เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 43 ใจดำ

Re-new ตอนที่ 43 ใจดำ

Re-new ตอนที่ 43 ใจดำ


ตอนที่ 43  ใจดำ

หมู่บ้านตงชานมิได้เป็นหมู่บ้านที่ใหญ่มาก ข่าวจึงแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วว่า เมื่อคืนภรรยาของชวนจู้ได้เดินฝ่าหิมะไปขอให้ลูกสาวคนเล็กของตระกูลหยูไปดูคนไข้  ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นเช้าวันนี้จึงมีคนไปที่บ้านของชวนจู้เพื่อสอบถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น

หลังจากนั้นหยูเสี่ยวเฉาก็ถูกเชิญไปรักษาคนไข้เป็นครั้งคราว นางได้เรียนรู้จากประสบการณ์และไม่ได้พึ่งแต่น้ำหินศักดิ์สิทธิ์มารักษาอาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกต่อไปแล้ว นางจะจ่ายยาสำหรับอาการป่วยเล็ก ๆ และพรมน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ลงไปบนสมุนไพรหากเป็นโรคที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คนไข้ที่นางรักษานั้นหายดีหมดทุกคน ดังนั้นชื่อเสียงของนางในฐานะ ‘หมอน้อยแห่งหมู่บ้านตงชาน’ จึงค่อย ๆ แพร่กระจายไปยังหมู่บ้านใกล้เคียง

หิมะตกหนักอยู่หลายวันกว่าจะหยุด ทั้งหมู่บ้านตงชานถูกปกคลุมด้วยหิมะสีขาวโพลนกองสูงพะเนิน ราวกับว่าโลกนี้มีเพียงสีขาวและสีดำเท่านั้น

บ้าน 20 หลังในหมู่บ้านตงชานต้องเดือดร้อนเนื่องจากผลของพายุหิมะ บ้านของชาวบ้านต่างก็เสียหายจากพายุหิมะในครานี้เพียงแต่ต่างกันที่ว่าเสียหายน้อยหรือมากเพียงเท่านั้น มีสามครอบครัวที่บ้านพังลงทั้งหลังเพราะหิมะ แต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือล้มตาย

แต่ก็มีคนแก่และเด็กมากมายที่ไม่สามารถรอดชีวิตจากความหนาวเย็นอันแสนสาหัสอย่างกะทันหันได้ พวกเขาเหล่านั้นต่างก็เสียชีวิตไปอย่างเงียบ ๆ

หิมะที่ตกหนักทำให้ชาวบ้านหลายคนอ่อนแอ บ้างก็หิวโหย บ้างก็ป่วยไข้ หิมะที่ตกหนักอยู่หลายวันทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นในเมือง

ราคาเมล็ดธัญพืชหยาบเพิ่มจาก 2 อีแปะต่อชั่งเป็นราคาเดียวกับธัญพืชชั้นดีก่อนที่หิมะจะตก ธัญพืชชั้นดีที่แต่เดิมราคา 5 อีแปะต่อชั่งก็เพิ่มขึ้นเป็น 10 อีแปะต่อชั่ง  ยิ่งกว่านั้นราคาของข้าวขาวที่มิมีปลูกในพื้นที่รอบ ๆ เมืองถังกู่ก็เพิ่มขึ้นเป็น 20 อีแปะ ! ต่อชั่งไปแล้ว ราคาเนื้อทุกชนิดก็เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

เมื่อเวลาผ่านไป วันปีใหม่ก็มาถึง แต่ราคาของอาหารและสินค้าต่าง ๆ ก็ยังคงสูงอยู่ นี่เป็นปัญหาหลักสำหรับชาวบ้านทั่วไปที่ทำงานหนักในปีที่ผ่านมาและอยากจะเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเขาในช่วงปีใหม่

ในช่วงหลายวันมานี้ บรรยากาศที่โต๊ะอาหารของตระกูลหยูมืดครึ้มชอบกล เสียงบ่นของนางจางทำให้คนอื่น ๆ กินข้าวไม่ลง

“กิน ! กิน ! กิน ! รู้จักแต่เรื่องกิน ! กินจนจะหมดโกดังอยู่แล้ว ! เหตุใดตระกูลหยูของเราถึงให้คนขี้โรคอย่างเจ้าแต่งงานเข้ามาในตระกูลกันนะ ? เป็นผู้หญิงที่พาโชคร้ายมาให้ครอบครัวสามีตนเองอย่างแท้จริง !” นางจางเห็นหยูเสี่ยวเฉาเอาแผ่นแป้งไปให้แม่อีกแผ่นก็เริ่มด่าอย่างเกรี้ยวกราด

