- หน้าแรก
- โกงคะแนนสอบเกาเข่าหรอ งั้นขอเหมาดาวโรงเรียนพลิกชีวิตสู่มหาเศรษฐี
- บทที่ 103 - กฎการเปลี่ยนคืนสินค้า
บทที่ 103 - กฎการเปลี่ยนคืนสินค้า
บทที่ 103 - กฎการเปลี่ยนคืนสินค้า
เฉินเฟิงยังไม่รีบร้อนพูดอะไรออกไป
เขาเดินตรงเข้าไปหาคุณป้า ยื่นมือไปรับเสื้อเชิ้ตผ้าเดครอนมา
คุณป้าสะดุ้งถอยหลังไปนิดหนึ่งตามสัญชาตญาณ แต่ก็ยอมส่งเสื้อให้แต่โดยดี
เฉินเฟิงกางเสื้อเชิ้ตออก ชูขึ้นระดับสายตา แล้วส่องดูกับแสงไฟบนเพดานอย่างละเอียด
รอยขาดสองจุด จุดหนึ่งอยู่ใต้ปกคอเสื้อลงมาประมาณสองนิ้ว อีกจุดหนึ่งอยู่ตรงตำแหน่งกระดุมเม็ดที่สาม
รอยตัดเรียบกริบ ขอบรอยขาดไม่มีรุ่ยเลยแม้แต่น้อย รอยตัดของเส้นใยผ้าเรียบเสมอกันเป๊ะ
ถ้าเป็นการฉีกขาดจากการสวมใส่ รอยตัดของเส้นใยผ้าจะต้องเว้าแหว่งไม่สม่ำเสมอ และต้องมีรอยด้ายหลุดรุ่ยออกมา
รอยขาดที่เนียนกริบขนาดนี้ ต้องใช้ใบมีดโกนกรีดเท่านั้น
เฉินเฟิงดูจนแน่ใจ แต่ก็ไม่ได้พูดเปิดโปงสิ่งที่พบออกมา
เขาพับเสื้อเชิ้ตให้เรียบร้อย แล้วหันไปเผชิญหน้ากับลูกค้าทั้งร้าน
"ทุกท่านครับ"
"คุณพี่ท่านนี้บอกว่า เสื้อผ้าเกิดการฉีกขาดระหว่างที่ลองสวม ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรก็ตาม ผมขอชี้แจงจุดยืนของทางร้านก่อนเลยครับ"
เฉินเฟิงชี้ไปที่ป้ายไม้พื้นสีขาวตัวอักษรสีน้ำเงินที่แขวนอยู่บนผนังด้านหลังเคาน์เตอร์คิดเงิน
ป้ายนั้นเป็นฝีมือของซูชิงเสวี่ยที่ให้หงกังตอกตะปูแขวนเอาไว้เมื่อคืนนี้
บนป้ายเขียนกฎกติกาเอาไว้ 8 ข้อ — ขั้นตอนการเปลี่ยนคืนสินค้าของบ้านไห่หลาน
ข้อ 1: ภายใน 7 วัน หากสภาพสินค้ายังสมบูรณ์และสามารถนำไปขายต่อได้ สามารถนำมาเปลี่ยนหรือคืนได้โดยไม่มีเงื่อนไข
ข้อ 2: หากสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพ สามารถนำมาเปลี่ยนหรือคืนได้ทุกเมื่อ ไม่จำกัดเวลา
ข้อ 3 ถึง ข้อ 8 เป็นการระบุขั้นตอนและวิธีการจัดการในการเปลี่ยนคืนสินค้าอย่างละเอียด
ป้ายนี้ คือสิ่งที่เฉินเฟิงสั่งให้ซูชิงเสวี่ยจัดการเตรียมไว้ก่อนที่เขาจะออกเดินทางไปต่างเมือง
"กฎของบ้านไห่หลาน ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการแล้วครับ"
