เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 37 ท่าเรือ

Re-new ตอนที่ 37 ท่าเรือ

Re-new ตอนที่ 37 ท่าเรือ


ตอนที่ 37  ท่าเรือ

หยูเสี่ยวเฉาและฉีโตวกำลังมุ่งหน้าไปที่ท่าเรือตามที่นางได้วางแผนไว้ ! หยูเสี่ยวเฉาเอาเงินที่ซ่อนไว้มาบางส่วน หลังจากคิดเพียงชั่วครู่ นางก็เอาเงินอีแปะหนึ่งพวงใส่ไว้ในกระเป๋าที่หน้าอก ทางเหนือฤดูหนาวจะมาถึงเร็วเป็นอย่างมาก อากาศจึงหนาวเย็นมากแล้ว หลาย ๆ คนเริ่มใส่เสื้อผ้าหนา ๆ กันแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าหยูเสี่ยวเฉามีเงิน 100 อีแปะซ่อนอยู่

หยูเสี่ยวเฉาถือตะกร้าใบใหญ่กระโดดไปตามถนนอย่างร่าเริง โดยมีฉีโตวที่ตื่นเต้นไม่แพ้กันเดินตามหลัง พวกเขาเดินตามถนนที่ตรงไปยังท่าเรือ แม้ว่าท่าเรือจะใกล้กับหมู่บ้านตงชานมากกว่าตัวเมือง แต่มันก็ยังต้องใช้เวลาเดินถึงครึ่งชั่วยามอยู่ดี เสี่ยวเฉากำลังอารมณ์ดี นางจึงไม่รู้สึกเหนื่อยมากนักเมื่อไปถึงที่นั่น พวกเขามาถึงในช่วงที่ท่าเรือกำลังวุ่นวายที่สุดเข้าพอดี ชาวประมงที่ออกเรือเพิ่งกลับเข้ามาพร้อมปลาที่จับได้  ส่วนทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของท่าเรือกลายเป็นตลาดปลาไปแล้ว

พวกพ่อบ้านจากคฤหาสน์หลังใหญ่ที่ทำหน้าที่ซื้อของต่างก็มาเร็วเป็นอย่างมากเพื่อที่จะได้เลือกปลาและของทะเลที่เป็นของโปรดให้เจ้านาย และยังมีคนจากร้านอาหาร, โรงแรม, และบ้านหลังเล็ก ๆ ที่มารออยู่ที่นั่นเพื่อของสด ๆ ที่จับได้ในวันนี้อีกด้วย

ที่ท่าเรือมีลังสินค้า 2 ลังที่เพิ่งเอาขึ้นมาบนฝั่ง หัวหน้าคนงานกำลังกำกับพวกคนงานให้ขนสินค้าลงจากเรือ เสียงพ่อค้าแม่ค้า เสียงตะโกน และเสียงทำงานดังเซ็งแซ่...ปนกันไปหมด เสียงต่าง ๆ เหล่านั้นคือเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท่าเรือ

เสี่ยวเฉาที่รู้สึกว่าตนเองกำลังดื่มด่ำกับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ พวกนี้ ก็ได้มีเสียงหนึ่งดังขัดขึ้นมา

“พี่สาม ตรงนั้นไงที่ขายขนม ข้าเคยมากับท่านพ่อครั้งหนึ่ง ตอนนั้นท่านพ่อซื้อหมั่นโถวลูกใหญ่ที่ทำจากแป้งขาวให้กับข้าด้วย หมั่นโถวที่ทำจากแป้งขาวนี่รสชาติยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลย”

ฉีโตวนักกินตัวน้อยชี้ไปที่ถนนรอบนอกของท่าเรือ มีเพิงที่สร้างหยาบ ๆ สองเพิงอยู่ข้างถนน และมีไอของความร้อนลอยขึ้นจากที่นั่น

พวกชาวประมงและคนงานที่ท่าเรือคงจะนำอาหารแห้งมากินด้วย แต่เช้าที่หนาวเย็นเช่นนี้ก็ยังจำเป็นต้องกินซุปร้อน ๆ สักถ้วยเพื่อให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น

เมื่อมีความต้องการก็มีตลาด ภายใต้เพิงเตี้ย ๆ นั้นมีทั้งคนขายโจ๊กและก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ คนอื่น ๆ ก็นึ่งซาลาเปาและหมั่นโถวขาย รวมไปถึงชาวนาชาวไร่ที่ไม่มีงานในไร่ทำเพราะเป็นช่วงฤดูหนาว พวกเขาต่างก็เอาตะกร้าที่เต็มไปด้วยอาหารหรือผักดองมาขาย

แผนการเริ่มผุดขึ้นในหัวของเสี่ยวเฉา ฝีมือการทำอาหารตุ๋นของนางในชาติก่อนจะทำให้นางมีชีวิตที่สุขสบายได้มากยิ่งขึ้น แต่โชคร้ายที่คนที่นี่ชอบซุบซิบนินทา ถ้าท่านย่ารู้เข้าคงเอาเงินไปหมดเป็นแน่...