หิมะตกหนักทำให้นางหลิวที่อ่อนแอและสุขภาพไม่ดีต้องล้มป่วย นางหลิวไอจนหอบอยู่บ่อยครั้ง เสี่ยวเฉาไม่ต้องจับชีพจรของแม่นางก็รู้ได้ว่านางหลิวเป็นโรคหลอดลมอักเสบ นางสั่งยาให้แม่หลายถ้วยและใส่น้ำหินศักดิ์สิทธิ์ลงไปในน้ำดื่มของแม่อีกด้วย ดังนั้นอาการไอที่ปกติจะกินเวลานานหลายเดือนก็ถูกเสี่ยวเฉารักษาจนหาย

ตอนที่ป่วยนางหลิวจะทนความหนาวมิได้ ดังนั้นนางหลี่กับคนอื่น ๆ ในบ้านจึงต้องแบ่งงานกันทำ นางหลี่ไม่เคยทำงานอย่างจริงจัง ดังนั้นงานบ้านส่วนใหญ่จึงตกเป็นภาระของหยูไซตี้และบ่าวรับใช้ของนางจ้าว

นางจางไม่เต็มใจให้ลูกสาวคนเล็กของนางทำงานบ้าน แต่นางก็ไม่กล้าโยนงานทั้งหมดไปให้บ่าวรับใช้ของสะใภ้สาม ดังนั้นนางจึงต้องทำงานด้วยตนเอง พอนางหงุดหงิดจากงานบ้าน นางก็เริ่มด่ากราดไม่หยุด ราวกับปืนกล

“ท่านย่า ป่วยครานี้ท่านแม่มิได้ใช้เงินสักอีแปะเดียว เพียงแค่ให้ท่านแม่พักเพียงสองสามวันก็มิได้รึเจ้าคะ ? ในบ้านมีคนอยู่ตั้งสิบกว่าคน ถ้าทุกคนช่วยกันคนละนิดละหน่อย งานก็เสร็จได้เจ้าค่ะ ร่างกายของท่านแม่ยังอ่อนแอมาก จะปล่อยให้หิวมิได้ ถ้าไม่ได้พักฟื้นให้ดี อาการป่วยเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ถ้าป่วยหนักขึ้นมาท่านย่าคิดรึว่าข้าจะยังสามารถรักษาได้ ? เยี่ยงนั้นก็ต้องเรียกหมอจากในเมืองมาใช่หรือไม่เจ้าคะ ?”

หยูเสี่ยวเฉากินต่อและไม่สนใจเสียงบ่นของนางจาง ถ้าทะเลาะกับยายแก่วัยทองที่โคตรลำเอียงผู้นี้ก็เป็นการทรมานตนเองเสียเปล่า

นางจางไม่รู้ว่าจะเถียงคำพูดของเด็กหญิงได้เยี่ยงไร นางจึงวางตะเกียบลงแล้วคร่ำครวญพร้อมกับตบขาตนเอง “ข้าทำเวรทำกรรมอันใดไว้ ? เหตุใดต้องมาพบเจอกับพวกไร้ประโยชน์พวกนี้ด้วย ? ข้าเป็นเพียงผู้หญิงแก่ ๆ อ่อนแอที่ทำงานหนักเพื่อเก็บอาหารให้คนทั้งบ้าน แล้วยังต้องถูกเด็กด่าอีก สวรรค์ ! เหตุใดท่านมิเอานังเด็กอกตัญญูนี่ไปให้พ้น ๆ เสียที...”

หลังจากนางหลี่กลืนอาหารลงคอแล้ว นางก็ใช้แขนเสื้อสกปรกของนางเช็ดปากและแดกดันออกมาอย่างมีความสุข “เฮ้ ! เสี่ยวเฉา เจ้าพูดกับท่านย่าเช่นนั้นได้เยี่ยงไรกัน ? เจ้าทำให้ท่านย่าโมโห จะไม่ก้มหัวขอโทษท่านย่าสักหน่อยรึไงเล่า ?”