น้ำเสียงของเฉินเฟิงราบเรียบ "ถ้าสินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพ ทางเรายินดีคืนเงินให้เต็มจำนวน ไม่มีอิดออดครับ"
เขาหันไปมองซูชิงเสวี่ยแวบหนึ่ง
ซูชิงเสวี่ยเปิดลิ้นชัก หยิบธนบัตรใบใหม่เอี่ยมปึกหนึ่งออกมา
"เสื้อเชิ้ตตัวนี้ราคาป้ายสิบสองหยวน"
เฉินเฟิงรับเงินมาจากมือของซูชิงเสวี่ย แล้วนับเงินสิบสองหยวนยื่นส่งให้คุณป้าต่อหน้าทุกคน
คุณป้าถึงกับอึ้งไปเลย
นี่มันไม่เหมือนกับที่ตกลงกันไว้นี่นา ตามบทที่หม่าเต๋อไฉสอนมา ฝ่ายตรงข้ามต้องปฏิเสธก่อน แล้วจากนั้นก็ต้องโต้เถียงกัน แล้วก็ต้องเกิดการยื้อยุดฉุดกระชาก ยิ่งเป็นเรื่องใหญ่โตเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
ใครจะไปคิดล่ะว่าอีกฝ่ายจะยื่นเงินมาให้ดื้อๆ แบบนี้
เธอยังไม่ทันจะได้สติ เฉินเฟิงก็หันหลังเดินไปที่ชั้นวางสินค้า แล้วหยิบเสื้อเชิ้ตผ้าเดครอนตัวใหม่มาอีกสามตัว
สีขาว สีฟ้าอ่อน สีครีม รวมสามสี
เขาเดินกลับมา แล้วยื่นเสื้อเชิ้ตทั้งสามตัวให้คุณป้า
"นี่เงินคืนสิบสองหยวนครับ ส่วนเสื้อเชิ้ตสามตัวนี้ ทางเราให้คุณพี่ฟรีๆ เลยครับ"
มือของคุณป้าสั่นระริก
ทั้งร้านเงียบกริบราวกับป่าช้า
พี่สาวที่กำลังต่อคิวอยู่คนหนึ่งพึมพำเบาๆ "ให้ฟรีๆ เลยเหรอ"
"ให้ฟรีๆ เลยครับ" เฉินเฟิงยัดเสื้อเชิ้ตใส่มือคุณป้า
"วันแรกที่บ้านไห่หลานเปิดกิจการ ดันมาเจอเรื่องแบบนี้เข้า ถือเป็นความรับผิดชอบของเราครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เนื้อผ้า หรือด้วยสาเหตุอื่นใดก็ตาม ที่ทำให้คุณพี่ต้องหงุดหงิดใจ เสื้อเชิ้ตใหม่สามตัวนี้ ถือซะว่าเป็นการขอโทษจากทางเราก็แล้วกันนะครับ"
คุณป้ากำเงินสิบสองหยวนกับเสื้อเชิ้ตตัวใหม่สามตัวแน่น ริมฝีปากสั่นระริก พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ผู้ชายผอมแห้งในชุดทหารเก่าที่อยู่ข้างๆ เริ่มจะหน้าเสียแล้ว
จังหวะของละครฉากนี้มันผิดเพี้ยนไปหมด
ตามที่ตกลงกันไว้ อีกฝ่ายต้องยืนกรานปฏิเสธเสียงแข็ง แล้วสองฝ่ายก็ต้องทะเลาะกันให้บ้านแตกไปเลย
แต่ตอนนี้เงินก็คืนแล้ว เสื้อก็แจกฟรีแล้ว แล้วจะให้ด่าอะไรต่อล่ะ
เขาฝืนทำใจดีสู้เสือตะโกนขึ้นมาอีก "คืนเงินแล้วจบเหรอ! เสื้อผ้าของพวกแกมันของปลอมชัดๆ! ใครจะไปรู้ว่าตัวอื่นจะมีปัญหาอีกไหม!"
