- หน้าแรก
- ระบบผูกมัดตระกูล พวกเจ้าฝึกไปเถอะ ส่วนข้าแกร่งกว่าสามขั้นใหญ่โดยอัตโนมัติ
- ตอนที่ 44 ออกเดินทางท่องเที่ยว มีเรื่องสนุกให้ดูงั้นรึ?
ตอนที่ 44 ออกเดินทางท่องเที่ยว มีเรื่องสนุกให้ดูงั้นรึ?
ตอนที่ 44 ออกเดินทางท่องเที่ยว มีเรื่องสนุกให้ดูงั้นรึ?
หนึ่งชั่วยามต่อมา
ท่ามกลางเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เย่เฟิงก็ทำการหลอมโอสถจนเสร็จสิ้น
ในเวลานี้ แต้มโชว์เทพของเขาได้พุ่งทะยานมาถึงสามหมื่นสองพันแต้มแล้ว ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นผลงานการอุทิศให้ของเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ทั้งสิ้น
สำหรับเรื่องนี้ เย่เฟิงอยากจะกล่าวเพียงประโยคเดียวว่า น้องเสวี่ยเอ๋อร์ช่างเป็นหญิงสาวที่ประดุจขุมทรัพย์ล้ำค่าอย่างแท้จริง
หากเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ล่วงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ นางคงได้อกแตกตายด้วยความโมโห แล้วด่าทอเขาว่าเป็นไอ้ทึ่มทื่อผู้ไม่ประสาเรื่องสตรีเป็นแน่
"ท่านพี่เย่เฟิง ทุกครั้งที่ข้าคิดว่าข้าเข้าใจตัวท่านดีพอแล้ว ท่านกลับสร้างขีดจำกัดใหม่ของตัวเองให้ข้าต้องตกตะลึงอยู่เสมอเลยนะเจ้าคะ"
เซียวเสวี่ยเอ๋อร์กะพริบตากลมโตปริบๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่เต็มไปด้วยความเทิดทูน
"ความเร็วในการพัฒนาของข้านั้น ย่อมเร็วกว่าความเร็วที่ผู้อื่นจะทำความเข้าใจข้าอยู่เสมอ" เย่เฟิงยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็นและมั่นใจ
【ติ๊ง! โฮสต์แสดงความเทพต่อหน้าผู้คนสำเร็จ ได้รับแต้มโชว์เทพ 1000 แต้ม】
"สมกับที่เป็นท่านพี่เย่เฟิงจริงๆ เจ้าค่ะ"
เซียวเสวี่ยเอ๋อร์ชื่นชมจากใจจริง ก่อนจะเติมคำพูดในใจอย่างเงียบๆ ว่า ‘สมกับเป็นบุรุษที่เสวี่ยเอ๋อร์หมายปอง’
"ส่งมอบโอสถทะลวงทวารให้แก่นายหญิงหู แล้วพวกเราก็ออกเดินทาง ไปท่องเที่ยวทั่วสามพันแคว้นกันเถอะ"
เย่เฟิงกล่าวจบ ก็เดินออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอหมื่นสมบัติ
หูปู้เหยาในวันนี้สวมชุดกี่เพ้าสีม่วง ขับเน้นรูปร่างอวบอิ่มเย้ายวนให้โดดเด่นออกมาอย่างเต็มที่ ทุกท่วงท่าการขยับเขยื้อนล้วนเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหล
นางนั่งอยู่บนเก้าอี้ ขาเรียวสวยไขว่ห้าง รอยผ่าของชุดกี่เพ้าเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนดุจหิมะ
นางมารจิ้งจอกนี่กำลังยั่วยวนข้าอีกแล้ว
เย่เฟิงลอบบ่นในใจ ก่อนจะชำเลืองมองเพิ่มอีกหลายๆ ทีอย่างแนบเนียน
ในเมื่อนางใจกว้างแจกกำไรให้สายตาของบุรุษถึงเพียงนี้ แล้วบุรุษอย่างเขาจะเขินอายไม่ยอมมองได้อย่างไรเล่า หากไม่มองก็เท่ากับทำลายความหวังดีของนางน่ะสิ?