หยูไห่รีบพูดแทรกขึ้นมาเพื่อปลอบใจนางจาง “ท่านแม่ เฉาเอ้อร์ยังเด็ก อย่าได้เก็บเอาคำพูดนางมาใส่ใจเลย พวกเราทุกคนต่างก็รู้ว่าท่านแม่เป็นกังวลเพื่อครอบครัวเราเพราะเงินเฟ้อในฤดูหนาวปีนี้ แต่ท่านแม่มิต้องห่วงหรอกขอรับ พอหิมะละลาย ข้าจะไปล่าสัตว์ในภูเขา แล้วเก็บไว้ครึ่งหนึ่งสำหรับวันปีใหม่ ส่วนอีกครึ่งก็เอาไปแลกแป้งขาวชั้นดีกับแป้งสาลีที่เมืองก็ได้นี่ขอรับ !”

ทันทีที่นางจางได้ยินว่าปัญหาเรื่องอาหารวันปีใหม่สามารถแก้ไขได้แล้ว นางจึงหยุดร้องไห้และทำหน้าดุมองเสี่ยวเฉาที่ท้าทายอำนาจของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็หันไปกล่าวกับหยูไห่ว่า “ลูกรอง เจ้าตามใจลูกมากจนมิรู้จักเคารพผู้ใหญ่แล้ว นางเป็นเด็กพูดกับผู้ใหญ่เยี่ยงนั้นได้หรือ ? น่าจะตีสั่งสอนนางสัก 2 ทีจะได้รู้จักเคารพผู้ใหญ่เสียบ้าง !”

หยูไห่ที่ทนเห็นลูกเจ็บไม่ได้แม้แต่ปลายก้อย ก็ได้คิดว่าลูกสาวของเขาไม่ได้พูดอะไรผิดเลยสักนิด แต่เขารู้สึกว่าหญิงชราไม่อาจยอมรับความอับอายได้ ถ้าเขาไม่ให้ทางออกกับนาง นางก็คงจะสร้างเรื่องสร้างราวไปอีกทั้งวัน

ขณะที่หยูไห่กำลังลังเล เขาก็เห็นตะเกียบในมือลูกสาวหล่นลงบนพื้นอย่างกะทันหัน นางขมวดคิ้วแน่นพร้อมกับจับหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ท่านพ่อ...ข้า ข้าหายใจมิออก...” พูดยังไม่จบนางก็หมดสติและล้มหงายหลังลงไปทันที

หยูเสี่ยวเหลียนวางตะเกียบเตรียมพร้อมตั้งแต่เห็นเสี่ยวเฉาขมวดคิ้วแล้ว พอเสี่ยวเฉาล้มหงายหลังลงไป เสี่ยวเหลียนจึงสามารถรับตัวนางเอาไว้ได้ก่อนที่นางจะหล่นหัวกระแทกพื้น เสี่ยวเฉาแอบหรี่ตามองพร้อมกับทำท่าชมเชยเสี่ยวเหลียน

“เฉาเอ้อร์ ! เจ้าเป็นอะไรไป เฉาเอ้อร์ !” นางหลิวหน้าซีดเผือด นางกอดร่างผอมบางของลูกสาวเอาไว้พร้อมกับร้องไห้

หยูไห่อุ้มลูกสาวขึ้นมาทันทีและก้าวออกไป “ท่านพ่อ ! ท่านแม่ ! เฉาเอ้อร์ป่วยอีกแล้ว ! ท่านหมอโหยวบอกว่าเด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอเป็นอย่างมาก หากล้มป่วยอีกคราอาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิต ข้าจะไปขอยืมรถลากบ้านลุงใหญ่แล้วพาเสี่ยวเฉาเข้าเมือง... !”

เฒ่าหยูหยุดกินทันทีและรีบเอาเสื้อคลุมขนสัตว์ของเขาคลุมร่างหลานสาวเอาไว้ “สวมเสื้อเยอะ ๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น อย่าปล่อยให้นางเป็นหวัดได้หละ ยายเฒ่าเอาเงินออกมาเร็วเข้า หมอในเมืองมิยอมให้ติดไว้ก่อนเป็นแน่ !”

