- หน้าแรก
- สารวัตรสืบสวน
- ตอนที่ 13 วันที่แสนยุ่งเหยิง
ตอนที่ 13 วันที่แสนยุ่งเหยิง
ตอนที่ 13 วันที่แสนยุ่งเหยิง
"คดีบุกรุกเคหสถานเพื่อลักทรัพย์ ไม่ว่ามูลค่าทรัพย์สินจะมากหรือน้อย ล้วนถือเป็นคดีอาญาทั้งสิ้น ป๋ายซง นายรออยู่ที่นี่ก่อนนะ บอกคุณตาคุณยายว่าอย่าเพิ่งหยิบจับหรือขยับอะไร เดี๋ยวฉันจะไปรายงานเรื่องนี้ แล้วให้ตำรวจจากกองกำกับการสืบสวนคดีอาญาเข้ามาตรวจสถานที่เกิดเหตุ พวกเขาเชี่ยวชาญเรื่องนี้มากกว่าพวกเราเยอะ" หลังจากเข้ามาในบ้าน หม่าซีก็ยังไม่ได้เอ่ยปากถามอะไรเลย รายละเอียดที่ถามเมื่อครู่ ป๋ายซงเป็นคนถามเองทั้งหมด พอพูดจบประโยคนี้ หม่าซีก็เดินออกจากบ้านไปโทรศัพท์ทันที
หม่าซีพูดถูก คดีนี้เป็นคดีอาญาอย่างแน่นอน แต่มูลค่าความเสียหายมันน้อยนิด คดีย่อมต้องอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจท้องที่อยู่แล้ว การจะให้ตำรวจสืบสวนคดีอาญาลงพื้นที่มาตรวจ คาดว่าหม่าซีคงต้องหาวิธีอื่นมาโน้มน้าว นี่ก็แสดงให้เห็นว่า ในสายตาของหม่าซีแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ โดยเด็ดขาด
ป๋ายซงปลอบประโลมสองตายาย ในใจรู้สึกสลดหดหู่ไม่น้อย
ยี่สิบนาทีต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนคดีอาญาสองนายก็เดินทางมาถึง หลังจากเก็บลายนิ้วมือและรอยเท้าของสองตายายเสร็จ พวกเขาก็สวมถุงหุ้มรองเท้าแล้วเดินเข้าไปในสถานที่เกิดเหตุ
เนื่องจากป๋ายซงไม่มีอุปกรณ์ป้องกันที่เกี่ยวข้อง จึงไม่ได้เข้าไปด้านใน
ผ่านไปราวๆ ยี่สิบนาที ตำรวจสืบสวนทั้งสองนายก็เดินออกมา หม่าซีเดินเข้าไปทักทาย ตำรวจหนุ่มคนหนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้น "คนร้ายมีสองคน ดูจากวิธีการลงมือแล้วไม่ใช่มืออาชีพ พวกมันสวมถุงมือด้วย แต่พวกเราก็ยังพอเก็บหลักฐานมาได้นิดหน่อย เดี๋ยวจะเอากลับไปวิเคราะห์ดู"
"อืม รบกวนนายด้วยนะต้าหัง" หม่าซีพยักหน้า
คนที่หม่าซีเรียกว่า 'ต้าหัง' คือ 'หวังหัง' จากกองกำกับการสืบสวนคดีอาญา ทำหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุโดยเฉพาะ ส่วนคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เขาคือ 'ห่าวเจิ้นอวี่' นักสืบสวนรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ ซึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียงในแวดวงพอสมควร
แน่นอนว่าหม่าซีรู้จักอีกฝ่าย จึงรีบถามอย่างนอบน้อมทันที "อาจารย์ห่าวครับ พอจะพบเบาะแสอะไรบ้างไหมครับ?"
"ไม่มีอะไรหรอก รอรายงานผลวิเคราะห์เถอะ" อาจารย์ห่าวไม่ได้พูดอะไรมาก ตอนนี้หวังหังหาเก้าอี้มานั่งเขียนบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ส่วนอาจารย์ห่าวยืนอยู่หน้าประตูเตรียมตัวจะสูบบุหรี่
หม่าซีรู้หน้าที่เป็นอย่างดี รีบล้วงบุหรี่ในกระเป๋าออกมาส่งให้อาจารย์ห่าวมวนหนึ่ง พร้อมกับจุดไฟให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็จุดให้ตัวเองอีกมวน
ป๋ายซงสูบบุหรี่ไม่เป็น แต่ก็ยังคงยืนอยู่ข้างๆ ทั้งสองคน
หม่าซีกับห่าวเจิ้นอวี่คุยสัพเพเหระกันอยู่สองสามประโยค ทางฝั่งหวังหังก็จัดการเอกสารเสร็จเรียบร้อย เขาเก็บของใส่กล่องเตรียมตัวเดินทางกลับ
ห่าวเจิ้นอวี่สูบบุหรี่หมดมวน พ่นควันออกมาเฮือกใหญ่ สายตาเหลือบไปเห็นสองตายายที่กำลังมองดูตำรวจด้วยแววตาเว้าวอน สุดท้ายเขาก็กลั้นไว้ไม่อยู่ เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนมีแค่หม่าซีกับป๋ายซงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เท่านั้นที่ได้ยิน "คนร้ายน่าจะเป็นผู้ชายหนึ่งคนผู้หญิงหนึ่งคน อายุยังไม่เยอะ"
หม่าซีเข้าใจความหมายในทันที การที่ห่าวเจิ้นอวี่ยอมปริปากบอก นี่ถือเป็นน้ำใจล้วนๆ เพราะข้อสรุปนี้เกิดจากประสบการณ์และสัญชาตญาณของนักสืบสวนล้วนๆ ไม่สามารถนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานใดๆ ได้ หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายคดีอย่างแน่นอน แต่ถ้าพลาดขึ้นมา นอกจากจะไม่เป็นผลดีต่อรูปคดีแล้ว ยังเป็นการทุบหม้อข้าวทำลายชื่อเสียงของตัวเองอีกด้วย
ป๋ายซงถึงกับตะลึงงัน เขาเองก็เข้าไปดูสถานที่เกิดเหตุมาเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายมองออกได้ยังไงเนี่ย!
พอพูดจบ ห่าวเจิ้นอวี่ก็เดินจากไปโดยไม่หันกลับมามอง หวังหังก็รีบเดินตามไปติดๆ
"คุณตากับคุณยาย ต้องมีสักคนนึงตามผมกลับไปให้ปากคำที่สถานีนะครับ" หม่าซีอธิบาย
"ฉัน... ไปกับพวกคุณเองค่ะ" คุณยายถอนหายใจยาว เหลือบมองสามีแวบหนึ่ง "ขาแข้งฉันยังถือว่า... ดีกว่าตาเฒ่านี่อยู่หน่อยนึง"
หลังจากพาคุณยายกลับไปสอบปากคำที่สถานีเสร็จ ป๋ายซงก็เป็นคนขับรถพาคุณยายมาส่งที่บ้านด้วยตัวเอง
พอคุณยายเข้าบ้านไป ป๋ายซงที่กำลังเดินออกมาก็รู้สึกหนักอึ้งในใจอย่างบอกไม่ถูก
นี่มันปี 2011 เข้าไปแล้ว แม้เงินอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยของใครคนใดคนหนึ่งในสองตายายจะพอประทังชีวิตไม่ให้อดตายหนาวตายได้ แต่พออายุมากขึ้น มันก็ไม่ใช่ยุคสมัยของคนหนุ่มสาวอายุยี่สิบสามสิบที่พอจะหาใต้สะพานนอนซุกหัวนอนไปวันๆ ได้อีกแล้ว การต้องเช่าบ้านชั้นเดียวซอมซ่อแบบนี้ ไหนจะค่ารักษาพยาบาลอีก มันเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสสำหรับสองตายายมาก การที่คนร้ายมาขโมยของครอบครัวแบบนี้ มันช่างเลวทรามต่ำช้าสิ้นดี
เดินออกมาจากตงซานย่วน ความรู้สึกหดหู่ในใจป๋ายซงก็ยังไม่คลายลง เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง กวาดสายตามองไปที่ธนาคารบนถนน แล้วก็นึกถึงเงินเดือนที่เพิ่งจะออก เขาเลยตัดสินใจกดเงินออกมา 500 หยวน เดินไปหาร้านขายของชำร้านใหญ่ๆ ซื้อข้าวสารหนึ่งกระสอบกับน้ำมันพืชหนึ่งแกลลอน หมดเงินไปร้อยกว่าหยวน ก่อนจะเดินกลับไปที่บ้านของสองตายายอีกครั้ง
คุณตาไม่ใช่คนช่างพูด แต่นัยน์ตาของเขากลับมีน้ำตารื้นขึ้นมาให้เห็น ส่วนคุณยายก็ยืนกรานเสียงแข็งว่าจะไม่รับของกับเงินที่ป๋ายซงให้เด็ดขาด สุดท้ายป๋ายซงต้องโกหกว่าข้าวสารกับน้ำมันพืชพวกนี้เป็นของสวัสดิการที่หน่วยงานแจกให้ เขาอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้ทำกับข้าวเลยไม่ได้ใช้ คุณยายถึงยอมรับข้าวสารกับน้ำมันพืชไว้ด้วยความซาบซึ้งใจ แต่สำหรับเงินนั้น เธอปฏิเสธหัวชนฝาไม่ยอมรับเด็ดขาด
ตอนที่เดินออกมาอีกครั้ง สภาพจิตใจของป๋ายซงดีขึ้นมาบ้าง เขากำหมัดแน่นตั้งปณิธานไว้ในใจว่า ยังไงก็ต้องหาทางจับโจรสองคนนี้ให้ได้!
เมื่อกลับมาถึงสถานี หม่าซีกับรองผู้กำกับหวังเผยกำลังยืนคุยกันเรื่องคดีนี้อยู่หน้าประตู พร้อมกับปรึกษากันเรื่องการทำทะเบียนบ้านและขอเงินอุดหนุนผู้มีรายได้น้อยให้คุณยาย ป๋ายซงรีบเดินเข้าไปร่วมวงทันที รองฯ หวังบอกว่าเรื่องนี้คงต้องรายงานให้ผู้กำกับซุนทราบก่อน เพราะเรื่องทะเบียนบ้านไม่ใช่สิ่งที่สถานีตำรวจจะตัดสินใจเองได้ทั้งหมด
ตอนนี้ที่โรงอาหารคนไม่ค่อยเยอะแล้ว เพราะปาเข้าไปเที่ยงกว่า ซุนถังพาซุนอ้ายหมินและผู้ช่วยตำรวจอีกหนึ่งนายออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว ได้ยินมาว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทที่ค่อนข้างรุนแรง ในโรงอาหารจึงเหลือแค่หม่าซีกับป๋ายซง
"พี่หม่าครับ คดีวันนี้ ผมขอมีส่วนร่วมด้วยนะครับ ผมจะไปจับคนร้ายกับพี่เอง" ป๋ายซงพูดขึ้น
"ได้สิ มีความกระตือรือร้นน่ะเป็นเรื่องดี แต่วันนี้เรายังต้องเข้าเวรอยู่นะ อาจารย์นายกับเหล่าซุนก็ออกไปแล้ว ยังไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น วันนี้พวกเราต้องจัดการเหตุแจ้งความพวกนี้ให้เสร็จก่อน ที่ตงซานย่วนไม่มีกล้องวงจรปิดเลยสักตัว เรื่องนี้ใจร้อนไปก็เปล่าประโยชน์ ไว้ตอนเย็นค่อยหาเวลาคุยเรื่องนี้กันอีกที" หม่าซีบอก
กินข้าวไปได้สักสองในสามส่วน ก็มีเหตุแจ้งเข้ามาที่ 110 อีก
ทั้งสองคนรีบกะซวกข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว จานชามก็ไม่มีเวลาล้าง ต้องรีบวิ่งขึ้นรถตำรวจทันที
ลูกค้าเจอแมลงวันในจานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พอกินเข้าไปก็อ้างว่าปวดท้อง โวยวายจะไปโรงพยาบาลและเรียกร้องให้เจ้าของร้านจ่ายค่าเสียหาย จนเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้น
ตามหลักแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของตำรวจเลยสักนิด จะโทรแจ้งกรมอาหารและยา สายด่วน สคบ. 12315 หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็จัดการได้หมด แต่เจ้าของร้านก็ยังติดนิสัยชอบโทรแจ้งตำรวจอยู่ดี อาจจะกลัวว่าถ้าเรียกหน่วยงานพวกนั้นมาแล้ว ตัวเองจะโดนลงโทษอย่างอื่นไปด้วยล่ะมั้ง
ข้อพิพาทที่เถียงกันรุนแรงแบบนี้ ถึงแม้ตำรวจจะไปถึงหน้างานก็ไม่มีอำนาจจัดการโดยตรง แต่ก็คงเดินหนีไปดื้อๆ ไม่ได้ เกิดพอตำรวจคล้อยหลังไปแล้วพวกเขากลับมาตีกัน ใครจะรับผิดชอบล่ะ?
หม่าซีเองก็จนใจ ต้องยอมยืนเจรจากับทั้งสองฝ่ายอยู่นานนับชั่วโมง จนสุดท้ายก็ตกลงกันได้ว่า เจ้าของร้านยอมยกเว้นค่าอาหารมื้อนี้ให้ และชดใช้ค่าเสียหายให้อีก 500 หยวน
เคลียร์คดีนี้เสร็จ ทั้งสองคนก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าเต็มที
หลังจากนั้น ตั้งแต่ช่วงบ่ายยันค่ำ ก็มีทั้งเรื่องแมวหนีขึ้นต้นไม้ เจอแมลง 'ยักษ์' ในบ้าน ทำกุญแจหายแล้วอยากให้ตำรวจไปช่วยยืนยันว่าเป็นเจ้าของบ้านตัวจริง...
เหตุแจ้งความมีเข้ามาไม่ขาดสาย ไม่ใช่แค่หม่าซีกับป๋ายซงเท่านั้น สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมก็ไม่ได้อยู่ว่างเลย ต่างคนต่างก็ต้องออกไประงับเหตุ
สัปดาห์ที่แล้วยังถือว่าสบาย ป๋ายซงไม่ต้องเข้าเวรดึก ถึงเวลาเลิกงานก็กลับบ้านได้เลย แต่วันนี้ กว่าเหตุแจ้งความจะซาลงบ้างก็ปาเข้าไปสองทุ่มกว่าแล้ว ทั้งคู่ถึงจะพอมีเวลากลับมาอุ่นข้าวเย็นที่สถานี จัดการประท้วงของกระเพาะอาหารที่ร้องโครกครากไปได้
ตามที่หม่าซีบอก ฤดูกาลนี้ยังถือว่าดีกว่าช่วงอื่น ช่วงเดือนหกเดือนเจ็ดต่างหากที่ยุ่งจนหัวหมุนที่สุด พวกขี้เมาทะเลาะวิวาทหรือเมาแล้วคุยโตโอ้อวดกันกลางดึกนั่นแหละที่น่ารำคาญที่สุด บางทีเคลียร์ไปเคลียร์มา รู้ตัวอีกทีก็สว่างคาตาซะแล้ว