"นายหญิงหู นี่คือโอสถทะลวงทวารสำหรับหนึ่งเดือนล่วงหน้า"
เย่เฟิงหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา แล้วยื่นส่งให้นางด้วยท่าทีสงบนิ่ง
"คุณชายเย่เตรียมจะเดินทางไกลหรือเจ้าคะ?" หูปู้เหยาเดาเจตนาของเขาออก จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ถูกต้อง ข้าตั้งใจจะออกไปท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา และเพิ่มพูนประสบการณ์สักหน่อย" เย่เฟิงตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ปิดบังอันใด
หูปู้เหยาพยักหน้า "ส่วนทางตระกูลเย่ คุณชายวางใจได้เลยเจ้าค่ะ หอหมื่นสมบัติจะคอยช่วยเหลืออย่างสุดความสามารถ"
นางยังคงรู้สึกดีกับเย่เฟิงอยู่มาก การลงทุนเพียงหยิบมือเดียวในตอนแรก ไม่นึกเลยว่าจะได้รับผลตอบแทนมหาศาลถึงเพียงนี้
ในตอนนี้นาง แม้จะยังเป็นเพียงนายหญิงสาขาเมืองตงฮวง แต่สถานะภายในหอหมื่นสมบัตินั้นกลับพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่นายหญิงใหญ่ของหอหมื่นสมบัติประจำแคว้นชิงโจว ก็ยังต้องแสดงความเคารพนบนอบต่อนาง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ตระกูลเย่ในปัจจุบันนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็นแผ่นฟ้าของแคว้นชิงโจวไปเสียแล้ว
นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อว่า "ตามข่าวที่ได้รับมา ดูเหมือนว่าที่แคว้นเหลยโจวจะมีของวิเศษหายากปรากฏขึ้น หากคุณชายเย่สนใจ ก็สามารถแวะไปดูได้นะเจ้าคะ"
แคว้นเหลยโจวงั้นหรือ?
เย่เฟิงรู้จักแคว้นเหลยโจวดี ระยะทางห่างจากแคว้นชิงโจวไม่ไกลนัก มีเพียงแคว้นซางโจวคั่นกลางอยู่เท่านั้น
ข่าวคราวของหูปู้เหยาช่างว่องไวดีแท้ ตัวอยู่ในแคว้นชิงโจวแท้ๆ แต่กลับได้รับข่าวสารจากแคว้นเหลยโจว
"อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ ธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของหอหมื่นสมบัติ แท้จริงแล้วก็คือการขายข่าวสาร หากมีข่าวสารใดที่คุณชายอยากจะซื้อ ก็แวะมาหาพี่สาวได้ทุกเมื่อนะจ๊ะ"
หูปู้เหยากล่าวพลางขยับเปลี่ยนท่านั่งให้สบายขึ้น ในจังหวะนั้นเอง ทรวดทรงองค์เอวที่เผยออกมาวับๆ แวมๆ ก็เกือบจะทำเอาเย่เฟิงตาบอด
ข่าวสารน่ะไม่จำเป็นเท่าไหร่หรอก แต่ตอนนี้มีความต้องการอื่นที่เร่งด่วนกว่าตั้งหาก
นังมารจิ้งจอกเอ๊ย ข้าอยากให้เจ้ามาช่วยข้าบำเพ็ญคู่เสียจริง!
หึหึ แค่ล้อเล่นน่ะ
เย่เฟิงดึงสายตากลับมาอย่างเยือกเย็นไร้พิรุธ แล้วพยักหน้า "หากวันหน้ามีความจำเป็น ข้าจะมาขอความช่วยเหลือจากนายหญิงหูอย่างแน่นอน"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็รับหินวิญญาณที่เป็นค่าตอบแทน แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างมั่นใจ
เมื่อมองตามแผ่นหลังของเขาไป หูปู้เหยาก็รู้สึกลอบขำในใจ
"เจ้าเด็กน้อยที่มีใจคิดอกุศลแต่กลับขี้ขลาด ช่างน่าผิดหวังเสียจริง"
มุมปากของนางเผยให้เห็นรอยยิ้มบางๆ
สายตาของเย่เฟิงไม่ได้ปกปิดเอาไว้เลยสักนิด แล้วนางจะสังเกตไม่เห็นได้อย่างไร
เดิมทีคิดว่าเจ้าเด็กน้อยคนนี้จะบรรลุความปรารถนาทางโลกแล้วเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะแค่ขอชื่นชมด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว
"ชักจะน่าสนุกขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ"
เมื่อนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเย่เฟิง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็ยิ่งกว้างขึ้น
เย่เฟิงในตอนแรกเริ่มนั้นไม่ได้เป็นแบบนี้ เขามักจะทำตัวแข็งทื่อและเคร่งขรึม ดูราวกับคนที่ทำทุกอย่างเป็นทางการไปเสียหมด
"ความเป็นมนุษย์ปุถุชนที่แสดงออกมาจากตัวเขามีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ... ท่านนายหญิงใหญ่ นี่คือสิ่งที่พวกท่านต้องการงั้นหรือ?"
