เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60​ : สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว,​ สำนักเสินหมิง

บทที่ 60​ : สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว,​ สำนักเสินหมิง

บทที่ 60​ : สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว,​ สำนักเสินหมิง


บทที่ 60​ : สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว,​ สำนักเสินหมิง

"ไม่ผิด!"

"เป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่…สำนักเสินโหยวจริงๆ!"

องครักษ์สิบสามพยักหน้าแล้วกล่าว

"สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว, และสำนักเสินหมิง เป็นสามสำนักใหญ่แห่งมณฑลกว่างหลิง…โดยรวมแล้วพลังของแต่ละสำนักก็พอๆกัน!"

"ดังนั้น, ตามธรรมดา…ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมกันหรอก!"

"ยิ่งไปกว่านั้น แต่ละสำนักต่างเองก็อยากจะกลืนกินอีกสองสำนักที่เหลือ เพื่อขึ้นเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในมณฑลกว่างหลิง"

"ในช่วงหลายปีมานี้, การต่อสู้ระหว่างสามสำนักจึงไม่เคยสิ้นสุด"

"ในช่วงที่สัมพันธ์ย่ำแย่ที่สุด, แค่เพียงพบหน้ากันก็ลงมือกันแล้ว!"

"ตอนนั้น, แม้แต่เหล่าศิษย์หลักก็ยังต้องมาตายไปหลายคน"

"จนกระทั่งเจ้าสำนักของทั้งสาม…มาเจรจากันด้วยตัวเอง!"

"สุดท้ายก็ตกลงให้ใช้การ​​ประลองสามสำนักเพื่อชี้ชะตากัน"

"การ​​ประลองสามสำนักจะจัดขึ้นทุกๆ สิบปี, ในการ​​ประลองครั้งที่แล้ว สำนักเทียนเซียวของเราได้อันดับหนึ่ง ส่วนสำนักเสินโหยวได้แค่อันดับสอง"

"ภายนอกสำนักเสินโหยวทำเป็นยอมรับ, แต่เบื้องหลังพวกมันก็คอยหาเรื่องเล่นงานพวกเราตลอด"

"ตอนนี้,​ เมื่ออสูรโลหิตทองคำตัวนี้มีพวกเราและคนของสำนักเสินโหยวต่างก็จับตามองมันอยู่พร้อมๆกัน”

“เรื่องนี้คงจะจบลงด้วยดีไม่ได้แน่”

องครักษ์สิบสามกล่าวด้วยสีหน้าหนักใจ

อสูรโลหิตทองคำแค่ตัวเดียว มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น…ถึงจะไม่ได้มาก็ไม่เห็นจะเป็นไร,​ มันยังสามารถ​หาใหม่ได้

แต่การที่ดันมีสำนักเสินโหยวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, เรื่องมันก็เลยต่างออกไป

ถ้าหากองครักษ์สิบสามยอมถอย สำนักเสินโหยวจะต้องประกาศเรื่องนี้เพื่อทำลายชื่อเสียง​ของสำนักเทียนเซียวอย่างเเน่นอน

เเน่นอนว่าองครักษ์สิบสามไม่มีทางยอมเสียหน้าเป็นแน่

ดังนั้น, องครักษ์สิบสามจึงต้องเผชิญหน้าเเละหยั่งเชิง​กับคนของสำนักเสินโหยวมาตลอดทั้งคืน

"ดูท่าแล้ว, อสูรโลหิตทองคำตัวนี้…พวกเราคงจะต้องเอามาให้ได้สินะ?"

หลินเสวียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน

หลินเสวียนรู้สึกว่าสำนักเทียนเซียวและสำนักเสินโหยว ก็เหมือนกับเด็กสองคนที่กำลังทะเลาะกัน

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ต้องหาเรื่องมา​​ประลองกันให้ได้!

"องครักษ์สิบสาม!"

"คนที่เจ้ารอ คงมาถึงแล้วสินะ?"

ในตอนนี้เอง ก็มีเสียงคำรามดังมาจากทิศทางที่คนของสำนักเสินโหยวอยู่

"มาถึงแล้ว!"

องครักษ์สิบสามแสยะยิ้มแล้วตอบกลับ

"คุยกันหน่อยไหม?"

