- หน้าแรก
- ชีวิตในเมืองของผมไม่ธรรมดาอีกต่อไป
- บทที่ 302 ไพ่ตาย
บทที่ 302 ไพ่ตาย
บทที่ 302 ไพ่ตาย
จังหวะที่หลี่ซวี่โน้มตัวเข้าไปใกล้และกำลังจะเลื่อนมือลงต่ำ จู่ๆ หญิงสาวก็ผลักไหล่เขาเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวอย่างสวยงามแล้วผละตัวออกห่างจากเขาไป
เล่นตัวงั้นเหรอ?
หลี่ซวี่ยกยิ้มมุมปาก ขยับตามไปสองก้าว ร่างกายยังคงโยกย้ายไปตามจังหวะเพลง แต่ไม่ได้แตะต้องตัวเธออีก
ดูเหมือนหญิงสาวจะเข้าใจเจตนาของหลี่ซวี่ เธอส่งยิ้มหวานหยดย้อยมาให้
จากนั้นก็ขยับตัวเข้ามาใกล้หลี่ซวี่อีกครั้ง
หลี่ซวี่กำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อรับการออดอ้อน จู่ๆ ร่างของเขาก็เซถลาเพราะถูกใครบางคนชนเข้าอย่างจัง
เขาหยุดชะงัก ก้มลงมอง ก็เห็นหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งนั่งทรุดอยู่บนพื้น มือจับข้อเท้าพลางนวดคลึงเบาๆ เห็นได้ชัดว่าข้อเท้าแพลงจากแรงกระแทกเมื่อครู่
เมื่อเห็นหลี่ซวี่มองมา หญิงสาวก็พูดภาษาเกาหลีที่เขาฟังไม่ออกออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะพยุงตัวลุกขึ้นยืนแล้วเดินกะเผลกๆ ออกไป
แต่เพิ่งจะก้าวไปได้แค่สองก้าว เธอก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันขวับกลับมาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
หลี่ซวี่ขมวดคิ้วด้วยความงุนงง กำลังจะอ้าปากถามเป็นภาษาอังกฤษ จู่ๆ หญิงสาวก็กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วโผเข้ากอดเขาเต็มแรง
หืม?
หลี่ซวี่ที่มีสาวงามแนบชิดอยู่บนอก สัมผัสได้ถึงสัดส่วนโค้งเว้าของหญิงสาว ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกวาบหวามในหัวใจ “คนสวย จะทอดสะพานให้กันก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนี้ก็ได้มั้ง?”
ประโยคนี้เขาพูดเป็นภาษาจีน
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็มองเห็นชายฉกรรจ์ในชุดสูทสองคนกำลังเดินตรงเข้ามาทางด้านหลังของหญิงสาว
“กอดฉันไว้ ช่วยฉันด้วย!”
พูดจบ หญิงสาวก็ซุกหน้าลงกับแผงอกกว้างของหลี่ซวี่ทันที
หืม? พูดภาษาจีนแปร่งๆ ซะด้วย
ระหว่างที่หลี่ซวี่ยังคงยืนอึ้ง และหญิงสาวก็คิดว่าตัวเองซุกหน้าลงไปลึกพอที่จะไม่มีใครจำได้แล้ว จู่ๆ ร่างของเธอก็ถูกใครบางคนกระชากออกจากการเกาะกุมของหลี่ซวี่
“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย? หนุ่มหล่อคนนี้ฉันเล็งไว้ก่อนนะ!” คนที่พูดคือสาวผมบลอนด์เมื่อครู่นี้เอง
ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ หญิงสาวหน้าซีดเผือด
ใครไปแย่งผู้ชายของเธอเมื่อไหร่กัน ฉันกำลังหนีตายอยู่นะโว้ย!
เสียงตะโกนโวยวายของสาวผมบลอนด์ดึงดูดความสนใจของชายชุดสูทให้หันมามองที่หญิงสาว
จากนั้นพวกเขาก็ก้าวพรวดๆ เข้ามาล้อมทั้งสามคนเอาไว้
พอสาวผมบลอนด์เห็นแบบนั้น ก็มีสีหน้าหวาดผวา รีบถอยกรูดออกห่างจากหญิงสาวและหลี่ซวี่ทันที
หญิงสาวก็ก้าวถอยหลังเช่นกัน ไม่นานก็ไปหลบอยู่ด้านหลังของหลี่ซวี่
มันเกี่ยวอะไรกับฉันเนี่ย? หลี่ซวี่ชะงัก กำลังจะปลีกตัวหนี แต่กลับมีชายชุดสูทอีกสามคนโผล่มาดักหน้า บังคับให้เขาต้องถอยกลับไปยืนที่เดิม
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตรงนี้ดูเล็กน้อยไปเลยเมื่อเทียบกับเสียงดนตรีที่ดังกระหึ่ม
มีเพียงคนที่อยู่ใกล้ๆ เท่านั้นที่รู้ตัวและรีบหลีกทางให้ด้วยความกลัวจะโดนลูกหลง
“ช่วยฉันด้วย!” หญิงสาวเอ่ยขอร้องด้วยภาษาจีนที่สำเนียงไม่ค่อยชัดเจนนักพร้อมกับทำหน้าตาหน้าสงสาร
“ช่วยบ้านป้าแกสิ!” หลี่ซวี่สบถด่าในใจ ฉันเป็นแค่นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะไปช่วยอะไรเธอได้? ฝันไปเถอะ
“เชิญตามพวกเรามาด้วยครับ!” ชายชุดสูทคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลี่ซวี่อึ้งไป ชี้มือไปที่หญิงสาวแล้วก็ชี้มาที่ตัวเอง ก่อนจะพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า “ฉันไม่ได้รู้จักกับเธอ”
แต่คำพูดของเขาดูเหมือนจะไม่มีผล สองหนุ่มในชุดสูทกลับขยับเข้ามาใกล้ด้านหลังเขาอีกก้าว
หลี่ซวี่ใจเต้นตึกตัก ถึงแม้จะมีทักษะการต่อสู้ระดับพิเศษติดตัว แต่ที่นี่มันถิ่นของพวกเขานะเว้ย เขาจะสู้ได้สักกี่คนกัน? อย่างเก่งก็ล้มพวกกล้ามโตนี่ได้สักสองสามคนก็หรูแล้ว
“เชิญตามพวกเรามาด้วยครับ!” น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเดิม
หลี่ซวี่ฟังไม่ออก จึงหันไปถามหญิงสาว “พวกเขาพูดว่าอะไรน่ะ?”
หญิงสาวตอบกลับด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง “เขาบอกให้คุณตามไปตายด้วยกัน ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เดือดร้อน!”
เพิ่งจะมาขอโทษเอาป่านนี้เนี่ยนะ!
หลี่ซวี่ได้ยินแบบนั้นก็ถลึงตาใส่เธอด้วยความโมโห ก่อนจะจำใจเดินตามหญิงสาวไปโดยมีชายชุดสูทเดินขนาบข้าง คอย "อารักขา" ออกไปจากฟลอร์เต้นรำ
จากนั้นพวกเขาก็เดินตรงไปยังลิฟต์ที่อยู่ด้านข้าง
หลี่ซวี่กลอกตาไปมา กำลังคิดหาทางหนีทีไล่ จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจ่ออยู่ที่กลางหลัง บ้าเอ๊ย สัมผัสกลมๆ เล็กๆ แบบนี้ อย่าบอกนะว่าเป็นปืน!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ซวี่ก็ไม่กล้าขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้าอีก
ไม่นานทุกคนก็เข้าไปในลิฟต์ และขึ้นมาถึงชั้นสองของบาร์
บนชั้นสองมีพื้นที่หลบมุมที่ค่อนข้างเงียบสงบ ที่นี่เต็มไปด้วยห้องวีไอพีส่วนตัวที่มีประตูบานหนาหนักปิดกั้นเอาไว้
ขาของหลี่ซวี่สั่นพั่บๆ บ้าเอ๊ย ทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขนาดนี้!
รู้งี้เขาไม่น่าใช้สิทธิ์เช็กอินเล่นๆ เลย
ตอนนี้เหลือสิทธิ์เช็กอินอีกแค่ครั้งเดียว เขาไม่กล้าใช้สุ่มสี่สุ่มห้าแล้ว
เพราะสิทธิ์ครั้งนี้อาจจะเป็นไพ่ตายช่วยชีวิตเขาเลยก็ได้
พอคิดแบบนั้น เขาก็หันไปถลึงตาใส่หญิงสาวที่กำลังตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ!
เพราะเธอแท้ๆ ถ้ามีโอกาสรอดไปได้ล่ะก็ พ่อจะจับทำเมียซะให้เข็ด!