หูปู้เหยาพึมพำกับตัวเองเบาๆ น่าเสียดายที่ไม่มีผู้ใดได้ยิน
...
อีกด้านหนึ่ง
เย่เฟิงกลับมาที่ตระกูลเย่ หลังจากบอกลาทุกคนเสร็จสิ้น เขาก็พาเซียวเสวี่ยเอ๋อร์เดินทางออกจากเมืองตงฮวง
"ท่านพี่เย่เฟิง สถานที่แรกที่เราจะไปคือที่ไหนหรือเจ้าคะ?"
ภายในรถเทียมม้า เซียวเสวี่ยเอ๋อร์มองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นราวกับลูกแมวน้อย
เย่เฟิงตอบเสียงเรียบ "ไปแคว้นซางโจวก่อน จากนั้นค่อยไปแคว้นเหลยโจว"
ในเมื่อแคว้นเหลยโจวมีของวิเศษปรากฏขึ้น เช่นนั้นท่านอาเย่เฟิงของเจ้าก็ต้องไปร่วมสมทบความคึกคักเสียหน่อยแล้ว
ของวิเศษอะไรนั่นไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือสถานการณ์เช่นนี้จะต้องมีผู้คนมารวมตัวกันมากมายแน่ๆ ช่างเหมาะสมอย่างยิ่งแก่การแสดงความเทพต่อหน้าผู้คน!
"ข้าเชื่อฟังท่านพี่เย่เฟิงทุกอย่างเจ้าค่ะ"
เซียวเสวี่ยเอ๋อร์ทำตัวว่านอนสอนง่ายอย่างยิ่ง
ระหว่างที่พูดคุยกัน รถเทียมม้าก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พุ่งทะยานมุ่งหน้าออกไปนอกเขตแคว้นชิงโจว
นางชะเง้อมองออกไปภายนอกด้วยความตื่นเต้น นางเติบโตมาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เด็ก จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกเดินทางเช่นนี้มากนัก ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกภายนอกจึงล้วนกระตุ้นความใคร่รู้ของนางทั้งสิ้น
ไม่นานนัก รถเทียมม้าก็เดินทางออกจากเขตแคว้นชิงโจว และเข้าสู่อาณาเขตของแคว้นซางโจว
ในตอนนั้นเอง นัยน์ตาของเย่เฟิงที่อยู่ภายในรถม้าก็ทอประกายขึ้นวูบหนึ่ง เขากล่าวว่า "มีเรื่องสนุกให้ดู เจ้าจะไปดูหรือไม่?"
เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ก็เปล่งประกายสว่างวาบ "แน่นอนเจ้าค่ะ เสวี่ยเอ๋อร์ชอบดูเรื่องสนุกๆ เป็นที่สุดเลย"
ยัยหนูคนนี้ก็ชอบสอดรู้สอดเห็นเหมือนกันแฮะ
เย่เฟิงยิ้ม
เขาคว้าตัวเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ไว้ทันที ก่อนที่ทั้งสองจะร่อนลงสู่พื้นดิน ส่วนเซียวเสวี่ยเอ๋อร์ก็สะบัดมือเรียวงามเพียงครั้งเดียว รถเทียมม้าก็อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
เบื้องล่างเป็นป่าทึบผืนหนึ่ง และในบึงน้ำที่อยู่ลึกเข้าไปในป่า ผู้ฝึกตนหลายคนกำลังช่วยกันรุมล้อมโจมตีงูยักษ์สีแดงตัวหนึ่งอยู่
ในขณะนี้ งูยักษ์ถูกกักขังอยู่ในบึงน้ำ รอบกายของมันเต็มไปด้วยอักขระค่ายกลที่สลักไว้จนละลานตา
เห็นได้ชัดว่ากลุ่มผู้ฝึกตนเหล่านี้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดี และได้วางค่ายกลเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว
"มนุษย์ผู้ต้อยต่ำ บังอาจมารบกวนการบำเพ็ญเพียรของข้า พวกเจ้ารนหาที่ตายงั้นรึ!"