นางจางตัวสั่นเทาด้วยความโกรธ นางยืนขึ้นและตะโกนใส่ชายชราว่า “เหตุใดข้าจะต้องให้เงินด้วย ? นังเด็กเวรนั่นแกล้งป่วยก็เห็น ๆ กันอยู่ ! เมื่อครู่ยังสบายดีอยู่เลยมิใช่รึ พอบอกให้ลงโทษก็ล้มป่วยลงไปเสียดื้อ ๆ เด็กนั่นกำลังขู่ข้า มันกำลังเอาอาการป่วยมาขู่ข้า ! ห้ามทุกคนขยับเป็นอันขาด ! หากกล้าออกจากห้องนี้ก็ไม่ต้องกลับเข้ามาในบ้านตระกูลหยูอีก !”

เฒ่าหยูก็โมโหเช่นกัน “เจ้ามันเผด็จการ ! กับเด็กเล็ก ๆ ยังทำใจร้ายอยู่ได้เยี่ยงไรกัน ? มิได้ยินที่ท่านหมอโหยวกล่าวไว้รึไง ? เด็กนี่จะถูกกระตุ้นหรือยั่วยุมากเกินไปมิได้  เมื่อครู่เจ้าจะลงโทษนาง นางก็กลัวจนป่วยไปอีกน่ะสิ เจ้าเป็นถึงท่านย่าของนาง แต่เจ้ากล้าทำเช่นนี้ได้เยี่ยงไรมิรู้สึกละอายเลยบ้างรึไง ? รีบเอาเงินมาประเดี๋ยวนี้ จะให้นางไปรักษาช้ามิได้ !”

“เหตุใดต้องไปหาหมอให้เสียเงินเปล่าด้วยเล่า ! ข้ามิมีเงินแม้แต่อีแปะเดียว เฉือนเนื้อข้าไปจ่ายเลยไหมล่ะ !?” นางจางทำราวกับว่ายอมตายดีกว่าจะเอาเงินให้พวกเขา ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าควรจะทำยังไงกับนางดี

นางหลี่ยิ้มเยาะและเอ่ยเสริมว่า “เสี่ยวเฉาเก่งนักมิใช่รึ ? รักษาคนได้เงินมาตั้งมากมาย มิเห็นเคยเอาเงินที่ได้มาให้ครอบครัวบ้างเลยนี่ !”

“เงินนั่นเป็นค่ายาของท่านหมอโหยว ! น้องสามคิดแค่ค่ายาเพียงอย่างเดียว !”  หยูเสี่ยวเหลียนอดที่จะพูดไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าดูถูกเหยียดหยามของท่านย่ากับท่านป้าใหญ่

นางจางตะโกนราวกับเจอข้อผิดพลาดที่พวกเขาทำไว้แล้ว “คิดแค่ค่ายางั้นรึ ?   ใครจะไปเชื่อพวกเจ้ากัน ? ทุกอย่างที่พวกแกกินเข้าไปเป็นของข้า ยังจะเห็นแก่ตัวแอบเก็บเงินเอาไว้เองอีกเยี่ยงนั้นรึ ! ข้าจะปล่อยให้ผู้อื่นทำตามมิได้ เอาเงินนั่นมาเร็วเข้า !”   พูดจบนางก็ทำท่าจะไปค้นห้องตะวันตกด้วยตนเอง

หยูไห่อุ้มลูกและกัดฟันมองการกระทำของนางจาง ลูกสาวของเขาป่วยจนหมดสติ ท่านย่าของนางก็ยังขัดขวางไม่ให้พวกเขาไปหาหมออีก ยิ่งกว่านั้นนางยังต้องการยึดเอาค่ายาที่ลูกสาวของเขาเก็บไว้ให้ท่านหมอโหยวอีกด้วยรึ

“ท่านพ่อ ! เงินทั้งหมดที่เสี่ยวเฉาเก็บไว้คือค่าสมุนไพรของท่านหมอโหยว ! หากท่านหมอโหยวรู้ว่าพวกเราเอาเงินจากความลำบากเหนื่อยยากของเขาไป ครอบครัวของเรายังจะมีหน้าไปขอให้เขามารักษาพวกเราในวันข้างหน้าอยู่อีกรึ ? ถ้าคนในหมู่บ้านรู้เข้า  ครอบครัวของเราจะยังมีศักดิ์ศรีอยู่อีกเยี่ยงนั้นรึ ?”

