เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 49 ความคิด

Re-new ตอนที่ 49 ความคิด

Re-new ตอนที่ 49 ความคิด


ตอนที่ 49  ความคิด

“กิน ! กิน ! กิน ! พวกนั้นกินยาแล้วก็ยังกินเนื้ออีกด้วย ! เจ้าคิดว่าควรสนับสนุนหรือเยี่ยงไรกัน ? ข้าแก่ขนาดนี้ยังต้องแบ่งส่วนอาหารกับเสื้อผ้า คิดว่าข้าประหยัดไปเพื่อใครกัน ? ทั้งที่ข้ามิได้ผลประโยชน์อันใดเลย ยังต้องมาถูกเจ้าด่าอีก ! ข้า...สวรรค์...ท่านควรเอายายแก่ผู้นี้ไปสักที ข้าจะได้ไม่ต้องอยู่เป็นหนามทิ่มใจของใครอีก...” นางจางนั่งตบขาและจิกเนื้อที่ขาตัวเอง นางคร่ำครวญไม่หยุดแต่ไม่มีน้ำตาให้เห็นเลยสักหยด

การแสดงแบบนี้มีให้เห็นในบ้านหยูทุก ๆ สองหรือสามวัน หยูไห่เหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่มีแรงจะไปสู้รบตบมือกับ ‘การแสดง’ ของนางอีก เขาจึงวางเนื้อตุ๋นลงและออกจากห้องไปเงียบ ๆ ภาพแผ่นหลังของเขาดูไร้ความสุขและเศร้าซึม

ทันทีที่เขาออกจากห้อง เสียงร้องแรกแหกกระเชอของนางจางก็นิ่งเงียบไปทันควัน นางขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาจ้องไปที่ประตู ปากคว่ำหน้าบึ้ง

หญิงชราเห็นเฒ่าหยูกินเนื้อตุ๋นหมดไปหนึ่งถ้วยแล้วและกำลังจะเอาอีกถ้วยไปกิน นางรีบคว้ามันมาและเริ่มกินคำใหญ่พร้อมกับพูดกับเฒ่าหยูว่า “พ่อต้าไห่ เหตุใดข้ารู้สึกว่าวันนี้ลูกรองล้ำเส้นอยู่หน่อย ๆ ? เขาอยากต่อต้านข้างั้นรึ ?”

“เจ้าจะเอ่ยถึงเรื่องต่อต้านทำไม ? ถ้าลูกสาวของเจ้าไม่สบายจนเป็นลมแล้วพ่อแม่เจ้าไม่ยอมให้เงินแต่กลับก่อปัญหาแทน เป็นเจ้าจะไม่อาละวาดจนฟ้าถล่มเลยรึ ? คนเขาอื่นเขาก็มีอารมณ์และความรู้สึกเช่นกัน เมื่อไหร่ที่ลูกรองดื้อขึ้นมา วัว 3 ตัวก็ลากเขาออกมามิได้ !”

เฒ่าหยูอยากจะลิ้มรสเนื้อของหมาหริ่งต่อ บ้านของเขามีนายพรานที่ล่าสัตว์ได้อย่างเก่งกาจอาศัยอยู่ แต่พวกเขากลับไม่ได้กินเนื้อเลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเพราะจะทำให้เกิดความวุ่นวายภายในบ้าน นี่มันชีวิตแบบไหนกัน ?

“เจ้าพูดเช่นนั้นได้เยี่ยงไร ? ลูกสาวใครไม่สบายจนเป็นลม ? พูดอย่างกับลูกสาวข้ามิใช่ลูกสาวเจ้า ! เจ้าแช่งลูกตนเองได้เยี่ยงไร ? คุกเข่าขอโทษประเดี๋ยวนี้ ! พระพุทธองค์ โปรดยกโทษให้เราด้วย เราแค่พลั้งปากไป ยกโทษให้เราด้วย ยกโทษให้เราด้วย...” นางจางพนมมือและเริ่มต้นไหว้ทั้งซ้ายและขวา

คืนนั้นนางจางนอนพลิกไปพลิกมาไม่หยุดราวกับเป็นแพนเค้กที่ถูกพลิกอยู่บนเตา แต่ไม่ว่าจะทำเยี่ยงไรนางก็นอนไม่หลับ หญิงชราต่อยเฒ่าหยูที่นอนกรนเสียงดังและพูดด้วยความกังวลว่า “ตาเฒ่า เจ้าคิดหรือไม่ว่าครานี้นังลูกสารเลวของลูกรองต้องใช้เงินไปมากเป็นแน่ ? พวกนั้นไปหาหมอที่ร้านถงเหรินแล้วเอายากลับมาตั้งเยอะ”