เฉินเฟิงปรายตามองเขา
"พี่ชายครับ" เฉินเฟิงเดินเข้าไปหาเขา
"กางเกงขาม้าตัวที่คุณถืออยู่ คุณยังไม่ได้ลองสวมเลยด้วยซ้ำ แต่กลับบอกว่าเป็นของมีตำหนิ คุณลองจับเนื้อผ้าดูสิ แล้วช่วยบอกผมหน่อย ว่ามันมีปัญหาตรงไหน"
ชายผอมแห้งถึงกับสะอึก
เขาก้มลงมองกางเกงในมือตัวเอง
กางเกงสภาพสมบูรณ์ดีเยี่ยม ไม่มีรอยตำหนิอะไรเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าคุณคิดว่ามันมีปัญหา ก็เอามาคืนได้ครับ คืนเงินเต็มจำนวน แถมเสื้อฟรีเหมือนกัน"
น้ำเสียงของเฉินเฟิงราบเรียบราวกับกำลังจับเข่าคุยเรื่องสัพเพเหระ
"แต่ถ้าคุณหาปัญหาไม่เจอ แต่ยังมายืนโวยวายอยู่ตรงนี้ แบบนี้เขาไม่เรียกว่ามีปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้าแล้วล่ะครับ"
"แล้วมันเรียกว่าอะไรล่ะ!" ชายผอมแห้งโพล่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ
เฉินเฟิงไม่ตอบ
จางต้าเหว่ยเดินแหวกฝูงชนออกมายืนจังก้าอยู่ตรงหน้า
วันนี้เขาใส่ชุดลำลอง แต่ในมือกลับมีของเพิ่มขึ้นมาอย่างหนึ่ง... กุญแจมือ
กุญแจมือสะท้อนแสงไฟวาววับ
จางต้าเหว่ยเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าชายผอมแห้ง
"จงใจทำลายสินค้า ก่อกวนความสงบเรียบร้อยในการประกอบธุรกิจ แล้วก็กรรโชกทรัพย์"
จางต้าเหว่ยโยนกุญแจมือในมือเล่นเบาๆ
"ข้อหาไหนก็มากพอที่จะยัดแกเข้าซังเตไปนอนเล่นสักสิบห้าวันแล้ว"
เข่าของชายผอมแห้งอ่อนยวบทันที
เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ชนเข้ากับชั้นวางสินค้าด้านหลัง
"ฉะ... ฉันไม่ได้ทำนะ... ฉันแค่มาซื้อเสื้อผ้า..."
หญิงวัยกลางคนผมลอนยิ่งปอดแหกหนักกว่าเดิม
แค่จางต้าเหว่ยปรายตามองมา เธอก็หันขวับเตรียมจะเบียดตัวหนีออกไปทางประตูแล้ว
แต่ติดที่หน้าประตูมีคนอออยู่เต็มไปหมด เธอเลยเบียดออกไปไม่ได้
หู่จื่อไม่รู้ว่าไปยืนจังก้าอยู่ตรงประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ เขายกแขนข้างหนึ่งขึ้นพาดกรอบประตูไว้
"พี่สาว จะรีบไปไหนล่ะ ซื้อของก่อนสิ"
ขาของหญิงวัยกลางคนสั่นพั่บๆ
ต้าฝูกับเสี่ยวกุ้ยอ้อมจากหลังร้านมาโผล่ด้านหน้า ขนาบข้างซ้ายขวาของชายผอมแห้งเอาไว้
ไม่ต้องพูดอะไรเลย แค่บอดี้การ์ดยืนคุมก็ข่มขวัญได้แล้ว
รูปร่างอย่างต้าฝู ขืนไปยืนจ้องหน้าใคร คนธรรมดาๆ ที่ไหนก็ไม่กล้าขยับตัวทั้งนั้นแหละ
จางต้าเหว่ยล้วงกุญแจมือออกมาจากกระเป๋า แล้วสับล็อกเข้าที่ข้อมือของชายผอมแห้งดังกริ๊ก
"ไป ไปคุยกันให้รู้เรื่องที่สถานีตำรวจ ใครเป็นคนบงการ แบ่งหน้าที่กันยังไง สารภาพมาให้หมด"
ชายผอมแห้งดิ้นขลุกขลักอยู่สองสามที แต่ก็สะบัดไม่หลุด "ฉันบอกแล้ว ฉันบอกแล้ว! หลิว..."
