่านั้น เป็นเรื่องปกติที่นางจะอยากรู้เรื่องราวหรือนิทานใหม่ๆ

เสี่ยวเฉาหยิกแก้มเสี่ยวเหลียนที่ถลาเข้ามาใกล้แล้วหัวเราะออกมา “พญายมราชเป็นเทพที่อยู่ในปรโลก ร่างกายของท่านก็เป็นมนุษย์เช่นเรานี่แหละแต่สง่างามกว่าพวกเรามากนัก วังของนรกของใหญ่โตอลังการยิ่ง แต่ด้านในกลับมืดสลัว บรรยากาศน่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ ก็คือนรก 18 ขุม ข้าได้เห็นถึงขุมที่ 3 เพียงเท่านั้น มิกล้ามองลงไปลึกกว่านั้น...แต่เจ้ามิต้องกลัวไปหรอก ที่พวกนั้นมีไว้สำหรับลงโทษพวกคนชั่วเท่านั้น !”

“อ่า ข้าเข้าใจแล้ว !” เสี่ยวเหลียนพยักหน้ารัว ๆ แล้วพึมพำเบา ๆ อยู่ในใจ ‘ท่านป้าใหญ่กับท่านพี่ไห่สือชอบรังแกท่านแม่กับพวกเรา พวกเขาจะต้องโดนลงโทษในนรกเป็นแน่ ! ’

เมื่อเห็นเสี่ยวเหลียนเชื่อนางอย่างสนิทใจ หยูเสี่ยวเฉาจึงเอ่ยต่ออีกว่า “ในวังนรกข้าได้พบกับเทพแห่งโชคลาภอีกด้วย ! เขาสวมชุดสีแดงกับหมวกโชคลาภสีแดง มีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าราวกับว่าเขาอารมณ์ดีอยู่ตลอดเวลา พอเขาได้ยินว่าข้าถูกพาตัวมาผิด เขาจึงยิ้มแล้วลูบหัวข้า แล้วบอกว่าจะชดเชยให้...แล้วอยู่ ๆ ก็มีความรู้แปลก ๆ เข้ามาในหัวของข้า ข้าคาดว่าน่าจะเป็นเพราะเทพแห่งโชคลาภใส่ความรู้พวกนั้นเข้ามา ข้าจึงได้รู้ถึงวิธีการทำซอสหอยนางรม !”

เสี่ยวเหลียนส่งเสียง ‘อ่า’ ออกมาทันทีและเอ่ยเบา ๆ ว่า “น้องสาม เจ้ามิเคยเข้าครัวมาก่อนในชีวิต อีกทั้งยังแทบจะมิเคยเห็นหอยนางรมด้วยซ้ำ แล้วอยู่ ๆ เจ้าก็สามารถทำซอสหอยนางรมได้ เจ้าได้คิดไหมว่านี่เป็นสิ่งที่เทพแห่งโชคลาภมอบให้กับเจ้า ?”

เสี่ยวเฉาเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป จากมุมมองของเสี่ยวเหลียน มันหมายความว่าน้องสาวของนางยอมรับเป็นนัย ๆ แล้ว

“เยี่ยงนั้น...เทพแห่งโชคลาภจะมิให้ความร่ำรวยกับพวกเราหน่อยรึ ? นี่ถ้าพวกเรารวยขึ้นมา ข้าจะกินหมั่นโถวแป้งขาวแล้วก็ซื้อซาลาเปาเนื้อกับเกี๊ยวกินทุกวันอย่างแน่นอน !” เสี่ยวเหลียนกลืนน้ำลายแล้วแสดงความน่าออกมาทางสีหน้า

นางหลิวผลักประตูเข้ามาแล้วกอดสองพี่น้องเอาไว้ นางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “แม่มิอยากรวย ความปรารถนาเดียวของแม่ก็คือขอให้เฉาเอ้อร์มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ให้ลูก ๆ ทุกคนโตขึ้นอย่างสงบสุข แค่นั้นก็ทำให้แม่มีความสุขมากที่สุดแล้ว !”

“ท่านแม่ได้ยินหมดแล้วรึ ?” หยูเสี่ยวเฉารู้สึกเศร้าใจ นางมิได้ตั้งใจให้แม่ที่แสนจะใจดีและรักนางต้องเป็นห่วง

“เด็กโง่ วันหน้ามีเรื่องอันใดในใจอย่าได้ปิดบังแม่อีก เจ้าต้องบอกกล่าวให้แม่รู้ด้วย ถึงแม่มิเก่ง แต่แม่ก็จะสละชีวิตเพื่อปกป้องพวกเจ้าเอง !”

นางหลิวรับรู้ได้ว่าลูกสาวคนเล็กของนางกลัวว่านางจะเป็นห่วง จึงไม่ยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้นางฟัง นางจึงน้ำตาคลอขึ้นมาทันที ลูกสาวตัวน้อยที่บอบบางที่สุดของนางมักจะคิดถึงนางอยู่เสมอแม้กระทั่งตอนที่ป่วยอยู่เช่นนี้ นี่หมายความว่านางมิมีคุณสมบัติมากพอที่จะเป็นแม่รึ ? มิได้การแล้ว นางจะต้องเข้มแข็งให้มากยิ่งขึ้น ต้องเป็นแม่ที่ลูก ๆ สามารถพึ่งพาได้ !

เอาล่ะ ! สมาชิกหลัก 3 คนของครอบครัวนางยอมรับเรื่องที่แต่งขึ้นแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือนางยังเป็นเด็ก การอธิบายถึงปรโลกและเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นละเอียดถูกต้องและแม่นยำเป็นอย่างมาก จึงเป็นไปมิได้ที่ผู้อื่นจะไม่เชื่อนาง

เป็นธรรมดาที่นางหลิวจะย้ำเตือนลูก ๆ ทั้งสองคนด้วยกลัวว่าพวกเขาจะไม่รู้ถึงความร้ายแรงของผลที่ตามมาหากเรื่องนี้ได้รั่วไหลออกไป หากเป็นเช่นนั้นลูกสาวทั้งสองของนางจะต้องเจอปัญหาอีกมากเลยทีเดียว

2 วันผ่านไป ในช่วง 2 วันนี้หยูเสี่ยวเฉาถูกห้ามออกไปนอกห้อง นางนึกถึงเรื่องธุรกิจที่คุณชายสามโจวเอ่ยถึงอยู่ตลอดเวลา ถ้านางสามารถทำธุรกิจกับตระกูลโจวที่เป็นพ่อค้าใหญ่ได้ ความทุกข์เรื่องเงินของนางก็จะถูกขจัดไปได้เสียที ถึงจะยืนยันเต็มสิบส่วนไม่ได้ว่านางจะไม่สูญเสียเงิน แต่อย่างน้อยนางก็มั่นใจถึงแปดในสิบส่วนว่านางจะได้มิมีทางสูญเสียเงิน

ความรู้สึกไม่สบายใจนั้นทำให้นางรู้สึกเหมือนมีลูกแมวตัวเล็กอยู่ในใจคอยข่วนนางไม่หยุด โชคดีที่คุณชายสามโจวไม่ปล่อยให้นางรอนานเกินไป วันที่ 3 เขาจึงมาถึงบ้านของนาง

คุณชายผู้งามสง่าในชุดหรูหราทันสมัยนั่งอยู่บนหลังม้า ด้านหลังคือผู้ช่วยที่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นชนชั้นสูง แต่กระนั้น ชายชราอายุประมาณ 50 ปีก็คอยเดินตามคุณชายผู้นั้นอยู่ตลอด ทันทีที่พวกเขาเข้ามาในหมู่บ้าน ก็ทำให้หมู่บ้านตงชานแทบระเบิดออกด้วยความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้าน

“พวกเขาเป็นใครรึ ?”

“จะไปรู้ได้เยี่ยงไร ? พวกเขามิได้มาหาข้านี่”

“มาหาเจ้า ? ดูสภาพตนเองเสียก่อน มิเหมาะแม้กระทั่งเป็นคนเช็ดรองเท้าของคนพวกนั้นเลยด้วยซ้ำ !”

“คุณชายผู้นั้นหล่อยิ่ง เป็นคนรวยนี่ดีจัง ดูเนื้อผ้าของเขาสิ แค่เงินที่ใช้ซื้อเสื้อผ้าของเขาเพียงชุดเดียวก็คงมากพอจะเลี้ยงพวกเราได้ทั้งปี !”

“เขาเป็นพวกชนชั้นสูงในเมืองเป็นแน่ ! ดูชุดที่ผู้ช่วยเขาใส่สิ มันสง่างามกว่าชุดที่เศรษฐีหวังใส่เสียอีก ไม่รู้ว่าที่คนพวกนี้มาหมู่บ้านตงชานนี่เป็นเรื่องดีหรือมิดีกันแน่”

“เขามาหาใครรึ ? บ้านของหยูไห่ ? ช่วงหลายวันมานี้ หยูไห่เข้าเมืองไปขายสัตว์ทุกวัน  เขาได้ไปล่วงเกินชนชั้นสูงเข้าหรือไม่ ?”

“อย่าเดามั่วไปเรื่อยสิ เจ้าก็น่าจะรู้ว่าหยูไห่เป็นคนเยี่ยงไร ? เขาจะไปก่อเรื่องได้เยี่ยงไรกัน ! ดูจากสีหน้าของคุณชายผู้นั้นก็มิเหมือนคนที่จะมาคิดบัญชีแค้นอะไรนี่ เลิกจินตนาการได้แล้ว พอพวกเขากลับไปค่อยไปถามกับหยูไห่เอาก็ได้มิใช่รึ ?”

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 51 ทำธุรกิจ

คัดลอกลิงก์แล้ว