งูยักษ์สีแดงแลบลิ้นสีเลือดดุจโลหิตออกมา พลางเอ่ยคำพูดภาษามนุษย์ด้วยกลิ่นอายอันดุดัน
เมื่อสัตว์วิญญาณบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับหนึ่ง ย่อมสามารถเอ่ยภาษามนุษย์ได้ ภาพเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด
"ไอ้เดรัจฉาน! น้องสาวของข้าแค่มาเก็บสมุนไพรอยู่แถวนี้ แต่กลับถูกเจ้าสังหารอย่างโหดเหี้ยม! วันนี้ข้าจะต้องแก้แค้นให้นางให้จงได้!"
ผู้ที่เอ่ยปากคือหญิงสาวหน้าตาสะสวยผู้หนึ่ง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยโทสะและความเคียดแค้น
เมื่อได้ฟัง งูยักษ์ก็หัวเราะลั่นออกมาอย่างอหังการ "ที่เจ้าพูดถึง คือแม่หนูน้อยเมื่อหลายวันก่อนสินะ? เนื้อหนังอ่อนนุ่ม รสชาติอร่อยใช้ได้เลยทีเดียว น่าเสียดายที่ตัวเล็กผอมบางไปหน่อย ข้ายังไม่ทันได้ลิ้มรสชาติอย่างละเอียดก็หมดเสียแล้ว"
หญิงสาวโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที "ไอ้เดรัจฉานชั่วช้า! วันนี้ข้าจะฆ่าเจ้า เพื่อแก้แค้นให้เสี่ยวหรง!"
"ฮ่าๆๆๆๆ เจ้ารู้หรือไม่ว่า ก่อนตายแม่หนูนั่นยังร้องตะโกนว่า 'ท่านพี่ ช่วยข้าด้วย' อยู่เลย ท่าทางตอนนั้นช่างน่าสมเพชเวทนาเสียจริง"
"ไอ้สัตว์เดรัจฉาน ไปตายซะ!"
ผู้ฝึกตนหลายคนลงมือพร้อมกัน เคล็ดวิชามากมายถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ขาดสาย พวกเขาควบคุมกระบี่เหินพุ่งเข้าสังหารงูยักษ์อย่างทรงพลัง
แต่น่าเสียดายที่สัตว์อสูรนั้นมีผิวหนังที่หยาบและหนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งงูยักษ์ตัวนี้มีพลังถึงระดับขอบเขตเบิกนภา ความเร็วของมันจึงว่องไวเหนือจินตนาการ การโจมตีของคนเหล่านั้นจึงพลาดเป้าไปทั้งหมด
ส่วนทางด้านกลุ่มผู้ฝึกตนนั้น ระดับพลังเห็นได้ชัดว่าไม่สูงนัก ชั่วขณะหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายจึงต่อสู้กันอย่างดุเดือดจนยากจะแยกแยะผลแพ้ชนะ
เย่เฟิงที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด อ้าปากหาวหวอดอย่างเยือกเย็น
การต่อสู้ระดับนี้ สำหรับเขาในปัจจุบัน ก็เหมือนกับเด็กเล่นขายของกันเท่านั้นเอง
ในตอนนั้นเอง เซียวเสวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างก็ทำทีเอ่ยถามขึ้นมาว่า "ท่านพี่เย่เฟิง งูยักษ์เอาแต่หลบอยู่ในบึงน้ำไม่ยอมโผล่ออกมา ท่านคิดว่าเป็นเพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?"
หืม?
เย่เฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองสนามรบอีกครั้ง
รอบๆ บริเวณมีค่ายกลที่กลุ่มผู้ฝึกตนวางเอาไว้ อาจกล่าวได้ว่า พวกเขาอาศัยพลังสนับสนุนจากค่ายกล จึงพอจะสู้ยื้อกับงูยักษ์ได้อย่างหวุดหวิด
และงูยักษ์เองก็เห็นได้ชัดว่ารู้ถึงจุดนี้ดี ทว่าเหตุใดมันถึงไม่ยอมหนีออกไปจากที่นี่ และยังคงพัวพันอยู่กับคนเหล่านี้เล่า?
"หรือว่างูยักษ์ตัวนี้กำลังปกป้องของวิเศษอะไรอยู่?"
ภายในใจของเย่เฟิงกระตุกวูบ
ตามพล็อตนิยายออนไลน์ทั่วไป สถานที่ใดที่มีสัตว์อสูรระดับบอสปรากฏตัว ย่อมต้องมีสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
หรือว่าในบึงน้ำแห่งนี้ จะมีของล้ำค่าอะไรซ่อนอยู่จริงๆ?