“นั่นเสี่ยวเหลียน...หรือเสี่ยวเฉาน่ะ ?” เสี่ยวเฉาไม่คิดว่าจะเจอคนรู้จักที่ท่าเรือ  นางหันหน้าไปมองและเจอกับคนผู้หนึ่งที่ไม่คุ้นหน้าคุ้นตานางเลยแม้แต่น้อย

เด็กหนุ่มผิวดำเบื้องหน้าเสี่ยวเฉาอายุประมาณ 15 - 16 ปี รูปร่างสูงกำยำ  ตาโต คิ้วหนา ใบหน้าดูคุ้นเคยแปลก ๆ...อ่า...เขาคือผู้ใดกัน ? ฉีโตวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นางก็ตอบคำถามที่นางไม่ได้ถามออกไปว่า “ท่านพี่จื้อเหว่ย มาอยู่ที่นี่ได้เยี่ยงไรขอรับ ? มากับท่านป้าใหญ่รึ ?”

อ่า...ลูกชายของลุงรองนี่เอง หลิวจื้อเหว่ย อายุ 14 ปี ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะอายุเพียงแค่ 14 ปี แต่เขาก็ดูแข็งแรงเป็นอย่างมาก หน้าตาของเขาไม่ได้เหมือนพ่อกับแม่ของเขาเลย แต่กลับเหมือนลุงใหญ่มากเสียอย่างนั้น

หลิวจื้อเหว่ยหัวเราะเบา ๆ “ใช่แล้ว ข้ามากับท่านป้าใหญ่แล้วก็ท่านลุงใหญ่ด้วย  ข้ากำลังดูว่าจะหางานทำที่ท่าเรือได้หรือไม่...ท่านลุงใหญ่มาที่นี่บ่อย ๆ ก็เลยคุ้นเคยกับหัวหน้าคนงาน เขากำลังขนสินค้าลงจากเรืออยู่ พวกเขาคิดว่าข้ายังเด็กเกินไปก็เลยไม่มีใครอยากจ้างข้าเลยสักคน !”

เด็กหนุ่มพูดด้วยสีหน้าเจ็บใจ ถึงเขาจะยังเด็ก แต่เขาก็มีแรงเยอะเฉกเช่นผู้ใหญ่ ปกติเขาจะทำงานในไร่กับพ่อ มีงานมากมายที่จำเป็นต้องใช้แรงมาก ๆ แต่พวกนั้นกล้าดูถูกเขาได้เยี่ยงไรกัน !

“เสี่ยวเฉา ฉีโตว ! เหตุใดเจ้าสองคนถึงมาอยู่ที่ท่าเรือได้ล่ะ ?” นางฮันป้าใหญ่ของพวกเขาถามขึ้น นางเดินถือตะกร้าตรงเข้ามายังจุดที่พวกเขายืนอยู่

สองพี่น้องหันไปทักทายนางอย่างสุภาพและเรียกนางว่า ‘ท่านป้าใหญ่’ ตอนที่เสี่ยวเฉาได้รับบาดเจ็บที่หัวและนอนหมดสติอยู่ 3 วัน  ตากับยายและลุงกับป้าทุกคนต่างก็ได้มาเยี่ยมนาง พวกเขาได้นำไก่กับไข่ 1 ตะกร้ามาฝากเสี่ยวเฉาอีกด้วย แต่โชคร้ายที่ของพวกนั้นถูกนางจางยึดเอาไปเสียหมด

ในสายตาของนางจางนั้น เนื่องจากนางหลิวมีร่างกายที่อ่อนแอขี้โรคและหยูเสี่ยวเฉาก็เป็นปีศาจผลาญเงินค่ายา ของขวัญที่ครอบครัวหลิวนำมาจึงไม่พอชดเชยให้ตัวผลาญเงินทั้งสองคน !

