เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 33  ถูกตี

Re-new ตอนที่ 33  ถูกตี

Re-new ตอนที่ 33  ถูกตี


ตอนที่ 33  ถูกตี

หยูเสี่ยวเฉาสังเกตเห็นสายตาของหยูฮังมองไปรอบ ๆ ขณะที่พูด และเข้าใจว่าอาการบาดเจ็บของเขามิใช่แค่นั้นเป็นแน่ นางนึกถึงเรื่องสั้นที่เคยอ่านตอนเรียนประถมชื่อว่า ‘Vanka’  ในเรื่องนั้นเด็กฝึกงานคือแรงงานฟรีที่มักจะถูกทุบตีอย่างโหดร้ายด้วยเหตุผลเล็ก ๆ อยู่เสมอ

หยูเสี่ยวเฉามองใบหน้าซูบผอมและร่างผอม ๆ ของพี่ชายที่อายุ 11 ปีของนางจึงได้รู้ว่าชีวิตที่ร้านไม้ของเขาช่างแย่เอาเสียมาก ๆ นางตอบคำถามของหยูฮังพร้อมกับหยิบเอากระเป๋าผ้าที่ใช้ห่อหมั่นโถวออกมา

“ทุกอย่างที่บ้านเรียบร้อยดี ท่านพี่ฮันสอนข้าวางกับดักจับกระต่ายป่า วันนี้ข้าได้เงินมา 1 ตำลึงจากการขายสัตว์ที่จับมาได้ด้วยนะเจ้าคะ พี่ใหญ่มิต้องกังวล ถ้าอยู่ที่ร้านไม้แล้วไม่มีความสุขก็กลับบ้านเถอะ ครอบครัวเรามีอาหารมากพอให้ทุกคนกินนะเจ้าคะรวมถึงท่านพี่ด้วย...”

“ข้าทำได้ดีนะ ! หัวหน้าช่างชมข้าบ่อย ๆ เลยว่าทำงานดีแล้วก็ตั้งใจฝึกฝน เขายังพูดอีกด้วยว่าจะสอนข้าไสไม้เร็ว ๆ นี้ อีก 2 ปีตอนที่ข้าฝึกงานจบ ข้าก็จะสามารถหาเงินช่วยครอบครัวได้ ว่าแต่ว่าพวกเจ้ามาที่นี่เพราะเหตุใด ?” หยูฮังเปลี่ยนเรื่องทันทีและแอบลูบขาที่บาดเจ็บจากการถูกตี

ฉีโตวแกะขนมน้ำตาลออกจากกระดาษห่อแล้วยัดมันใส่ปากพี่ชายพร้อมกับยิ้มกว้าง “นายน้อยของร้านอาหารเจินซิวเลี้ยงข้าวพวกเราด้วยล่ะ ! อาหารเต็มโต๊ะไปหมด พี่ใหญ่ข้าเก็บไก่ไว้ให้ท่านพี่ครึ่งตัวด้วยนะขอรับ เป็นไก่ตุ๋นกับโสมล่ะ ท่านพี่ลองชิมดูเร็วเข้า !”

“ท่านพี่ฮัน ข้าขอบคุณที่ช่วยพาน้อง ๆ ของข้ามาเยี่ยม แต่ที่นี่มันไกลจากหมู่บ้านมากเกินไป ร่างกายของเสี่ยวเฉาก็ไม่ค่อยจะดี เดินไกล ๆ มิไหวหรอกขอรับ พวกเจ้าไม่ต้องมาที่นี่อีกนะเข้าใจหรือไม่ ?” หยูฮังไม่รับไก่ตุ๋นที่เสี่ยวเฉาส่งมาให้และกล่าวขอบคุณจ้าวฮัน จากนั้นก็หันไปเตือนน้อง ๆ ของเขา

เสี่ยวเฉาสั่นหัวแล้วพูดว่า “มิเป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ระหว่างทางที่มาที่นี่พวกเราเจอท่านปู่จางมาส่งฟืนที่เมือง พวกเราขอยืมชามนี้มาจากร้านเจินซิว ท่านพี่รีบกินเข้าเถอะเจ้าค่ะ ถ้ากินไม่หมดก็ห่อกระดาษเก็บไว้กินทีหลังก็ได้ ทิ้งเอาไว้จนถึงตอนเย็นก็ไม่เสียหรอก ข้าเอาหมั่นโถวมาให้ท่านพี่ด้วยนะเจ้าคะ มันเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ ก่อนที่ข้าจะออกมา ข้าก็เลยเอามาให้ท่านพี่ 2 ชิ้น...”

เสี่ยวเฉามองออกว่าพี่ชายของนางถูกปฏิบัติไม่ดีนักที่ร้านไม้ นางจึงตัดสินใจว่าจะส่งอาหารมาให้เขาบ่อย ๆ “ที่นี่มีของกินเยอะแยะอยู่แล้ว ข้ากินหมั่นโถวจนเบื่อแล้ว พวกเจ้าเอาหมั่นโถวกลับไปกินเองเถอะ แล้วไม่ต้องส่งอาหารมาให้ข้าอีกนะ อาหารที่ร้านไม้จัดให้ก็ดีมากอยู่แล้ว !”

หยูฮังปกปิดความจริงที่ว่าเขากินแต่แป้งถั่วแข็ง ๆ กับน้ำเย็นทุกวันเพราะไม่อยากให้ทางครอบครัวต้องเป็นห่วง

ถ้าหากหยูเสี่ยวเฉาเป็นเด็กอายุ 8 ขวบจริง ๆ ก็คงถูกหลอกไปแล้ว นางลอบถอนหายใจแล้วแกล้งทำเป็นโกรธ

“อะไรกัน ? ท่านพี่กินอาหารดี ๆ จนเคยตัวแล้วก็เลยดูถูกหมั่นโถวของพวกเรางั้นรึ ? ถึงที่นี่จะมีอาหารดี ๆ ให้กับท่านพี่ทุกวัน แต่มันก็เทียบกับความตั้งใจดี ๆ ของครอบครัวเรามิได้หรอก รีบ ๆ รับไปสิ ! เยี่ยงนั้นข้าจะโกรธจริง ๆ แล้วนะเจ้าคะ !”

หยูฮังอยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก ในใจรู้สึกถึงความอบอุ่นที่คุ้นเคย  เขารับกระเป๋าผ้าที่น้องสาวยัดใส่มือมาเงียบ ๆ เขามาเป็นเด็กฝึกงานที่นี่เกือบ 3 เดือนแล้ว และถูกคนงานและช่างไม้ของร้านนี้ด่าว่าและทุบตีอยู่บ่อยครั้ง แม้ว่าเขาจะหิวจนเวียนหัวและไม่มีแรง แต่เขาก็ยังคงต้องทำงานหนักอยู่ทุกวัน

ดังนั้นเขาจึงรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างทุกคืน มีหลายครั้งที่เขาเกือบจะทนไม่ไหว...แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านั้นเขามักจะคิดถึงครอบครัว คิดถึงรอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ สายตาที่คอยให้กำลังใจของพ่อ และใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างน่ารักของพวกน้อง ๆ...

เหตุผลเดียวที่เขาทนมาได้นานขนาดนี้ก็เพราะครอบครัวของเขา !

“หยูฮัง ! หายหัวไปไหนแล้ว ? จะอู้ไปถึงเมื่อไหร่กัน ? ไม้ที่สั่งไว้มาถึงแล้ว ยังไม่กลับมาทำงานอีกรึ ? เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ ...”

เจ้าของร้านจางมองออกมาและสำรวจเครื่องแต่งกายของเสี่ยวเฉากับฉีโตว เขาเบะปากอย่างดูถูกแล้วตะคอกใส่หยูฮัง

หยูฮังกอดกระเป๋าผ้าเอาไว้แน่นแล้วฝืนยิ้ม “ผู้จัดการจางดูเหมือนจะใจร้าย แต่จริง ๆ แล้วเขาเป็นคนดีมากนะ เขามักจะทำดีกับพวกเรา...ข้าต้องไปทำงานแล้ว  กลับกันดี ๆ ครั้งหน้ามิต้องส่งอาหารมาอีกล่ะ ข้าสบายดี...”

“เหตุใดถึงยังไม่มาอีก ? ถ้าไม่อยากทำงานก็ไสหัวออกไป ! ขยะอย่างเจ้าเลี้ยงไปก็เปลืองข้าวสุกเสียเปล่า ๆ !” ผู้จัดการจางด่าอย่างหงุดหงิดราวกับกำลังสั่งสัตว์เลี้ยงที่ยอมจำนนต่อเจ้านาย

หยูเสี่ยวเฉามองตามหลังพี่ชายขณะที่เขารีบวิ่งเข้าไปข้างใน นางตัดสินใจว่าจะพาหยูฮังกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เด็กฝึกงานไม่มีอิสระและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน อีกทั้งยังถูกคนอื่นเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ดังนั้นนางจะเป็นคนปกป้องครอบครัวของนางเอง !

ฉีโตวถือถุงขนมไว้ในมือ แต่เหมือนว่าขนมน้ำตาลจะหมดความหวานไปเสียแล้ว  เด็กน้อยพยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ฉีโตวเงยหน้าขึ้นมองพี่สามของเขาแล้วพูดว่า

“พี่สาม ถ้ามีวิธีที่ทำให้โตเร็ว ๆ แล้วล่ะก็ ถ้าข้าโตขึ้น ข้าจะเป็นเหมือนท่านพ่อ  ข้าจะจับสัตว์มาเยอะ ๆ จะได้หาเงินมาเลี้ยงครอบครัวของพวกเรา เยี่ยงนั้นคนอื่นจะได้ไม่ดูถูกพวกเรา ท่านพี่ใหญ่ก็จะไม่โดนคนอื่นรังแกด้วย...”

หยูเสี่ยวเฉาลูบหัวเด็กน้อยนางอยากยิ้มให้เขา แต่นางกลับถอนหายใจออกมาแทน

“พี่สาม ท่านพี่ฮัน พวกเราจะไปไหนกันต่อหรือขอรับ ?” ฉีโตวหมดอารมณ์ตื่นเต้นและเดินคอตกออกไป

จ้าวฮันสังเกตเห็นว่าสองพี่น้องอารมณ์ไม่ดีเอาเสียมาก ๆ เขาคิดนิดนึงแล้วพูดว่า  “ยังมีเวลาอีกมากโข เยี่ยงนั้นหลังจากไปส่งปลาให้ท่านอาสามของพวกเจ้าแล้ว พวกเราไปเดินเล่นกันดีหรือไม่ ?”

ทั้งสามหาบ้านเช่าของหยูป่อเจออย่างรวดเร็ว เขาไปเรียนและไม่ได้อยู่ที่บ้าน  เสี่ยวเฉาปฏิเสธนางจ้าวที่บอกให้นางพักที่นั่นอย่างสุภาพ พอนางออกจากบ้านพร้อมจ้าวฮันและน้องชาย พวกเขาก็เริ่มเดินเล่นไปตามท้องถนนเส้นยาว

ถนนสายหลักทั้ง 3 สายของเมืองถังกู่มีร้านอาหารและโรงเตี๊ยมตั้งเรียงราย ตอนนี้โรงเตี๊ยมและร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดทั้งหมดอยู่ในความครอบครองของตระกูลโจว

คนรวยบางคนที่มาเที่ยวทะเลจะพักอยู่ในเมืองถังกู่ ถนนจึงเต็มไปด้วยพวกชนชั้นสูงที่สวมใส่เสื้อผ้าดี ๆ และขี่อยู่บนหลังม้า เป็นเรื่องปกติที่จะเห็นรถม้าสวย ๆ พร้อมกับคนรับใช้เดินตาม

พวกเขาเดินมองสภาพแวดล้อมรอบ ๆ อย่างเพลิดเพลิน

ฉีโตวถือขนมที่พี่สาวซื้อมาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือก็ถือถังหูลู่ใส่ปาก เขามองทุกอย่างด้วยความสนใจ ในเมืองมีแต่ของใหม่ ๆ น่าสนใจเต็มไปหมด

“หือ ? พี่สาม นั่นท่านลุงจ้าวกับท่านพ่อมิใช่รึ ?” ฉีโตวเอามือที่ถือถังหูลู่ชี้ไปทางฝูงชนข้างหน้า เขามองให้ดีอีกครั้งแล้วยืนยันว่า “เป็นท่านพ่อจริง ๆ ด้วย ! พี่สาม  รีบเข้าไปหาท่านพ่อกันเร็วเข้า...”