เฒ่าหยูพลิกตัวอย่างหงุดหงิด เสียงเขาอู้อี้ขณะที่ตอบว่า “ข้ามิใช่หมอร้านถงเหริน จะไปรู้ได้เยี่ยงไรเล่าว่ายาแพงหรือไม่ ? เจ้าเลิกพูดไม่หยุดเสียทีเถอะ ถึงเจ้าไม่อยากนอนก็ใช่ว่าคนอื่นจะไม่อยากนอนเช่นเจ้านี่ ! พวกเขาจะใช้เงินไปเท่าใดเจ้ามิต้องไปกังวลหรอก  พวกเขามิได้ใช้เงินจากเจ้าเลยสักอีแปะเดียว !”

นางจางผลักเขาอีกคราแบบสุดแรงและเอ่ยว่า “หมายความว่าเยี่ยงไร มิได้ใช้เงินจากข้าสักอีแปะ ? ข้าออกไปดูข้างนอกมา วันนี้ลูกรองจับสัตว์มาได้ตั้งมากมาย ประเมินอย่างต่ำสุดก็ต้องขายได้สัก 200 อีแปะ ถ้าเขามิได้เป็นหนี้ เงินทั้งหมดนั่นก็ต้องเป็นของข้ามิใช่รึ ?”

พอนางเห็นกองสัตว์ที่ล่ามาได้ พวกมันก็กลายสภาพเป็นกองเงินในสายตานาง ! นางจางรู้สึกอึดอัดใจเป็นอย่างมาก ราวกับมีลูกแมวตัวเล็กวิ่งพล่านข่วนข้าวของไปทั่ว

ความคับข้องใจของเฒ่าหยูเดือดพล่านขึ้นมา เขาผุดลุกขึ้นนั่งทันทีพร้อมกับจ้องหน้านาง “ก็ใครมันก่อเรื่องวันนี้เล่า ? ถ้ามิใช่เพราะเจ้า เฉาเอ้อร์ก็คงไม่กลัวจนเป็นลมล้มไป ลูกรองก็ไม่ต้องยืมเงินจากท่านพี่ใหญ่ ทั้ง ๆ ที่พวกเราที่เป็นปู่เป็นย่ามีเงินอยู่ในมือ แต่เจ้าก็ยังมิยอมเอาเงินให้พวกเขาเข้าไปหาหมอในเมืองด้วยซ้ำ นี่ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนได้อีก ? จะออกจากบ้านไปเจอหน้าผู้คนได้เยี่ยงไรกัน ?”

“แล้วเยี่ยงไร ? ใครมันนินทาลับหลัง ข้าจะไปจัดการกับมันเอง หน้าแก่ ๆ ของเจ้าจะมีราคาสักเท่าใดกัน ? จะมีค่าเท่ากับอนาคตของลูกสามหรือไม่เล่า ?” นางจางดึงเอาข้อโต้แย้งที่ผิดพลาดมาสู้กับเฒ่าหยู

“อนาคตของลูกสาม ? ข้าว่าอนาคตของลูกสามจะพังเพราะแม่ที่ดื้อเป็นวัวเยี่ยงเจ้าเสียมากกว่า !” เฒ่าหยูทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างโกรธจัด

นางจางทำท่าราวกับแมวที่โกรธจนหางชี้ นางกระโจนขึ้นแล้วดึงเอาผ้านวมบนตัวเฒ่าหยูออก นางตบตีชายชราพลางกรีดร้องว่า “ตาแก่โง่เง่า ! แช่งลูกสาวแล้วยังจะมาแช่งลูกชายอีกรึ ! อนาคตของลูกสามจะพังเพราะข้าได้เยี่ยงไร ? ถ้าเจ้าไม่อธิบายเหตุผลมาให้ดี ๆ อย่าคิดว่าคืนนี้เจ้าจะได้นอน !”