เสี่ยวเฉามีความประทับใจที่ดีต่อครอบครัวทางแม่ นางรู้มาจากเสี่ยวเหลียนว่าท่านป้าใหญ่เป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้นก็สามารถยืนยันได้ว่านั่นเป็นเรื่องจริง

ตอนนี้คนงานท่าเรือกำลังจะไปพักทานอาหารเช้า หลังจากหัวหน้าคนงานสั่นกระดิ่ง พวกคนงานราว 100 คนก็เริ่มเดินมาทางนี้ คนงานบางคนมีอาหารอยู่ในมือ

เหล่าพ่อค้าที่ขายอาหารเช้าก็เริ่มเรียกลูกค้ากันอย่างกระตือรือร้นทันที “ซุปร้อน ๆ จ้า ซุปร้อน ๆ ต้มกะหล่ำปลี แกงจืดหัวไชเท้า...”

“โจ๊กร้อน ๆ ทางนี้เลย ! ทั้งร้อนทั้งถูก ถ้วยละ 1 อีแปะเท่านั้น...”

“ก๋วยเตี๋ยวน้ำจ้า ! นายท่านคนนั้นน่ะ นายผู้หญิง กินก๋วยเตี๋ยวสักชามหรือไม่ รับรองว่าแค่หนึ่งชามก็อิ่มแล้ว...”

“ผักดองอร่อย ๆ แค่ 1 อีแปะแบ่งกินกันได้หลายคนเลยนะ ! นายท่านคนนั้นน่ะซื้อผักดองหน่อยไหมขอรับ ! จะได้มีแรงทำงาน...”

ป้าใหญ่เห็นดังนั้นจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “ได้เวลาขายอาหารแล้ว ป้าต้องไปเรียกลูกค้าบ้างแล้ว พวกเจ้าสองคนคงจะยังมิได้กินข้าวเช้า จื้อเหว่ยเอานี่ไป เงิน 5 อีแปะ ไปซื้อหมั่นโถวมาแบ่งกันกินกับน้อง ๆ เถอะ”

คนงานคนหนึ่งที่มีกลิ่นเหงื่อฉุนมากผ่านมาพอดี หัวของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ เขาหันไปทางป้าใหญ่แล้วพูดว่า “เฒ่าแก่เนี้ย ข้าขอแป้งห่อผักดองกับเต้าเจี้ยว 1 อีแปะ”

“ได้เลยเจ้าค่ะ !” ป้าใหญ่จัดการเอาเต้าเจี้ยวทาลงบนแผ่นแป้ง แล้วหั่นผักดองและผัดด้วยน้ำมันหมู เสร็จแล้วก็ห่อด้วยกระดาษเคลือบมันส่งให้ชายคนนั้นแลกกับเงิน 1 อีแปะ

พอรับมาแล้วชายคนนั้นก็กัดคำโตแล้วพูดว่า “เฒ่าแก่เนี้ยขอรับ ข้าบอกได้เลยว่าเต้าเจี้ยวของเฒ่าแก่นี่รสชาติดีที่สุด ผักดองก็สมบูรณ์แบบ ไม่เค็มมากเกินไป พอได้กินอาหารของเฒ่าแก่เนี้ยแล้ว อาหารของคนอื่นก็ไม่เคยอร่อยอีกเลย !”

“แน่นอน ! ไม่รู้เสียแล้วว่านี่เมียใคร ?” ชายวัยกลางคนร่างสูงไหล่กว้างเดินมาจากด้านหลังและตบบ่าชายอีกคน ใบหน้าหล่อเหลา ผิวสีแทน เขายิ้มยิงฟันจนเห็นฟันขาวเต็มปาก

ฉีโตวโผเข้าหาผู้ที่มาใหม่อย่างดีใจและกอดขาของชายคนนั้นเอาไว้พร้อมกับพูดว่า “ท่านลุงใหญ่ ข้าไม่เจอท่านตั้งนาน ข้าคิดถึงท่านลุงมาก ๆ เลยขอรับ !”

หลิวเป่ยก้มลงยกตัวเด็กน้อยขึ้นมา เขาเขย่าตัวฉีโตวเล็กน้อยเพื่อวัดน้ำหนัก  และมองใบหน้าที่มีเนื้อมีหนังของเด็กน้อยอย่างพอใจปนประหลาดใจ “ครอบครัวของเจ้าเริ่มให้อาหารมากขึ้นแล้วงั้นรึ ? ดูโตขึ้นนิดหน่อยด้วยนี่เจ้าตัวเล็ก !”

“ไม่ใช่ ! พี่สามรู้วิธีจับปลากับกระต่าย พวกมันย่างแล้วอร่อยมากเลยขอรับ คราหน้าถ้าจับได้อีกข้าจะแบ่งให้ท่านลุงใหญ่ด้วย...” ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉีโตวจะไม่มีวันยอมแลกเนื้อเพื่อให้ได้สนิทสนมกับใครเป็นอันขาด แต่ตอนนี้เขาสามารถกินเนื้อย่างหรือเนื้อตุ๋นทุก ๆ 2 วันได้แล้ว (หลังจากเอาสัตว์ที่ล่าได้ไปที่บ้านป้าจ้าวและใช้เตาของนางทำอาหาร) เขาก็ไม่ได้รู้สึกว่าเนื้อคือของหายากที่ต้องหวงเอาไว้อีกต่อไป

หลิวเป่ยสำรวจผิวพรรณของเสี่ยวเฉาแล้วก็ยิ้มกว้าง “เสี่ยวเฉาของเราเก่งจริง ๆ  จับปลากับกระต่ายก็ได้ด้วย ! ลุงดีใจที่รู้ว่าพวกเจ้ามีความเป็นอยู่ที่สบายมากยิ่งขึ้น แล้วท่านย่าของพวกเจ้ามิว่าเอารึที่พวกเจ้านำสัตว์ที่ล่าได้มาทำอาหาร ?”

“ท่านพี่พูดอะไรกับเด็ก ๆ อยู่กัน ?” ป้าใหญ่มองสามีของนาง เสี่ยวเฉาบอกได้เลยว่ากิจการของนางไม่ค่อยดีเท่าใดนัก ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจสักเท่าใด ผักดอง แผ่นแป้งและเต้าเจี้ยวเป็นอาหารที่ทุกบ้านมีอยู่แล้ว คนที่นำอาหารมาจากบ้านก็ได้นำอาหารแบบนี้มา แล้วเหตุใดพวกเขาจะต้องเสียเงินเพื่อซื้ออาหารที่เหมือนกันเพิ่มด้วยเล่า ?

ฉีโตวหัวเราะคิกคักแล้วพูดว่า “พวกเราทำอาหารกันในป่าแล้วค่อยแบ่งกันกินขอรับ ท่านย่ามิรู้เรื่องนี้หรอก !”

“อย่าลืมแอบเอาไปให้แม่ของพวกเจ้าด้วยล่ะ แม่ของพวกเจ้านางก็ลำบากมากเช่นกัน !” หลิวเป่ยรู้สึกแย่ที่น้องสาวคนเดียวของเขาต้องลำบากลำบนโดยที่เขาไม่สามารถช่วยอะไรนางได้มากเท่าที่อยากจะทำ

ตอนนั้นพ่อของเขาไม่น่าให้น้องสาวของเขาแต่งงานกับคนในครอบครัวที่มีแม่เลี้ยงเลย ที่ไหนมีแม่เลี้ยง ไม่นานที่นั่นก็จะมีพ่อเลี้ยง ตอนแรก ๆ ก็ยังพอทน แต่พอลูกชายคนที่สามของครอบครัวหยูไปเข้าโรงเรียน แม้แต่เฒ่าหยูเองก็ยังคงมีนิสัยลำเอียง

“อื้อ ! ข้าเก็บไก่กับขากระต่ายไว้ให้ท่านแม่ด้วย ขาที่มีเนื้อมากที่สุดเลยด้วยขอรับ !” เด็กน้อยรู้วิธีทำให้ตนเองเป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่เสียด้วย

หลังจากทักทายลุงใหญ่เสร็จแล้ว หยูเสี่ยวเฉาก็ยืนยิ้มเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ มีเพียงตอนนี้เท่านั้นที่นางได้พูดขึ้นมาบ้าง “ฉีโตว ลงมาเร็วเข้า ! ให้ท่านลุงใหญ่ได้พักกินอาหารเสียก่อน !”

“ไม่มีปัญหาเลย ! เด็ก 5 ขวบจะหนักสักเท่าไหร่กันเชียว ?” แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นหลิวเป่ยก็วางฉีโตวลงกับพื้นลง หัวหน้าคนงานบอกเขาว่าอีกเดี๋ยวพวกเขาต้องขนของขึ้นเรือของขุนนางระดับสูง พวกเขาจะทำลวก ๆ มิได้

คนงานท่าเรือในบริเวณรอบ ๆ กินกันไปพลางพูดคุยเรื่องเรือของขุนนางไป หยูเสี่ยวเฉาแอบฟังการสนทนาของพวกเขาและพบว่ามันเป็นเรือเดินสมุทรที่เป็นของท่านชายจากเมืองหลวง มันเดินทางไปยังสถานที่อันไกลโพ้นและได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตใหม่ ๆ  จากเสียงซุบซิบรอบตัวของหยูเสี่ยวเฉาจึงได้รู้ว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็ชอบออกเดินเรือเช่นกันตอนที่ยังเป็นองค์รัชทายาท เรือเดินสมุทรลำใหญ่ทั้งหมดในตอนนี้ฮ่องเต้เป็นคนซื้อเอาไว้ตอนที่พระองค์ยังเป็นองค์ชาย

ก่อนขึ้นครองราชย์ ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินออกเดินเรืออยู่หลายครา เขาไปทะเลใต้ ทะเลตะวันตก และสถานที่ที่ไกลยิ่งกว่านั้น ครั้งหนึ่งเขาได้เอาพืชผลที่มีผลผลิตสูง, มันเทศและเครื่องปรุงแปลก ๆ บางอย่างกลับมาด้วย ตัวอย่างสิ่งของที่เขานำกลับมาด้วยก็เช่น พริกที่เผ็ดจนปากบวมแดง, แตงกวาสด ๆ กรอบ ๆ และแตงโมที่มีรสชาติสดชื่นช่วยดับกระหายได้

หยูเสี่ยวเฉาจำได้ว่าชาติก่อนของนางนั้น ราชวงศ์หมิงก็มีการออกเดินทางทางทะเลอยู่หลายครา แต่คนที่ออกเดินทางไปยังทะเลตะวันตกคือขันทีซานเป่าเจิ้งเหอไม่ใช่องค์ชายรัชทายาท เจิ้งเหอในชาติก่อนของนางไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฮ่องเต้เจี้ยนเหวินเลย เป็นไปได้หรือไม่ว่าฮ่องเต้ที่สถาปนาราชวงศ์กับฮ่องเต้เจี้ยนเหวินก็ได้ย้ายร่างมาที่นี่เช่นกัน ?

อ่า ! การย้ายร่างมาเกิดใหม่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยง ต่อจากนี้ต้องรอบคอบและระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น !  ความจริงแล้วนิยายหลายเรื่องเกี่ยวกับการวางแผนและการต่อสู้กันทางการเมืองมักพูดย้ำถึงประเด็นนี้ เมื่อมีการย้ายร่างมามากกว่า 1 คน พวกเขาแทบจะไม่ร่วมมือกันเลย  ตรงกันข้ามพวกเขามักจะต่อสู้กันจนถึงแก่ความตาย ! ในเมื่อข้าเป็นแค่ปลาตัวเล็ก ๆ ในทะเล ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสู้กับฮ่องเต้ อย่าได้ทำตัวโดดเด่นและอยู่อย่างสงบเข้าไว้เสียจะดีกว่า !

สุดท้ายสองพี่น้องก็ไม่ยอมให้ป้าใหญ่ซื้อหมั่นโถวให้ พวกเขาอ้างว่ากินอาหารเช้ามาแล้ว ทั้งสองอยู่บนท่าเรือได้ไม่นานก็ได้มีขุนนางคนหนึ่งมาบอกให้พวกเขาขยับออกไป  ท่านชายจะออกเดินทาง คนที่ไม่ได้ทำงานและไม่จำเป็นควรถอยออกไป พวกเขามิได้ไล่เพียงแค่สองพี่น้องเท่านั้น แม้แต่คนเร่ขายของก็ถูกไล่ออกไปจากท่าเรือด้วย มีเพียงพ่อค้าแม่ค้าในเพิงเท่านั้นที่โชคดีไม่ต้องโดนไล่ออกไป

ฉีโตวบ่นพึมพำว่าอยากเห็นท่านชาย หยูเสี่ยวเฉาทำได้แค่จับหัวน้องชายเอาไว้แน่น ๆ และดิ้นไปมาอยู่ท่ามกลางคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ผลักออกไป เพื่อจะได้หาที่ดี ๆ ไว้คอยดูท่านชาย

หลังจากนั้นเพียง 1 เค่อ ท่าเรือที่เอะอะวุ่นวายเสียงดังก็เงียบกริบ รถลากปรากฏขึ้นเป็นแถวยาว ทุกคันมีข้าวของกองอยู่พะเนิน แถวของรถลากยาวเสียจนมองไม่เห็นหางแถว ด้านหน้ารถลากมีคนที่แต่งตัวเรียบง่ายท่าทางถือตัวอยู่หลายคน ทุกคนกำลังขี่ม้าล้อมรอบชายหนุ่มคนหนึ่งที่สวมเสื้อคลุมราคาแพง

“พี่สาม พี่ชายคนนั้นคือท่านชายงั้นรึ ?” เสียงของฉีโตวน้อยไม่ได้ดังมาก แต่ในความเงียบที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าม้าอย่างชัดเจนนั้น เสียงของเขาจึงดังชัดเป็นพิเศษ

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 37 ท่าเรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว