- หน้าแรก
- ระบบปรมาจารย์ ปั้นศิษย์ระดับเทพมาตบหน้าพวกเนรคุณ
- บทที่ 210 - ให้ไสหัวไปแต่ไม่ไป
บทที่ 210 - ให้ไสหัวไปแต่ไม่ไป
บทที่ 210 - ให้ไสหัวไปแต่ไม่ไป
บทที่ 210 - ให้ไสหัวไปแต่ไม่ไป
"ท่านอาจารย์ ท่าน ท่านช่วยเจี้ยนอู๋จี๋ทะลวงขอบเขตระดับปราชญ์ได้จริงๆ หรือคะ"
อวิ๋นหนิงยิ้ม "ก็แค่ขอบเขตระดับปราชญ์ มีอะไรยากกัน"
มุมปากของเซียวฉู่ฉู่กระตุก
ก็แค่ขอบเขตระดับปราชญ์
ขอบเขตระดับปราชญ์ที่คนทั้งเมืองเทียนเชวี่ยเฝ้ารอมานับพันปีแต่ไม่มีใครก้าวไปถึงได้ ในสายตาของท่านอาจารย์ กลับเป็นแค่คำว่า ก็แค่นั้น เองหรือ
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่า ความรู้ความเข้าใจที่เธอมีต่อท่านอาจารย์นั้น ยังคงตื้นเขินเกินไป
ครึ่งชั่วยามผ่านไป เจี้ยนอู๋จี๋ลืมตาขึ้นมา ร่างกายของเขาราวกับผลัดเปลี่ยนกระดูกใหม่
กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ความลึกล้ำจนหยั่งไม่ถึงอีกต่อไป แต่เป็นการคืนสู่ความเรียบง่าย ราวกับชายชราธรรมดาคนหนึ่ง
แต่อวิ๋นหนิงรู้ดีว่า เจี้ยนอู๋จี๋ในเวลานี้ ได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตระดับปราชญ์อย่างแท้จริง กลายเป็นปราชญ์ลี้ลับที่สมบูรณ์แบบแล้ว
เจี้ยนอู๋จี๋ลุกขึ้นยืน โค้งคำนับอวิ๋นหนิงอย่างสุดซึ้ง "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ ผู้น้อยมีตาหามีแววไม่ เมื่อครู่ล่วงเกินไปมากมาย ขอผู้อาวุโสโปรดอภัยด้วย"
สรรพนามที่เขาใช้เรียก เปลี่ยนจาก พ่อหนุ่ม เป็น ผู้อาวุโส แล้ว
เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่ระดับปราชญ์ลี้ลับ เขาถึงได้รับรู้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวของอวิ๋นหนิงอย่างแท้จริง
นั่นไม่ใช่พลังของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ หรือระดับปราชญ์ลี้ลับเลย แต่มันคือระดับสูงสุดที่เขาไม่อาจเข้าใจและเอื้อมถึงได้
อวิ๋นหนิงรับการคารวะอย่างเปิดเผย แล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องมากพิธี ข้าบอกแล้วว่าท่านยอมหลีกทางให้ศิษย์ของข้า ข้าก็ช่วยให้ท่านทะลวงระดับ ถือว่าหายกัน"
เจี้ยนอู๋จี๋ยิ้มขื่น "ผู้อาวุโสยกย่องผู้น้อยเกินไปแล้ว การที่ศิษย์ของผู้อาวุโสสามารถสยบกระบี่เทียนเชวี่ยได้ นั่นเป็นบุญวาสนาของกระบี่เทียนเชวี่ยเอง ผู้น้อยจะเอาความดีความชอบไปได้อย่างไร"
พูดจบ เขาก็หันไปมองเซียวฉู่ฉู่ ในสายตามีความอิจฉาและซาบซึ้งใจปะปนอยู่ "แม่หนู เจ้ามีท่านอาจารย์ที่ดี ตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดี อย่าทำให้ความหวังที่ท่านมีต่อเจ้าต้องสูญเปล่าล่ะ"
เซียวฉู่ฉู่กอดกระบี่เทียนเชวี่ยไว้แน่น พยักหน้าอย่างแรง "ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ"
อวิ๋นหนิงยิ้มอย่างพอใจ หันไปพูดกับเจี้ยนอู๋จี๋ "ท่านเจ้าเมือง รบกวนมามากแล้ว ลาก่อน"
"ผู้อาวุโสเดินทางปลอดภัย" เจี้ยนอู๋จี๋รีบกล่าว "หากผู้อาวุโสไม่รังเกียจ ผู้น้อยยินดีนำทาง ส่งผู้อาวุโสออกจากเมืองขอรับ"
อวิ๋นหนิงโบกมือ "ไม่เป็นไร พวกเราไปกันเองได้"
พูดจบ ก็พาเซียวฉู่ฉู่เหาะเหินเดินอากาศจากไป
เจี้ยนอู๋จี๋ยืนอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของตำหนัก มองตามแผ่นหลังของศิษย์อาจารย์ที่ค่อยๆ ลับสายตาไป นิ่งเงียบอยู่นาน
เนิ่นนานผ่านไป เขาก็ถอนหายใจเบาๆ "อวิ๋นหนิง โลกใบนี้ คงถึงคราวต้องพลิกแผ่นดินแล้วกระมัง"
หลังจากออกจากเมืองเทียนเชวี่ย อวิ๋นหนิงก็พาเซียวฉู่ฉู่เดินทางขึ้นเหนือต่อไป
ตลอดทาง เซียวฉู่ฉู่เอาแต่ศึกษากระบี่เทียนเชวี่ยในมือ ไม่ยอมวาง รอยยิ้มบนใบหน้าเบ่งบานราวกับดอกไม้
"ท่านอาจารย์ กระบี่เทียนเชวี่ยเล่มนี้ร้ายกาจมากเลยค่ะ" เซียวฉู่ฉู่ตวัดกระบี่อย่างตื่นเต้น ปราณกระบี่สีดำสายเล็กๆ พุ่งออกไป ตัดยอดเขาเล็กๆ ที่อยู่ไกลออกไปจนขาดสะบั้น
"ข้าแค่ตวัดมันเล่นๆ ยังมีอานุภาพขนาดนี้เลย"
อวิ๋นหนิงกล่าว "อาวุธระดับปราชญ์ก็คืออาวุธระดับปราชญ์ เพราะมันแฝงไปด้วยพลังแห่งมรรคาวิถีของฟ้าดิน ไม่จำเป็นต้องตั้งใจควบคุม มันก็สามารถปลดปล่อยอานุภาพออกมาได้เอง ตอนนี้ระดับพลังของเจ้ายังต่ำ จึงดึงพลังของมันออกมาได้เพียงหนึ่งในร้อยเท่านั้น รอให้ระดับพลังของเจ้าสูงขึ้นเมื่อไหร่ เจ้าก็จะได้รู้เองว่ามันร้ายกาจแค่ไหน"
"หนึ่งในร้อยงั้นหรือคะ" เซียวฉู่ฉู่เบิกตากว้าง "แล้วถ้าในอนาคตข้าดึงพลังของมันออกมาได้ทั้งหมด แค่ตวัดกระบี่ครั้งเดียวก็ไม่ฟันดวงดาวขาดเลยหรือคะ"
"ประมาณนั้นแหละ" อวิ๋นหนิงตอบเรียบๆ
เซียวฉู่ฉู่สูดลมหายใจเข้าลึก มองกระบี่เทียนเชวี่ยในมือ ดวงตาเต็มไปด้วยความยำเกรง
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองบินอยู่ประมาณครึ่งวัน ก็มาถึงเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง
หน้าประตูเมือง มีศิลาจารึกขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ด้านบนสลักตัวอักษรขนาดใหญ่สามตัว เมืองหมื่นกระบี่
เมืองหมื่นกระบี่ เป็นศูนย์รวมผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นเทียนเซิ่ง ภายในเมืองมีผู้ฝึกกระบี่นับหมื่น ยอดฝีมือมากมายก่ายกอง
และที่นี่ยังเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของสำนักกระบี่ต่างๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน แต่ละสำนักล้วนมีสาขาตั้งอยู่ที่นี่
ทุกวันจะมีผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่นับไม่ถ้วนมาประลองยุทธ์ แลกเปลี่ยน ซื้อขายกันที่นี่
ที่อวิ๋นหนิงมาที่นี่ ก็เพื่อให้เซียวฉู่ฉู่ได้เปิดหูเปิดตา เรียนรู้จากยอดฝีมือสายกระบี่ตัวจริง
"ท่านอาจารย์ ที่นี่คึกคักจังเลยค่ะ" เซียวฉู่ฉู่มองซ้ายมองขวาด้วยความตื่นตาตื่นใจ ดวงตาเต็มไปด้วยความแปลกใหม่
สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายกระบี่ ตำรากระบี่ และโอสถ เสียงร้องเรียกลูกค้า เสียงต่อรองราคาดังระงมไปทั่ว
ในบรรดาผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา สิบทั้งสิบล้วนเหน็บกระบี่ไว้ที่เอว
แต่ละคนก้าวเดินอย่างกระฉับกระเฉง สายตาเฉียบคม ดูก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกกระบี่มาแรมปี
อวิ๋นหนิงพาเซียวฉู่ฉู่เดินดูรอบๆ เมือง ก่อนจะไปหยุดอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า หอหมื่นกระบี่
หอหมื่นกระบี่ เป็นโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหมื่นกระบี่ ว่ากันว่าเป็นสถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรสายกระบี่ทั่วหล้าชอบมารวมตัวกันมากที่สุด
ภายในโรงเตี๊ยมมีลานประลองยุทธ์ไว้ให้ผู้ฝึกกระบี่ได้ประลองฝีมือ ผู้ชนะจะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง ส่วนผู้แพ้ก็ไม่มีใครมานั่งเยาะเย้ย
"ไป ขึ้นไปดูข้างบนกัน" อวิ๋นหนิงชวน
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองก้าวเข้าสู่หอหมื่นกระบี่ เสี่ยวเอ้อก็รีบเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มประจบประแจง "เชิญขอรับนายท่านทั้งสอง เชิญด้านในเลย ชั้นบนยังมีที่นั่งส่วนตัว วิวดีมาก สามารถมองเห็นลานประลองยุทธ์ได้ทั้งลานเลยขอรับ"
อวิ๋นหนิงโยนถุงใส่ผลึกจักรพรรดิให้เสี่ยวเอ้ออย่างไม่ใส่ใจ แล้วพาเซียวฉู่ฉู่ขึ้นไปบนชั้นสอง
บนชั้นสองมีวิวที่ดีเยี่ยมจริงๆ จากที่นั่งริมหน้าต่างสามารถมองเห็นลานประลองยุทธ์ที่อยู่ตรงกลางชั้นหนึ่งได้อย่างชัดเจน
ในเวลานั้น บนลานประลองยุทธ์มีผู้ฝึกกระบี่สองคนกำลังประลองกันอยู่ ประกายกระบี่วูบวาบ ปราณกระบี่สาดกระจาย สู้กันอย่างดุเดือด
เซียวฉู่ฉู่ดูอย่างเพลิดเพลิน ปรบมือเชียร์เป็นระยะๆ
ส่วนอวิ๋นหนิงสั่งน้ำชามาป้านหนึ่ง นั่งดูเงียบๆ สายตาแฝงไปด้วยการวิเคราะห์
ผู้ฝึกกระบี่สองคนนั้นต่างก็มีระดับพลังผู้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลาง เพลงกระบี่ก็ถือว่ายอดเยี่ยม แต่ในสายตาของอวิ๋นหนิง มันเต็มไปด้วยช่องโหว่ อ่อนหัดจนทนดูไม่ได้
แต่ถ้าเอามาใช้เป็นกรณีศึกษาให้เซียวฉู่ฉู่ ก็ถือว่าไม่เลว
"ฉู่ฉู่ เจ้าดูผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวคนนั้นสิ เพลงกระบี่ของเขาแม้จะดุดัน แต่ท่าเท้าร่ายรำช้าเกินไป แถมทุกครั้งก่อนจะแทงกระบี่ก็ต้องรวบรวมพลังก่อน ช่องโหว่นี้มากพอที่จะให้คู่ต่อสู้สังหารเขาได้ถึงสิบครั้งเลยทีเดียว" อวิ๋นหนิงวิจารณ์
เซียวฉู่ฉู่เพ่งมองอย่างตั้งใจ แล้วก็พบว่าจริงอย่างที่ท่านอาจารย์พูด ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวคนนั้นทุกครั้งก่อนจะแทงกระบี่ จะต้องหยุดนิ่งไปครึ่งลมหายใจเสมอ
และคู่ต่อสู้ของเขา ผู้ฝึกกระบี่ชุดเทา ก็ดูเหมือนจะจับจุดอ่อนนี้ได้ จึงคอยหาจังหวะอยู่ตลอด
เป็นไปตามคาด หลังจากผ่านไปไม่กี่กระบวนท่า ผู้ฝึกกระบี่ชุดเทาก็อาศัยจังหวะที่ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวกำลังรวบรวมพลัง แทงกระบี่ออกไป เข้าที่ข้อมือของคู่ต่อสู้อย่างจัง
ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวเจ็บปวดจนกระบี่หลุดจากมือ พ่ายแพ้ไปในที่สุด
"ท่านอาจารย์ ท่านเก่งจังเลยค่ะ" เซียวฉู่ฉู่มองอวิ๋นหนิงด้วยความเลื่อมใส "แค่มองแวบเดียวท่านก็หาช่องโหว่เจอแล้ว ถ้าข้ามีสายตาเฉียบแหลมแบบท่านบ้างก็คงจะดี"
อวิ๋นหนิงยิ้ม "นี่ไม่ใช่สายตาเฉียบแหลมอะไรหรอก มันคือประสบการณ์ต่างหาก วันข้างหน้าถ้าเจ้าได้เห็นการต่อสู้เยอะๆ เจ้าก็จะมองออกเองนั่นแหละ"
จู่ๆ ในโรงเตี๊ยมก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงตวาดกร้าวจากชั้นล่าง
"หลีกทางให้หมด นายน้อยแห่งสำนักหมื่นกระบี่มาแล้ว"
อวิ๋นหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมอง
เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินขบวนขึ้นบันไดมาอย่างเอิกเกริก
ผู้นำคือชายหนุ่มในชุดคลุมผ้าไหมสีขาว หน้าตาหล่อเหลา ริมฝีปากแดงระเรื่อฟันขาวสะอาดสะอ้าน รูปร่างหน้าตาหล่อเหลาเอาการ
ที่เอวเหน็บกระบี่ยาวประดับอัญมณี ฝักกระบี่สลักลวดลายวิจิตรบรรจง ดูก็รู้ว่ามีราคาแพงลิบลิ่ว
ด้านหลังชายหนุ่มมีผู้ฝึกกระบี่ในชุดขาวเดินตามมาอีกกว่าสิบคน
แต่ละคนเชิดหน้าชูตา ท่าทางหยิ่งยโสโอหัง ราวกับตัวเองเป็นใหญ่ที่สุดในใต้หล้า
"นั่นตู๋กูชิงอวิ๋น นายน้อยแห่งสำนักหมื่นกระบี่นี่นา" มีคนในโรงเตี๊ยมร้องอุทาน
"ได้ยินมาว่าตู๋กูชิงอวิ๋นอายุยังน้อยแต่ก็บรรลุระดับผู้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นสูงสุดแล้ว พรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ล้ำเลิศมาก ได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับหนึ่งของคนรุ่นเยาว์ในเมืองนี้เลยนะ"
"จึ๊ๆ แล้วเขามาทำอะไรที่หอหมื่นกระบี่ล่ะ หรือว่าจะมาท้าประลองกับใครอีก"
ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทา ตู๋กูชิงอวิ๋นก็นำคนเดินขึ้นมาบนชั้นสอง
เขากวาดสายตามองไปทั่วชั้น ก่อนจะไปหยุดที่เซียวฉู่ฉู่ ในดวงตามีประกายความตื่นตะลึง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"โอ้ นี่สาวงามจากตระกูลไหนกัน ทำไมหน้าตาไม่คุ้นเลย"
ตู๋กูชิงอวิ๋นเดินตรงไปที่โต๊ะของเซียวฉู่ฉู่ ยืนค้ำหัวมองลงมา สายตาแทะโลมไปทั่วใบหน้าและเรือนร่างของเธออย่างเปิดเผย
เซียวฉู่ฉู่หน้าตึง เธอเคยเจอคนประเภทนี้มานักต่อนักแล้ว รู้สึกรังเกียจเป็นอย่างยิ่ง
"เจ้าเป็นใคร ข้าไม่รู้จักเจ้า กรุณาไปให้พ้นด้วย" เธอเอ่ยเสียงเย็น
ตู๋กูชิงอวิ๋นไม่เพียงแต่ไม่ไป แต่กลับยิ้มอย่างย่ามใจมากขึ้น "แม่นางอารมณ์ร้ายเสียด้วย ข้าชอบ ขอแนะนำตัวหน่อย ข้าคือตู๋กูชิงอวิ๋น นายน้อยแห่งสำนักหมื่นกระบี่ ในเมืองหมื่นกระบี่แห่งนี้ ไม่มีอะไรที่ข้าอยากได้แล้วไม่ได้ แม่นาง เจ้าชื่ออะไรหรือ"
