- หน้าแรก
- มหาบัลลังก์เทพไร้คู่เปรียบ
- บทที่ 23: เฉินเฟิง (ตอนที่ 1)
บทที่ 23: เฉินเฟิง (ตอนที่ 1)
บทที่ 23: เฉินเฟิง (ตอนที่ 1)
“การฝึกฝนตลอดสามวันที่ผ่านมาทำให้ข้าก้าวเข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งช่วงปลายแล้ว เหลือเพียงก้าวเดียวก็จะถึงระดับจุดสูงสุด สมกับที่เป็นเคล็ดวิชาที่เหนือกว่า ‘เก้าสวรรค์ไร้ขอบเขต’ จริงๆ! ความเร็วในการฝึกฝนรวดเร็วกว่าชาติก่อนมากนัก!”
จอมยุทธ์แต่ละระดับแบ่งออกเป็นห้าช่วงคือ ช่วงต้น, ช่วงกลาง, ช่วงปลาย, จุดสูงสุด และระดับสมบูรณ์แบบ!
เพียงสามวันเขาก็ก้าวจากช่วงต้นมาถึงช่วงปลาย ข้ามไปถึงสองระดับ ในชาติก่อนเขาต้องใช้เวลาถึงหกเดือนเต็มกว่าจะค้นพบจุดกำเนิดและฝึกฝนจนมาถึงระดับปัจจุบัน หกเดือนกับสามวัน... แม้จะมีประสบการณ์และการสั่งสมจากชาติก่อนเป็นตัวช่วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ‘เคล็ดวิชาหยวนหยาง’ นั้นช่างทรงพลังเกินไปจริงๆ!
“ผ่านไปแค่สามวันกว่า พลังต่อสู้ของข้าก็สูงกว่าเดิมหลายเท่า!”
ก่อนหน้านี้เขาอยู่เพียงระดับแปดวงแหวนขั้นต้นและยังไม่เข้าสู่ระดับจอมยุทธ์ อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงเสมอตัวกับผู้ที่อยู่ในระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งช่วงกลางหรือปลายเท่านั้น แต่ในตอนนี้เมื่อบรรลุระดับช่วงปลายและครอบครองเคล็ดวิชาที่ท้าทายสวรรค์อย่างเคล็ดวิชาหยวนหยาง แม้แต่จอมยุทธ์ขั้นสองระดับ ‘ขัดเกลาผิวและกระดูก’ มาเอง เขาก็ไม่มีความเกรงกลัว
จอมยุทธ์ขั้นสองระดับขัดเกลาผิวและกระดูกคือการใช้ปราณวิญญาณหล่อเลี้ยงผิวหนังและกระดูก ทำให้ทั้งพลังป้องกันและพละกำลังเพิ่มขึ้นมหาศาล
สำหรับยอดฝีมือระดับนั้น คนที่ยังอยู่ในขอบเขตจุดกำเนิดทั่วไปอย่าว่าแต่จะทำร้ายเลย แค่ทำลายการป้องกันยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ
“ลองทดสอบพลังดูหน่อย!”
ลู่เสวียนกระโดดออกจากจุดที่นั่ง ร่างกายทะยานขึ้นสูงแล้วพุ่งตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ เขาฟาดฝ่ามือออกไป
โครม!
ต้นไม้ที่ต้องใช้คนโอบรอบหนึ่ง กลับมีรอยฝ่ามือทะลุผ่านอย่างชัดเจน แถมใบไม้ยังร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย
ดวงตาของลู่เสวียนเป็นประกาย
จากฝ่ามือเดียวนี้ เขาเห็นถึงความอำมหิตของเคล็ดวิชาหยวนหยาง
ในระดับช่วงปลายของขอบเขตจุดกำเนิดเท่ากัน หากไม่ใช้กระบวนท่าจอมยุทธ์ อย่างมากที่สุดก็คงสร้างรอยฝ่ามือลึกได้เพียงสองหรือสามนิ้วเท่านั้น แต่ในตอนนี้เขากลับซัดจนทะลุเป็นรู และขอบของรอยฝ่ามือยังปรากฏรอยไหม้จางๆ อีกด้วย
พลังโจมตีขนาดนี้ ต่อให้ไม่ต้องพึ่งพากระบวนท่าจอมยุทธ์ก็ยังน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
พลังต่อสู้ของผู้ฝึกตนไม่ได้ขึ้นอยู่กับเคล็ดวิชาและระดับพลังเท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ ‘กระบวนท่าจอมยุทธ์’!