เมื่อเห็นว่าพ่อของเขาไม่คิดจะห้ามนางจาง หยูไห่ก็รู้สึกเจ็บปวดและโกรธเคือง  คนมักจะพูดกันว่า ‘ถ้ามีแม่เลี้ยงก็จะมีพ่อเลี้ยง’ ดูเหมือนว่าคำกล่าวนั้นจะเป็นความจริง  นางจางมักจะข่มเหงรังแกและกดขี่บ้านสองอยู่เสมอ แต่ท่านพ่อของเขาจะช่วยพูดให้ก็ตอนที่รู้สึกว่านางจางทำเกินไปเท่านั้น วันนี้เขาถึงกับเห็นพ้องกับการกระทำของนางโดยไม่คิดจะขัดเมื่อปัญหานั้นเกี่ยวข้องกับการเงินของครอบครัว

เฒ่าหยูก็มีความคิดเป็นของตนเอง ในเมื่อตระกูลต้องมีบัณฑิต ก็มีเรื่องให้ต้องใช้เงินอีกเยอะในอนาคต ถ้าทุกคนเห็นแก่ตัว แล้วตระกูลจะอยู่รอดได้เยี่ยงไร ? เรื่องแอบเก็บเงินเอาไว้เองนั้นเป็นเรื่องที่ยอมมิได้โดยเด็ดขาด

แต่ตระกูลหยูแตะต้องเงินค่ายาในมือหลานสาวของเขามิได้จริง ๆ ทุกวันนี้ทุกบ้านต่างก็มีการเจ็บป่วยและปัญหาที่ต้องขอความช่วยเหลือจากหมอทั้งนั้น พวกเขาจะล่วงเกินหมอคนเดียวในละแวกนี้มิได้ ถ้านางแอบทำอะไรกับยาของพวกเขาขึ้นมาคงแย่เป็นแน่

“ห้ามทุกคนแตะต้องเงินของท่านหมอโหยว ! นี่ยายเฒ่า เจ้ามิต้องการให้ท่านหมอโหยวรักษาโรคไขข้ออักเสบของเจ้าแล้วรึเยี่ยงไร ? แล้วยังอาการไอของต้าชานอีก...” ในที่สุดเฒ่าหยูก็ยอมเอ่ยออกมา

นางจางถือกล่องเงินที่หาพบซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินอีแปะ อย่างน้อยข้างในก็น่าจะมีถึงสองสามพันอีแปะ ถ้าเอาเงินทั้งหมดเข้าบัญชีของครอบครัวได้แล้วล่ะก็ ต่อให้ปีใหม่ราคาของยังสูงอยู่ ตระกูลหยูก็สามารถมีวันปีใหม่ที่หรูหราได้

คำพูดของเฒ่าหยูทำให้มือที่กำลังจะเอื้อมไปหาเงินต้องหยุดชะงัก นางจางคิดอยู่ในใจว่านางรู้ดีว่าเสี่ยวเฉามีความสามารถมากถึงเพียงไหน นางเชื่อว่าเหตุผลเดียวที่คนพวกนั้นขอให้เสี่ยวเฉาไปรักษาก็เพราะยาของหมอโหยว

นางจางทนทรมานจากโรคไขข้ออักเสบมานานกว่า 10 ปี ช่วงพายุหิมะเมื่อหลายวันก่อนโรคของนางก็กำเริบขึ้นมาอีกครา ตอนนั้นหยูเสี่ยวเฉาใช้สมุนไพรที่หมอโหยวเตรียมไว้ให้ช่วยลดอาการปวดของนาง (ผู้แต่ง : ความจริงเสี่ยวเฉาเป็นคนเตรียมต่างหากเล่า) ถ้าหากพวกเขาล่วงเกินหมอโหยวเข้า นางมิต้องเข้าเมืองเพื่อไปรักษาขาของนางหรอกรึ ? นั่นจะต้องเป็นการเสียเงินมากเป็นแน่ !

หลังจากคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ นางก็ได้วางกล่องเงินลงอย่างไม่เต็มใจมากนัก จากนั้นก็กลับห้องไปโดยไม่ยอมกินอาหาร นางเมินเฉยต่อทุกคนและนอนลงบนเตียง

หยูไห่ก้มลงมองลูกสาวที่ดูซีดเซียวในอ้อมแขนของเขาและเอ่ยกับเฒ่าหยูว่า  “ท่านพ่อ ต่อให้ต้องยืมเงิน ลูกก็ต้องพาเสี่ยวเฉาไปหาหมอในเมืองให้ได้ !”

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 43 ใจดำ

คัดลอกลิงก์แล้ว