"แบบนี้มันไม่ใช่ทางออกที่ดีหรอก"

เสียงคำรามดังขึ้นอีกครั้ง, โดยน้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความกวนประสาท

"ได้สิ!"

"พวกเจ้าอยากจะคุยแบบไหนล่ะ?"

องครักษ์สิบสามตอบรับ

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนน่าจะรู้จักกันมาก่อน, และก็น่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขา​ขัดแย้งกัน

"ง่ายมาก!"

"พวกเราก็ต่างก็ต้องการอสูรโลหิตทองคำเหมือนกัน!"

"งั้นพวกเรามาตัดสินกัน…ใครชนะ,​ อสูรโลหิตทองคำก็ตกเป็นของคนนั้น!"

ผู้เชี่ยวชาญ​์ของสำนักเสินโหยวกล่าวอย่างโหดเหี้ยม

"ได้สิ!"

"สู้ก็สู้!"

“ยังไงฝั่งข้าก็มีคนมาเพิ่มแค่คนเดียว, ส่วนเจ้ามีตั้งสอง!”

“​เเละข้าจะสังหารศิษย์สำนักเสินโหยวของเจ้าทั้งสองคนเลย”

องครักษ์สิบสามพูดอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย

“อย่าตีหน้าซื่อนักเลย!”

“ข้ามีศิษย์ เจ้าก็มี, ถ้าเจ้าจะฆ่าศิษย์สำนักเสินโหยวของข้าได้ แล้วข้าจะฆ่าศิษย์สำนักเทียนเซียวของเจ้าไม่ได้รึไง?”

ผู้เชี่ยวชาญ​์ของสำนักเสินโหยวโต้กลับอย่างไม่ยอม

เเต่จริงๆแล้วทั้งสองคนต่างก็รู้แก่ใจดี

สองสำนักจะต่อสู้กัน, จะแก่งแย่งชิงกันยังไงก็ได้!

แต่ห้ามมีการล้มตายเด็ดขาด!

ถ้าหากมีคนตายขึ้นมา ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก…เเละพวกเขาสองคนไม่อาจแบกรับไว้ได้

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบๆหน่อย อย่าเอาเรื่องนี้ไร้สาระ​นี้มาพูดอยู่ร่ำไป!”

องครักษ์สิบสามกล่าวอย่างดูถูก

“ตกลง!”

“ศิษย์ที่เจ้าพามา ต้องเป็นนักปรุงโอสถ​หรือนักหลอมอาวุธ​แน่ๆ… ส่วนผู้ใช้ค่ายกลคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะระดับพลังลมปราณยังไม่ถึงขั้นก่อกำเนิด​ ย่อมไม่สามารถร่ายค่ายกลได้”

“ศิษย์สองคนของข้า, คนหนึ่งเป็นนักปรุงโอสถ​, ส่วนอีกคนเป็นนักหลอมอาวุธ​!”

“ดังนั้น…ศิษย์ของเจ้าจงเลือกเอาคนใดคนหนึ่งในศิษย์ทั้งสองคนของข้ามาประลองปรุงโอสถ​หรือหลอมอาวุธ​ก็ได้”

“ตราบใดที่พวกเจ้าชนะ, อสูรโลหิตทองคำก็เป็นของพวกเจ้า!”

ผู้เชี่ยวชาญ​์ของสำนักเสินโหยวพูดด้วยท่าทางมั่นใจราวกับจับเสือติดปีก

“ประลองปรุงโอสถ​และหลอมอาวุธ​?”

องครักษ์สิบสามถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย​

ส่วนหลินเสวียนก็มีสีหน้าแปลกประหลาดเช่นกัน

“ใช่แล้ว!”

“ว่าไง…กล้ารับคำท้าหรือเปล่า​?”

ผู้เชี่ยวชาญของสำนักเสินโหยวยกยิ้มอย่างพอใจ

“ไร้สาระ!”

“ใครๆในมณฑลกว่างหลิงต่างก็รู้ว่า สำนักเสินโหยวของพวกเจ้าเก่งกาจเรื่องปรุงโอสถ​และหลอมอาวุธ​!”

“การที่เอาข้อได้เปรียบของพวกเจ้ามา​​ประลอง​กับพวกเรา, เจ้าไม่ละอายใจบ้างเลยรึไง?”

เมื่อได้ยินดังนั้น องครักษ์สิบสามก็เหลือบมองหลินเสวียน เป็นเชิงบอกว่าให้เขาใจเย็นๆก่อน

จากนั้นก็รีบด่าทอกลับไปทันที

“ถ้าอย่างนั้น, เจ้าต้องการจะ​ประลองแบบไหน?”

น้ำเสียงของผู้เชี่ยวชาญของสำนักเสินโหยวเริ่มเย็นชาลงเล็กน้อย

“ง่ายมาก!”

“สำนักเทียนเซียวของพวกเราไม่ถนัดเรื่องหลอมอาวุธ​และปรุงโอสถ, ​ ถ้าเจ้าอยากจะ​ประลองแบบนี้ก็ได้”

“แต่พวกเจ้าต้องเพิ่มรางวัล​เดิมพันเข้ามาอีกหน่อย”

“ไม่งั้น…ข้าเห็นว่าเราลงมือต่อสู้​กันตรงๆเลยน่าจะดีกว่า” องครักษ์สิบสามยกยิ้มเหี้ยม

“เพิ่มรางวัลเดิมพัน​?” ผู้เชี่ยวชาญของสำนักเสินโหยวขมวดคิ้ว

“ใช่แล้ว, มันต้องมีรางวัลเดิมพันเพิ่มเติม​!” องครักษ์สิบสามยืนยัน

หลินเสวียนที่ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งรู้สึกขบขัน….องครักษ์สิบสามคนนี้ช่างไม่ใช่คนซื่อสัตย์เอาเสียเลย

นี่เขากำลังวางกับดักกับคนของสำนักเสินโหยวชัดๆ!

“ตกลง!”

“ถ้าเจ้าอยากได้เดิมพัน, ข้าก็จะเพิ่มเดิมพันให้!”

“โอสถก่อกำเนิด​หนึ่งเม็ด!”

“ตราบใดที่ศิษย์ของสำนักเทียนเซียวของเจ้าสามารถเอาชนะศิษย์ของสำนักเสินโหยวของข้าได้, อสูรโลหิตทองคำก็เป็นของพวกเจ้า แถมข้ายังจะมอบยาก่อกำเนิด​ให้อีกหนึ่งเม็ด!”

“แต่ถ้าหากพวกเจ้าแพ้, ก็จะไม่ได้อะไรเลย!”

สำนักเสินโหยวขึ้นชื่อเรื่องปรุงโอสถ​และหลอมอาวุธ​

พอเอ่ยปากก็สามารถ​มอบยาก่อกำเนิด​ระดับสีเหลืองขั้นสูงออกมาได้ในทันที

“หลินเสวียน!”

“เจ้าหมอนี่ขึ้นชื่อเรื่องขี้เหนียว เเต่ครั้งนี้กลับใจปล้ำแบบนี้”

“ศิษย์สองคนที่มันพามา คงจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ”

“เเบบนี้…เจ้ามั่นใจรึเปล่า?”

องครักษ์สิบสามไม่ได้ตอบตกลงทันที

แต่เขากลับหันไปพูดกับหลินเสวียนด้วยเสียงเบาๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ตราบใดที่พวกเขาปรุงโอสถ​ระดับลึกลับออกมาไม่ได้…พวกมันก็ไม่ใช่คู่มือของข้า” หลินเสวียนพูดอย่างมั่นใจ

มีทักษะควบแน่นโอสถขั้นสมบูรณ์และทักษะสำเร็จเป็นโอสถขั้นสมบูรณ์อยู่ในมือ!

มันก็สามารถรับรองได้ว่าการปรุงโอสถของเขา​จะสำเร็จร้อยเปอร์เซ็นต์, แถมสรรพคุณของยาก็ยังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วน!

ต่อให้หลินเสวียนอยากจะยอมแพ้มันก็ยังยากเลย

………….

“องครักษ์สิบสาม!”

“จะ​ประลองหรือไม่​ประลอง…รีบๆตัดสินใจสักที​!”

“ไม่กล้า​ประลองก็รีบไสหัวไป เห็นแก่ที่พวกเราเคยเจอหน้ากันมาบ้าง…ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไปดีๆละกัน”

เห็นองครักษ์สิบสามไม่ตอบสักที, ผู้

เชี่ยวชาญของสำนักเสินโหยวก็เร่งเร้าด้วยความไม่สบอารมณ์​

“หึๆ…พวกเจ้าใจดีจะมอบโอสถ​ให้พวกข้าฟรีๆเเบบนี้, พวกข้ามีหรือจะปฏิเสธ”

เมื่อองครักษ์สิบสามมั่นใจในคำตอบของหลินเสวียน

เขาจึงหัวเราะเสียงดังแล้วกล่าวตอบรับการ​ประลอง

“ดี!”

“แบบนี้ก็ไม่ต้องหลบๆซ่อนๆกันแล้ว”

“พวกเจ้าออกมาได้เเล้ว!”

ผู้เชี่ยวชาญขอบเขต​ก่อกำเนิด​เเก่น​เเท้​ของสำนักเสินโหยวกล่าว​, พร้อมกับเดินออกมาจากด้านหลังก้อนหินพร้อมกับศิษย์สองคน

ผู้เชี่ยวชาญขอบเขต​ก่อกำเนิด​เเก่น​เเท้​ของสำนักเสินโหยวน, เป็นชายวัยกลางคนที่มีผมสีแดงเพลิงเเละสวมชุดคลุมสีฟ้า

ทั่วร่างของเขาแผ่รังสีความเกรี้ยวกราดออกมาอยู่ตลอดเวลา​!

ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังเขา เป็นชายหนึ่งหญิงหนึ่ง…พวกเขา​ล้วนเป็นนักฝึกฝนระดับหลอมรวมลมปราณ

ทั้งคู่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับหลินเสวียน

นอกจากนี้, ทั้งคู่ยังมีใบหน้าคล้ายคลึงกันมาก…พวกเขา​น่าจะเป็นพี่น้องฝาแฝดกัน

ทั้งสองสวมชุดของศิษย์สายนอกของสำนักเสินโหยวน, หญิงสาวคาดเข็มขัด…โดยที่เข็มขัดมีป้ายประจำตัวสลักตัวอักษรเลขสอง, ส่วนเข็มขัดของชายหนุ่มสลักเลขหนึ่งเอาไว้

“ศิษย์สายนอกลำดับ​ที่​หนึ่งเเละสอง?”

สีหน้าขององครักษ์สิบสามพลันเปลี่ยนไป

องครักษ์สิบสามคาดเดาไว้แล้วว่าการที่รั่วหยุนยอมมอบโอสถ​​ก่อกำเนิด​​ออกมา, แสดงว่าพวกมันต้องมีไพ่ตายอะไรบางอย่าง

แต่ไม่คิดเลยว่าครั้งนี้เขาจะมาพร้อมกับศิษย์สายนอกลำดับหนึ่งและลำดับสองของสำนักเสินโหยว

“สุ่ยหนิง สุ่ยหาน ยังไม่รีบมาคารวะองครักษ์สิบสามแห่งสำนักเทียนเซียวอีก”

เมื่อรั่วหยุนเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปขององครักษ์สิบสาม

เขาก็เหลือบมองป้ายประจำตัวที่สลักหมายเลขสิบของหลินเสวียน, ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างพึงพอใจ

“สุ่ยหนิง/สุ่ยหาน…คารวะองครักษ์สิบสามขอรับ/ คารวะองครักษ์สิบสามเจ้าค่ะ”

ศิษย์สองคนของสำนักเสินโหยวคารวะองครักษ์สิบสามอย่างสุภาพ

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก!”

“ได้ยินมาว่าปีที่แล้วมีอัจฉริยะสองคนปรากฏตัวขึ้นในสายนอกของสำนักเสินโหยวของพวกเจ้า”

“ทั้งสองเป็นพี่น้องฝาแฝดที่มีพรสวรรค์อันโดดเด่น!”

“คนหนึ่งได้รับการยอมรับจากเปลวเพลิงโอสถ, ส่วนอีกคนเชี่ยวชาญการหลอมอาวุธ…​ในการประลองจัดอันดับครั้งที่แล้ว พวกเขากลายเป็นศิษย์สายนอกลำดับหนึ่งและลำดับสอง”

“วันนี้ได้มาเห็นกับตาตัวเอง, พวกเจ้าก็ไม่ธรรมดาจริงๆ!”

องครักษ์สิบสามหรี่ตาลงพลางกล่าว

ที่เขาพูดแบบนี้ ก็เพื่อจะย้ำเตือนหลินเสวียนโดยเฉพาะ

เขากลัวว่าหลินเสวียนจะประมาท!

“รู้ดีนักนะ!”

“เเล้วเป็นไงบ้าง…กลัวแล้วล่ะสิ?”

“ถ้ากลัว, เจ้าจะยอมแพ้ตอนนี้ก็ยังทันนะ!”

“แต่ก็น่าเสียดายโอสถ​ก่อกำเนิด​ของข้า…ข้าอุตส่า​อยากจะมอบให้ แต่กลับไม่มีโอกาสเเล้ว” รั่วหยุนเอ่ยขึ้นอย่างกวนประสาท

“ใครบอกว่าพวกข้าจะยอมแพ้”

“มีคนอยากจะมอบโอสถ​​ก่อกำเนิด​ให้ฟรีๆเเบบนี้…มีหรือที่พวกข้าจะปฏิเสธ”

องครักษ์สิบสามโต้กลับ

“ดี…งั้นก็เลือกมา, จะประลองปรุงโอสถ​หรือหลอมอาวุธ​!”

เมื่อได้ยินดังนั้น, รั่วหยุนก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

ในใจของรั่วหยุนตอนนี้กำลังรู้สึกสะใจไว้ล่วงหน้า​!

ถึงกับคิดวิธีที่จะป่าวประกาศ​เพื่อ​ทำให้องครักษ์สิบสามขายหน้าและสำนักเทียนเซียวขายขี้หน้า​ไว้เรียบร้อยแล้ว

“ประลองปรุงโอสถ​!” หลินเสวียนเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา

“ประลองปรุงโอสถ​?”

“ฮ่าๆๆๆ ดูเหมือนว่าสวรรค์ยังไม่เข้าข้างพวกเจ้าสินะ!”

“องครักษ์สิบสาม ถ้าเจ้าพานักหลอมอาวุธ​มา…มันก็อาจจะมีโอกาสอยู่บ้าง”

“แต่ในเมื่อเจ้าดันพานักปรุงโอสถ​มา …เจ้าก็เตรียมตัวแพ้ได้เลย!”

รั่วหยุนหัวเราะลั่น…ราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายชนะไปแล้ว

“พูดมากน่ารำคาญ!”

“ใครแพ้ใครชนะ, ต้องลองดูก่อนถึงจะรู้!” องครักษ์สิบสามกล่าวอย่างเย็นชา

“สุ่ยหนิง, เตรียมตัว​!”

“เจ้าค่ะ…อาจารย์!”

เมื่อได้ยินดังนั้นรั่วหยุนก็เรียกสุ่ยหนิงด้วยรอยยิ้ม

“เอาล่ะ…บอกมาหน่อยสิ, ว่าจะ​ประลองกันแบบไหน!”

หลินเสวียนถามด้วยรอยยิ้ม

“ง่ายมาก!”

“พวกเรากำหนดเวลาให้หนึ่งวัน, ให้พวกเจ้าทั้งสองคนปรุงโอสถ​ออกมาคนละหนึ่งเตา!”

“ใครปรุงโอสถ​ออกมาได้ระดับสูงกว่า คนนั้นก็ชนะไป!”

รั่วหยุนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“เเล้วถ้าหากปรุงได้โอสถ​ระดับเดียวกันล่ะครับ?” หลินเสวียนถามด้วยรอยยิ้มจางๆ

“ระดับเดียวกัน?”

เมื่อได้ยินดังนั้น บนใบหน้าของรั่วหยุนก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน

“ถ้าหากเจ้าปรุงโอสถ​ก่อกำเนิด​ออกมาได้, พวกข้าจะยอมแพ้ให้เลย!”

…………………

จบบทที่ บทที่ 60​ : สำนักเทียนเซียว, สำนักเสินโหยว,​ สำนักเสินหมิง

คัดลอกลิงก์แล้ว