เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Re-new ตอนที่ 1 ตายเพราะซาลาเปา

Re-new ตอนที่ 1 ตายเพราะซาลาเปา

Re-new ตอนที่ 1 ตายเพราะซาลาเปา


ตอนที่ 1 ตายเพราะซาลาเปา

หลินเสี่ยวหว่านรู้สึกวิงเวียนศีรษะ  เมื่อเธอได้กลิ่นเกลือและกลิ่นคาวปลาที่เป็นเอกลักษณ์ของชายทะเล  เสียงคลื่นกระทบฝั่งลอยมาให้ได้ยินเป็นระยะ  นี่ต้องเป็นความฝันเป็นแน่ ต้องใช่แน่ ๆ !  บ้านเกิดของเธออยู่ในเขตเมือง  ชีวิตนี้เธอเคยเห็นทะเลแค่เพียงครั้งเดียวตอนไปเยี่ยมน้องสาวที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้ทะเล  แล้วเหตุใดตอนนี้เธอถึงได้ยินเสียงคลื่นซัดเข้าฝั่งได้ล่ะ ?

หลินเสี่ยวหว่านพยายามลืมตาขึ้นอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากความมืดมิดได้เลย รู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังฝันร้าย เธอรู้สึกตัวแล้วแต่ไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้

“พี่สาม พี่สาม ! ฮือ ๆ ๆ ....พี่สาม พี่จะตายไม่ได้นะ ! ฉีโตวไม่หิวแล้ว ฉีโตวไม่อยากกินซาลาเปาแล้ว ! พี่สาม ตื่นขึ้นมาเถอะนะ !” หลินเสี่ยวหว่านรู้สึกถึงน้ำหนักที่กดทับเบา ๆ ข้างตัว และรู้สึกเหมือนมีคนกำลังเขย่าแขนเธออย่างสิ้นหวัง

พี่สามงั้นหรือ ? ไม่ใช่สิ เธอเป็นลูกคนโต พ่อแม่ของเธอตายตอนเธออยู่ชั้นมัธยม ในฐานะพี่สาวคนโต  เธอต้องหยุดเรียนเพื่อไปทำงานและเลี้ยงน้องด้วยตัวเอง เธอถูกเรียกว่า ‘พี่ใหญ่’ มา 20 กว่าปี  แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงโดนเรียกว่า ‘ พี่สาม ’ ได้ ? ต้องมีการเข้าใจผิดเกิดขึ้นแน่ ๆ !

“ใจร้าย ! เด็กแค่อยากได้ซาลาเปาไปกิน นางกลับตีเด็กเหมือนกับจะฆ่าให้ตายกัน ! เสี่ยวเฉาเป็นเด็กที่ร่างกายอ่อนแออยู่ก่อนแล้ว หัวนางถูกกระแทกเข้าอย่างจังเช่นนี้นางจะรอดรึ ? ดูเลือดที่ไหลออกมาสิ ไหลมากถึงเพียงนี้นางจะรอดหรือไม่ ?”

“แถมผู้ที่ทำก็ยังเป็นป้าของนางเอง ! ซาลาเปาลูกเดียวมิได้มีราคาอะไรเลย แล้วเหตุใดกลับทุบตีเด็กซะแรงจนหัวไปกระแทกเรือเข้า มิเคยพบเห็นคนใจคอโหดร้ายเยี่ยงนี้เลยจริง ๆ !”

“พ่อของเสี่ยวเฉาเป็นชาวประมงที่มีชื่อเสียงที่สุดในแถบนี้ อีกทั้งเขายังเป็นนักล่าที่เก่งฉกาจ ถ้ามิใช่เพราะเขา ครอบครัวของเฒ่าหยูคงไม่สามารถสร้างบ้าน 5 ห้องหลังใหม่และซื้อเรือใหม่ได้เป็นแน่ แล้วเหตุใดถึงให้เด็กกินซาลาเปาแค่ลูกเดียวไม่ได้ ?”

“เด็กดูท่าทางไม่ดีเสียแล้ว เร็วเข้า ไปเรียกแม่ของเสี่ยวหลี่มาเร็ว ! หากยังชักช้านางอาจจะไม่ทันได้ดูใจลูก !”

“หลี่กุ้ยฮัวนี่ปากจัดแล้วก็ใจร้ายจริง ๆ หลานตัวเองแท้ ๆ นางยังกล้าทำได้ลงคอ ! เราอยู่ห่าง ๆ เอาไว้ดีกว่า ถ้าเกิดเผลอไปล่วงเกินนางเข้า อาจจะถูกแทงข้างหลังเอาได้ !”

...................

เสียงของคนแปลกหน้าอื้ออึงอยู่ในหูของหลินเสี่ยวหว่าน สติของเธอค่อย ๆ กลับมา เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนทรายนุ่ม ๆ และรู้สึกเจ็บที่หน้าผาก ดูเหมือนมีคนกลุ่มใหญ่อยู่รอบ ๆ ตัวเธอ

ฝันแปลกจัง เมื่อไหร่ฉันจะตื่นจากฝันบ้า ๆ นี่สักที ? !

“พวกเจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ? ถ้าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็อย่ามาพูดมั่ว ๆ ! นังเด็กน่ารังเกียจนั่นขโมยซาลาเปาที่ข้าเอากลับมาจากบ้านท่านแม่ของข้า ข้าก็แค่ดุไปนิดเดียวแล้วก็ผลักนางเบา ๆ ไปสองทีเอง ใครจะไปคิดว่านางจะเอาหัวไปกระแทกกับเรือกันเล่า ? ไม่เห็นที่ข้าบอกให้ไห่สือลูกชายของข้าให้ไปเรียกหมอหรือไงกัน ?” นางหลี่ตะคอกเสียงดัง “ร่างกายอ่อนแอของนางต้องใช้เงินไปหลายตำลึงเพื่อคอยดูแลรักษา แต่นางดันเกิดมาในครอบครัวที่ยากจน นางป่วยอยู่ตลอดเวลาเหมือนแม่ของมันนั่นแหละ ! เลี้ยงเสียข้าวสุกจริง ๆ !” นางหลี่พูดด้วยเสียงแหลมปรี๊ด ฟังเหมือนเสียงฆ้องแตกไม่มีผิด

“พี่สามไม่ได้ขโมยซาลาเปา ท่านพี่ไห่สือทำมันตกพื้น เขามิเอาแล้วเพราะมันสกปรก ! พี่สามเลยหยิบมันขึ้นมาเพราะข้าหิว ! พี่สามไม่ใช่ขโมย !” มันคือเสียงของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง เขากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นแต่เขาก็ยังเอ่ยออกมาได้ชัดเจนทุกถ้อยทุกคำ

“ไอ้เด็กเวร ! ตัวแค่นี้ริอาจโกหกแล้วรึ ! พี่ไห่สือของแกบอกว่าพี่สามของแกขโมยมัน แล้วเหตุใดพวกแกถึงไม่ยอมรับอีก ! ข้าแค่ผลักมันเบา ๆ แค่นั้น นางอาจจะจงใจเอาหัวไปกระแทกเรือเพื่อใช้อาการบาดเจ็บหนีความผิดก็ได้ !”

“เมียต้าชาน เจ้าก็พูดไม่ถูก ! หัวเด็กเป็นแผลใหญ่เลือดท่วมเช่นนั้น อีกทั้งดูเหมือนนางจะหยุดหายใจอยู่แล้ว เจ้ายังกล่าวหานางว่าใช้อาการบาดเจ็บเพื่อหนีความผิดเยี่ยงนั้นรึ ! เด็กตัวเล็ก ๆ แค่นี้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแบบนั้นได้เยี่ยงไรกัน !” เสียงคนพูดฟังดูเหมือนเสียงคนแก่ แต่ยังเต็มไปด้วยกำลังวังชาและโทสะที่ซ่อนอยู่

ใช่ ถูกต้องแล้ว ! นางเลวจริง ๆ นางทุบตีเด็กอย่างโหดร้ายเพราะซาลาเปาลูกเดียว นอกจากนั้นพวกเขายังเป็นญาติกันอีกด้วย ! หลินเสี่ยวหว่านอยากลืมตาขึ้นมามองหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นว่าจะ ‘น่าประทับใจ’ สักแค่ไหน แต่หนังตาของเธอหนักอึ้งจนไม่สามารถลืมตาขึ้นมาได้ไม่ว่าจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม

“เฉาเอ้อร์ !” เสียงเหนื่อย ๆ ดังขึ้น ฟังดูแล้วช่างเจ็บปวดและเป็นทุกข์กังวลเสียเหลอเกิน หลินเสี่ยวหว่านรู้สึกว่าตัวของเธอถูกยกขึ้นด้วยแขนผอมบางและอ่อนแอคู่หนึ่ง น้ำตาอุ่น ๆ หยดลงบนใบหน้าของเธอ

เป็นอ้อมกอดที่อุ่นเสียจริง ความรู้สึกของการมีแม่...นานแค่ไหนแล้วนะ ? ตั้งแต่ที่แม่เธอตายด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ตอนที่เธออายุ 14  เธอก็ไม่เคยรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยเช่นนี้อีกเลย ถึงเธอจะพยายามกัดฟันสู้และทำตัวเข้มแข็ง แต่หลินเสี่ยวหว่านก็ยังรู้สึกอยากจะร้องไห้อยู่ดี

“น้องสาม...เลือดออกเต็มไปหมดเลย ! ท่านแม่ นี่มิใช่เวลามาร้องไห้ ! เรียกหมอเร็วเข้า !” เสียงนี้เป็นเสียงเด็กผู้หญิง อย่างมากก็อายุสัก 10 ขวบ  แต่...นางเรียกใครว่า ‘ น้องสาม ’ ? คงไม่ได้เรียกฉันใช่ไหม ? อยู่ ๆ ก็เกิดความรู้สึกแย่ขึ้นมาในใจของหลินเสี่ยวหว่าน นี่ฉันกำลังฝันอะไรอยู่กัน ?  แล้วเหตุใดฉันถึงรู้สึกเหมือนเหตุการณ์เกิดขึ้นจริงเยี่ยงนี้เล่า ?

โอ๊ย ! หัวฉันเจ็บจริง ๆ รวมกับความรู้สึกของการถูกกอดนั่น...นี่มิใช่ความฝันเป็นแน่ ! แต่ฉันมีชีวิตอยู่ในฐานะหลินเสี่ยวหว่านมาตั้ง 29 ปี แล้วจู่ ๆ ฉันกลายเป็น ‘ เฉาเอ้อร์ ’ ได้เยี่ยงไรกัน ?

“ถอยไป ถอยไปเร็วเข้า ! ท่านหมอโหยวมาแล้ว !”

“ท่านหมอโหยว ได้โปรดช่วยเฉาเอ้อร์ด้วย ! ช่วยลูกสาวของข้าด้วย !” ผู้หญิงที่กอดเธออยู่นางราวกับว่ามิรู้จะทำอะไรดีนอกจากร้องไห้  ในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมาอ้อนวอนหมอขณะที่ตัวสั่นระริก  น้ำเสียงของนางฟังดูทั้งอ่อนแรงและสิ้นหวัง

“วางเด็กลง  ให้หมอห้ามเลือดก่อน...” หลินเสี่ยวหว่านรู้สึกว่ามีมือของใครสักคนยื่นมาเช็ดเลือดบนหน้าผากของเธออย่างเบามือ พอบาดแผลของเธอถูกทำความสะอาดเสร็จแล้ว เธอก็รู้สึกเจ็บขึ้นมาจนตัวสั่นอย่างรุนแรง เธอลืมตาขึ้นเล็กน้อยแต่แสงแดดกลับแยงตาเธอจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง

“นางฟื้นแล้ว  นางฟื้นแล้ว ! เสี่ยวเฉาฟื้นแล้ว !” ชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์อยู่ร้องตะโกนออกมา

หมอโหยวช่วยทำแผลให้กับเสี่ยวหลี่อย่างเบามือพร้อมกับพูดว่า “ดีแล้วที่นางฟื้น แต่ร่างกายของนางอ่อนแอมาตลอด เลือดออกมากแบบนี้ต้องให้นางพักผ่อนเยอะ ๆ แล้วก็หาอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายให้นางกินด้วย จะช่วยให้หายไวขึ้น”

หลินเสี่ยวหว่านลืมตาขึ้นเล็กน้อยและเมื่อค่อย ๆ ชินกับแสงสว่าง เธอจึงรู้สึกตกใจไม่น้อยเมื่อมองเห็นภาพรอบ ๆ ตัว ทำไมเธอถึงถูกล้อมด้วยกลุ่มคนที่สวมเสื้อผ้ายุคโบราณ ? เธอคิดไปถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อครู่...นี่เธอกำลังอยู่ในนิยายกลับชาติมาเกิดใหม่งี่เง่าไร้สาระพวกนั้นอยู่รึไง ?

“เฉาเอ้อร์ เจ้าฟื้นแล้วรึ ? เจ็บมากไหม ? เจ้าจงบอกกับแม่ถ้ายังรู้สึกไม่ดีตรงไหนอีก ?” หลินเสี่ยวหว่านหันไปทางเสียงนั้นและเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยและเจ็บปวด อ่า...นี่แม่ของข้ารึ ?  ไม่เด็กเกินไปหน่อยรึไง ? นี่มิได้ดูแก่กว่าตัวข้าเองมากนักเลยนะ

“น้องสาม ใครเป็นคนทำเจ้าเช่นนี้ ? ข้าจะไปด่าพวกมันให้เอง !” เด็กหญิงตัวเล็กผอมบางที่ดูเหมือนอายุน้อยกว่า 10 ขวบคนนี้เป็นพี่สาวของเธอรึ ? หลินเสี่ยวหว่านลืมตาโตแล้วก้มลงมองตัวเอง เธอเห็นมือเล็ก ๆ คู่หนึ่งกับร่างกายเล็ก ๆ หลังจากนั้นจึงยิ้มออกมาอย่างขมขื่นอยู่ในใจ  สวรรค์เห็นใจที่ชาติก่อนเธอมีชีวิตวัยเด็กที่ลำบากลำบนก็เลยให้โอกาสเธอได้มีชีวิตวัยเด็กอีกครั้งงั้นหรือ ?

แต่ว่าเหตุใดสวรรค์ไม่ให้ครอบครัวที่ดีกว่านี้กับเธอกันเล่า ? ทั้งครอบครัวอยู่ในชุดเก่าซอมซ่อราวกับผ้าขี้ริ้ว หน้าตาก็ดูซูบผอม อีกทั้งยังจนถึงขนาดที่หยิบซาลาเปาที่คนอื่นโยนทิ้งแล้วขึ้นมากิน นี่มันไม่น่าอนาถเกินไปหน่อยรึ ?

หลินเสี่ยวหว่านค่อย ๆ ได้สติหลังจากที่ตกใจที่ได้กลับมาเกิดใหม่ ในเมื่อมาแล้วก็คงต้องไหลไปตามสถานการณ์ น้อง ๆ ของเธอในชาติที่แล้วต่างก็มีงานมีการทำและมีครอบครัวของตัวเองกันแล้ว ได้เวลาที่เธอจะถอยออกมาพักผ่อนบ้างแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกสงสัยว่าน้อง ๆ ของเธอจะเสียใจที่เธอ ‘จากไป’ อย่างกะทันหันหรือไม่

หลินเสี่ยวหว่านตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง เมื่อเธอคิดย้อนกลับไปตอนที่เธออายุ 15 ปี ตอนนั้นเธอเพิ่งขึ้นมัธยมปีที่ 2 พ่อแม่ของเธอออกจากบ้านแต่เช้ามืดเพื่อไปขายผักอย่างที่เคยทำตามปกติ แต่พวกเขากลับได้รับอุบัติเหตุทางรถยนต์ระหว่างทางและเสียชีวิต พวกญาติ ๆ ของเธอจัดงานศพพ่อแม่ของเธออย่างเร่งรีบแล้วก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าเด็กกำพร้าสามคนจะเกาะติดพวกเขาไปด้วย

ในฐานะพี่สาวคนโต เธอจึงได้ออกจากโรงเรียนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูน้อง ๆ ของเธอเอาไว้บนบ่าอันผอมบางของเธอเพียงลำพัง ปีนั้นน้องสาวของเธออายุ 12 ปี ขณะที่น้องชายของเธอเพิ่งจะ 10 ปีด้วยซ้ำ

ในตอนที่เธออายุ 14 ปี เธอไม่เพียงแค่ดูแลไร่ 3 หมู่ของครอบครัวเท่านั้น แต่เธอยังทำงานอีกหลายอย่างเพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเทอมของน้อง ๆ เธอกลัวว่าอายุของเธอจะทำให้ไม่มีใครรับเข้าทำงาน เธอจึงจำเป็นต้องโกหกไปว่าอายุ 17 และเธอแค่ดูเด็กเท่านั้น

เธอขายผัก ช่วยผู้อื่นขายผลไม้ และยังทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟ อีกทั้งยังเคยทำงานในโรงงานอีกด้วย...หลังจากนั้น เถ้าแก่เนี้ยของร้านอาหารตุ๋นก็ได้ช่วยเหลือเธอหลังจากสังเกตเห็นว่าเธออดทนทำงานหนักได้และเป็นคนซื่อสัตย์และมีจิตใจที่ดี เถ้าแก่เนี้ยสงสารเธอจึงจ้างเธอไว้ให้ช่วยงานในร้าน

ร้านอาหารตุ๋นให้สวัสดิการดีทีเดียว มีทั้งที่พักและอาหาร เงินเดือนก็สูงกว่าร้านอื่น เถ้าแก่เนี้ยสอนสูตรลับอาหารตุ๋นให้เธอโดยไม่หวงแหนวิชาเลยแม้แต่น้อย หลังจากนั้นเถ้าแก่เนี้ยก็ตัดสินใจกลับไปอยู่อาศัยที่บ้านเกิดของนางในบั้นปลายชีวิต และได้ขายร้านอาหารตุ๋นที่ขายดีและมีชื่อเสียงให้เธอในราคาถูก ร้านอาหารตุ๋นนี้ทำให้เธอมีเงินมากพอสนับสนุนให้น้อง ๆ ของเธอเรียนในชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายได้...

น้องสาวของเธอเป็นเด็กฉลาด เธอปวดใจทุกครั้งที่เห็นพี่สาวต้องตื่นขึ้นทำงานตั้งแต่ฟ้ายังมืดเพื่อส่งเสียเธอเรียนหนังสือ หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมปลาย น้องสาวของเธอก็ไม่ยอมเข้าสอบเอนทรานซ์โดยไม่บอกเธอ และแอบตามเด็กสาวคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านไปหางานทำทางภาคใต้

หลินเสี่ยวหว่านร้องไห้อย่างเจ็บใจอยู่นานเมื่อรู้เรื่องนี้เข้า เธอเกลียดตัวเองที่ไร้ประโยชน์และถ่วงความเจริญของน้องสาว ต่อให้เข้ามหาวิทยาลัยดัง ๆ ไม่ได้ น้องสาวของเธอก็น่าจะสามารถเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้จากเกรดของเธอแล้ว

น้องชายของเธอก็ได้อันดับหนึ่งของชั้นเรียนอยู่เสมอมาตั้งแต่เด็ก เขาสอบข้ามชั้นได้ทั้งตอนประถมและมัธยมต้น ตอนเขาอายุ 15 ปี เขาเรียนอยู่มัธยมปลายปี 2 แล้วเขาได้ตื้ออาจารย์ที่ปรึกษาของเขาเพื่อให้ช่วยเขาลงทะเบียนสอบเอนทรานซ์ เขาเลือกแค่ ‘โรงเรียนเตรียมทหาร’ เป็นตัวเลือกแรกตัวและตัวเลือกเดียว เขาปล่อยช่องอื่น ๆ ให้ว่าง

โรงเรียนเตรียมทหารไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนอีกทั้งมีเบี้ยเลี้ยงให้ด้วย คนที่ทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมจะได้เข้ากองทัพและได้ติดยศ ! เธอรู้ว่าน้องชายของเธอแค่อยากลดภาระของเธอเท่านั้น !

14 ปีผ่านไปในชั่วพริบตา น้องสาวของเธอทำงานไปและเรียนต่อด้วย เธอได้รับปริญญาตรี  หลังจากนั้นก็ได้เป็นพนักงานออฟฟิศและพบรักกับชายหนุ่ม

น้องชายของเธอมีผลงานที่โดดเด่นขณะเรียนอยู่ในโรงเรียนเตรียมทหาร เขาเรียนจบตอนอายุ 19 ปีและได้รับแต่งตั้งให้ไปอยู่ที่ค่ายทหารจินหลิง เขาเป็นทหารที่อายุน้อยที่สุดในค่าย หลังจากนั้นน้องชายที่หล่อเหลาสูงสง่าของเธอผู้เป็นเลิศในทุกด้านก็เป็นที่สนใจของรองผู้บัญชาการของค่ายนั้น รองผู้บัญชาการได้แนะนำหลานสาวของเขาให้น้องชายของเธอและพวกเขาก็ตกหลุมรักกัน

ตอนที่พวกเขาแต่งงาน  น้องสาวของเธอได้พาสามีและลูกชายอายุ 1 ขวบไปร่วมงานแต่งด้วย  หลังจากเห็นน้อง ๆ ของเธอมีครอบครัวที่มีความสุขของตัวเองแล้ว เธอก็มีความสุขมากจนดื่มไวน์ไปสองสามแก้ว...

หลังจากเลิกงานแต่งงานแล้ว เธอเดินลงบันไดและก้าวพลาดตกบันไดลงมา...เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง  เธอก็เข้ามาอยู่ในร่างของเด็กหญิงชาวประมงที่อ่อนแอคนนี้ไปเสียแล้ว...

จบบทที่ Re-new ตอนที่ 1 ตายเพราะซาลาเปา

คัดลอกลิงก์แล้ว