เซียวฉู่ฉู่กำลังจะระเบิดอารมณ์ แต่อวิ๋นหนิงก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ไสหัวไป"
เพียงคำเดียว สั้นๆ ง่ายๆ ปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ แต่กลับทำให้ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบลงในพริบตา
สายตาทุกคู่พุ่งเป้าไปที่อวิ๋นหนิงด้วยความตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ
ชายหนุ่มคนนี้ เมื่อกี้เขาบอกให้ตู๋กูชิงอวิ๋นไสหัวไปงั้นหรือ
เขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง
รอยยิ้มบนใบหน้าของตู๋กูชิงอวิ๋นแข็งค้าง เขาค่อยๆ หันไปมองอวิ๋นหนิง ในดวงตามีประกายจิตสังหารวาบขึ้น "เมื่อกี้เจ้าว่าอะไรนะ"
อวิ๋นหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ วางถ้วยลง แล้วเงยหน้ามองตู๋กูชิงอวิ๋น เน้นย้ำทีละคำ "ข้าบอกว่า ไสหัวไป"
คราวนี้ ชัดเจนและดังกังวานยิ่งกว่าเดิม
สีหน้าของตู๋กูชิงอวิ๋นเปลี่ยนเป็นมืดทะมึนทันที จิตสังหารปะทุขึ้นในดวงตา "เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร กล้าพูดกับข้าแบบนี้ เจ้าเป็นคนแรก และจะเป็นคนสุดท้าย"
พูดไม่ทันขาดคำ ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวกว่าสิบคนที่อยู่ด้านหลังก็ชักกระบี่ออกมาพร้อมกัน
ประกายกระบี่สว่างวาบ รังสีอำมหิตพุ่งพล่าน ล้อมกรอบอวิ๋นหนิงและเซียวฉู่ฉู่เอาไว้
แขกคนอื่นๆ ในโรงเตี๊ยมตกใจกลัว รีบหนีไปหลบอยู่ตามมุมต่างๆ เพราะกลัวจะโดนลูกหลง
อวิ๋นหนิงมองผู้ฝึกกระบี่เหล่านั้น แววตาแฝงความรำคาญใจ
"ข้าจะไว้หน้าสำนักหมื่นกระบี่สักครั้ง ให้เวลาสิบลมหายใจ หายไปจากสายตาข้าซะ ไม่อย่างนั้น" เขาหยุดพูดไปครู่หนึ่ง กวาดสายตามองผู้ฝึกกระบี่เหล่านั้น "จะไม่ได้กลับออกไปแม้แต่คนเดียว"
ตู๋กูชิงอวิ๋นโกรธจนหัวเราะลั่น "ช่างกล้าพูดนัก ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้ามีปัญญาอะไรมาขู่ข้า"
เขาสะบัดมือ ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวกว่าสิบคนก็ลงมือพร้อมกัน ปราณกระบี่พุ่งเข้าใส่อวิ๋นหนิงราวกับห่าฝน
อวิ๋นหนิงถอนหายใจ
เขาไม่ใช่พวกชอบฆ่าฟันพร่ำเพรื่อ แต่ก็มักจะมีคนไม่เจียมกะลาหัวมารนหาที่ตายอยู่เสมอ
เขายกมือขึ้น โบกเบาๆ
คลื่นพลังที่มองไม่เห็นแผ่ขยายออกไปรอบตัวเขา ผู้ฝึกกระบี่ชุดขาวกว่าสิบคนนั้นราวกับเป็นแค่หุ่นกระดาษ ปลิวกระเด็นออกไปพร้อมกับกระบี่ในมือ ชนกำแพงโรงเตี๊ยมจนทะลุ ตกลงไปกองร้องโอดโอยอยู่บนถนนสายหลัก
รูม่านตาของตู๋กูชิงอวิ๋นหดเล็กลง เขาชักกระบี่วิเศษที่เอวออกมาตามสัญชาตญาณ ปราณกระบี่อันแหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของอวิ๋นหนิง
อวิ๋นหนิงยื่นสองนิ้วออกไป คีบปราณกระบี่นั้นไว้ได้อย่างง่ายดาย
จากนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองตู๋กูชิงอวิ๋น แล้วยิ้มบางๆ
รอยยิ้มนั้น ในสายตาของตู๋กูชิงอวิ๋น กลับดูน่ากลัวยิ่งกว่าเคียวของยมทูตเสียอีก
[จบแล้ว]