"ไปพูดที่โรงพัก" จางต้าเหว่ยผลักเขาออกไปทางประตู
หญิงวัยกลางคนผมลอนก็ถูกหู่จื่อทั้งเชิญทั้งลากออกไปเช่นกัน
คุณป้าเสื้อลายดอกยืนแข็งทื่ออยู่ที่เดิม ในมือยังกำเสื้อเชิ้ตสามตัวกับเงินสิบสองหยวนแน่น
เธอมองซ้ายมองขวา ก็พบว่าสายตาทุกคู่ในร้านกำลังจับจ้องมาที่เธอ
"ฉัน... ฉันแค่มาซื้อเสื้อผ้า..." เสียงของเธอเบาหวิวราวกับกระดาษ
เฉินเฟิงเดินเข้าไปหา
"คุณพี่ครับ เสื้อผ้ากับเงินนี่คุณพี่รับไว้เถอะครับ"
น้ำเสียงของเขาไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้น บ้านไห่หลานพูดคำไหนคำนั้นครับ สินค้ามีปัญหาด้านคุณภาพ ทางเรายินดีเปลี่ยนหรือคืนให้ทันที"
คุณป้ากำของในมือแน่น ใบหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู
เธอก้มหน้างุด เบียดตัวฝ่าฝูงชนออกไป เดินจ้ำอ้าวยิ่งกว่าใครเพื่อน
ฝูงชนตรงประตูแหวกทางให้โดยอัตโนมัติ
โถงชั้นหนึ่งเงียบกริบไปหลายวินาที
จากนั้น ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเริ่ม แต่เสียงปรบมือดังแปะๆ ก็เริ่มดังขึ้น
จากคนเดียว กลายเป็นสิบกว่าคน จากสิบกว่าคน กลายเป็นเสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วทั้งร้าน
มีคนตะโกนขึ้นมา "ทำธุรกิจมันต้องแบบนี้สิ!"
"ดีกว่าห้างสรรพสินค้าเป็นร้อยเท่า!"
"ป้ายกติกาเปลี่ยนคืนสินค้านั่นเป็นของจริงใช่ไหมเนี่ย! เจ็ดวันเปลี่ยนคืนได้ไม่มีเงื่อนไขเหรอ!"
"ก็เขียนไว้ชัดเจนซะขนาดนั้นไงเล่า!"
บรรยากาศในกลุ่มคนไม่เพียงแต่จะไม่กร่อยลง แต่กลับคึกคักยิ่งกว่าเดิมซะอีก
ลูกค้าที่ตอนแรกตกใจจนชักมือกลับ ตอนนี้ก็กรูเข้ามารุมล้อมที่ชั้นวางสินค้าอีกครั้ง
หลายคนที่ตอนแรกลังเลอยู่ ตอนนี้ล้วงเงินสั่งซื้อแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเลย
"เถ้าแก่! เอาเสื้อเชิ้ตให้ฉันสองตัว! กฎการเปลี่ยนคืนสินค้าของร้านคุณใจป้ำขนาดนี้ ฉันซื้อแน่นอน!"
"กระโปรงลายดอกตัวนั้นยังมีอีกไหม! เมื่อกี้ฉันเล็งไว้แต่ยังไม่กล้าซื้อ ตอนนี้ฉันเอาเลย!"
คิวหน้าเคาน์เตอร์คิดเงินกลับมายาวเหยียดอีกครั้ง
เฉินเฟิงหันหลังเดินขึ้นไปชั้นสอง
หงกังเดินตามหลังมา พอขึ้นบันไดมาได้ก็เปิดปากถามทันที
"พี่เฟิง พี่รู้อยู่แล้วใช่ไหมว่าพวกมันจะมาก่อกวน"
"เดาเอาไว้อยู่แล้วล่ะ"
"แล้วทำไมพี่ไม่สกัดพวกมันไว้ตั้งแต่หน้าร้านเลยล่ะ"
เฉินเฟิงพิงราวระเบียงบันได มองลงไปข้างล่าง
กิจการที่ชั้นหนึ่งขายดิบขายดีกว่าเมื่อเช้าซะอีก
"ถ้าสกัดไว้หน้าร้าน มันก็แค่กันพวกมันไม่ให้มาก่อกวนได้สำเร็จ แต่ปล่อยให้พวกมันเข้ามาอาละวาด แล้วค่อยจัดการตลบหลังเอาทีเดียวสิ ถึงจะเป็นการโฆษณาฟรีๆ ให้บ้านไห่หลาน"
หงกังลองตรองดูความหมายของประโยคนี้
"ลูกค้าทุกคนได้เห็นกับตาตัวเองสองเรื่อง เรื่องแรกคือ คำสัญญาเรื่องการเปลี่ยนคืนสินค้าของเราเป็นของจริง เรื่องที่สองคือ มีคนจงใจมาพังร้าน แล้วโดนรวบตัวจับได้คาหนังคาเขา"
เฉินเฟิงเอ่ยต่อ "นายคิดว่าหลังจากวันนี้ไป ประโยคที่ว่า 'บ้านไห่หลานการันตีเปลี่ยนคืนสินค้า' ยังต้องเสียเงินไปลงโฆษณาอีกไหมล่ะ"
หงกังอ้าปากค้าง ก่อนจะหุบลง
"กลับไปทำงานต่อได้แล้ว" เฉินเฟิงตบไหล่เขา "ยอดขายช่วงบ่าย เพิ่งจะเริ่มแค่นั้นเอง"
หงกังเดินลงบันไดไป ก้าวยาวๆ เข้าไปในฝูงชน แล้วตะเบ็งเสียงดังลั่น "คุณลูกค้าทุกท่านครับ! บ้านไห่หลานขอให้คำมั่นสัญญา ภายในเจ็ดวันสามารถเปลี่ยนคืนสินค้าได้โดยไม่มีเงื่อนไข! มีป้ายเขียนบอกไว้ชัดเจน! ซื้อได้อย่างสบายใจ ใส่แล้วถูกใจแน่นอนครับ!"
ประโยคนี้เรียกเสียงโห่ร้องยินดีได้อีกระลอกใหญ่
เฉินเฟิงยืนอยู่บนระเบียงทางเดินชั้นสอง มองทะลุหน้าต่างออกไปยังห้างสรรพสินค้าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ผ้าม่านตรงหน้าต่างชั้นสองขยับวูบหนึ่ง ก่อนจะปิดสนิทลงตามเดิม
หม่าเต๋อไฉน่าจะรู้เรื่องแล้ว
ลูกน้องทั้งสามคนพังไม่เป็นท่า
นอกจากจะพังป้ายชื่อของบ้านไห่หลานไม่ได้แล้ว ยังช่วยสร้างชื่อเสียงให้เฉินเฟิงซะกระฉ่อนเลยด้วย
เสียทั้งขึ้นทั้งล่อง คำนี้แหละเหมาะกับสถานการณ์แบบนี้ที่สุด
ชั้นสองของห้างสรรพสินค้า
หม่าเต๋อไฉยืนอยู่หลังผ้าม่าน บุหรี่ในมือไหม้จนถึงปลายนิ้ว ร้อนจนเขาต้องสะบัดมือทิ้ง
เขากัดฟันกรอด จ้องเขม็งไปยังตึกหลังเล็กสีฟ้าอ่อนฝั่งตรงข้าม กล้ามเนื้อตรงมุมปากกระตุกริกๆ
"บัดซบเอ๊ย!"
นี่เป็นคำหยาบคำแรกที่เขาสบถออกมาในวันนี้