เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 ดูเทปม้วนเดียวทั้งวัน

ตอนที่ 6 ดูเทปม้วนเดียวทั้งวัน

ตอนที่ 6 ดูเทปม้วนเดียวทั้งวัน


สำหรับสถานที่เกิดเหตุแล้ว สภาพเดิมที่บริสุทธิ์ที่สุดย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน

เพียงแต่ในตอนแรกไม่มีใครคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร โชคดีที่จำเป็นต้องเก็บรวบรวมหลักฐานสภาพแวดล้อมเพียงแค่ไม่กี่จุด ประกอบกับก่อนหน้านี้ป๋ายซงก็เปิดกล้องบันทึกภาพประจำตัวเอาไว้ตลอด พอกลับไปถึงสถานีก็แค่ดึงภาพจากกล้องออกมาสักหน่อยก็พอแล้ว

หลิวเฟิงเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างคล่องแคล่วชำนาญ เขาบอกกล่าวสวีฝ่างคำหนึ่ง แล้วพาป๋ายซงเดินทางออกจากที่เกิดเหตุ

"ป๋ายซง นายเรียนจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังนี่ ฉันขอทดสอบนายหน่อย นายคิดว่าตัวลิ่นตัวนี้มันมาจากไหน?" แววตาของหลิวเฟิงในเวลานี้ไม่มีความสบายๆ ทีเล่นทีจริงเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว มันกลับแฝงไปด้วยประกายบางอย่างที่ชวนให้ขบคิด

"ชั้นบนครับ?" ป๋ายซงเฝ้าดูขั้นตอนการตรวจสถานที่เกิดเหตุของหลิวเฟิงตั้งแต่ต้นจนจบ ต่อให้เป็นคนโง่ก็ยังรู้เลยว่าตัวลิ่นตัวนี้ต้องวิ่งลงมาจากชั้นบนแน่ๆ ในเมื่อหลิวเฟิงอุตส่าห์เก็บรอยเท้าของตัวลิ่นจากโถงบันไดมาได้ขนาดนั้น

"กะไว้แล้วเชียวว่านายต้องคิดแบบนี้ แต่นายอาจจะไม่ทันสังเกตว่า ตัวลิ่นตัวนี้น่าจะซ่อนตัวอยู่ในโถงบันไดนี้มาทั้งคืนแล้ว พอฟ้าสางถึงได้วิ่งออกมา แต่จะว่าไปนิติบุคคลของหมู่บ้านนี้ก็ทำงานทุ่มเทดีนะ ขนาดโถงบันไดของตึกที่มีลิฟต์ ซึ่งแทบจะไม่มีคนเดินผ่านเลยแท้ๆ ยังอุตส่าห์ทำความสะอาดซะเนี้ยบขนาดนี้ ไม่อย่างนั้นนะ แค่ดูจากฝุ่นบนพื้น เราก็อาจจะสืบไปถึงชั้นที่มันลงมาได้แล้วด้วยซ้ำ" หลิวเฟิงเดินไปที่รถ แล้วค่อยๆ เก็บอุปกรณ์ใส่เข้าไปทีละชิ้น

"จ่าหลิวทำงานสมเป็นมืออาชีพจริงๆ ครับ วันหลังผมคงต้องขอเรียนรู้จากจ่าให้มากๆ แล้ว" ป๋ายซงพูดด้วยความถ่อมตัว

หลิวเฟิงปรายตามองป๋ายซงแวบหนึ่ง หัวเราะฮ่าๆ ออกมา แล้วขับรถพาป๋ายซงกลับไปที่สถานี

เมื่อกลับมาถึงสถานี หลิวเฟิงก็พูดคุยกับตำรวจหนุ่มที่เข้าเวรอยู่ในห้องเตรียมความพร้อมสองสามประโยคแล้วก็เดินเข้าไปในอาคารสำนักงาน ส่วนป๋ายซงรออยู่ในห้องเตรียมความพร้อม ตำรวจหนุ่มในห้องพอเห็นป๋ายซงก็เดินเข้ามาคุยด้วย

"นายคือตำรวจที่เพิ่งมาใหม่ใช่ไหม? ชื่อป๋ายซงใช่หรือเปล่า" ตำรวจหนุ่มในห้องเตรียมความพร้อมทักทายอย่างกระตือรือร้น

"ใช่ครับ ผมชื่อป๋ายซง พี่ล่ะครับชื่ออะไร? พี่เป็นตำรวจชุดสืบสวนคดีของทีมสองเหรอครับ?" ป๋ายซงถามกลับ

"ฉันชื่อหวังซวี่ นายเรียกฉันว่าพี่ซวี่ก็พอ ฉันอยู่ทีมสอง ฉันน่าจะแก่กว่านายอย่างน้อยห้าปีนะ ฉันเกิดปี 83 แล้วนายล่ะ?"

"ผมเกิดปี 90 ครับ ถ้างั้นต่อไปผมขอเรียกว่าพี่ซวี่นะครับ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยครับพี่"

"เด็กยุค 90 งั้นเหรอ? เด็กยุค 90 เรียนจบมหาวิทยาลัยกันหมดแล้วเหรอเนี่ย ดูท่าพวกเราจะแก่แล้วจริงๆ ว่าแต่นายอายุแค่ 21 ก็เรียนจบแล้วเหรอ? สอบข้ามชั้นมาหรือไง?"

ทั้งสองคนคุยกันอยู่ราวๆ สิบกว่านาที สิ่งที่ทำให้ป๋ายซงตื่นเต้นก็คือ หวังซวี่ดันเป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา เป็นชาวมณฑลหลู่ที่ย้ายมาอยู่เมืองเทียนหัวได้หกปีแล้ว ระหว่างที่คุยกันไป หวังซวี่ก็ไม่ปล่อยให้งานเสีย นิ้วมือรัวพิมพ์บนคีย์บอร์ดอย่างรวดเร็ว จัดการลงบันทึกรับแจ้งความคดีนี้บนคอมพิวเตอร์จนเสร็จสรรพ

ระบบจัดการคดีออนไลน์ถือเป็นของใหม่ แม้ตอนฝึกอบรมสามเดือนพวกป๋ายซงจะเคยเรียนมาบ้าง แต่พอได้เห็นลีลาการใช้งานของหวังซวี่ ป๋ายซงก็รู้ทันทีว่าระดับฝีมือของเขายังห่างชั้นอีกมาก

"นี่คือหนังสือแจ้งขอเรียกเก็บพยานหลักฐาน เดี๋ยวถ้านายว่างก็ช่วยวิ่งเต้นไปที่นิติบุคคลของหมู่บ้านพวกเขาหน่อย ไปขอภาพจากกล้องวงจรปิดมา ส่วนฮาร์ดดิสก์พกพานายไปเบิกเอากับเจ้าหน้าที่ธุรการได้เลย อ้อ แล้วก็นายช่วยโทรหาผู้แจ้งเหตุทีนะ บอกให้เธอหาเวลาเข้ามาให้ปากคำที่สถานีหน่อย"

สำหรับมือใหม่แกะกล่องอย่างป๋ายซง สิ่งที่เขาไม่เคยกลัวที่สุดก็คือการถูกสั่งให้ทำงาน เขาตอบรับตกลง แลกเบอร์ติดต่อกับหวังซวี่ แล้วเดินออกไปโทรศัพท์หาสวีฝ่างเพื่อแจ้งให้เธอแวะเข้ามา

หลังจากตระเตรียมสิ่งที่หวังซวี่มอบหมายเสร็จสรรพ เขาก็พาผู้ช่วยตำรวจที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ออกไปด้วยกันหนึ่งนาย

รถตำรวจของหน่วยงานมีไม่เยอะนัก แต่ก็เพียงพอสำหรับกะเข้าเวร ป๋ายซงหยิบกุญแจรถยี่ห้อซานตาน่ามาจากเคาน์เตอร์รับแจ้งความ นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เขาจะได้ขับรถตำรวจด้วยตัวเอง

"พี่ป๋าย ทำไมพี่ถึงเลือกรถคันนี้ล่ะ มันขับยากจะตาย" เสี่ยวซุน ผู้ช่วยตำรวจที่ติดสอยห้อยตามมาด้วยบ่นอุบ

"เอาน่า พวกเราไม่ได้มีภารกิจด่วนอะไร ปล่อยรถดีๆ ให้คนอื่นเขาใช้เถอะ อีกอย่าง พวกเราก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน นายเรียกชื่อฉันตรงๆ ก็ได้" ป๋ายซงสตาร์ทรถ

รถคันนี้อายุอานามน่าจะปาเข้าไปสิบปีได้แล้ว แถมยังไม่มีพวงมาลัยพาวเวอร์ ป๋ายซงต้องออกแรงหมุนพวงมาลัยหน้าดำหน้าแดงกว่าจะประคองรถให้แล่นไปตามปกติได้

สถานีตำรวจอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านอ้ายเหอ ประกอบกับป๋ายซงเป็นคนจำทางเก่ง การเดินทางจึงค่อนข้างราบรื่น พอถึงหมู่บ้าน เขาใช้เวลาไปกว่าหนึ่งชั่วโมง ก๊อบปี้ไฟล์วิดีโอมาได้ประมาณ 20 GB แล้วป๋ายซงก็พาเสี่ยวซุนเดินทางกลับ

สิ่งที่ป๋ายซงขอมาคือภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิดบริเวณทางเข้าออกหมู่บ้านและกล้องที่อยู่ใกล้อาคาร 3 ย้อนหลัง 24 ชั่วโมง กว่าจะกลับถึงหน่วยงานก็ถึงเวลาอาหารเที่ยงพอดี ทั้งสองคนจึงตรงไปที่โรงอาหาร

พอหวังซวี่เห็นป๋ายซงก็กวักมือเรียกให้มานั่งด้วยกัน ป๋ายซงพยักหน้า ถือถาดหลุมไปตักข้าว แล้วมานั่งลงข้างๆ หวังซวี่

"ในเขตพื้นที่เรารับผิดชอบมีหมู่บ้านจัดสรรตั้งเยอะแยะ ก็นับว่ามีแค่นิติบุคคลของหมู่บ้านอ้ายเหอนี่แหละที่ดีที่สุด คอมพิวเตอร์ก็ใช้งานง่าย ทำไมนายถึงไปตั้งนานสองนานล่ะ?" หวังซวี่ถาม

"ผมก๊อบปี้ภาพกล้องวงจรปิดที่ควรจะก๊อบมาหมดเลยน่ะครับ" ป๋ายซงกลืนข้าวคำโตลงคอ "นี่ผมเอามาเยอะไปหรือเปล่าครับ?"

"ก็ไม่หรอก เพียงแต่นายก๊อบมาเยอะขนาดนี้ แล้วจะดูยังไงไหวล่ะ? พวกเราในแต่ละวันยุ่งกันจะตาย" หวังซวี่พูดต่อ "แต่นายก็ยังดีนะ ตอนนี้ยังไม่ได้ลงทีม แถมยังไม่ต้องเข้าเวร บ่ายนี้ถ้าว่างก็ลองเปิดดูแล้วกัน แต่ก็เผื่อใจไว้หน่อยนะว่าอาจจะคว้าน้ำเหลว"

ป๋ายซงนั่งคุยกับหวังซวี่อยู่สิบกว่านาที หวังซวี่สอนเรื่องที่ตำรวจใหม่ควรระวังให้ป๋ายซงหลายเรื่อง ป๋ายซงเป็นคนที่รู้ซึ้งถึงน้ำใจคน เขาจดจำความหวังดีนี้ไว้ในใจอย่างเงียบๆ

กินข้าวเสร็จ ป๋ายซงก็กลับไปที่หอพัก จ่าซุนที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์ล้มตัวลงนอนพักผ่อนไปแล้ว ป๋ายซงซึ่งปกติไม่เคยนอนกลางวันเลยเดินไปที่ห้องสันทนาการตรงมุมตึก

ห้องสันทนาการของสถานีใหม่มีขนาดเท่ากับหอพักแค่สองห้องนอนต่อกัน ด้านในมีโต๊ะปิงปองหนึ่งตัวกับเครื่องเล่นเวทเทรนนิ่งอีกหนึ่งเครื่อง ป๋ายซงเล่นเวทอยู่พักหนึ่ง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นครู่หนึ่ง แล้วก็วิ่งกลับไปที่ออฟฟิศเพื่อเริ่มดูภาพจากกล้องวงจรปิด

คอมพิวเตอร์สามารถเร่งความเร็ววิดีโอได้สูงสุดที่ 8 เท่า ด้วยความเร็วระดับนี้ ป๋ายซงต้องจ้องหน้าจอเขม็ง ทุกครั้งที่มีคนปรากฏในกล้อง เขาจะต้องกดหยุดชั่วคราวหนึ่งครั้ง ดูไปได้ไม่ถึงยี่สิบนาทีก็ทำเอาตาล้าไปหมด

ป๋ายซงยืดเส้นยืดสายบิดขี้เกียจ แต่กลับพบว่ามีคนยืนอยู่ข้างหลังเขา

"สารวัตรหลี่ มาทำอะไรที่นี่ครับ?" ป๋ายซงรีบลุกขึ้นยืน

"ช่วงบ่ายฉันมีประชุมน่ะ เลยแวะมาก่อนเวลา เห็นนายกำลังตั้งใจดูเลยไม่อยากกวน" สารวัตรการเมืองหลี่ถามขึ้น "ที่นายกำลังดูนี่ คือวิดีโอคดีตัวลิ่นเมื่อเช้าใช่ไหม?"

"ใช่ครับ สารวัตรมีคำสั่งอะไรหรือเปล่าครับ?" ป๋ายซงดูมีท่าทีเกร็งๆ

"อ้อ เปล่าหรอก นายดูต่อไปเถอะ ช่วงนี้แค่มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเยอะไปหน่อย แต่เรื่องนี้ยังไงก็ถือเป็นเรื่องดี ช่วยชีวิตสัตว์ป่าคุ้มครองได้ทั้งที น่าจะเอาไปเขียนรายงานข่าวได้นะ" สารวัตรการเมืองหลี่ตบไหล่ป๋ายซงเบาๆ "ว่าไงป๋ายซง นายเป็นถึงบัณฑิตที่เรียนจบหลักสูตรจากมหาวิทยาลัยตำรวจโดยตรง ฝีไม้ลายมือด้านงานเขียนคงไม่มีปัญหาใช่ไหม?"

"หา? สารวัตรครับ เรื่องนี้ผมไม่ไหวจริงๆ ครับ" ป๋ายซงรีบส่ายหน้า งานเขียนเป็นอะไรที่ยากเย็นแสนเข็ญสำหรับเขา ในสายตาเขา คนที่แค่จับปากกาก็เขียนร่ายยาวได้เลยนั้นสุดยอดมาก และพวกนักเขียนนิยายออนไลน์ที่สามารถอัปเดตตอนใหม่ได้วันละหลายพันคำ พวกนั้นมันก็ระดับเทพเจ้าชัดๆ

"เอาเถอะ งั้นตอนนี้ยังไม่ต้องให้นายเขียนหรอก นายทำงานของนายไปก่อน ฉันขึ้นไปชั้นบนก่อนล่ะ" สารวัตรหลี่พูดจบก็เดินจากไป

ป๋ายซงพรูลมหายใจออกยาวๆ นั่งลงดูวิดีโอต่อไป พลางจดบันทึกอะไรบางอย่างไปด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 6 ดูเทปม้วนเดียวทั้งวัน

คัดลอกลิงก์แล้ว