- หน้าแรก
- ระบบเศรษฐีนักเขียน พาหวานใจสายลุยท่องโลกกว้าง
- บทที่ 2: รางวัลพิเศษระดับฝืนกฎฟ้า
บทที่ 2: รางวัลพิเศษระดับฝืนกฎฟ้า
บทที่ 2: รางวัลพิเศษระดับฝืนกฎฟ้า
บทที่ 2: รางวัลพิเศษระดับฝืนกฎฟ้า
เหตุผลหลักที่เขาเลือกเดินทางไปเมืองต้าหลี่ก็คือเรื่องของสภาพอากาศ
ขณะนี้เป็นเดือนกรกฎาคม เซินเจิ้นได้ก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่ร้อนอบอ้าวที่สุดอย่างเป็นทางการ ร้อนเสียจนแทบจะทอดไข่ดาวบนพื้นถนนได้เลยทีเดียว
ทว่าเมืองต้าหลี่ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงนั้นขึ้นชื่อเรื่องสภาพอากาศที่เย็นสบายราวกับฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี เขาจึงตั้งใจจะไปหลบร้อนที่นั่น
เที่ยวบินจากเซินเจิ้นไปต้าหลี่มีเพียงวันละหนึ่งเที่ยวเท่านั้น ซึ่งรอบแปดโมงเช้าก็ดูจะไม่ค่อยตอบโจทย์นัก เพราะนั่นหมายความว่าหลินจื่อหานจะต้องตื่นตั้งแต่หกโมง
ถึงอย่างนั้น เขาก็จัดการควักเงินสามพันเจ็ดร้อยหยวนซื้อตั๋วชั้นธุรกิจไปอย่างรวดเร็ว
หากเลือกได้ หลินจื่อหานย่อมอยากนั่งชั้นเฟิร์สคลาสมากกว่า แต่เที่ยวบินระยะสั้นที่ใช้เวลาบินแค่สองชั่วโมงนั้นไม่มีที่นั่งระดับเฟิร์สคลาสให้บริการ
"วันข้างหน้าถ้ามีโอกาส ฉันจะต้องลองนั่งเครื่องบินชั้นเฟิร์สคลาสให้ครบทุกสายการบินบนโลกเลยคอยดู!" หลินจื่อหานตั้งเป้าหมายกับตัวเอง
หลังจากซื้อตั๋วเครื่องบินเสร็จ หลินจื่อหานก็เริ่มค้นหาโรงแรมที่พัก
ในเมื่อตอนนี้มีเงินแล้ว เขาย่อมต้องการสัมผัสกับสิ่งที่ดีที่สุด หลินจื่อหานกดจองโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบเอ๋อร์ไห่ซึ่งมีชื่อว่า โรงแรมต้าหลี่อันจั๋วโอเชียนวิว โดยตรง ราคาต่อคืนที่ทะลุห้าพันหยวนนั้นเรียกได้ว่าไม่ถูกเลยทีเดียว
ต้องเข้าใจก่อนว่า โฮมสเตย์หรือโรงแรมดีๆ หลายแห่งในต้าหลี่ มีราคาเพียงแค่หนึ่งถึงสองร้อยหยวนต่อคืนเท่านั้น!
หลินจื่อหานตัดสินใจจองล่วงหน้าไปก่อนหนึ่งสัปดาห์ หากถึงตอนนั้นยังเที่ยวไม่จุใจ ค่อยขยายเวลาเข้าพักเพิ่มก็ยังไม่สาย
ไม่นานนักพนักงานก็มาส่งแมคโดนัลด์ หลินจื่อหานใช้เวลาจัดการมื้อเที่ยงอยู่ราวๆ ยี่สิบนาที
จากนั้นจึงรีบกลับเข้าไปในห้องทำงาน แล้วเริ่มลงมือปั่นอักษรอย่างเอาเป็นเอาตาย
เพื่อรถมายบัค! เพื่อคฤหาสน์หรู! ฉันจะปั่น!
...
หกโมงเช้าวันรุ่งขึ้น หลินจื่อหานถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุก
เขาลุกจากเตียง รีบจัดการธุระส่วนตัวจนเสร็จสรรพ แต่งตัวให้ดูดี แล้วหิ้วกระเป๋าเดินทางที่จัดเตรียมไว้เดินออกจากห้องไป
เมื่อหันกลับไปมองสภาพห้องที่ค่อนข้างรกตามประสาชายโสด หลินจื่อหานก็รู้สึกว่าในอนาคตเขาคงแทบจะไม่ได้กลับมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อีกแล้ว
ด้วยเครื่องมือทำเงินชั้นยอดอย่างระบบ อีกไม่นานเขาก็คงจะได้ย้ายไปอยู่ในบ้านที่กว้างขวางและหรูหรากว่าเดิม ไม่แน่ว่าหลังจากกลับมาจากต้าหลี่ เขาอาจจะเริ่มตระเวนดูบ้านเลยก็เป็นได้
หลินจื่อหานคว้ากุญแจรถ แล้วขับมุ่งหน้าตรงไปยังสนามบินทันที
รถที่เขาใช้อยู่ในปัจจุบันคือ บีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 530Li ซึ่งเป็นรุ่นตัวท็อปของซีรีส์ 5
เขาซื้อมันด้วยเงินสด โดยใช้เงินเก็บห้าหมื่นหยวนของตัวเองสบทบกับเงินสนับสนุนจากผู้เป็นพ่ออีกห้าแสนหยวน
แม้จะเป็นเวลาเพียงหกโมงเช้า แต่บนท้องถนนของเมืองเซินเจิ้นก็เนืองแน่นไปด้วยยวดยานพาหนะมากมาย
สมกับที่เป็นเมืองเอกระดับแนวหน้า รถว่าเยอะแล้ว ผู้คนกลับเยอะยิ่งกว่า
ถึงกระนั้น หลินจื่อหานก็เดินทางมาถึงสนามบินก่อนเวลาเจ็ดโมงเช้า หลังจากจอดรถทิ้งไว้ เขาก็เดินทอดน่องเข้าไปในอาคารผู้โดยสารเพื่อมองหาเคาน์เตอร์เช็กอินของสายการบินเซินเจิ้นแอร์ไลน์
สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจ ทางสายการบินจะมีเคาน์เตอร์เช็กอินแยกไว้ให้บริการต่างหาก ซึ่งในเวลานี้ไม่มีใครยืนต่อคิวอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
หลินจื่อหานยื่นบัตรประจำตัวประชาชนให้พนักงาน
"สวัสดีค่ะคุณผู้ชาย มีสัมภาระต้องการโหลดใต้ท้องเครื่องไหมคะ?" พนักงานสาวประจำเคาน์เตอร์เอ่ยถาม น้ำเสียงของเธอฟังดูเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์เย้ายวนชวนฟัง
"ไม่มีครับ" หลินจื่อหานส่ายหน้า
"เรียบร้อยค่ะ ทางออกขึ้นเครื่องหมายเลข 56 นะคะ หลังจากผ่านจุดตรวจความปลอดภัยแล้วให้เลี้ยวขวา เดินไปอีกนิดก็จะถึงเลยค่ะ" พนักงานสาวส่งตั๋วเครื่องบินและบัตรประชาชนคืนให้เขา "เลานจ์รับรองผู้โดยสารจะอยู่บนชั้นสอง โดยขึ้นลิฟต์ที่อยู่ติดกับทางออก 44 ค่ะ แต่เที่ยวบินของคุณใกล้จะถึงเวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้ว คุณลูกค้าอาจจะไม่มีเวลาไปใช้บริการที่เลานจ์นะคะ"
หลินจื่อหาน "...ถ้าอย่างนั้นคุณจะบอกผมทำไมล่ะครับเนี่ย?"
พนักงานสาวทำได้เพียงกระแอมไอแก้เก้อ
หลินจื่อหานหิ้วกระเป๋าสัมภาระเดินผ่านจุดตรวจความปลอดภัยไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ทางออก 56 อยู่ไม่ไกลจากจุดตรวจมากนัก เมื่อเขาเดินไปถึง พนักงานก็เริ่มประกาศเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่องพอดี
เขาเดินขึ้นเครื่องผ่านช่องทางพิเศษ โดยมีแอร์โฮสเตสคอยอำนวยความสะดวกช่วยยกกระเป๋าเก็บในช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะให้
ปกติเวลาบินกลับบ้านเกิด หลินจื่อหานก็มักจะนั่งชั้นธุรกิจเป็นประจำอยู่แล้ว อย่างไรเสีย เขาก็ถือว่าเป็นลูกเศรษฐีรุ่นที่สองคนหนึ่ง
แอร์โฮสเตสคนหนึ่งเดินเข้ามาแนะนำตัวสั้นๆ ก่อนจะเอ่ยถาม "รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ เรามีน้ำส้ม กาแฟ และชาให้บริการค่ะ"
"มีโค้กไหมครับ?" หลินจื่อหานเอ่ยถาม
เขาไม่ใช่คอกาแฟ ส่วนการจิบชาบนเครื่องบินก็ดูจะไม่ได้อรรถรสของการดื่มชาสักเท่าไหร่นัก
"มีค่ะคุณผู้ชาย" แอร์โฮสเตสตอบกลับ "ต้องการรับน้ำแข็งด้วยไหมคะ?"
หลินจื่อหานพยักหน้า ใครบ้าที่ไหนจะกินโค้กแบบไม่ใส่น้ำแข็งกันล่ะ?
"ได้เลยค่ะ เดี๋ยวทางเราจะใส่น้ำแข็งให้สักสองสามก้อนนะคะ"
แอร์โฮสเตสนำโค้กหนึ่งแก้วมาเสิร์ฟให้หลินจื่อหาน พร้อมด้วยถั่วหนึ่งซองและผ้าขนหนูอุ่นๆ
ระหว่างนั้น ผู้โดยสารคนอื่นๆ กำลังทยอยเดินผ่านเพื่อไปยังโซนที่นั่งชั้นประหยัด เมื่อเห็นหลินจื่อหานนั่งจิบเครื่องดื่มอย่างสบายใจเฉิบอยู่บนเบาะที่นั่ง สายตาของพวกเขาก็ฉายแววอิจฉาตาร้อนออกมาอย่างปิดไม่มิด
ทว่าเรื่องเหล่านั้นไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อหลินจื่อหานเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบผ้าขนหนูอุ่นขึ้นมาเช็ดหน้าเช็ดตาเพื่อเรียกความสดชื่น ก่อนจะเอนหลังจิบเครื่องดื่มอย่างสุนทรีย์
ในไม่ช้า เครื่องบินก็เคลื่อนตัวออกจากจุดจอด เร่งความเร็วไปตามรันเวย์ ก่อนจะทะยานพุ่งทะลุหมู่เมฆขึ้นสู่ท้องฟ้าในที่สุด
ระหว่างทำการบิน แอร์โฮสเตสได้นำอาหารเช้ามาเสิร์ฟ
เนื่องจากเป็นเพียงเที่ยวบินระยะสั้น อาหารเช้าของชั้นธุรกิจจึงไม่ได้ดูหรูหราอลังการอะไรนัก เป็นเพียงข้าวหน้าหมูตุ๋นธรรมดาๆ กับผลไม้อีกหนึ่งจานเล็กเท่านั้น
หลินจื่อหานถึงกับรู้สึกว่ารสชาติของมันยังสู้ร้านหย่งเหอต้าหวังไม่ได้ด้วยซ้ำ
จัดการมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อย หลินจื่อหานก็หยิบแล็ปท็อปคู่ใจออกมา แล็ปท็อปของเขาคือยี่ห้อหัวเว่ย รุ่น MateBook X Pro เนื่องจากเขาใช้งานเพียงแค่พิมพ์นิยายเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้สเปกเครื่องที่สูงมากนัก
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือความบางเบาและพกพาสะดวก แล้วจึงค่อยเลือกรุ่นที่มีประสิทธิภาพการทำงานรองรับขึ้นมาอีกนิด
ถ้าคิดจะเอามาเล่นเกม ทำไมเขาถึงไม่ซื้อคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะไปเลยล่ะ จริงไหม?
