เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 30  คนพิเศษ

Re-new ตอนที่ 30  คนพิเศษ

Re-new ตอนที่ 30  คนพิเศษ


ตอนที่ 30  คนพิเศษ

ทั้งสามคุยกันไปขณะที่เดินไปตามถนนเพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง เมื่อพวกเขาผ่านเชิงเขาก็เห็นคน ๆ หนึ่งพร้อมกับกระเป๋าใบเล็กเดินอยู่ด้านหน้าของพวกเขา

ฉีโตวน้อยตาดี เขาจำคน ๆ นั้นได้ทั้งที่เดินอยู่ไกล ๆ “พี่สาม คนข้างหน้าเราเหมือนท่านพี่เฉียนเหวินเลย เขาคงกำลังกลับไปที่เมืองเพราะหมดเวลาหยุดพักแล้ว”

“ท่านพี่เฉียนเหวิน ! ท่านพี่เฉียนเหวิน !” เด็กน้อยป้องปากตะโกนเรียกชายคนนั้นโดยไม่รอคำตอบของพี่สาว

ชายคนนั้นหยุดเดินและหันกลับมามอง

ขณะที่พวกเขาเดินเข้าใกล้ไปเรื่อย ๆ หยูเสี่ยวเฉาก็เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มคนนั้นชัดขึ้น เขามีผิวขาวเรียบเนียนหน้าตาดี ท่าทางสุภาพอ่อนโยน

“ท่านพี่จ้าว ฉีโตว...นี่ใช่พี่สามของเจ้าหรือไม่ ?” เฉียนเหวินยิ้มน้อย ๆ เขามองเด็กหญิงผิวซีดตาโตตรงหน้าอย่างสงสัย ฉีโตวเป็นเพื่อนของน้องชายเขา เฉียนหวู่  ในช่วงสองเดือนมานี้ เด็กน้อยพูดถึงพี่สามของเขาบ่อยเป็นอย่างมาก

ฉีโตวฉีกยิ้ม “ใช่แล้ว ท่านพี่เฉียนเหวิน พี่สามเหมือนพี่สาวคนโตของข้ามากใช่รึไม่ ? คนจำท่านพี่ของข้าสลับกันอยู่เรื่อย แล้วนี่ท่านพี่มองเพียงแค่ปราดเดียวเท่านั้น ท่านพี่รู้ได้เยี่ยงไร ?”

เฉียนเหวินจูงมือเด็กน้อยแล้วพากันเดินต่อ “ถึงข้าจะเจอพี่สาวคนโตของเจ้าแค่ไม่กี่ครา แต่เด็กในหมู่บ้านชาวประมงน่ะผิวคล้ำกันทั้งนั้นมิใช่รึ เพราะไปที่ชายหาดบ่อย ๆ พี่สามของเจ้าแทบจะไม่ได้ออกจากบ้าน ผิวก็เลยขาวกว่า”

ฉีโตวมองสำรวจสีผิวของพี่สาวแล้วก็พยักหน้า “จริงด้วย ! พี่สามยังไม่หายดีเป็นแน่ หน้าถึงได้ขาวมากเช่นนี้”

เด็กน้อยเคยได้ยินว่าคนป่วยส่วนใหญ่จะซีดเซียวกว่าคนทั่วไป เขาไม่เข้าใจคำว่า ‘ซีดเซียว’ และคิดว่าผิวขาวมากก็คือคนที่ไม่แข็งแรง

หยูเสี่ยวเฉ่ามีตัวอักษร ‘囧’ ตัวโต ๆ แปะอยู่บนหน้า ! ‘เฉียนเหวิน บัณฑิตที่ไหนเขาพูดเรื่องสีผิวของผู้หญิงแบบเปิดเผยกันบ้างเล่า’ ส่วนน้องชายงี่เง่าของนางนั้น‘พี่สาวผิวขาวเนียนก็เพราะใช้น้ำแช่หินศักดิ์สิทธิ์ล้างหน้าทุกวันต่างหาก ป่วยอะไรกัน ? เยี่ยงนี้เขาเรียกว่าผิวขาวสว่างอมชมพูต่างหาก แข็งแรงมาก ๆ ด้วย ! ’

ทางด้านน้องชายผู้ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็เริ่มคุยต่อ “ท่านพี่เฉียนเหวินกำลังกลับเมืองไปเรียนหรือขอรับ ? เรากำลังจะไปขายสัตว์ที่จับมาได้กับท่านพี่ฮัน ไปด้วยกันนะ ท่านพี่เฉียนเหวิน !”

“เราต้องเดินกันไกลเลยนะกว่าจะถึงเมือง ไหวหรือไม่เจ้าตัวเล็ก ?”

“ไหวสิ ! ข้าเก่งจะตาย พี่สามยังสู้ข้าไม่ได้เลยด้วยซ้ำ !” อ่า นางโดนเผาอีกแล้ว

“ฉีโตว หากเจ้าเหนื่อยก็บอกข้านะ ท่านพี่เฉียนเหวินจะอุ้มเจ้าเอง”

...................

หยูเสี่ยวเฉาไม่คิดเลยว่าคนแรกที่เหนื่อยจะไม่ใช่ฉีโตวน้อยที่อายุ 5 ขวบ แต่เป็นตัวนางเอง ร่างกายของนางไม่เคยเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเยี่ยงนี้ นางแข็งแรงขึ้นมากแล้วจากการกินน้ำหินศักดิ์สิทธิ์ แต่พอเดินได้แค่ระยะทางสั้น ๆ ขาของนางก็ปวดเสียแล้ว  และรู้สึกอ่อนเปลี้ยไปทั้งร่าง

พวกเขาเดินกันมายังไม่ถึง 1 ใน 4 ของจุดหมายเลยด้วยซ้ำ แต่หยูเสี่ยวเฉาก็หน้าซีดเสียแล้ว นางเช็ดเหงื่อที่หน้าผากแล้วกัดฟันเดินต่อ

จ้าวฮันผู้มีร่างสูงกำยำแข็งแรงย่อมสบายอยู่แล้ว แม้แต่คนที่ดูอ่อนแออย่างเฉียนเหวินก็ไม่เหนื่อย เขาไม่ได้หอบและหน้าก็ไม่แดง ซ้ำยังก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้าอย่างคล่องแคล่ว ฉีโตวน้อยวิ่งเล่นไปรอบภูเขาและชายทะเลมาตั้งแต่หัดเดิน แค่เดินบนถนนเส้นนี้นับว่าเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับเขาเป็นอย่างมาก เขากระโดดไปพลางส่งเสียงเจื้อยแจ้วไป ราวกับเป็นนกกระจอกตัวน้อยผู้ร่าเริง

เฉียนเหวินได้ยินเสียงหายใจหอบ ๆ จึงหันกลับไปมองเสี่ยวเฉาอย่างเป็นห่วง  “เสี่ยวเฉา เจ้าเอาตะกร้ามาสิ ข้าจะช่วยถือให้เจ้าเอง”

ในตะกร้ามีหมั่นโถวอยู่แค่ 2 อัน แต่นางรู้สึกเหมือนมีใครแกล้งกดตะกร้านางเอาไว้ นอกจากนั้นนางก็ปวดขามากจนแทบจะยกไม่ขึ้นแล้ว กระเป๋าเฉียนเหวินก็ดูไม่ใหญ่ แต่เต็มไปด้วยของหนัก ๆ อย่างหนังสือและหินฝนหมึก แล้วนางก็ไม่ได้สนิทสนมกับเขา แล้วจะให้เขาถือของให้นางได้เยี่ยงไร ?

“ไม่ต้องหรอก แค่พักสักหน่อยประเดี๋ยวข้าก็คงจะดีขึ้น !” เสี่ยวเฉาสั่นหัวแล้วเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก นางนั่งลงข้างถนนแล้วอ้าปากหายใจอย่างเหนื่อยหอบ

ฉีโตวกัดนิ้วแล้วพูดว่า “พี่สาม ความเร็วแค่นี้เราอาจจะกลับไปไม่ทันตอนมืดนะ !”

เสี่ยวเฉากัดฟันแล้วฝืนลุกขึ้น นางพยักหน้าพูดว่า “งั้นก็รีบไปกันเถอะ ! พวกเราไม่อยากทำให้ท่านพี่เฉียนเหวินไปเรียนช้าหรอกนะ...”

ตอนนี้เองก็มีวัวเทียมเกวียนปรากฏขึ้นจากระยะไกล เกวียนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตลอดทาง  เมื่อมองดูดี ๆ แล้วพวกเขาก็เห็นว่าคนขับเกวียนก็คือเฒ่าจางจากหมู่บ้านซีชาน เมื่อเฒ่าจางเห็นพวกเขาก็ยิ้มอย่างใจดีและถามว่า “พวกเจ้าเป็นเด็กจากตระกูลเฉียนหมู่บ้านตงชานใช่หรือไม่ ? พวกเจ้ากำลังเข้าเมืองกันรึ ?”

ทุก ๆ 2 วันเฒ่าจางจะไปส่งฟืน 1 เกวียนที่เมือง ดูเหมือนช่างตีเหล็กในเมืองเป็นคนสั่งไว้ ฟืน 1 เกวียนจะได้ราคามากกว่า 50 อีแปะ ตราบใดที่มีครอบครัวคอยช่วย นี่ก็เป็นข้อตกลงที่ดีทีเดียวสำหรับครอบครัวจางที่มีเกวียนวัวเป็นของตนเอง

“ท่านปู่จาง เสี่ยวเฉาร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง อีกทั้งนางไม่เคยเดินทางไกล ๆ มาก่อน ขอให้นางขึ้นไปนั่งบนคานเกวียนได้หรือไม่ขอรับ ?” เฉียนเหวินเห็นว่าไม่มีที่ว่างให้คนขึ้นไปนั่งบนเกวียนเพราะมีฟืนกองอยู่เต็มไปหมด เขาจึงขอให้เสี่ยวเฉานั่งอยู่บนคานเกวียนแทน

“งั้นนี่ก็เสี่ยวเฉาตระกูลหยูสินะ ! ข้าได้ยินจากตาของเจ้าว่าเจ้าได้รับบาดเจ็บที่หัว หายดีแล้วเยี่ยงนั้นรึ ? พ่อแม่ของเจ้าปล่อยให้ลูก ๆ เข้าเมืองกันเองได้เยี่ยงไร ?”  เฒ่าจางอาศัยอยู่ใกล้กับครอบครัวของนางหลิวจึงตกลงทันที เขายกตัวเสี่ยวเฉาขึ้นบนเกวียน

ถึงแม้นางจะรู้สึกเจ็บที่โดนฟืนทิ่มหลังอยู่เป็นระยะ แต่มันก็ยังง่ายกว่าการเดินเท้ามาก เสี่ยวเฉามองน้องชายของนางขี่วัวอย่างตื่นเต้นหลังจากเฒ่าจางอุ้มเขาขึ้นมานั่งบนหลังวัว

“ท่านพี่ฮัน ตะกร้าของท่านหนักมากมิใช่รึ ให้ข้าช่วยถือเถอะ” ยังไงเสียจ้าวฮันก็อายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น การเดินทางพร้อมกับแบกสัตว์ไปด้วยมากถึงเพียงนั้นจึงค่อนข้างเหนื่อย ในตะกร้าของเขามีสัตว์อยู่ 10 กว่าตัวซึ่งรวมแล้วน่าจะหนักเกิน 12 ชั่ง  หน้าผากของเขาจึงมีเหงื่อผลุดออกมาทั่วทั้งหน้า

เขามองหยูเสี่ยวเฉาที่นั่งโยกไปมาอยู่บนเกวียนแล้วสั่นหัว “ไม่หนักหรอก ข้าแบกเองได้ !”

ในที่สุดพวกเขาก็ไปถึงเมืองในยามซื่อ เมืองถังกู่ยังคงครึกครื้นเหมือนคราวที่แล้ว

เสี่ยวเฉากับน้องชายของนางขอบคุณเฒ่าจาง เฒ่าจางนัดเวลากลับหมู่บ้านกับพวกเขา ถ้าพวกเขาอยากขี่เกวียนกลับก็มาเจอเฒ่าจางได้ที่นอกประตูเมืองยามโหย่ว

หลังจากแยกกับเฉียนเหวินแล้ว จ้าวฮันก็ส่งไหดินเผาคืนให้เสี่ยวเฉาและจูงมือสองพี่น้องเดินไปตามถนน ถนนนั้นกว้างพอให้รถม้า 2 คันวิ่งได้ พวกเขาเห็นรถลากที่บรรทุกสินค้าจากท่าเรือวิ่งผ่านไปเป็นครั้งคราว ด้วยความที่เป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าทางทะเลเข้าสู่เมืองหลวง เสี่ยวเฉาเห็นว่านี่เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่มีศักยภาพจะพัฒนาได้อย่างมากมายในอนาคต

“ที่ตลาดยามเว่ยจะไม่ค่อยมีคน เราไปที่ร้านฝูหลินกันก่อนดีหรือไม่ ?”  จ้าวฮันเคยตามท่านพ่อของเขามาขายสัตว์ที่ล่าได้อยู่หลายครั้ง เขารู้ว่าท่านพ่อของเขาทำธุรกิจกับร้านอาหาร 2 ร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ดังนั้นเขาจึงถามความเห็นของสองพี่น้องก่อน

หยูเสี่ยวเฉานึกถึงคราก่อนที่นางมีเรื่องกับร้านฝูหลินตอนที่มาขายหอยเป๋าฮื้อคราวที่แล้ว นางจึงแนะนำว่า “ข้าว่าเราควรไปที่ร้านเจินซิวก่อนดีกว่า !”

ร้านเจินซิวอยู่ไกลกว่าร้านฝูหลินเล็กน้อย จ้าวฮันจึงอยากไปที่ร้านฝูหลินก่อน  เขารู้สึกแปลกใจที่ได้ยินเสี่ยวเฉาพูดเช่นนั้น

“เสี่ยวเฉา เจ้าเคยได้ยินชื่อของร้านเจินซิวด้วยรึ ? ช่วงนี้กิจการของร้านเจินซิวดีกว่าร้านฝูหลินมากจริง ๆ พวกเขาต้องอยากได้เนื้อปริมาณเยอะเป็นแน่ ข้าได้ยินว่าร้านเจินซิวได้วิธีทำซอสสูตรพิเศษมาจากใครสักคน ผักที่ผัดกับซอสอะไรนั่นอร่อยกว่าอาหารประเภทเนื้อเสียอีก !”

“ซอสหอยนางรม ! ไห่ลี่ซือน่ะ ทางใต้เรียกมันว่า หอยอีรม !” ได้ยินว่ากิจการของร้านเจินซิวเจริญรุ่งเรืองเพราะซอสหอยนางรม หยูเสี่ยวเฉาก็ภูมิใจอย่างที่สุดและแทบจะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้

“ใช่ ๆ ! มันชื่อซอสหอยนางรม !” จ้าวฮันก้มหัวมองนางแล้วถามว่า “เสี่ยวเฉ่า  เจ้ารู้ได้เยี่ยงไร ? ท่านอาหยูบอกเจ้าเยี่ยงนั้นรึ ?”

แน่นอนว่าหยูเสี่ยวเฉาจะไม่บอกเขาเป็นแน่ ว่าสูตรของซอสหอยนางรมนั้นมาจากนาง ดังนั้นเด็กหญิงจึงแค่พยักหน้า

หลังจากเดินไปอีกประมาณ 1 เค่อ ป้ายร้านเจินซิวก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา

“ว้าว ! สูงจัง !” ฉีโตวน้อยอ้าปากค้าง เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นอาคารสามชั้นหลังจากเดินมาไกล ความหรูหราอลังการของร้านเจินซิวก็ทำให้เด็กน้อยประทับใจเป็นอย่างมาก

ยามอู่เป็นเวลาที่ยุ่งที่สุดของร้านอาหาร ด้านหน้าของร้านเจินซิวมีลูกค้าที่แต่งตัวด้วยผ้าไหมอย่างดีเดินเข้ามาไม่ขาดสาย มีรถม้าคันหรูจอดอยู่ใกล้ ๆ มากมาย ม้าตัวทั้งหลายถูกปลดอานออกและกำลังกินอาหารสัตว์อย่างสบายอารมณ์

“พี่สาม พวกเรา...พวกเรากลับมาตอนคนน้อย ๆ กันเถอะ” ฉีโตวสังเกตเห็นว่าทุกคนที่เดินเข้าออกร้านเป็นคนรวยที่แต่งตัวหรูหรากันทั้งสิ้น แล้วดูเสื้อผ้าที่มีแต่รอยปะชุนของพวกเขาสิ เขาจึงรู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยและไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้

จ้าวฮันจับมือเด็กน้อยแล้วพูดว่า “ฉีโตว เรามิได้ไปขโมยอะไรหรือปล้นใครมาเสียหน่อย ไม่มีอะไรต้องอายมิใช่รึ ! พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่นะ อย่าได้เดินไปที่ใดล่ะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปถามเอง”

หยูเสี่ยวเฉามองตามหลังอันสูงสง่าของเด็กหนุ่ม แล้วรู้สึกราวกับว่านางกำลังมองเด็กหนุ่มที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่สงครามครั้งแรกของเขา...

ตระกูลจ้าวทั้งตระกูลตั้งแต่ปู่จ้าวจนถึงจ้าวฮันที่อายุ 13 ปีทำให้นางรู้สึกประทับใจว่าพวกเขาไม่ใช่ตระกูลพรานธรรมดา ๆ พวกเขาให้ความรู้สึกน่าเกรงขามและมีท่าทางของทหารที่ตระกูลพรานธรรมดา ๆ ไม่น่าจะมีได้

เด็กหนุ่มร่างสูงเข้าไปคุยกับเสี่ยวเอ้อที่คอยต้อนรับลูกค้า เขาวางตะกร้าที่แบกอยู่ลงแล้วเอากระต่ายป่าที่ยังกระตุกอยู่ออกมา และพูดบางอย่างกับเสี่ยวเอ้อคนนั้น  ตอนแรกเสี่ยวเอ้อก็ส่ายหัวเหมือนกับว่าพวกเขาจะไม่รับซื้อ

ความจริงแล้วร้านอาหารใหญ่ ๆ นั้นมักจะมีวิธีการที่ได้วัตถุดิบดี ๆ มาอยู่แล้ว  ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รับสินค้าจากคนอื่นแบบส่งเดช

“พี่ชาย ข้าเพิ่งจับสัตว์พวกนี้มาได้ตอนเช้า ยังสด ๆ ทุกตัวเลยนะขอรับ ดูกระต่ายตัวนี้สิ ยังมีชีวิตอยู่เลยนะขอรับ !” จ้าวฮันพยายามขายของอย่างเต็มที่ พวกเขาจะมาเสียเที่ยวมิได้

เสี่ยวเอ้อหนุ่มคนนั้นส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ขอโทษด้วยนะ แต่ร้านเราไม่ต้องการสัตว์อะไรแล้วล่ะ ตอนนี้มันก็ยังร้อนอยู่เลย เราจะซื้อไว้เยอะเกินไปไม่ได้ มันเก็บรักษายาก ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”

“สัตว์ที่เราเอามาส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่เลยนะขอรับ ถึงจะเก็บเอาไว้ข้ามคืนแล้วขายพรุ่งนี้ มันก็ยังสดมาก กว่าข้ากับน้อง ๆ จะมาถึงที่นี่ได้ลำบากมากเสียทีเดียวเลยนะขอรับ เพราะงั้นช่วยยกเว้นให้เป็นพิเศษด้วยเถอะขอรับ” จ้าวฮันชี้ไปทางเสี่ยวเฉากับฉีโตวที่ยืนอยู่

“เรารับไว้มิจริง ๆ ...” เสี่ยวเอ้อคนนั้นหยุดพูดกลางคันเมื่อมองไปทางที่จ้าวฮันชี้

ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นเด็กหญิง เขาเดินอ้อมจ้าวฮันเข้าไปหาเสี่ยวเฉาทันทีพร้อมกับยิ้มกว้าง

“คุณหนูหยู ข้าดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอคุณหนูอีก ! ตั้งแต่คุณหนูกลับไปคราที่แล้ว  นายน้อยของเราก็ถามถึงคุณหนูอยู่หลายคราเลยขอรับ เขากลัวว่าจะมีพวกงี่เง่าบางคนจำคุณหนูมิได้ตอนที่คุณหนูมาส่งสัตว์ครั้งต่อไป เขาก็เลยให้ข้ามาคอยต้อนรับแขกแทน...  !”

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 30  คนพิเศษ

คัดลอกลิงก์แล้ว