- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 620 โลกใหม่ที่งดงามและน่าเสียดาย
บทที่ 620 โลกใหม่ที่งดงามและน่าเสียดาย
บทที่ 620 โลกใหม่ที่งดงามและน่าเสียดาย
พลังที่ยิ่งใหญ่กว่า
การที่ลำดับที่หนึ่งและลำดับที่สองใช้คำนี้มาอธิบาย ไป๋อู้ก็พอจะเดาออกแล้ว ว่าพลังนั้นมันจะน่ากลัวขนาดไหน
อย่างที่เขาคาดไว้ ขีดจำกัดที่สิ่งมีชีวิตสามารถควบคุมได้ ก็คือลำดับที่ 3
หากต้องการพลังที่เหนือกว่านั้น ก็มีเพียงต้องก้าวข้ามขอบเขตของสิ่งมีชีวิตไปเท่านั้น
ไป๋อู้เงียบงันไม่พูดอะไร
รูปลักษณ์ของหัวใจแห่งโลกที่เป็นลำดับที่สอง เปลี่ยนเป็นรูปร่างหน้าตาเหมือนไป๋อู้ เพียงแต่ดูเหมือนอีกด้านหนึ่งของไป๋อู้มากกว่า มันทำหน้าเยาะเย้ย แววตาแฝงไว้ด้วยความดื้อรั้นและไม่แยแสโลก
ราวกับว่าไป๋อู้เป็นเพียงผู้ท้าชิงคนหนึ่ง ตอนนี้ประตูประสาทมังกรเปิดออกแล้ว สมุนของมังกรก็ตายไปทีละตัว เหลือเพียงเขากับมังกรที่จะต้องดวลเดี่ยวกัน แต่ไป๋อู้กลับไม่กล้าเดินเข้าไปในประตูบานนั้น
มังกรที่อยู่หน้าบัลลังก์มังกรสีดำ มองลงมาที่เขาอย่างเหยียดหยาม:
"ไม่กล้าแล้วเหรอ? ความจริงแล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอกนะ พวกเราก็คาดเดาไว้แต่แรกแล้ว จุดจบที่โลกต้องถูกทำลายพวกเราก็รู้ดี เพียงแต่ความพยายามของนายมันดูน่าขันไปหน่อยเท่านั้นเอง"
"แน่นอน นี่มันคือประวัติศาสตร์ ไม่ใช่นิทาน นิทานน่ะให้ความสำคัญกับจุดเริ่มต้นและจุดจบ แต่ประวัติศาสตร์น่ะสิ... คนส่วนใหญ่มักจะล้มเลิกไปตอนที่เดินมาถึงก้าวที่เก้าสิบเก้าแล้ว ฉันเข้าใจนายนะ"
"พวกเราสามารถปล่อยนายกลับไปได้นะ พาทีมของนายกลับไปเสวยสุขในช่วงเวลาสุดท้ายเถอะ บางทีอัลฟ่าอาจจะพิจารณาปล่อยพวกนายไปก็ได้ เขาอาจจะคิดถึงคนที่เคยลุกขึ้นสู้กับเขาก็ได้นะ?"
"เจ้านั่นชอบทำเรื่องแบบนี้จะตายไป ชอบเลี้ยงสัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่สู้ตัวเองไม่ได้เอาไว้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..."
วิธีพูดยั่วโมโหไม่มีผลกับไป๋อู้ เขาเข้าใจดี ว่าการตัดสินใจของเขามีความหมายอย่างไร
หัวใจแห่งกฎเกณฑ์ก็มองออกเช่นกัน มันไม่ได้เยาะเย้ยไป๋อู้ เพียงแต่ให้ไป๋อู้ได้เห็นภาพอนาคตภาพหนึ่ง
มันเคยให้ไป๋อู้ได้เห็นโลกที่บิดเบี้ยวมาแล้ว หรือผ่านคำอธิบาย มันเชื่อว่าไป๋อู้คงจะเข้าใจแล้วว่าโลกนั้นมันน่ากลัวแค่ไหน
สิ่งที่มันต้องการให้ไป๋อู้ได้เห็นในตอนนี้ คืออีกโลกหนึ่ง โลกที่สมจริงอย่างหาที่สุดไม่ได้ สมจริงจนราวกับเป็นอนาคตหนึ่งหลังจากที่เขาได้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว
"พวกเราจะไม่บังคับนายหรอกนะ เพราะพวกเรารู้ดี ว่าเมื่อเทียบกับนายแล้ว เพื่อนของนายดูเป็นฮีโร่มากกว่าเยอะ แต่ฉันก็ยังหวังว่า... นายจะได้เห็นภาพนี้"
ทรายสีเหลืองถูกพัดปลิวไปในพริบตา ไป๋อู้ได้ยินเสียงหยดน้ำตกกระทบดังแปะ
ภาพรอบด้านเกิดคลื่นน้ำกระเพื่อม เมื่อรอยย่นของคลื่นน้ำถูกลบเลือนจนเรียบสนิท... เขาก็เข้ามาอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่หัวใจแห่งกฎเกณฑ์สร้างขึ้น
เสียงท่องหนังสือดังกังวานมาจากโรงเรียนในเมืองไป๋ชวน
บนถนนนอกโรงเรียน นาน ๆ ทีจะมีรถยนต์แล่นผ่าน ร้านรวงบนถนนเสวี่ยฝู่ กิจการรุ่งเรือง
ร้านซาลาเปามีควันสีขาวลอยกรุ่น ชวนให้น้ำลายสอ เด็ก ๆ และพนักงานออฟฟิศต่างพากันต่อแถวซื้ออาหารเช้า
เมืองไป๋ชวนในช่วงเวลาเร่งด่วนค่อนข้างแออัด แต่อากาศในตอนเจ็ดโมงเช้า ก็สามารถช่วยบรรเทาความหงุดหงิดในใจผู้คนไปได้บ้าง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์อย่างรวดเร็ว ในร้านขายของเล่นของห้างสรรพสินค้า เด็ก ๆ พากันเลือกซื้อหน้ากากหน้ายิ้มที่ตัวเองชอบ
ส่วนในร้านหนังสือข้าง ๆ เด็กหนุ่มที่ดูซอมซ่อมซ่อคนหนึ่ง กำลังเดินไปที่มุมนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์เล่มใหม่ล่าสุด ดวงตาเป็นประกายจับจ้องไปที่ชั้นหนังสือ
เขาดูเป็นคนอ่อนโยนไม่มีพิษมีภัย บางทีในชีวิตจริงอาจจะดูขี้ขลาดไปบ้าง แต่ก็ให้ความรู้สึกว่า ในช่วงเวลาสำคัญ เขาก็มีความกล้าที่จะยอมสละชีวิตเพื่อใครสักคนได้เช่นกัน
การ์ตูนเรื่องมนุษย์หน้ากากตีพิมพ์มาถึงเล่มที่ยี่สิบสองแล้ว เขากำลังจะซื้อเล่มใหม่ล่าสุด เล่มนี้สนุกมาก
เพราะเล่มที่แล้วคนวาดขอหยุดวาดไปตอนนึง ในตอนที่มนุษย์หน้ากากรุ่นที่สองรวบรวมพรรคพวก เพื่อรับมือกับเจ้าอ้วนในดินแดนแห่งตัณหา ไฮดราและลูกน้องในอดีตต่างก็ส่งเสียงคำรามอย่างเลือดพล่าน... คนวาดก็ประกาศว่าสัปดาห์นี้ขอออกไปหาข้อมูล งดตีพิมพ์หนึ่งสัปดาห์
นั่นก็ส่งผลให้ยอดขายการ์ตูนเล่มใหม่พุ่งสูงปรี๊ด
เด็กหนุ่มเปิดอ่านการ์ตูน บนใบหน้ามีรอยยิ้มเบิกบาน:
"เล่มนี้ฉันก็จะได้ออกโรงแล้วสินะ! คิดถึงจังเลยแฮะ!"
มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้ม แต่รอยยิ้มนั้นกลับดูขัดกับความเป็นเด็กหนุ่มในตัวเขา ราวกับว่าในเสี้ยววินาทีนี้ เขาดูผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ในแววตาแฝงไว้ด้วยความโศกเศร้า
เขตตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไป๋ชวนมีเมืองเล็ก ๆ อยู่เมืองหนึ่ง ในเมืองมีร้านกาแฟอยู่ร้านหนึ่ง ภายในร้านกาแฟ มีผู้ชายที่ดูสง่างามมีเสน่ห์ และสมบูรณ์แบบจนแทบหาที่ติไม่ได้นั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง เขากำลังมองดูผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอย่างเงียบ ๆ
นาน ๆ ทีจะมีหญิงสาวอยากเข้าไปทักทายผู้ชายคนนี้ ที่ดูเหมือนอายุยี่สิบ หรืออาจจะสี่สิบก็ได้ แต่อีกฝ่ายก็ทำเพียงแค่ยิ้มแล้วส่ายหน้า เพียงแค่สบตาก็ทำให้พวกเธอต้องยอมถอยไปเอง
เขาราวกับกำลังชื่นชมทิวทัศน์ของโลกใบนี้ แต่บางครั้งเขาก็จะดูเลื่อนลอย เป็นเพียงเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ก่อนที่อารมณ์จะกลับมาเป็นปกติ แล้วก็กลับมาเป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติคนนั้นอีกครั้ง
พนักงานในร้านกาแฟรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้สมควรได้รับการต้อนรับฟรี เพราะแค่บุคลิกของเขาก็ทำให้ร้านขายดีขึ้นได้แล้ว
แต่บางครั้ง... เขาก็จะจับจังหวะที่สายตาของผู้ชายคนนี้เปลี่ยนไปได้ ในช่องว่างเล็ก ๆ นั้น... ราวกับมีความโดดเดี่ยวอันมหาศาลแฝงอยู่
ภาพเปลี่ยนไปอีกครั้ง เกิดอุบัติเหตุขึ้นในเมือง
ความดีงามอย่างสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง เหมือนกับที่เมืองนี้ดูเหมือนจะไม่ถูกความบิดเบี้ยวรบกวนแล้ว แต่ก็ยังคงถูกธรรมชาติของมนุษย์รบกวนอยู่
อาชญากรรมเกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่มักจะถูกหยุดยั้งได้อย่างง่ายดายเสมอเช่นกัน
"โธ่เอ๊ย อย่างแกเนี่ย เมื่อก่อนฉันซัดได้เป็นร้อยคนเลยรู้ไหม? หน้าตาก็อัปลักษณ์ริอ่านจะมาปล้น ถือปืน 54 เก่า ๆ กระบอกเดียวก็คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานแล้วเหรอ? จะให้ฉันหา AK ให้สักกระบอก แล้วหาปืนลูกซองให้ลูกน้องแกด้วยไหม จะได้ทำมาหากินให้มันเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเดิมไปเลยไง?"
เจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าตาเหมือนผู้หญิงกำลังพ่นคำพูดออกมาไม่หยุดหย่อน เขากับผู้หญิงที่เย็นชาดุจน้ำแข็งอีกฝั่งหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นคนที่หน้าตาดีที่สุดในกรมตำรวจ แต่บุคลิกกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
"พอเถอะ พาตัวกลับไปสอบสวน อย่ามาเสียเวลาอยู่ตรงนี้ มีเวลาว่างก็ไปเดินลาดตระเวนให้เยอะ ๆ"
ผู้ชายร่างเล็ก ที่เห็นได้ชัดว่าเตี้ยกว่าคนอื่น ๆ เป็นช่วงหัว กลับเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในหมู่คนเหล่านี้
พวกเขาก็เคยมีความแตกต่างด้านความแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ภายหลังความแตกต่างนั้นก็ลดน้อยลง ทว่าก็ยังคงเทียบไม่ได้กับหัวหน้าที่ตัวเตี้ยที่สุดคนนี้อยู่ดี
เขามักจะเป็นคนที่พยายามมากที่สุดเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหนก็ตาม
แต่ในตอนที่เขาออกคำสั่งอย่างน่าเกรงขามอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
วินาทีที่เห็นเบอร์ที่โทรเข้ามา สีหน้าของผู้ชายคนนี้ก็เปลี่ยนไป เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ลูกพี่ อย่าบอกนะว่าลืมที่ซ้อสั่งไว้อีกแล้วน่ะ? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูอ้อนแอ้นคนนั้นหัวเราะลั่น
แม้แต่ผู้หญิงที่เย็นชาดุจน้ำแข็งที่อยู่ข้าง ๆ ก็ยังอดอมยิ้มไม่ได้
เป็นอีกครั้งที่หน่วยยามฝั่งเมืองไป๋ชวนสามารถจับกุมคนร้ายได้อย่างง่ายดาย
แต่ก็เป็นอีกครั้ง... ที่ผู้ชายบางคนมัวแต่ทำงานจนลืมคำสั่งของภรรยา
ในอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเมือง นักวิทยาศาสตร์ในชุดสูทสุดเนี้ยบกำลังอธิบายการค้นพบใหม่ของพวกเขาให้นักข่าวฟัง
พวกเขาค้นพบอาณาจักรจักรกลอันลึกลับ บางทีที่นั่นอาจจะมีอัจฉริยะที่สามารถยกระดับเทคโนโลยีของมนุษย์ไปได้อีกหลายยุคสมัยเลยทีเดียว
"สถานที่ที่พวกเราค้นพบในครั้งนี้ เป็นสถานที่ที่มีความก้าวหน้าทางเครื่องจักรกลสูงมาก ไม่ใช่แค่เมืองไป๋ชวนหรอกนะ ต่อให้เป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีอย่างเติงหลิน ก็คงเทียบไม่ติด"
"เพียงแต่พวกเรายังไม่สามารถเข้าไปในที่แห่งนั้นได้... แต่พวกเราจะพยายามติดต่อสื่อสารกับผู้บริหารของเมืองจักรกล! เชื่อว่าจะต้องมีความคืบหน้าอย่างก้าวกระโดดในเร็ว ๆ นี้แน่นอน"
บนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ด้านหลังโพเดียม มีภาพเกี่ยวกับอาณาจักรจักรกลปรากฏขึ้นทีละภาพ
ภาพแต่ละภาพที่ผ่านไป เรียกเสียงฮือฮาจากนักข่าวที่อยู่ด้านล่างได้อย่างต่อเนื่อง...
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองจักรกลนั้น ดูล้ำยุคเกินไป จนถึงขั้นมีนักข่าวตั้งข้อสงสัยตรงนั้นเลยว่า นี่คือภาพปลอมที่สร้างขึ้นด้วย Unreal Engine 6 หรือเปล่า
ไม่มีใครจำได้แล้ว ว่าสถานที่แห่งนั้นมีอยู่จริง
ในรูปภาพรูปหนึ่ง ในเงาสะท้อนของโลหะ มีคนเห็นเงาร่างผมสีเงินปรากฏอยู่
เงาร่างของเขาปรากฏอยู่บนโลหะ ดูโดดเดี่ยวอย่างหาที่สุดไม่ได้
เขาราวกับเป็นกษัตริย์ที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือโลหะและเครื่องจักร
เพียงแต่ผู้คนในตอนนี้ ไม่สามารถจำได้แล้วว่าเขาคือใคร
ภาพนั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ความคิดของผู้คนผ่านไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ความสุขและความเศร้าของมนุษย์นั้นไม่เชื่อมโยงกัน
ในขณะที่ผู้คนกำลังดื่มด่ำกับความยินดีในการบุกเบิกสิ่งใหม่ ๆ ในสุสานทางตอนเหนือของเมืองไป๋ชวน ก็มีคนถือช่อดอกไม้ร้องไห้อยู่หน้าป้ายหลุมศพที่ไม่มีชื่อ
เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่สามารถเผยรอยยิ้มได้
แต่เธอแต่งหน้าเป็นตัวตลก ราวกับเพื่อรำลึกถึงเพื่อนที่จากไป
การแต่งหน้าเป็นตัวตลกทำให้มุมปากของเธอยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ซึ่งเดิมทีก็เป็นตัวตนที่ยอมทำตัวน่าเกลียด เพื่อให้คนรอบข้างมีความสุขอยู่แล้ว
ผู้หญิงคนนั้นสวยมาก การแต่งหน้าเป็นตัวตลกก็ไม่อาจปกปิดความสวยของเธอได้
เพียงแต่เธอไม่ใช่ฮาร์ลีย์ ควินน์ ในหนัง แววตาของเธออ่อนโยนเกินไป
ช่อดอกไม้วางอยู่ใต้ป้ายหลุมศพ น้ำตาไหลรินอย่างเงียบงัน ทำให้เครื่องสำอางค่อย ๆ เลอะเลือน
จนในที่สุด รอยยิ้มของการแต่งหน้าตัวตลกก็ค่อย ๆ ถูกน้ำตาล้างออกไป... รอยยิ้มนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้าสร้อย
ไม่มีโลกไหนที่สวยงามสมบูรณ์แบบไปซะหมด โลกใบนี้มักจะมาพร้อมกับความเสียดายเสมอ
แต่ด้วยเหตุนี้ มันจึงสมจริงอย่างหาที่สุดไม่ได้
ผู้หญิงที่ไม่สามารถเผยรอยยิ้มได้คนนี้ กำลังร้องเพลงเสียงเบาอยู่หน้าป้ายหลุมศพ
นั่นเป็นเพลงที่มีทำนองสนุกสนาน แต่กลับถูกเธอร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย
ภาพทั้งหมด ค่อย ๆ จบลงท่ามกลางเสียงเพลง
เมืองที่งดงามแต่แฝงไปด้วยความเสียดายเล็ก ๆ แห่งนี้ เกิดคลื่นน้ำกระเพื่อมขึ้น
เมื่อเวลาพัดพารอยย่นทั้งหมดให้เรียบเนียน ไป๋อู้ก็กลับมาสู่โลกในพายุทรายอีกครั้ง
เขายังคงรู้สึกอินกับมันอยู่ รู้สึกใจหาย ท้ายที่สุดก็ยิ้มออกมาอย่างสงบนิ่ง:
"นี่คืออนาคตเหรอครับ?"
"ไม่ใช่... นี่เป็นเพียงหนึ่งในแผนการของอนาคต ต่อให้นายตัดสินใจเลือกแล้ว อนาคตนี้ก็อาจจะไม่ได้มาถึง พวกเราก็แค่ให้นายได้เห็นภาพนี้ ให้นายได้รู้ว่า... โลกที่สมดุล ควรจะเป็นแบบไหน"
หัวใจแห่งกฎเกณฑ์ยังคงเป็นฝ่ายตอบไป๋อู้
เมื่อเทียบกับคำพูดเยาะเย้ยของหัวใจแห่งโลก วิธีการของหัวใจแห่งกฎเกณฑ์กลับทำให้ไป๋อู้รู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่า
ในเมืองแห่งนั้น ผู้คนมากมายได้มีชีวิตที่งดงาม ราวกับลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว
แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีอยู่สองสามคนที่ไม่ได้ลืมทุกอย่าง
ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบในร้านกาแฟ หว่างคิ้วของเขาซ่อนเรื่องราวอันยาวนานเอาไว้
เงาสะท้อนผมสีเงินบนโลหะของอาณาจักรจักรกล ดูเหมือนจะแบกรับอดีตอันหนักอึ้งเอาไว้เช่นกัน
ผู้คนเคยชินกับชีวิตที่สวยงามและสงบสุข ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับความบิดเบี้ยวดูเหมือนจะถูกลบเลือนไป แต่ก็ยังคงมีคนที่แอบไปรำลึกถึงคนที่ตายจากไปแล้วอย่างเงียบ ๆ
ยังคงมีผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้เงียบ ๆ อยู่หน้าป้ายหลุมศพที่ไม่มีชื่อสลักไว้
ความงดงามและความเสียดายอยู่ร่วมกัน สร้างความสมจริงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความสมจริงแบบนี้... ไป๋อู้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โลกที่สวยงามขนาดนี้ ถ้ามีเขาอยู่ด้วยก็คงจะดีสิ?
ตอนที่เด็กหนุ่มกำลังอ่านการ์ตูน ก็ไปโผล่อยู่ข้าง ๆ เขา:
"อ่า ที่แท้ตอนนั้นพวกเราก็เคยทำเรื่องเลือดพล่านแบบนี้เหมือนกันนะเนี่ย..."
ตอนที่ผู้คนกำลังสำรวจเมืองจักรกล ก็ไปยืนเคียงข้างเงาร่างผมสีเงินที่โดดเดี่ยวนั่น คุยกันเรื่องที่เมืองจักรกลจะอยู่ร่วมกับมนุษย์ยังไงในอนาคต
หรือไปช่วยใครบางคนทำเรื่องดี ๆ สักหน่อย จะได้ไม่โดนคดีต่าง ๆ รัดตัว จนไม่มีเวลาอยู่กับภรรยาสองต่อสอง
สุดท้าย ตัวเองก็สามารถไปโผล่ที่สุสาน ตอนที่เด็กผู้หญิงคนนั้นกำลังร้องไห้ แล้วทำหน้าทะเล้นใส่:
"เฮ้ ฉันอยู่นี่นะ!"
ผู้หญิงที่ไม่เคยยิ้มได้คนนั้น ก็น่าจะเผยรอยยิ้มออกมาในวินาทีนั้น... ใช่ไหมนะ?
ถ้าทุกอย่างนี้ มีเขาเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยก็คงจะดี
จู่ ๆ ไป๋อู้ก็รู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมา เพราะเขาได้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว
ก็เลยต้องโดดเดี่ยวไงล่ะ
โลกที่ลำดับที่หนึ่งแสดงให้เห็น มีความเสียดายอยู่มากมาย แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่คือโลกในฝันของพวกเขา
ไป๋อู้ก็ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่คนที่ยอมสละตัวเองเพื่อคนอื่น
แต่เขารู้ดี ว่าตัวเองควรจะเลือกแบบไหน
"ผมขอเวลาหน่อย"
"ไม่มีปัญหา อย่างน้อยก็ในโลกใบนี้ นายมีเวลาคิดถมเถไป แต่เมื่อนายตัดสินใจว่าโอเคแล้ว... ทุกอย่างจะเปลี่ยนกลับไม่ได้อีก" เสียงของหัวใจแห่งกฎเกณฑ์ดังขึ้น
ไป๋อู้พยักหน้า โลกที่ถูกปกคลุมด้วยทรายดูดค่อย ๆ จางหายไป
ม่านผืนยักษ์ก็หายไปแล้วเช่นกัน
เสียงระฆังดังก้องไปทั่วเมือง วันใหม่เริ่มต้นขึ้น ผู้คนในสถานีรถไฟใต้ดิน ในที่สุดก็รับรู้ได้แล้ว...
พวกเขาได้เกิดใหม่แล้ว ไม่ถูกสถานะผูกมัดอีกต่อไป
เมืองที่เงียบสงบมาเนิ่นนาน ระเบิดเสียงตะโกนระบายอารมณ์ของผู้คนออกมา
ในสวนสัตว์ พวกสัตว์จักรกลก็ส่งเสียงร้องอย่างดีใจเช่นกัน
ใจกลางเมือง อู่จิ่วมักจะรู้สึกอยู่เสมอ ว่าในวินาทีที่กำลังจะอ้าปากพูดกับไป๋อู้นั้น... ราวกับได้ผ่านอะไรบางอย่างมา
ถึงกับมีความรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างยาวนาน
แต่ความรู้สึกนี้มันเลือนลางเกินไป เขาก็จับต้นชนปลายไม่ถูก
ลึก ๆ ในใจเขาคิดว่ามันน่าจะเป็นภาพลวงตา
"ขอบใจนะ ฉันได้บอกลาเธอแล้ว" อู่จิ่วมองไป๋อู้พลางกล่าว
สำหรับอู่จิ่ว การเดินทางในครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว เขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายในตัวไป๋อู้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ประกอบกับการที่ก่อนหน้านี้ไป๋อู้ราวกับสามารถควบคุมทุกสิ่งได้ด้วยคำพูด ทำให้อู่จิ่วมั่นใจ ว่าผ่านการฝึกฝนในครั้งนี้ ไป๋อู้ได้รับพลังอันยิ่งใหญ่มาแล้วจริง ๆ
ไป๋อู้กล่าวว่า:
"หัวหน้าอยากให้เถ้าแก่เนี้ยจดจำหัวหน้าตลอดไปไหมครับ?"
