- หน้าแรก
- ข้าก็แค่นักฆ่าปลายแถว ที่บังเอิญไร้เทียมทาน
- บทที่ 01 - หญิงสาวผู้ยังประดับกระบี่ไม่เรียบร้อย
บทที่ 01 - หญิงสาวผู้ยังประดับกระบี่ไม่เรียบร้อย
บทที่ 01 - หญิงสาวผู้ยังประดับกระบี่ไม่เรียบร้อย
บทที่ 01 - หญิงสาวผู้ยังประดับกระบี่ไม่เรียบร้อย
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───
รัชศกเทียนลู่ปีที่ 32 เป่ยเจิ้นฝู่ซือ
ฤดูใบไม้ผลิเดือน 3 ต้นหลิวแตกกิ่งก้าน สรรพสิ่งผลิบาน แสงแดดสีทองอร่ามสาดส่องลงบนร่างอย่างอบอุ่น มากพอที่จะขับไล่ความหนาวเหน็บตลอดช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมาให้มลายหายไป
ทว่าในเมืองเยียนจิงทั้งเมือง เป่ยเจิ้นฝู่ซืออาจเป็นสถานที่ที่หนาวเหน็บและมืดมิดที่สุด เพราะที่นี่คือที่ตั้งของหน่วยจิ่นอีเว่ย
เซวียหลิงเอ๋อร์สวมชุดเฟยอวี๋ที่ไม่ค่อยพอดีตัวนัก มังกรปลาบินบนชุดเฟยอวี๋กำลังพลิ้วไหวแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ
หญิงสาวก้มหน้าฟังคำตำหนิจากชายที่อยู่หลังโต๊ะทำงานเบื้องหน้า การก้มหน้าทำให้มองเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน มีเพียงเส้นผมสีดำขลับที่ทิ้งตัวสยายลงมาอย่างนุ่มสลวย
ฤดูใบไม้ผลิเดือน 3 หญิงสาวยังคงสวมเสื้อผ้าที่ค่อนข้างบางเบา อีกทั้งชุดนั้นยังไม่ค่อยพอดีตัวนัก
"วันที่ 8 เดือน 12 ของปีที่แล้ว องค์กรรังผึ้งลอบสังหารโจวไห่เทียน รองเสนาบดีซ้ายกรมพระคลังของราชวงศ์เรา ฝ่าบาททรงกริ้วมาก มีรับสั่งให้พวกเราปิดคดีให้ได้ภายใน 3 เดือน วันนี้คือวันที่ 2 เดือน 3 แล้ว" ชายหลังโต๊ะทำงานสวมชุดโต่วหนิว ดูน่าเกรงขามและสง่างาม "เจ้ามีข้อเสนอแนะอะไรหรือไม่?"
"ผู้ใต้บังคับบัญชายินดีนำทีมไปกวาดล้างองค์กรรังผึ้ง ขอใต้เท้าหลวี่ยวนโปรดอนุญาต" เซวียหลิงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามและเด็ดเดี่ยว
"เจ้าเนี่ยนะ?" หลวี่ยวนมองเซวียหลิงแล้วหัวเราะ "ตลอด 3 เดือนมานี้ จิ่นอีเว่ยของข้าแทบจะพลิกแผ่นดินหาจนทั่วหล้า ทว่าท้ายที่สุดกลับคว้าน้ำเหลว เซวียหลิงตัวเล็กๆ อย่างเจ้า กล้าพูดจาโอ้อวดว่าจะนำทีมไปจับกุมพวกมันมาได้ง่ายๆ งั้นหรือ?"
"นี่จะแสดงให้เห็นว่าเซวียหลิงอย่างเจ้ามีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางกระนั้นหรือ?"
"หรือจะแสดงให้เห็นว่าหน่วยจิ่นอีเว่ยของข้าไร้น้ำยา?"
ข้อกล่าวหาทั้งสองข้อนี้ถูกสวมลงมา หากเป็นคนทั่วไปคงคุกเข่าลงไปนานแล้ว แต่เซวียหลิงยังคงยืนหลังตรง "ผู้ใต้บังคับบัญชามิกล้า"
"คุกเข่าลง!" หลวี่ยวนตวาดเสียงดัง
เซวียหลิงกัดริมฝีปากเบาๆ แต่ไม่ยอมคุกเข่า
"เจ้าคงไม่ได้คิดหรอกนะ?" หลวี่ยวนเอ่ยปาก น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเย็นเยียบ "ใต้เท้าเซวียผิง เขาจะยังคอยหนุนหลังเจ้าอยู่อีกหรือ?"
"คุกเข่าลง!"
เซวียหลิงกำมือแน่น ก้มหน้ากล่าวว่า "ท่านพ่อเสียชีวิตแล้ว ทว่าข้ายังคงเป็นนายกองป่ายหู้ขั้นหกแห่งหน่วยจิ่นอีเว่ย ได้รับพระราชทานชุดเฟยอวี๋จากฝ่าบาท ข้าจะคุกเข่าก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์เท่านั้น"
นางยอมสวมชุดเฟยอวี๋มาที่นี่ ก็เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีหยาดสุดท้ายนั้นเอาไว้ แต่อีกฝ่ายกลับต้องการจับนางโยนลงพื้นแล้วเหยียบย่ำย่ำยี
"ดี! ดี! ดี!" หลวี่ยวนกล่าวคำว่าดีติดกันถึงสามครั้ง
"เซวียผิงช่างกบฏทรยศนัก ถึงกับกล้าทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานชุดเฟยอวี๋แก่สตรีเช่นเจ้า ให้รับตำแหน่งนายกองป่ายหู้แห่งจิ่นอีเว่ย ตอนนี้เซวียผิงตายไปแล้ว เจ้าคิดว่าเปลือกนอกชุดนี้จะยังคุ้มครองเจ้าได้อยู่อีกหรือ?"
เซวียหลิงก้มหน้า "ขอใต้เท้าหลวี่ยวนโปรดกราบทูลฝ่าบาท ริบตำแหน่งและเสื้อผ้าของข้าคืนไปเถิด"
หลวี่ยวนหัวเราะออกมา "เจ้านี่รินสุราดีๆ ไม่ชอบ ชอบดื่มสุราจับกรอกสินะ"
"ข้าริบตำแหน่งและเสื้อผ้าของเจ้าไม่ได้ก็จริง แต่เบื้องบนมีคำสั่งมา เจ้าก็ยังต้องฟังอยู่ดีใช่หรือไม่"
"นายกองป่ายหู้แห่งจิ่นอีเว่ย เซวียหลิงรับคำสั่ง!"
เซวียหลิงทำได้เพียงคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างนอบน้อม เงยหน้ามองชายผู้กำลังได้ใจที่อยู่ตรงหน้า
"พวกเราผ่านการตรวจสอบอย่างยากลำบากมาตลอด 3 เดือน มองว่าองค์กรรังผึ้งมีโครงสร้างรัดกุม เกี่ยวพันกว้างขวาง ไม่อาจผลีผลามลงมือได้ ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจส่งสายลับแฝงตัวเข้าไปในองค์กรรังผึ้ง เพื่อประสานงานจากทั้งภายในและภายนอก แล้วบดขยี้พวกมันในคราเดียว"
"เซวียหลิง ในฐานะที่เจ้าเป็นนายกองป่ายหู้ของจิ่นอีเว่ย อีกทั้งยังเป็นสตรี และปิดบังสถานะมาตลอด เจ้าจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตำแหน่งสายลับ"
"เจ้ายินดีรับภาระหน้าที่อันหนักอึ้งนี้หรือไม่?"
เซวียหลิงไม่อยากจะเชื่อ "ข้า..."
ในเสี้ยววินาทีนั้น หญิงสาวรู้สึกสับสนปนเปไปหมด ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้รับภารกิจที่แปลกประหลาดเช่นนี้
"เจ้ายินดีหรือไม่?" หลวี่ยวนทวนคำถามอีกครั้ง
เซวียหลิงก้มหน้า
"ผู้ใต้บังคับบัญชายินดี"
……
……
วันที่ 15 เดือน 3 ทางตะวันออกของเมืองลั่วเฉิง
ยังคงเป็นฤดูใบไม้ผลิ บนถนนหินสีเขียวมีผู้คนพลุกพล่านเดินกันขวักไขว่ เสียงร้องขายของดังแว่วมาเป็นระยะ เซวียหลิงถอดชุดเฟยอวี๋ออกนานแล้ว ของสิ่งนั้นคือชุดเต็มยศ ไม่มีคนทั่วไปคนไหนสวมใส่กัน ตอนนี้ที่บ้านไม่มีคนอยู่แล้ว หากถูกขโมยไป นั่นนับเป็นความผิดสถานหนัก
เดิมทีเซวียหลิงยังอยากนำชุดเฟยอวี๋ไปจำนำที่โรงรับจำนำ เพราะอย่างไรเงินในมือของนางก็มีเหลือไม่มากแล้ว ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าพอคนคุมบัญชีของโรงรับจำนำเห็นชายชุดเฟยอวี๋ เขาก็ล้มลุกคลุกคลานคุกเข่าลง อ้อนวอนขอความเมตตาอย่างเอาเป็นเอาตาย เซวียหลิงหมดหนทาง ทำได้เพียงพูดว่าขออภัยเข้าผิดร้าน
นางทำได้เพียงหันหลังกลับ นำชุดเฟยอวี๋กลับมาที่บ้านอีกครั้ง ขุดหลุมคนเดียวในลานบ้านใต้ต้นหยางใหญ่ต้นนั้น แล้วนำชุดเฟยอวี๋ใส่กล่องฝังเอาไว้
คืนนั้นนางปีนขึ้นไปบนต้นหยาง นั่งมองดูดวงดาวอยู่ทั้งคืน
คิดถึงท่านพ่อท่านแม่ตลอดทั้งคืน
เมืองเยียนจิงแม้จะกว้างใหญ่ แต่ก็ไม่มีที่ให้นางได้ซุกหัวนอนอีกแล้ว การจัดการของหลวี่ยวนในครั้งนี้ ก็เพื่อต้องการให้นางมาตายที่นี่อย่างมีเหตุมีผล เพราะอย่างไรเสียชื่อเสียงของบิดาผู้ล่วงลับก็ยังคงอยู่ ในหน่วยจิ่นอีเว่ย ใครจะกล้าทำร้ายนางอย่างเปิดเผยกันเล่า
นี่คือแผนยืมดาบฆ่าคน แต่นางก็ทำได้เพียงรนหาที่ตายด้วยตัวเองเท่านั้น
หญิงสาวเงยหน้าขึ้น มองเห็นป้ายชื่อโรงเตี๊ยมเบื้องหน้าเขียนตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวไว้ว่า "โรงเตี๊ยมเซียวหุน"
หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมา
คนที่รู้ก็จะคิดว่านี่คือโรงเตี๊ยม คนที่ไม่รู้คงคิดว่าที่นี่คือหอนางโลมกระมัง
เมื่อคิดเช่นนั้น เซวียหลิงก็กระชับห่อผ้าบนหลัง แล้วเดินเข้าไปในประตูใหญ่ของโรงเตี๊ยมเซียวหุน
"แม่นาง มากันกี่ท่านหรือ?" ทันทีที่เดินเข้าไป เซวียหลิงก็ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มนวลและสะอาดสะอ้านเอ่ยถามนาง ไร้ซึ่งกลิ่นอายควันไฟของเสี่ยวเอ้อร์ทั่วไป เซวียหลิงเงยหน้ามอง ก็เห็นเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาทั้งสองข้างถูกปิดทับด้วยผ้าสีดำสนิท เขากำลังมองนางและเอ่ยถาม
คนผู้นี้เป็นคนตาบอดชัดๆ แล้วรู้ได้อย่างไรว่านางเป็นแม่นาง?
เซวียหลิงตัดสินใจที่จะไม่คิดถึงคำถามนี้
"มาคนเดียว ขอน้ำชาด้วย"
"ไม่ทราบว่าท่านต้องการชาอะไร?" เด็กหนุ่มถาม
"หลงจิ่งก่อนเช็งเม้ง 2 ตำลึง เหมาเจียนจากซิ่นหยาง 2 ตำลึง อวิ๋นอู้จากหลูซาน 2 ตำลึง แล้วก็ผู่เอ่อร์จากยูนนานอีก 2 ตำลึง" เซวียหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานใส
"ข้าจะไปชงมาให้ท่านเดี๋ยวนี้" เสี่ยวเอ้อร์หันหลังเตรียมจะเดินเข้าไปในห้องด้านใน โดยไม่คิดจะถามเลยว่าคนคนเดียวจะดื่มชามากมายถึงเพียงนี้หมดได้อย่างไร
"ช้าก่อน" เซวียหลิงเรียกให้เขาหยุด "ข้าขอสุราฮวาเตียว 1 ขวด สุราเซาเตาจื่อ 1 ขวด สุราจู๋เยี่ยชิง 1 ขวด แล้วก็สุราเฟินจิ่วจากหมู่บ้านซิ่งฮวาอีก 1 ขวด"
เสี่ยวเอ้อร์มองเซวียหลิง "มิทราบว่าแม่นางมีแซ่ว่าอะไร?"
"ข้าแซ่หลิน" เซวียหลิงเอ่ยปาก
"ใบชากับสุราค่อนข้างเยอะ รบกวนแม่นางหลินตามไปที่ด้านหลัง เพื่อช่วยหยิบจับสักหน่อยได้หรือไม่?" เสี่ยวเอ้อร์กล่าวเช่นนี้
ถ้อยคำนั้นช่างนุ่มนวลและราบเรียบ ปราศจากซึ่งท่าทีคุกคามใดๆ
เซวียหลิงรอประโยคนี้อยู่พอดี นางจึงลุกขึ้นจากที่นั่งทันที "พวกเราไปกันเถอะ"
โรงเตี๊ยมเซียวหุนแม้จะได้ชื่อว่าโรงเตี๊ยมเซียวหุน แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงโรงเตี๊ยมธรรมดาๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น ชั้นล่างมีโต๊ะวางอยู่บ้างสำหรับขายสุราอาหาร ส่วนชั้นสองส่วนใหญ่เป็นห้องพัก ด้านหลังโถงโรงเตี๊ยมคือห้องครัวและห้องพักของลูกจ้าง
และในเวลานี้ เซวียหลิงก็ถูกเสี่ยวเอ้อร์นำทางมาตลอดจนถึงห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง เซวียหลิงมองเห็นว่าในห้องมีเตียงเล็กๆ ที่ปูด้วยผ้าปูเตียงผ้าป่านหยาบๆ และบนโต๊ะข้างเตียงมีกระดาษและพู่กันวางอยู่
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นห้องของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ ทว่า... ห้องนี้กลับไม่มีความรกและกลิ่นเหม็นอับเหมือนห้องของบุรุษทั่วไป ตรงกันข้ามมันกลับสะอาดสะอ้านและเจือไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่อธิบายไม่ถูก
เป็นกลิ่นที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสะระแหน่กับมะนาว
แต่ในวินาทีถัดมา เซวียหลิงก็ถูกมีดสั้นเปล่งประกายวาววับจ่อเข้าที่ลำคอ เสี่ยวเอ้อร์ถือมีดด้วยมือข้างหนึ่ง กดตัวเซวียหลิงให้แนบชิดติดกำแพง ในขณะเดียวกันน้ำเสียงของเขาก็ยังคงเฉื่อยชาไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ
และไม่มีวี่แววของความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
"ขอแนะนำตัวสักหน่อย ข้าคือฟางเปี๋ย สังกัดองค์กรรังผึ้ง ปัจจุบันเป็นเหล็กในผึ้งระดับผึ้งไม้ที่ยังไม่มีปีกผึ้ง"
"ขอถามหน่อย"
"เจ้าคือปีกผึ้งของข้าใช่หรือไม่?"
─── 💀 ─── 𝔖𝔞𝔥𝔞ℭ𝔥𝔬𝔨𝔪𝔦𝔫𝔤𝔨𝔴𝔞𝔫 ─── 💀 ───