ผู้คนมากมายในทวีปอาศัยเคล็ดวิชาที่ทรงพลังในการท้าทายผู้ที่เหนือกว่าและคว้าชัยชนะมาได้
กุ๊ก กุ๊ก กุ๊ก!
“ค่อยฝึกกระบวนท่าจอมยุทธ์ทีหลังแล้วกัน หากไม่ออกไปหาอะไรกิน ข้าคงได้อดตายอยู่ในนี้แน่!”
เมื่อได้ยินเสียงท้องร้อง ลู่เสวียนก็ลุกขึ้นยิ้ม
เขาฝึกฝนต่อเนื่องมาสามวัน แม้ปราณฟ้าดินจะช่วยหล่อเลี้ยงร่างกาย แต่เขาไม่สามารถทนหิวได้ตลอดไป!
หากร่างกายพังทลายลง จะฝึกตนต่อไปได้อย่างไร?
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ข่มความกระหายที่จะฝึกกระบวนท่าต่อ ลุกขึ้นเดินออกจากป่าทึบตรงกลับหอพัก
ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดจะไปหาของกินก่อน แต่ตอนที่ทะลวงระดับเก้าวงแหวน ร่างกายเขาอาบไปด้วยเลือด หากไม่ไปชำระล้างและเปลี่ยนเสื้อผ้า คนอื่นคงคิดว่าเขาเพิ่งกลับมาจากฆ่าใครตายมาแน่
ภายในหอพักไม่มีใครอยู่ สงสัยจะออกไปดูการแข่งชั้นปีกันหมด
ตามการคาดการณ์เวลา การแข่งชั้นปีน่าจะจบลงวันนี้
เขาอาบน้ำและเปลี่ยนชุดสะอาดๆ ทันทีที่กำลังจะก้าวออกไปหาของกิน ประตูก็ส่งเสียงเอี๊ยดดังขึ้น พร้อมร่างสองร่างเดินเข้ามา
“เฮ้อ ไม่นึกเลยว่าไอ้หมอนั่นจะได้แชมป์จริงๆ ข้าล่ะไม่ชอบหน้ามันเลย ดูแล้วน่าหงุดหงิดชะมัด!”
“ใครว่าไม่ล่ะ น่าเสียดายที่การประลองของลู่เสวียนโดนพวกเรายกเลิกไป ถ้ารู้ว่าแม้แต่เหลิ่งรั่วซินก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา พวกเราจะไปทำอะไรตามใจชอบแบบนั้นทำไม...”
ก่อนที่ร่างทั้งสองจะก้าวเข้าห้องก็เริ่มสนทนากัน พอพูดไปได้ครึ่งทางก็เห็นลู่เสวียนที่อยู่ในห้องพอดี ทั้งคู่ต่างอุทานด้วยความประหลาดใจ
“ลู่เสวียน เจ้ากลับมาแล้ว...”
เพื่อนร่วมหอของเขานั่นเอง หยางหลินและหยวนเฉิง
ลู่เสวียนพยักหน้า: “การแข่งชั้นปีจบแล้วรึ?”
“เพิ่งจบไปหมาดๆ แชมป์ยังคงเป็นเฉินเฟิงคนเดิมจากปีที่แล้ว ไอ้หมอนี่บรรลุถึงระดับจอมยุทธ์ขั้นหนึ่งช่วงกลางแล้ว แถมยังซ่อนพลังไว้ไม่ยอมเลื่อนระดับขึ้นปีสูงอีกต่างหาก!” หยางหลินกล่าว
ที่สำนักเจินอู่ ตราบใดที่กลายเป็นจอมยุทธ์ก็สามารถเข้าสู่ระดับชั้นปีสูงและกลายเป็นสมาชิกได้ ไอ้หมอนี่จงใจซ่อนตัว สงสัยคงอยากจะโชว์พาวในการแข่งชั้นปีสินะ!