หยูเสี่ยวเฉารีบห้ามน้องชายพร้อมกับสั่นหัว “อย่าได้เข้าไปหาท่านพ่อเด็ดขาด ! ถ้าท่านพ่อรู้ว่าเราขายสัตว์ที่จับมาได้ พวกเราจะยังเก็บเงินเอาไว้เองได้อีกงั้นรึ ? ถ้าเงินเข้ากระเป๋าท่านย่าหมด พวกเราทั้งหมดก็จะต้องอด ๆ อยาก ๆ แล้วฤดูหนาวก็จะหนาวจนแข็งเลยมิใช่รึ !”

ฉีโตวมองขนมน้ำตาลกับถังหูลู่ในมือ ถ้าท่านย่าเอาเงินไปหมด เขาจะได้กินถังหูลู่กับขนมน้ำตาลอีกหรือไม่ ?

“พี่สาม เช่นนั้นพวกเราควรทำเยี่ยงไรดี ?” ฉีโตวนับถือพี่สามของเขา ตั้งแต่ที่นางได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะก็ราวกับว่านางได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เวลาที่เขาติดตามนาง ไม่เพียงแต่จะได้กินเนื้อเท่านั้น เขายังสามารถหาเงินมาเก็บไว้ได้อีกด้วย แม้แต่ท่านย่าก็ไม่กล้าลงโทษนาง พี่สามเป็นคนใจกว้างมากอีกด้วย นางเต็มใจซื้อขนมแพง ๆ เพื่อให้เขากิน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจว่าเขาจะสนับสนุนทุกอย่างที่พี่สามคิดจะทำในอนาคต นี่คือสัญญาที่เขารักษาเอาไว้อย่างมั่นคงตลอด 30 ปี

หยูเสี่ยวเฉาไม่คิดว่าแค่ขนมกับถังหูลู่ที่ราคาเพียงแค่ 12 อีแปะจะทำให้น้องชายจงรักภักดีกับนางได้

เสี่ยวเฉาจับน้องชายเอาไว้และดึงแขนเสื้อของจ้าวฮันให้หลบเข้าไปในตรอก ถ้านางหลบได้ไม่เร็วพอคงถูกท่านพ่อจับได้แล้วเป็นแน่

“มีอะไรเยี่ยงนั้นรึ ?” จ้าวปู้ฝานที่แบกกวางตัวผู้ถามขึ้นเมื่อเห็นหยูไห่เพื่อนสนิทของเขามองกลับไปด้านหลังหลายครา

มีสัตว์เล็ก ๆ หลายตัวห้อยอยู่ที่ร่างของหยูไห่ เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วพึมพำอย่างลังเลว่า “เมื่อครู่...ข้าว่าข้าเห็นเสี่ยวเฉากับฉีโตว...”

“ลูกสาวคนที่สามกับลูกชายคนเล็กน่ะรึ ? เจ้าแน่ใจแล้วรึ ? พวกเขาจะเดินไกลถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไรกัน คนหนึ่งก็ร่างกายอ่อนแอ อีกคนก็แค่เด็ก 5 ขวบมิใช่รึ ? คาดว่าคงจะเป็นคนอื่นที่หน้าตาคล้ายกับพวกเขา” จ้าวปู้ฝานไม่ได้คิดเลยว่าลูกชายของเขาเองนั่นแหละ ที่เป็นคนพาเด็ก 2 คนมาที่เมือง

เสี่ยวเฉาที่กำลังเดินดูสินค้าอย่างสบายใจหลังหลบท่านพ่อได้สำเร็จ จากนั้นไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

[เจ้านาย ๆ ! ข้าสัมผัสถึงพลังวิญญาณแถวนี้ได้ อยู่ทางขวาของเจ้า เร็วเข้า พาข้าไปตรวจดูเร็ว ! ] หินศักดิ์สิทธิ์ตื่นเต้นร้อนรนจนลืมคำปฏิญาณของตนเองว่า ‘จะไม่ยอมรับเสี่ยวเฉาเป็นเจ้านายเด็ดขาด’ พลังที่อยู่ใกล้ ๆ นั้นแรงเป็นอย่างมาก ถ้ามันดูดซับพลังนั้นได้จะดียิ่งกว่าแช่น้ำ 10 วันเสียอีก

หยูเสี่ยวเฉารีบมองไปทางขวาทันที ‘ร้านขายยามิใช่รึ ? ’

“ถงเหรินถัง...พี่สาม ข้าจำตัวอักษรพวกนี้ได้ด้วยล่ะ !” หน้าของฉีโตวเหนียวไปหมดหลังจากที่กินถังหูลู่จนหมดแล้ว เขาเงยหน้าขึ้นยิ้มแป้นราวกับอยากได้คำชม

น้องชายนางอ่านออกด้วยรึ ? เยี่ยงนี้ก็คงต้องชมกันหน่อยแล้ว หยูเสี่ยวเฉาเอ่ยปากชมเด็กน้อย “สมกับเป็นน้องชายของข้าจริง ๆ รู้ตัวหนังสือด้วยด้วย ! บอกข้าหน่อยสิว่าเจ้าไปเรียนมาจากที่ใด ?”

ฉีโตวยิ้มกว้างอย่างมีความสุขและพูดด้วยความภูมิใจว่า “พี่สาม ท่านพี่ใหญ่เรียนจากท่านอาสามมาเยอะแยะเลยขอรับ แล้วพี่ใหญ่ก็เอามาสอนพวกเรา 3 คนด้วย  ข้าจำได้ 200 กว่าตัวแล้ว...ท่านพี่บาดเจ็บที่หัวอาจจะจำไม่ได้แล้ว !”

“ถึงข้าจะจำบางอย่างไม่ได้ แต่ข้าก็ยังจำตัวอักษรพวกนี้ได้นะ” มันสะดวกขึ้นเยอะเมื่อเจ้าของร่างเดิมก็รู้ตัวอักษรอยู่บ้าง

ฉีโตวพยักหน้าแล้วพูดว่า “พี่สาม ตอนเรียนท่านพี่เรียนได้เร็วที่สุดในหมู่พวกเรา 3 คนเลยด้วยซ้ำ ! ท่านอาสามยังบอกว่าท่านพี่น่าจะมีความจำที่ดีมาก ๆ ถ้าท่านพี่เป็นผู้ชาย ครอบครัวของเราคงส่งท่านพี่เข้าโรงเรียนไปแล้วเป็นแน่”

เสี่ยวเฉาจับน้ำเสียงอิจฉาของเขาได้ นางจึงลูบหัวเขาแล้วพูดว่า “ฉีโตวของเราก็ฉลาดมากเลยนะ  5 ขวบเองแต่จำตัวอักษรได้เยอะขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าพี่สามมีเงิน ข้าจะส่งเจ้าไปเรียนที่โรงเรียนปีหน้า”

ฉีโตวนึกถึงคุณชายผู้ร่ำรวยที่ให้เงินพี่สาวของเขาซึ่งน่าจะพอสำหรับค่าเล่าเรียน 1 ปี เด็กน้อยยิ้มสดใสยิ่งกว่าเดิมเมื่อมีความหวังว่าเขาจะได้ไปเรียน

จ้าวฮันที่เดินตามหลังสองพี่น้องเงียบ ๆ รู้สึกแปลกใจที่เห็นเสี่ยวเฉาเข้าไปในร้านยา “เสี่ยวเฉารู้สึกไม่ดีรึ ? ถ้าเจ้าป่วยต้องไปรักษานะ อย่าได้ปล่อยไว้ อย่ากลัวว่าจะเสียเงิน...”

‘ท่านพี่น่ะสิป่วย ! ’ แต่หยูเสี่ยวเฉาก็ข้องใจในความสามารถด้านการรักษาของหมอโหยวหมอของหมู่บ้านอยู่เช่นกัน ตอนที่วิญญาณของนางย้ายเข้ามาในร่างนี้ นางก็อยู่ในสภาพย่ำแย่อยู่แล้ว หวังว่าจะไม่มีผลกระทบอะไรจากอาการป่วยในอดีตของนางหลงเหลืออยู่อีก นางควรให้หมอในเมืองจับชีพจรดูเสียหน่อย เพื่อจะได้รักษาอาการเจ็บป่วยเสียหรือไม่ก็จะได้สบายใจอีกด้วย

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 33  ถูกตี

คัดลอกลิงก์แล้ว