โซนที่นั่งชั้นธุรกิจทั้งหมดมีอยู่แปดที่นั่ง ทว่าวันนี้กลับมีเพียงหลินจื่อหานนั่งอยู่แค่คนเดียว จึงหมดสิทธิ์ที่จะได้พบเจอพล็อตโรแมนติกกลางเวหาไปโดยปริยาย ส่วนแอร์โฮสเตส เมื่อเห็นว่าระดับสมาชิกของหลินจื่อหานไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงส่งอะไรนัก จึงไม่ได้มีท่าทีจะเข้ามาพูดคุยตีสนิทแต่อย่างใด
อันที่จริง แอร์โฮสเตสส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเข้าหาผู้โดยสารชั้นธุรกิจหรือชั้นเฟิร์สคลาสก่อนอยู่แล้ว เพราะหากถูกร้องเรียนขึ้นมา พวกเธออาจถึงขั้นต้องกระเด็นออกจากงานได้
พวกคนที่ได้แต่งงานกับแอร์โฮสเตสนั้น ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นฝ่ายบุกเข้าไปสานสัมพันธ์ก่อนแทบทั้งสิ้น
ยอดตัวอักษรที่หลินจื่อหานปั่นได้ในตอนนี้อยู่ที่เก้าหมื่นแปดพันคำ เขาจึงตั้งใจจะใช้เวลาบนเครื่องบินนี้ลุยปั่นต่อให้ทะลุหนึ่งแสนคำไปเลย
ปลายนิ้วของเขาพรมรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างรวดเร็ว ยอดตัวอักษรบนหน้าจอก็พุ่งทะยานสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ตัวอักษรเพียงสองพันคำ ใช้เวลาแค่ยี่สิบนาทีก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ทันทีที่ตัวอักษรคำที่หนึ่งแสนปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ยอดเงินในบัญชีธนาคารของหลินจื่อหานก็พุ่งทะยานทะลุสิบล้านหยวนเป็นที่เรียบร้อย
ในเวลาเดียวกัน เสียงอิเล็กทรอนิกส์สังเคราะห์ไร้ซึ่งความรู้สึกก็ดังทะลุขึ้นมาในหัวของเขา
ซึ่งเขาคุ้นเคยกับเสียงนี้เป็นอย่างดี... มันคือเสียงแจ้งเตือนจากระบบนั่นเอง
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ยอดการพิมพ์ตัวอักษรสะสมครบ 100,000 คำ ปลดล็อกรางวัลสำเร็จ เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่โฮสต์ทำยอดได้ถึง 100,000 คำ จึงขอมอบรางวัลพิเศษเพิ่มเติมให้]
"รางวัลคืออะไรอย่างนั้นเหรอ?" หลินจื่อหานเอ่ยถามในใจด้วยความตื่นเต้น "พี่ระบบ ส่งมันมาให้ผมไวๆ เลย!"
[กำลังทำการแจกจ่ายรางวัล ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ คุณได้รับ 'บัฟสุขภาพ' และรางวัลพิเศษ 'บัฟความปลอดภัย']
[บัฟสุขภาพ: ร่างกายของคุณจะแข็งแรงสมบูรณ์ในระดับสูงสุด กินอิ่มนอนหลับ ไม่มีอาการท้องร่วงหรือท้องผูกมากวนใจ และห่างไกลจากกลุ่มโรคสามสูง! หมายเหตุ: บัฟนี้สามารถอวยพรครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัวสายตรงและคู่ชีวิตได้ จำกัดจำนวนคู่ชีวิตเพียง 1 คน]
[บัฟความปลอดภัย: ต่อให้มีคนเอาปืนมาจ่อขมับและลั่นไก ปืนกระบอกนั้นก็จะมีอันต้องระเบิดใส่ตัวคนยิงเอง เครื่องบินที่คุณโดยสารจะไม่มีวันตก เรือที่คุณนั่งจะไม่มีวันอับปาง ภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเหตุร้ายจากน้ำมือมนุษย์จะหลบหลีกไปจากคุณโดยอัตโนมัติ หมายเหตุ: บัฟนี้สามารถอวยพรครอบคลุมไปถึงบุคคลในครอบครัวสายตรงและคู่ชีวิตได้ จำกัดจำนวนคู่ชีวิตเพียง 1 คน]
หลินจื่อหานถึงกับสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง เขารู้อยู่แล้วว่าระบบที่เขาครอบครองนั้นมีพลังระดับฝืนกฎฟ้า แต่นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะทรงพลังและน่าเหลือเชื่อได้ถึงเพียงนี้
สำหรับหลินจื่อหานแล้ว เงินทองคือสิ่งที่สามารถค่อยๆ สะสมจากการปั่นนิยายไปได้เรื่อยๆ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลกและได้ครอบครองบัตรผ่านเข้าสู่สมาคมเศรษฐีระดับหมื่นล้านอย่างแน่นอน
และเมื่อคนเรามีเงินทองล้นฟ้า สุขภาพและความปลอดภัยก็คือสิ่งที่เหล่ามหาเศรษฐีต่างโหยหามากที่สุด
ทว่าระบบนี้ไม่เพียงแต่มอบสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและความปลอดภัยขั้นสุดยอดให้กับเขาเท่านั้น แต่ยังเผื่อแผ่ไปถึงพ่อแม่และว่าที่ภรรยาในอนาคตให้ได้รับการปกป้องอย่างสมบูรณ์แบบนี้ด้วย!
หลินจื่อหานเคยเดินทางไปต่างประเทศมาก่อน พ่อแม่เคยพาเขาไปเที่ยวที่ปารีส
ด้วยความที่เมืองฮาร์บินบ้านเกิดของเขาได้รับการขนานนามว่าเป็น 'ปารีสน้อยแห่งตะวันออก' พ่อแม่ของเขาจึงอยากไปเห็นปารีสของจริงด้วยตาตัวเองสักครั้ง
แต่ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าลงจากเครื่องบิน หลินจื่อหานก็ได้เห็นภาพอันธพาลเจ้าถิ่นใช้ค้อนทุบกระจกรถยนต์จนแตกกระจาย ในขณะที่เจ้าของรถก็ยังคงนั่งหัวโด่อยู่ในนั้น
กระเป๋าสตางค์สองใบถูกฉกไปต่อหน้าต่อตาเจ้าของรถอย่างอุกอาจ
ความใฝ่ฝันสูงสุดของหลินจื่อหานคือการได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลก แม้ว่าภายในประเทศจีนนั้นจะปลอดภัยมากแค่ไหน แต่นั่นไม่ใช่มาตรฐานของต่างประเทศเลยสักนิด
แต่ตอนนี้เมื่อมีบัฟจากระบบคอยคุ้มครอง อย่างน้อยที่สุดความปลอดภัยในชีวิตของเขาก็ได้รับการการันตีขั้นสุดยอดแล้ว!
หลินจื่อหานลิงโลดด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น ดูเหมือนว่าความฝันในการเดินทางรอบโลกของเขา จะได้รับการปูทางด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งและปลอดภัยที่สุดแล้ว!