“จอมยุทธ์ขั้นหนึ่งช่วงกลาง ไม่แปลกใจเลย!” ลู่เสวียนพยักหน้า
เขาเคยได้ยินมาก่อนว่าเฉินเฟิงบรรลุระดับเจ็ดวงแหวนแล้ว ตอนนี้พอทะลวงถึงระดับจอมยุทธ์ช่วงกลาง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ไม่มีใครในชั้นปีต้นจะต้านทานได้
“เจ้าบอกว่าไม่ชอบมัน เกิดอะไรขึ้นล่ะ? ปกติคนเก่งมักจะเป็นที่เคารพไม่ใช่รึ?” ลู่เสวียนมองอย่างสงสัย
เฉินเฟิงคนนี้เป็นที่หนึ่งปีที่แล้วและปีนี้ด้วย ตามหลักบารมีน่าจะสูงส่ง ทำไมเพื่อนร่วมห้องถึงได้เกลียดชังนักล่ะ?
“ไอ้หมอนี่นิสัยเสีย มันชอบเหลิ่งรั่วซิน พอโดนปฏิเสธการสารภาพรักต่อหน้าคนอื่น มันก็โกรธจัดและลอบโจมตีบนเวทีปีที่แล้ว หากไม่ได้อาจารย์เข้ามาแทรกแซง เหลิ่งรั่วซินคนสวยคงโดนมันอัดจนพิการไปแล้ว! คนนิสัยคับแคบแบบนี้ ต่อให้เก่งแค่ไหน ข้าก็ไม่ชอบ!”
หยางหลินแค่นเสียง
ลู่เสวียนพยักหน้าโดยไม่ถามต่อ
ลอบโจมตีคนที่ตัวเองชอบเพียงเพราะโดนปฏิเสธ... ไอ้หมอนี่มีปัญหาที่นิสัยจริงๆ
“ลู่เสวียน เห็นเจ้าเป็นแบบนี้ คงฝึกตนจนไม่ได้กินอะไรดีๆ สินะ? พวกข้าสองคนตั้งใจจะเลี้ยงมื้อใหญ่ที่หอสุราฉุ่ยจู! อย่างแรกคือต้องขอโทษที่เจ้าไม่ได้แข่งเพราะพวกเรา! อย่างที่สองคือพวกเราทำผลงานได้ดีในรอบนี้ก็เพราะโอสถของเจ้า! ครั้งนี้เจ้าห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!”
หยวนเฉิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หอสุราฉุ่ยจูเป็นภัตตาคารใหญ่แถวนี้ นักเรียนสำนักเจินอู่ถือเป็นเกียรติมากที่ได้เข้าไปทาน แม้สามคนนี้จะเป็นรูมเมทกันหลายปี แต่ยังไม่เคยไปที่นั่นเลย
เพราะโอสถโลหิตอสูรที่ลู่เสวียนให้ ทั้งสองคนจึงก้าวหน้าไปมาก แม้จะเข้าไม่ถึงห้าสิบอันดับแรก แต่ก็ติดหนึ่งในร้อยได้ ต้องรู้ไว้ว่าปีที่แล้วพวกเขายังวนเวียนอยู่แถวอันดับห้าร้อยเลย
“ถ้าจะเลี้ยง ก็ต้องเป็นข้าที่เลี้ยง!” ลู่เสวียนยิ้ม
จากความทรงจำ เขาพอรู้ว่าเพื่อนร่วมหอสองคนนี้ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดีนัก และตอนนี้เขาก็ไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินแล้ว
“ใครเลี้ยงไม่สำคัญ วันนี้ต้องจัดมื้อใหญ่!”