ทั้งสองคนถูกคุมตัวเดินเข้าไปในโถงทางเดินชั้นสองที่มืดสลัว
หลังจากผลักประตูบานหนาหนักหลายบาน ในที่สุดพวกเขาก็มาหยุดอยู่ในห้องที่มืดสลัวห้องหนึ่ง
“อ้า อาซีบา แกจะหนีไปไหนฮะ?” จู่ๆ ชายหัวโล้นก็พุ่งเข้ามา กระชากคอเสื้อหญิงสาวแล้วเขย่าอย่างแรง ก่อนจะตบหน้าเธอฉาดใหญ่
หญิงสาวล้มลงไปกองกับพื้น เอามือกุมแก้ม ร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่กล้าส่งเสียงออกมา
หลังจากตบหญิงสาวเสร็จ ชายคนนั้นก็หันมามองหลี่ซวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
ตอนนั้นเองก็มีชายชุดสูทคนหนึ่งเดินเข้ามากระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับเขา
ชายคนนั้นกลอกตา มองดูหลี่ซวี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพ่นภาษาเกาหลีออกมาอีกชุดใหญ่
น่าเสียดายที่หลี่ซวี่ฟังไม่ออกเลยสักคำ
“Can you speak English?” หลี่ซวี่ลองถามดู
ในเวลาเดียวกัน หลี่ซวี่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้สิทธิ์เช็กอินครั้งสุดท้าย
‘เช็กอิน!’
‘เช็กอินสำเร็จ ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ได้รับทักษะข่มขวัญระดับบิ๊กบอส เมื่อโฮสต์ตกอยู่ในอันตราย สามารถเปิดใช้ทักษะนี้ได้’
‘ทักษะนี้จะช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้ให้โฮสต์ 20% พลังข่มขวัญ 80% เสน่ห์ดึงดูด 70% พลังกดดันทางสายเลือด 50%!’
‘สามารถเปิดใช้งานได้ 5 ครั้ง โปรดใช้ด้วยความระมัดระวัง และดูแลตัวเองให้ปลอดภัยด้วย!’
หลี่ซวี่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น เดิมทีเขากะว่าถ้าหมดหนทางจริงๆ คงต้องบุกฝ่าวงล้อมออกไป โดยการเอาปืนพกที่ระบบเคยแจกให้ออกมาขู่ แล้วก็หาจังหวะสวมชุดเกราะเหล็ก อย่างน้อยก็น่าจะยื้อเวลาไว้ได้จนกว่าตำรวจจะมาถึง
แต่ตอนนี้เขามีทักษะข่มขวัญระดับบิ๊กบอสเพิ่มมาเป็นไพ่ตายอีกใบ แบบนี้น่าจะพอลองเสี่ยงดูได้!
มีอะไรที่พอจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างคอนเนกชันกับพวกมันได้บ้างนะ?
ระหว่างที่สมองของหลี่ซวี่กำลังประมวลผลอย่างหนัก ชายหัวโล้นก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “คนต่างชาติงั้นเหรอ?”
ตอนนั้นเอง หญิงสาวที่กำลังตัวสั่นเป็นลูกนกก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เขาเป็นคนจีน ฉันไม่รู้จักเขาค่ะ!”
ชายหัวโล้นชะงักไป ยกยิ้มมุมปากอย่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“บอกมันไป ว่าฉันคือผู้เข้าร่วมการประมูล! เร็วเข้า”
หญิงสาวชะงักไป ไม่เข้าใจว่าประโยคที่หลี่ซวี่พูดหมายความว่ายังไง แต่เธอก็ยอมแปลให้ตามที่เขาบอก
“ผู้เข้าร่วมการประมูล?”
หลี่ซวี่ไม่สนว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร เขาควักเอกสารยืนยันสิทธิ์เข้าร่วมการประมูลที่ได้เป็นรางวัลออกมาให้ดูทันที
พอชายหัวโล้นเห็นเอกสาร สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาหันไปตบหัวลูกน้องชุดสูทที่ยืนอยู่ข้างๆ ฉาดใหญ่ ก่อนจะหันมาโค้งคำนับและผงกหัวให้หลี่ซวี่พลางพูดภาษาเกาหลีรัวๆ
“เขาพูดว่าอะไรนะ?” หลี่ซวี่หันไปถามหญิงสาว
“เขาบอกว่าเป็นการเข้าใจผิดค่ะ ยินดีต้อนรับการมาเยือนของคุณ! และขอโทษคุณอย่างสุดซึ้ง”
หลี่ซวี่ได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกได้เลยว่าเหงื่อเย็นๆ ไหลซึมจนแผ่นหลังเปียกชุ่มไปหมด
“ฉันต้องการล่าม! บอกเขาไปสิ” หลี่ซวี่หันไปสั่งหญิงสาว
หญิงสาวกำลังจะแปลตามที่เขาบอก แต่จู่ๆ เธอก็ชะงักไป ก่อนจะหันมามองหลี่ซวี่ด้วยสายตาเว้าวอน “ฉันทำได้ค่ะ ฉันเป็นล่ามให้คุณได้ ได้โปรดช่วยฉันด้วยเถอะนะคะ!”
..........