“เจ้าเกิดเป็นบ้าอะไรกลางดึกเยี่ยงนี้ ?” เฒ่าหยูมิรู้จะทำเยี่ยงไรกับเมียบ้า ๆ ของเขาดี

“ตาแก่โง่เง่า ! ข้ามองความคิดของเจ้าออกหมดแล้ว เจ้ารักแต่ลูกของเจ้ากับจูซิ่วหยุนเท่านั้น เสี่ยวป่อกับไซตี้ของเราไม่นับว่าเป็นลูกหลานตระกูลหยูในสายตาเจ้าเลยใช่หรือไม่ ? เพื่อนังเด็กใกล้ตายนั่น เจ้าถึงกับแช่งลูกสาวของเราให้ป่วย อีกทั้งยังแช่งลูกชายให้อนาคตพังอีก เช่นนี้เราสามคนจะอยู่ในตระกูลนี้ต่อไปได้เยี่ยงไร ?” นางจางกรีดร้องและทุบตีชายชราไม่หยุด

ชายชราที่ปกติจะเงียบขรึมไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้ เขาทำได้เพียงแค่เอาผ้าห่มห่อร่างกายไว้ให้แน่นและกันศีรษะตนเองเอาไว้

ในห้องที่อยู่ทางตะวันตกของห้องใหญ่ นางจ้าวลูกสะใภ้คนที่สามได้ยินเสียงเอะอะจึงขมวดคิ้วเคร่ง นางกล่อมลูกชายที่หลับเป็นพัก ๆ และได้พูดกับหยูป่อที่กำลังอ่านหนังสืออยู่ใต้แสงตะเกียงว่า “ดูสิ พวกเขาทะเลาะกันอีกแล้ว ! ท่านแม่ของท่านพี่เป็นอะไรกัน วันหนึ่งจะต้องอาละวาดถึง 2 - 3 คราให้ได้ ? แล้วนี่ท่านพี่ยังจะอ่านหนังสือได้อีกรึ ? ข้าว่าพวกเราน่าจะเก็บของกลับบ้านในเมืองกันพรุ่งนี้เลยดีหรือไม่ แล้วค่อยกลับมาอีกคราในวันที่ 27 - 28 ก็ได้นี่”

“ไม่เอาน่า ตอนนี้อากาศหนาวจะตาย อีกทั้งลูกเราก็ยังเล็ก มิมีความจำเป็นต้องเดินทางกันอีกรอบหรอก พรุ่งนี้ข้าจะบอกท่านแม่เองว่าให้ใจเย็นลงในช่วงที่ฉลองปีใหม่กัน !”  หยูป่อวางหนังสือและไปนั่งข้าง ๆ นางจ้าว เขาดึงมือขาวนุ่มของนางมาและพยายามจะดึงตัวนางเข้ามากอด

นางจ้าวทำท่าขัดขืนพอเป็นพิธีและชายตามองเขา นางผลักเขาเบา ๆ แล้วเอ่ยอีกว่า  “ระวังอย่าให้คนข้างห้องได้ยินเข้าล่ะ ประเดี๋ยวพวกเขาก็มาด่าข้าอีกว่าเป็นตัวอย่างที่มิดีและถ่วงการเรียนของท่านพี่”

ภายใต้แสงตะเกียงนั้น นางจ้าวงดงามราวกับดอกไม้ที่ผลิบาน ดวงตาเปล่งประกายมีแววเชิญชวน หยูป่อรู้สึกได้ว่าใจของเขาสั่นสะท้าน เขาก้มหน้าลงสัมผัสกับริมฝีปากสีชมพูอันแสนเย้ายวน มือของเขาเคลื่อนไปที่ทรวงอกของนางจ้าว...ขณะที่พวกเขากำลังจะเร่าร้อนมากไปกว่านี้ ลูกชายตัวน้อยของพวกเขาก็ไอและกระซิบอะไรออกมาสองสามประโยค คนทั้งสองจึงได้รีบผละออกจากกันทันที

แก้มของนางจ้าวแดงเรื่อขณะที่มองสามีของนาง นางอุ้มลูกชายขึ้นมาและพาเขาไปที่ห้องน้ำ แต่อยู่ ๆ นางก็นึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าขึ้นมา หญิงสาวถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “เซี่ยงกง ข้ามิได้อยากวิจารณ์การตัดสินใจของท่านพ่อท่านแม่ท่านพี่หรอกนะ แต่เหตุการณ์วันนี้ท่านแม่ของท่านพี่เป็นคนผิดอย่างแท้จริง ชีวิตคนมีค่ามากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น นางเป็นถึงท่านย่าของเด็กพวกนั้น จะทำใจดำมองหลานตนเองล้มป่วยแล้วไม่ยอมให้เงินไปรักษาได้เยี่ยงไรกัน ? อีกทั้งชีวิตของเสี่ยวเฉายังอยู่ในอันตรายอีกด้วย”

“อ่า...เจ้าตำหนิท่านแม่ของข้ามิได้หรอก ตอนเสี่ยวเฉาเกิด หมอบอกว่านางจะอยู่ได้อีกไม่นาน หลายปีมานี้ครอบครัวของเราต้องใช้เงินไปมากเพราะสุขภาพที่อ่อนแอของนาง ท่านแม่ของข้าทำเช่นนี้ก็เพื่อข้า เพื่ออนาคตของข้า !” เพราะนางจางจึงทำให้หยูป่อไม่มีความเห็นใจให้หลานสาวของเขาเลยสักนิด

นางจ้าวกระพริบตาแล้วจึงเอ่ยต่ออีกว่า “เซี่ยงกง ท่านพี่พูดเช่นนี้มิได้ ประเดี๋ยวคนนอกก็ได้ยินเข้าหรอก ท่านพี่ลองคิดดูสิ ถ้าผู้อื่นรู้ว่าเพื่ออนาคตของท่านพี่แล้วทั้งครอบครัวถึงกับไม่สนใจชีวิตของหลานสาวตัวน้อย ท่านพี่ว่ามันจะเกิดอันใดขึ้นกัน ? ต่อให้ท่านพี่สอบผ่านระดับเขตได้ ท่านพี่ก็มิมีหนทางที่จะเป็นขุนนางได้เป็นแน่ ชื่อเสียงคือสิ่งที่สำคัญมากที่สุดสำหรับขุนนางและบัณฑิต ท่านพี่ควรจะกลัวรอยด่างพร้อยเหล่านี้เอาไว้ด้วยนะเจ้าคะ”

“นี่...เช่นนั้นควรทำเยี่ยงไรดี ? มีสุภาษิตที่ว่าเอาไว้ว่า ‘เรื่องดี ๆ ไม่เคยไปไกล แต่เรื่องเลวร้ายกลับเดินทางได้ถึงแสนลี้’ ข้าเกรงว่าเรื่องที่น้องรองไปยืมเงินที่บ้านท่านลุงใหญ่จะแพร่ไปทั่วทั้งหมู่บ้านเสียแล้ว...”

หยูป่อไว้ใจภรรยาของเขาเป็นอย่างมาก เพราะนางเป็นลูกสาวของบัณฑิตที่สอบผ่านระดับเขต เมื่อได้ยินคำเตือนของนาง หยูป่อก็เริ่มเหงื่อแตกตั้งแต่หัวจรดเท้า และได้แต่ถูมือไปมาอย่างไม่รู้จะทำเยี่ยงไรดี

“ท่านพี่มิต้องห่วง ให้ข้าได้คิดนิดหน่อย...” นางจ้าวก้มหัวครุ่นคิดนิดนึง จากนั้นก็มองสามีแล้วเอ่ยว่า “พรุ่งนี้ท่านพี่ควรเอาเงินไปให้พี่รอง ให้เขาเอาไปใช้หนี้ท่านลุงใหญ่เสีย...ไม่ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปแทน ! ท่านพี่นอนเถิดเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะทำให้ทุกอย่างราบรื่นเอง”

หยูป่อมองลูกชายสุดที่รักของเขา เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยกำลังหลับสบาย เขาจึงรีบกอดภรรยาเอาไว้และจูบนางที่ซอกคอพร้อมกับพูดว่า “เหนียงจื่อ เจ้าช่างเป็นภรรยาที่แสนดีจริง ๆ ได้แต่งงานกับเจ้าคือพรที่ดีที่สุดในชีวิตของข้า...”

วันต่อมาเป็นวันที่อากาศดีที่แสนจะหายากกลางฤดูหนาวเช่นนี้ พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างเจิดจ้าส่งความอบอุ่นออกมามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หยูไห่ออกไปตรวจกับดักที่พวกเขาวางไว้เมื่อวานและจะนำสัตว์ที่จับได้ไปขายในเมืองด้วย ส่วนหยูเสี่ยวเฉาได้แต่นอนอยู่บนเตียง แกล้งทำเป็นไม่สบาย

การแกล้งทำเป็นคนป่วยต้องใช้ความพยายามมากไม่น้อย นางจึงรู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจกระทำเยี่ยงนั้น นางย้ำเตือนเสี่ยวเหลียนให้เก็บเงินที่ขายสัตว์ได้ไว้ทั้งหมดและต้องให้แน่ใจว่าบ้านใหญ่กับพวกห้องตะวันออกจะไม่รู้ว่าพวกเขามีเงินอยู่เท่าใด ฯลฯ...

นางหลิวต้มยาอยู่หน้าประตู และพอต้มเสร็จนางก็เทใส่ถ้วยเพื่อให้มันเย็นก่อนที่จะดื่มเข้าไป เมื่อวานสามีและลูกสาวของนางซื้อยาราคาประมาณ 2 ตำลึงมาให้นาง ทำเอานางปวดหัวกว่าเดิมมาก แต่ในเมื่อซื้อมาแล้ว ถึงมิกินก็ไม่ได้เงินคืนมา นางจึงต้องใช้ลูกสาวเป็นข้ออ้างในการเตรียมยาและต้องแอบดื่มมันเอง เฮ้อ ! ชีวิตเช่นนี้ จะต้องทนไปอีกนานแค่ไหนกัน ?

หลังจากดื่มยาเสร็จ นางหลิวก็เอาเสื้อผ้าสกปรกไปที่บึงตรงเชิงเขา นางต้องทำลายน้ำแข็งเหนือผิวน้ำเพื่อซักผ้า

ฉีโตวกอดกวางโรตัวน้อยเอาไว้ขณะที่นั่งคุยกับพี่สามอยู่บนเตียง

ขณะนั้นเอง หยูไซตี้ก็ได้มองดูรอบ ๆ ก่อนจะย่องเข้าไปในห้องตะวันตก ในมือของนางมีถ้วยใส่ไข่หวานร้อน ๆ มาอีกด้วย

เมื่อเห็นหลานสาวกำลังนั่งแบบไร้ชีวิตชีวาอยู่บนเตียง (ก็นางเบื่อจะตายอยู่แล้วนี่) หยูไซตี้จึงเอ่ยเสียงนุ่มว่า “เสี่ยวเฉา อาทำไข่หวานมาให้ รีบกินตอนที่มันยังร้อน ๆ เสียสิ”

เสี่ยวเฉามองสิ่งที่อยู่ในถ้วย นางรู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ท่านอาเล็กของนางกำลังจะมีรอบเดือน ท่านย่าจะให้นางกินไข่หวานก่อนวันที่รอบเดือนจะมา 3 วัน เห็นว่าเพื่อบำรุงเลือดและร่างกาย อีกทั้งน่าจะดีต่อสุขภาพของผู้หญิง สำหรับลูกแท้ ๆ ของนาง นางจางนับว่าเป็นแม่ที่ดีเลยทีเดียว

“ท่านอาเล็ก ถ้าท่านย่ารู้ว่าพี่สามกินไข่หวานของท่านอา ท่านย่าได้ตีพี่สามตายแน่ ๆ”  ฉีโตวเบะปากและพูดเหมือนผู้ใหญ่

หยูไซตี้หยิกแก้มยุ้ย ๆ ของเขาแล้ววางถ้วยไข่หวานลงในมือเสี่ยวเฉาและตอบกลับว่า “เจ้ามิต้องห่วง ท่านย่าเข้าเมืองไปซื้อเข็มกับด้ายให้อา รีบกินเร็วเข้า ประเดี๋ยวเย็นแล้วจะชืดเสียหมด !”

หยูเสี่ยวเฉาลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วเริ่มกินช้า ๆ โดยมีอาเล็กมองอย่างเอาจริงเอาจัง

ในที่สุดก็มีรอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยูไซตี้ นางถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยอีกว่า “เสี่ยวเฉา เมื่อวานที่ท่านย่าของเจ้ากำลังอาละวาดหนัก เจ้าก็รู้นิสัยท่านย่าดี  ยิ่งมีคนไปกระตุ้นก็ยิ่งโกรธ อย่าได้ตำหนิอาเลยนะที่มิได้ช่วยพูดให้กับเจ้า ?”

“ไม่หรอก ขอบคุณสำหรับไข่หวานนะเจ้าคะ มันรสชาติดีมาก ๆ เลยเจ้าค่ะ !” หยูเสี่ยวเฉาบอกไม่ได้จริง ๆ ว่านางชอบหรือไม่ชอบอาเล็กที่เป็นคนหัวอ่อนและแทบจะไม่มีตัวตนในตระกูลนี้ แต่ก็ช่างเถอะ นางก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปข้องเกี่ยวกับอาเล็กให้มากเกินไปอยู่แล้ว นางคิดจะตอบแทนกับคนที่ทำดีต่อนางเท่านั้น

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 49 ความคิด

คัดลอกลิงก์แล้ว