"ถ้าเป็นในโลกแห่งความเป็นจริง... อยาก แต่ถ้าเป็นโลกนี้ ไม่อยากหรอก"
"ทำไมล่ะครับ? สมมติว่าพวกเรากำลังจะตาย แต่ก่อนตายสามารถลบความคิดถึงที่คนสำคัญในโลกแห่งความเป็นจริงมีต่อพวกเราได้... หัวหน้าก็จะไม่ลบเหรอครับ?"
คำถามของไป๋อู้ดูแปลกมาก แต่อู่จิ่วก็ชินกับการตอบคำถามของไป๋อู้อย่างจริงจังแล้ว:
"ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน... แต่บางที ฉันอาจจะไม่ลบความทรงจำของคนอื่นหรอกมั้ง เพราะฉันหวงแหนน้ำใจเหล่านั้นมาก ฉันเชื่อว่า... ถ้าคนที่สำคัญกับฉันตายไป ฉันก็คงไม่อยากให้ใครมาทำให้ฉันลืมเขาเหมือนกัน"
"อย่างนี้นี่เอง" ไป๋อู้ยิ้มบาง ๆ
"กลับมาเข้าเรื่องกันเถอะ พวกเราจะทำยังไงกันต่อ? หาน้ำบ่อเจอไหม?" อู่จิ่วมองไป๋อู้
ถึงแม้ในเมืองจะมีเสียงคนดังระงม แต่ใจกลางเมือง ก็ยังคงมีแค่อู่จิ่วกับไป๋อู้เท่านั้น
ไป๋อู้กล่าวว่า:
"หาไม่เจอหรอกครับ แต่ผมได้รับพลังอันยิ่งใหญ่มา ผมต้องใช้เวลาสักพัก เพื่อควบคุมพลังนี้"
"ต้องการให้ฉันทำอะไรไหม?" อู่จิ่วก็ยังคงเป็นคนตรงไปตรงมาเหมือนเดิม
ไป๋อู้ส่ายหน้า:
"หัวหน้าต้องกลับไปแล้วล่ะครับ การเดินทางครั้งนี้ ถ้าไม่มีหัวหน้า ผมคงทำสำเร็จด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ แต่ตอนนี้... หัวหน้าต้องกลับไปก่อน ผมเชื่อว่าเมืองเติงหลินต้องการความช่วยเหลือจากหัวหน้า"
อู่จิ่วไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของไป๋อู้ ไป๋อู้ก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าเขาอยากจะหลอกใคร ก็ต้องหลอกได้สำเร็จแน่
"ตัวผมในตอนนี้ สามารถเปิดช่องว่างเพื่อกลับไปยังชั้นบนของบ่อน้ำได้แล้ว อาศัยรูเล็ตที่ผมสร้างขึ้น พวกคุณสามารถผ่านศิลาจารึก กลับไปยังจุดที่เข้ามาในโลกบ่อน้ำได้อีกครั้ง ซึ่งก็คือเกาะทองคำดำนั่นเอง"
"แล้วนายล่ะ จะมาสมทบกับฉันตอนไหน?"
คำถามของอู่จิ่ว ทำให้ไป๋อู้หันหลังกลับไป ไป๋อู้ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้ยังไงดี:
"ผม... ไม่รู้สิครับ แต่ผมจะรีบให้เร็วที่สุด"
(จบบท)