หยวนเฉิงและหยางหลินยังคงรู้สึกผิดกับลู่เสวียน การทำให้คนที่มีฝีมือถึงขั้นเอาชนะเหลิ่งรั่วซินได้ต้องยอมสละสิทธิ์การแข่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไร พวกเขาก็รู้สึกว่าทำพลาดไปมาก
หอสุราฉุ่ยจูสมกับที่เป็นภัตตาคารใหญ่ แม้ยังไม่ถึงเวลาอาหารคนก็แน่นขนัดไปหมด
ทั้งสามคนเดินเข้าไป หาที่นั่งในโถง สั่งอาหารและเครื่องดื่มเต็มโต๊ะแล้วดื่มกินกันอย่างสนุกสนาน
ต้องยอมรับว่าอาหารที่นี่รสชาติดีจริงๆ แม้แต่ลู่เสวียนที่มีประสบการณ์กินมาโชกโชนก็ยังต้องเอ่ยปากชม
ไม่นานนัก หลังจากดื่มไปสามจอกห้าถ้วย สามพี่น้องก็กินกันเกือบหมดบทสนทนาก็ยิ่งครึกครื้นขึ้น
“ลู่เสวียน คราวนี้พวกเราผิดเองที่ตัดสินใจพลการจนเจ้าต้องเสียสิทธิ์การแข่ง ไม่อย่างนั้นไอ้เฉินเฟิงนั่นไม่มีทางได้แชมป์แน่!”
“ใช่แล้ว เห็นหน้าโอหังของมันแล้วข้าโมโหชะมัด! มันมีดีอะไรนักหนา การที่มันได้แชมป์น่ะเป็นความอัปยศของสำนักเจินอู่ชัดๆ!”
เมื่อดื่มไปเยอะเข้า หยวนเฉิงและหยางหลินก็เริ่มพูดจาไม่ระวังปาก
“เพิ่งจะก้าวเท้าเข้าภัตตาคารมาก็ได้ยินเสียงหมาเห่า ไอ้สุนัขจรจัดไร้มารยาทตัวไหนกัน?”
ทันทีที่พูดจบ เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
เมื่อหันไปมอง สีหน้าของหยวนเฉิงและหยางหลินก็เปลี่ยนไปทันที: “เฉิน... เฉินเฟิง...”
พวกเขาเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาทางเข้าภัตตาคาร หนึ่งในนั้นมองมาด้วยสายตาเย็นชาที่ปิดไม่มิด ชัดเจนว่าคำพูดเมื่อครู่คือเขาเป็นคนพูด
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคนคนนี้คือเฉินเฟิง ผู้คว้าแชมป์การแข่งชั้นปีต้นในปีนี้
แม้สถานะที่หนึ่งของเขาจะไม่ต่ำต้อย แต่เขาก็ไม่ใช่ศูนย์กลางของกลุ่มนี้ ศูนย์กลางของกลุ่มคือชายหนุ่มในชุดสีเขียวเทาอายุประมาณยี่สิบปีที่ยืนอยู่ตรงกลางพอดี
“หึๆ เฉินเฟิง ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่ยอมรับในที่หนึ่งของเจ้านะ! ต้องการให้ข้าช่วยพูดอะไรหน่อยไหม?” ชายหนุ่มคนนั้นมุมปากโค้งยิ้ม
“แค่ไอ้โง่สองตัว ข้าจัดการเองได้!”
เมื่อโดนชายหนุ่มคนนั้นเยาะเย้ย ใบหน้าของเฉินเฟิงก็ดุจหมึกหกใส่ เขาเดินก้าวไปข้างหน้าสองก้าว มองไปยังหยางหลินและหยวนเฉิงแล้วตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ
โครม!
โต๊ะไม้จันทน์ไม่อาจต้านทานแรงฝ่ามือของเขาได้จนพังทลาย อาหารและเครื่องดื่มบนโต๊ะกระจัดกระจายเต็มพื้น
“คุกเข่าลงแล้วขอโทษซะ ไม่งั้นข้าจะอัดเจ้าจนกว่าจะคุกเข่า!”
ปลดปล่อยกลิ่นอายจอมยุทธ์ เฉินเฟิงจ้องมองทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา