เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 650 ชี้ดาบไปที่เชียนต้าย

บทที่ 650 ชี้ดาบไปที่เชียนต้าย

บทที่ 650 ชี้ดาบไปที่เชียนต้าย


อวี๋เล่อเทียนเซี่ย และ อวี๋เล่อจุ้ยจิงเป้า เป็นเพียงหนังสือพิมพ์บันเทิงฉบับเล็กๆ ในประเทศ หลังจากถูกหมายหัว พวกเขาก็รีบติดต่อมาหาเฉียวลี่ทันที แต่เฉียวลี่แทบจะไม่เสียเวลาคุยด้วย พอได้ยินว่าอีกฝ่ายรายงานตัวมาจากไหน เธอก็โยนประโยคสั้นๆ ใส่ไปว่า "นี่คือมติร่วมกันของหกค่ายเพลง" แล้วกดวางสายทันที

การที่บริษัทจัดการ "เอาเรื่องขึ้นศาล" กับหนังสือพิมพ์บันเทิงต่างชาติสองฉบับนั้น เป้าหมายสูงสุดก็คือเพื่อกระชากหน้ากากผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังออกมา ส่วนการแบล็กลิสต์หนังสือพิมพ์ขนาดเล็กสองฉบับในประเทศนี้ ก็เพื่อเป็นการ "เชือดไก่ให้ลิงดู"

พูดตามตรงนะ สองฉบับนี้ก็ถือว่าโชคร้ายอยู่เหมือนกัน พวกเขาไม่ได้เป็นคนกุข่าวขึ้นมาเองหรอก แค่ไปก๊อบข่าวจากต่างประเทศมาลงก่อนใครเพื่อน เพื่อเรียกกระแสและยอดขายเท่านั้นแหละ

ถ้าว่ากันตามหลักแล้ว มันก็ถือว่าผิดจรรยาบรรณนั่นแหละ แต่ในแวดวงนี้มันก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าใครๆ เขาก็ทำกัน มันคือการเล่นลูก 'เช็ดขอบโต๊ะ' เพื่อเลี่ยงบาลีนั่นเอง

น่าเสียดายที่พวกเขาดันไปแหย่รังแตนอย่างหลี่เจิงเข้า เขากัดไม่ปล่อยและตั้งใจจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด พวกเขาก็เลยต้องยอมรับสภาพความซวยไปตามระเบียบ

วันอาทิตย์ จู่ๆ เฉียวลี่ก็ได้รับโทรศัพท์สายตรงที่เหนือความคาดหมาย จากผู้จัดการฝ่ายลูกค้ารายใหญ่ของเครือบริษัทเถิงรุ่ยเสียง ตามสัญญาเดิมพันที่ตกลงกันไว้ การตัดสินแพ้ชนะจะวัดผลจากระยะเวลาสองเดือน แต่แคมเปญโฆษณาใหม่ของเถิงรุ่ยเสียง เพิ่งจะออกอากาศไปได้แค่เดือนครึ่งเท่านั้น

หลังจากเจรจากันผ่านโทรศัพท์อยู่พักใหญ่ พอวางสาย เฉียวลี่ก็ทำหน้าแปลกๆ ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะกำลังขำตัวเอง แล้วก็ส่ายหน้าไปมาอย่างช่วยไม่ได้...

วันจันทร์

เวลาสิบโมงเช้า ตารางยอดขายในประเทศถูกประกาศออกมา และเป็นอีกครั้งที่ทำเอาคนในวงการต้องตาค้าง

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา สองเทียนโฮ่วที่เพิ่งจะผ่านพ้นช่วงสัปดาห์ที่ยอดขายพุ่งถึงขีดสุดและโกยยอดขายไปได้กว่าสี่แสนแผ่น มาในสัปดาห์นี้ แม้จะพ้นช่วงคุ้มครองจากการละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้วในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยอดขายของพวกเธอก็ยังคงยืนหยัดอยู่ในระดับสูงถึง 350,000 แผ่น

เหอจิ้งอวิ๋น คว้ายอดขาย 384,738 แผ่น

สวี่เฉี่ยวหลิง คว้ายอดขาย 369,485 แผ่น

ซึ่งแทบจะไม่ต่างจากยอดขายในสัปดาห์ที่สองเลย

ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ อู๋ฉี่หย่วน ที่เพิ่งวางแผงสัปดาห์ก่อน อัลบั้มวางตลาดได้เพียง 6 วัน แต่ก็ทำยอดขายไปได้ 131,394 แผ่น ซึ่งคิดเป็นแค่หนึ่งในสามของยอดขายสองเทียนโฮ่วเท่านั้น

วางแผงมา 24 วัน ยอดขายสะสมในประเทศของเหอจิ้งอวิ๋น พุ่งทะลุ 1,330,000 แผ่นไปแล้ว ทำผลงานแตะเกณฑ์การันตียอดขายระดับสี่แพลทินัมครึ่งได้อย่างสบายๆ และมั่นใจได้เลยว่ายอดขายรวมหนึ่งเดือนจะต้องทะลุห้าแพลทินัมครึ่งอย่างแน่นอน เผลอๆ อาจจะแซงหน้าหนิงหลาน ก้าวขึ้นไปเป็นอัลบั้มที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์วงการเพลงในประเทศเลยก็ได้

ส่วนยอดขายสะสมของสวี่เฉี่ยวหลิง ก็ทะลุ 1,240,000 แผ่นไปแล้ว ทำผลงานแตะเกณฑ์การันตียอดขายระดับสี่แพลทินัมไปได้อย่างงดงาม และยอดขายรวมหนึ่งเดือนก็คงจะทะลุห้าแพลทินัมไปได้อย่างไร้ข้อกังขา

ทั้งคู่ต่างก็สร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเองอย่างสมศักดิ์ศรี!

และสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ อัลบั้มของพวกเธอทั้งคู่เป็นอัลบั้มสองภาษา โดยมีสัดส่วนเพลงภาษาอังกฤษมากกว่าเพลงภาษาจีนเสียอีก ซึ่งนี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เพลงภาษาอังกฤษก็มีศักยภาพในการทำตลาดในประเทศได้อย่างมหาศาล เพียงแต่ก่อนหน้านี้ยังไม่มีใครดึงศักยภาพตรงนี้ออกมาใช้ก็เท่านั้นเอง

ตลาดหัวกั๋วได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของตนเองในตลาดเพลงระดับเอเชียมาแล้ว นับตั้งแต่ตอนที่ศิลปินเกาหลีเล็กเริ่มเข้ามาบุกตลาด และในครั้งนี้ มันก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า ตลาดหัวกั๋วก็มีความสำคัญและอิทธิพลในตลาดเพลงสากลเช่นเดียวกัน ซึ่งจะมองข้ามไปไม่ได้เลย

หลังจากนั้น ยอดขายของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียประจำสัปดาห์ที่แล้วก็ทยอยเปิดเผยออกมา

เมื่อเทียบกับยอดขายในประเทศที่ยังคงพุ่งทะยาน ยอดขายในเอเชียดูจะแผ่วลงมานิดหน่อย

เหอจิ้งอวิ๋น ในเกาะรื่อกั๋ว 190,000 กว่าแผ่น, ในเกาหลีเล็ก 160,000 กว่าแผ่น และในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 330,000 กว่าแผ่น

สวี่เฉี่ยวหลิง ในเกาะรื่อกั๋ว 180,000 กว่าแผ่น, ในเกาหลีเล็ก 200,000 กว่าแผ่น และในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 310,000 กว่าแผ่น

เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ยอดขายลดลงไปประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ สำหรับอัลบั้มที่ไม่ใช่ภาษาแม่ การที่ยอดขายพุ่งสูงปรี๊ดติดต่อกันสิบกว่ายี่สิบวันก็ถือว่าปังสุดๆ แล้ว การที่ยอดขายจะเริ่มแผ่วลงและถึงจุดอิ่มตัวก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ยอดขายในตลาดยุโรปและอเมริกาจะประกาศออกมาในช่วงค่ำ ระหว่างที่คนในวงการต่างเฝ้ารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ทันใดนั้นในช่วงเย็น ก็มีข่าวช็อกวงการโผล่พรวดเข้ามาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ข่าวนี้สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการบันเทิงของหัวกั๋ว และถูกแพร่กระจายไปยังวงการบันเทิงเกาหลีเล็กและมี่กั๋วในพริบตา

เครือบริษัทเถิงรุ่ยเสียง จัดงานแถลงข่าวฉุกเฉิน โดยมีรองประธานฝ่ายการตลาดเป็นผู้ขึ้นประกาศว่า ข้อตกลงสัญญาวัดผลยอดขายระหว่างบริษัทและหลี่เจิงพรีเซนเตอร์คนสำคัญ ได้ผลสรุปก่อนกำหนด ทางบริษัทจะจ่ายค่าตอบแทนให้หลี่เจิงเต็มจำนวนตามสัญญา สำหรับการเป็นพรีเซนเตอร์ในประเทศระยะเวลา 2 ปี และค่าจัดทำแผนแคมเปญโฆษณา รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 20 ล้านหยวน

และนอกจากนี้ ทางบริษัทเตรียมจะยื่นข้อเสนอเพิ่มเติม เพื่อเชิญให้หลี่เจิงรับตำแหน่งพรีเซนเตอร์แบรนด์ในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยสัญญาจะครอบคลุมระยะเวลา 2 ปีเช่นกัน ด้วยค่าตัวสูงถึง 20 ล้านหยวน ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เจรจาเบื้องต้นจนบรรลุข้อตกลงกันแล้ว และจะมีการจรดปากกาเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

หลังจากที่เคยสร้าง 'ปาฏิหาริย์' ด้วยโฆษณาเหน่าเหอจิงมาแล้ว หลี่เจิงก็สร้าง 'สถิติเทพ' ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยค่าตัวพรีเซนเตอร์ในประเทศ 2 ปี พร้อมค่าคิดแผนโฆษณาที่สูงลิ่วถึง 20 ล้านหยวน ตัวเลขนี้เป็นการทุบสถิติทั้งวงการพรีเซนเตอร์ และวงการครีเอทีฟโฆษณาของประเทศอย่างราบคาบ

ต้องเข้าใจก่อนว่า สถิติค่าตัวพรีเซนเตอร์สูงสุดก่อนหน้านี้ ก็คือหลี่เจิงเองนี่แหละ ที่เรียกไป 6 ล้านหยวนต่อปี ส่วนค่ามันสมองในการคิดแผนโฆษณาต่อแคมเปญ ก็คือ 2.5 ล้านหยวน

และด้วยการอัดฉีดงบเพิ่มอีก 20 ล้านหยวน เพื่อจ้างให้เขาเป็นพรีเซนเตอร์ระดับสากล สัญญา 2 ปี ทำให้หลี่เจิงกลายเป็นศิลปินในประเทศเพียงคนเดียว ที่ได้เซ็นสัญญากับแบรนด์ระดับสากลแบบเอ็กซ์คลูซีฟแต่เพียงผู้เดียว

นอกจากนี้ การประกาศข่าวนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณว่า ในอีกไม่ช้า หลี่เจิงน่าจะเตรียมตัวลุยตลาดเพลงระดับสากลอย่างเต็มตัวแล้ว

ก็แหงล่ะ ตอนนี้บารมีในฐานะนักร้องของหลี่เจิงยังมีผลแค่ในประเทศเท่านั้น การที่เถิงรุ่ยเสียงกล้าทุ่มเงินเซ็นสัญญาจ้างเขาเป็นพรีเซนเตอร์สากล ก็แสดงว่าพวกเขาย่อมต้องรู้ความเคลื่อนไหวและแผนงานในอนาคตของหลี่เจิงเป็นอย่างดี ถึงได้กล้าลงทุนซื้ออนาคตล่วงหน้า!

มูลค่ารวมของสัญญาพรีเซนเตอร์ 2 ปี และค่าแผนโฆษณา พุ่งสูงถึง 40 ล้านหยวน นี่คือดีลธุรกิจที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการบันเทิงหัวกั๋ว เป็นการการันตีมูลค่าส่วนตัวของหลี่เจิงอย่างเป็นทางการ และยกระดับให้เขากลายเป็นศิลปินเพียงคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของวงการ ชนิดที่ว่าทิ้งห่างศิลปินคนอื่นๆ ในประเทศไปไกลลิบลับ

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ ก็คงเหมือนกับโลกก่อนหน้านี้ ที่ ไมเคิล จอร์แดน คัมแบ็กกลับมาลงสนามให้ NBA แล้วทีมชิคาโก บูลส์ ก็ประเคนค่าเหนื่อยให้เขาสูงถึง 30 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทะลุเพดานเงินเดือนของลีกไปไกลลิบ แต่ยังสูงกว่าค่าเหนื่อยอันดับสองของลีกถึงกว่าหนึ่งเท่าตัวอีกต่างหาก

ตอนที่การประกาศค่าเหนื่อยของจอร์แดนหลุดออกมา มันสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการ NBA มากขนาดไหน ค่าตัวพรีเซนเตอร์สุดอลังการของหลี่เจิงในตอนนี้ ก็สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการบันเทิงของประเทศได้มากพอๆ กันนั่นแหละ

หลังจากที่ข่าวนี้ถูกปล่อยออกไป เฉียวลี่และประธานฮว๋าก็ต่อสายทางไกลคุยโทรศัพท์ข้ามประเทศกันทันที

จอห์นอาศัยเส้นสายส่วนตัว กระจายข่าวในแวดวงบันเทิงของมี่กั๋วอย่างรวดเร็วที่สุดว่า หลี่เจิงเพิ่งจะเซ็นสัญญาธุรกิจมูลค่า 40 ล้านหยวน (ประมาณ 5 ล้านดอลลาร์มี่กั๋ว) และเงินครึ่งหนึ่งจากรายได้ก้อนนี้ ซึ่งก็คือ 10 ล้านหยวน จะถูกแบ่งออกมาตั้งเป็น 'กองทุนสู้คดี' เพื่อใช้จัดการกับสำนักพิมพ์ ฮว๋าฮว๋าสือเจี้ย โดยจะฟ้องร้องให้ถึงที่สุดจนกว่าจะชนะ!

ในขณะเดียวกัน สำนักงานทนายความที่รับผิดชอบคดีนี้ ก็ได้รับมอบหมายจากเฉียวลี่ ให้ส่งสารถึงฮว๋าฮว๋าสือเจี้ยว่า ภายใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ หากทางสำนักพิมพ์ไม่ยอมให้คำตอบที่ชัดเจนและน่าพอใจ ก็ถือว่าล้มโต๊ะเจรจายอมความ และทางทนายความจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอย่างเป็นทางการทันที

อีกฝั่งหนึ่ง ค่ายเพลงทีวายและบริษัทภาพยนตร์ที่เป็นพันธมิตรกับหัวเก๋อ ก็จัดการกระจายข่าวนี้ให้กระฉ่อนไปทั่ววงการบันเทิงของเกาหลีเล็กเช่นกัน โดยบอกว่ารายได้อีกครึ่งหนึ่งของหลี่เจิง หรือ 10 ล้านหยวน (ราวๆ 2 พันล้านวอน) จะถูกกันไว้เป็นกองทุนสู้คดีกับสำนักพิมพ์ จวิ้นหนานเหมยหนวี่ และจะกัดไม่ปล่อยจนกว่าจะชนะคดี

สำนักงานทนายความที่ได้รับมอบหมาย ก็ทำการยื่นคำขาดครั้งสุดท้ายให้กับ จวิ้นหนานเหมยหนวี่ เช่นกัน

สามทุ่มตรง ยอดขายอัลบั้มในตลาดยุโรปและอเมริกาก็ถูกประกาศออกมา

เหอจิ้งอวิ๋น ทำไปได้ 550,000 กว่าแผ่น

สวี่เฉี่ยวหลิง ทำไปได้ 650,000 กว่าแผ่น

เพลงโปรโมตหลักภาษาอังกฤษทั้งสี่เพลง ต่างก็พาเหรดกันทะยานเข้าสู่ท็อป 8 บนชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ส่งผลให้อัลบั้มของสองเทียนโฮ่วในสัปดาห์ที่สี่ แม้จะวางแผงมานานแล้ว แต่ยอดขายกลับพุ่งสวนกระแสอย่างน่าประหลาดใจ ซึ่งนี่ก็ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่ก็สมเหตุสมผลไปในตัว ทำให้เกิดปรากฏการณ์พุ่งทะยานสวนทางตรรกะปกติได้อย่างสวยงาม

ยอดรวมของสัปดาห์ที่แล้ว เหอจิ้งอวิ๋น คว้าไป 1,640,000 กว่าแผ่น ส่วนสวี่เฉี่ยวหลิง ทำได้ 1,720,000 กว่าแผ่น

แม้จะลดลงจากสัปดาห์ที่พีคที่สุดไปบ้าง แต่ก็ยังคงความแข็งแกร่งและน่าเกรงขามเอาไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อเทียบกับราชาเพลงแรปเปอร์ระดับอินเตอร์อย่าง เบน โคลี ที่ปล่อยอัลบั้มก่อนพวกเธอหนึ่งสัปดาห์ ยอดขายตลอดสี่สัปดาห์ของเขา ถูกพวกเธอทิ้งห่างไปแล้วหลายแสนแผ่น และถ้าคำนวณจนถึงตอนที่อัลบั้มวางแผงครบหนึ่งเดือนเต็ม ยอดขายของพวกเธอก็น่าจะทิ้งห่างเขาไปได้มากกว่าหนึ่งแพลทินัมเลยทีเดียว

วันอังคาร

ประธานฮว๋ามาถึงที่ทำงาน ก็ได้รับโทรศัพท์จากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทภาพยนตร์ในเกาหลีเล็กทันที อีกฝ่ายแจ้งว่า เพื่อนในวงการคนหนึ่งได้รับการไหว้วานจาก จวิ้นหนานเหมยหนวี่ มากระซิบว่า เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการขอเจรจายอมความ พวกเขายินดีที่จะแฉตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังให้ฟังเป็นการส่วนตัว แต่จะไม่ขอออกมายืนยันผ่านสื่อสาธารณะ นอกจากนี้ พวกเขาพร้อมจะลงพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่งเพื่อขอโทษและชี้แจงความจริงเรื่องข่าวฉาวของเหอจิ้งอวิ๋น พร้อมทั้งเสนอเงินค่าทำขวัญจำนวน 50 ล้านวอน (เทียบเท่ากับ 250,000 หยวน) เป็นการไถ่โทษอีกด้วย

ประธานฮว๋าจึงโทรไปปรึกษากับเฉียวลี่ และเมื่อเฉียวลี่เห็นชอบ เขาก็ตอบตกลงข้อเสนอนี้ทันที

บ่ายวันนั้น นิตยสารบันเทิง จวิ้นหนานเหมยหนวี่ ฉบับล่าสุด ก็มีบทความพิเศษเขียนโดยบรรณาธิการใหญ่ตีพิมพ์หลาบนหน้าหนึ่ง เนื้อความระบุว่า ภาพถ่ายของเหอจิ้งอวิ๋นและหลี่เวินไท่ เป็นฝีมือของนักข่าวในสังกัดที่แอบสะกดรอยตามตั้งแต่ตอนอัดรายการไปจนถึงโรงแรม ภาพเหล่านั้นถูกนำมาตีความผิดๆ และสร้างเรื่องราวเกินจริง ล่าสุดทางสำนักพิมพ์ได้สั่งพักงานนักข่าวคนดังกล่าวแล้ว และขออภัยอย่างสุดซึ้งต่อทั้งเหอจิ้งอวิ๋นและหลี่เวินไท่ ส่วนเรื่องค่าเสียหายและค่าชดเชย ขณะนี้ทางสำนักพิมพ์กำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับผู้ที่เกี่ยวข้อง

และในทางลับ ข้อมูลก็ถูกเปิดเผยออกมาว่า ผู้ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้ก็คือ "เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์"

นอกจากนี้ หลี่เวินไท่เองก็ได้รับคำสั่งและรู้เห็นเป็นใจกับแผนการนี้มาตั้งแต่ต้น การที่ถ่ายรูปเหล่านั้นมาได้ ก็เพราะเขาให้ความร่วมมืออย่างลับๆ นั่นเอง

คืนนั้น จอห์นก็โทรมาหาเฉียวลี่ และรายงานความคืบหน้าว่า ฮว๋าฮว๋าสือเจี้ย ก็ใช้วิธีเดียวกัน พวกเขาให้เพื่อนในวงการเป็นตัวกลางติดต่อมา เพื่อขอเจรจายอมความ โดยเสนอจะบอกตัวผู้บงการแบบลับๆ แต่ไม่ขอประกาศออกสื่อ พร้อมทั้งจะตีพิมพ์บทความขอโทษและชี้แจงข่าวฉาวของหลี่เจิงลงหน้าหนังสือพิมพ์ และมอบเงินค่าทำขวัญให้ 50,000 ดอลลาร์มี่กั๋ว ซึ่งดูจะใจป้ำกว่าทางฝั่ง จวิ้นหนานเหมยหนวี่ อยู่พอสมควร

เฉียวลี่ก็ตอบตกลงตามนั้น

และหลังจากนั้น 13 ชั่วโมง หนังสือพิมพ์ ฮว๋าฮว๋าสือเจี้ย ฉบับใหม่ ก็ตีพิมพ์บทความขอโทษและชี้แจงความจริงลงบนหน้าหนึ่งเช่นเดียวกัน

ส่วนตัวผู้บงการที่ถูกเปิดเผยออกมาอย่างลับๆ ก็หนีไม่พ้น "เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์" อีกเช่นเคย

และแน่นอนว่า ฟิโอน่าเองก็ถูกว่าจ้างและได้รับบรีฟงานมาอย่างดี รูปถ่ายเหล่านั้นถูกถ่ายมาได้ก็เพราะเธอร่วมจัดฉากด้วย

หนังสือพิมพ์บันเทิงระดับประเทศและระดับภูมิภาคกว่าสิบฉบับ ไม่ว่าจะเป็น หวนซิงเอนเตอร์เทนเมนต์ โจวซิงอวี๋เล่อ และสำนักข่าวอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับหกค่ายเพลงพันธมิตร ต่างก็พร้อมใจกันรีไรต์และตีพิมพ์คำขอโทษจากสองสำนักข่าวต่างชาติลงในฉบับล่าสุดของตัวเอง

ในต่างประเทศ หนังสือพิมพ์บันเทิงหลายฉบับก็ทยอยรายงานข่าวนี้กันอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

ถึงจุดนี้ ข่าวฉาวของหลี่เจิงและเหอจิ้งอวิ๋น ก็ถือว่าถูกกวาดล้างและล้างมลทินไปจนหมดสิ้นแล้ว

ทว่าสำหรับหลี่เจิง เรื่องมันยังไม่จบแค่นี้หรอก การลากตัวผู้บงการออกมาได้ มันเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น...

"หนังสือพิมพ์ทั้งสองสำนักต่างก็ซัดทอดไปที่ เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ ไม่น่าจะผิดตัวแล้วล่ะ"

เฉียวลี่วิเคราะห์อย่างใจเย็น "แต่ฉันรู้สึกว่า คนบงการน่าจะไม่ได้มีแค่เจ้าเดียวหรอก อ้ายคูฉี เองก็มีส่วนต้องสงสัยมาก ถึงไม่ได้เป็นคนสั่งการโดยตรง แต่ก็ต้องรู้เห็นเป็นใจด้วยแน่ๆ"

"หลี่เวินไท่เป็นศิลปินในสังกัดอ้ายคูฉี ต่อให้เชียนต้ายจะแอบข้ามหัวไปสั่งการหลี่เวินไท่โดยพลการ แต่พอข่าวฉาวหลุดออกมา อ้ายคูฉีก็ต้องรู้เรื่องและออกมาชี้แจงบ้างสิ แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเงียบกริบ"

หลี่เจิงพยักหน้า ก่อนจะส่ายหน้าไปมา การวิเคราะห์ของเฉียวลี่มีเหตุผลก็จริง แต่จะฟันธงลงไปเลยก็ยังไม่ได้ เพราะการที่หลี่เวินไท่มีข่าวฉาวกับเหอจิ้งอวิ๋น มันก็ไม่ได้ส่งผลเสียอะไรกับชื่อเสียงของหลี่เวินไท่นัก แถมเขายังได้อานิสงส์เกาะกระแสความดังของเหอจิ้งอวิ๋นอีกต่างหาก

ในเมื่อเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์ อ้ายคูฉีจะโผล่หัวออกมาปฏิเสธให้โง่ทำไมล่ะ?

เฉียวลี่พูดต่อ "ฉันยังสงสัยอีกว่ากุ๋นเสวี่ยก็น่าจะมีส่วนรู้เห็นด้วยนะ กุ๋นเสวี่ยเป็นพาร์ตเนอร์เจ้าเดียวของเชียนต้ายในประเทศ และก็เป็นหนึ่งในสองพาร์ตเนอร์ของอ้ายคูฉีในประเทศด้วย บวกกับการที่กุ๋นเสวี่ยโดนหกค่ายพันธมิตรกดดันอย่างหนัก การที่จะลงมือแก้แค้นมันก็สมเหตุสมผลอยู่"

หลี่เจิงพยักหน้าอีกครั้ง แต่ก็ยังส่ายหน้าเหมือนเดิม เหตุผลก็เหมือนกับครั้งก่อนนั่นแหละ มันฟังขึ้น แต่ก็ยังด่วนสรุปไม่ได้

"คุณช่วยโทรหาผู้บริหารของห้าค่ายพันธมิตร... อ้อ โทรหาประธานลั่วของกุ๋นเสวี่ยด้วยนะ ไม่ต้องพูดอะไรมาก แค่แจ้งให้เขารู้ก็พอ ว่าผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังข่าวฉาวของผมกับเหอจิ้งอวิ๋นก็คือ เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์"

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง หลี่เจิงก็สั่งการ "แล้วก็ติดต่อไปทางแผนกการตลาดสำนักงานใหญ่ของเชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ด้วย บอกพวกเขาไปเลยว่าเราสืบรู้แล้วว่าพวกเขาเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง และเรียกร้องให้เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ออกมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจน"

เฉียวลี่ไม่มีข้อโต้แย้งสำหรับข้อแรก แต่สำหรับข้อหลัง เธอทักท้วงขึ้นมาว่า "เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ไม่มีทางยอมรับหรอก"

หลี่เจิงตอบเรียบๆ "ผมก็ไม่ได้หวังให้เขายอมรับอยู่แล้ว นี่มันคือการ 'ใช้วิธีอะลุ่มอล่วยก่อนแล้วค่อยใช้กำลัง' ต่างหากล่ะ"

เฉียวลี่ขมวดคิ้ว "ใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง? คุณอย่าบอกนะว่าคุณกะจะเอาเรื่องเชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ขึ้นศาลน่ะ"

หลี่เจิงยิ้มมุมปาก "เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์เป็นหนึ่งในหกค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ระดับโลกนะ มูลค่าบริษัททะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์มี่กั๋วไปแล้ว ถ้าฮว๋าชั่นมีมูลค่าสัก 10,000 ล้านดอลลาร์บ้าง ผมก็คงจะทำแบบนั้นแหละ"

เฉียวลี่กรอกตาบนใส่ด้วยความหมั่นไส้ ขี้เกียจจะถามต่อ เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วกดโทรออกทีละสาย

ผู้บริหารทั้งห้าค่ายตอบสนองคล้ายกัน คือถามกลับมาว่าหลี่เจิงกะจะทำยังไงต่อไป ซึ่งเฉียวลี่ก็ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ไป ส่วนประธานลั่ว พอได้ยินปุ๊บ ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือรีบแก้ตัวทันที ยืนกรานหนักแน่นว่ากุ๋นเสวี่ยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เด็ดขาด

ส่วนทางด้านเชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ ก็เป็นไปตามคาด พวกเขาปฏิเสธเสียงแข็ง แถมท่าทีก็แข็งกร้าวสุดๆ ถึงขั้นขู่กลับมาด้วยซ้ำว่า ถ้าฮว๋าชั่นปล่อยข่าวลือมั่วซั่วจนทำให้เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่ว่าจะในหัวกั๋ว เอเชีย หรือในตลาดเพลงสากล เชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์จะดำเนินคดีทางกฎหมาย ฟ้องร้องฮว๋าชั่นให้ถึงที่สุด

หลังจากโทรศัพท์เสร็จ เฉียวลี่ก็เล่าสถานการณ์ให้ฟัง แล้วก็ถามแทนผู้บริหารทั้งห้าค่าย "ตกลงว่าคุณจะเอายังไงต่อไป?"

หลี่เจิงยืดแขนบิดขี้เกียจ "ก็บอกแล้วไง ว่าผมจะใช้ไม้อ่อนก่อนไม้แข็ง"

"แล้วไอ้ไม้แข็งของคุณมันคืออะไรล่ะ?"

"ผมให้เสิ่นก้วนชางช่วยรวบรวมข้อมูลมาให้หน่อย ขอศึกษาดูก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน"

จากประสบการณ์ที่ทำงานกับหลี่เจิงมา เฉียวลี่เดาได้เลยว่าหมอนี่ต้องมีแผนอะไรอยู่ในใจแน่ๆ แถมต้องเป็นแผนที่บ้าระห่ำมากด้วย เขาถึงได้พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมบอก เพราะกลัวว่าเธอจะห้าม นั่นก็แปลว่าหลี่เจิงตั้งใจแน่วแน่แล้ว และจะต้องลุยให้ได้!

เธอเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ถามต่อ

หนึ่งวันผ่านไป

เสิ่นก้วนชางเอาเอกสารข้อมูลที่รวบรวมได้มาวางตรงหน้าหลี่เจิง

ในเอกสารนั้น มีรายชื่อของนักร้อง 9 คน ในสังกัดเชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์ ที่กำลังอยู่ในช่วงโปรโมตก่อนวางแผง และบางคนก็ได้ประกาศกำหนดการปล่อยอัลบั้มอย่างเป็นทางการออกมาแล้ว ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาสองเดือนข้างหน้านี้

หลี่เจิงกวาดสายตาดู แล้วก็ชี้ไปที่ชื่อหนึ่ง "วงโอลด์บอยส์ อัดอัลบั้มใกล้จะเสร็จแล้วใช่ไหม กำหนดวางแผงคือปลายเดือนมีนาคม ชนกับวง K4 พอดีเลย งั้นให้พวกเขาประกาศท้าดวลกับวง K4 กลางสื่อไปเลยก็แล้วกัน"

เสิ่นก้วนชางตาโตเบิกกว้าง "พี่ นี่พี่ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย? วงโอลด์บอยส์เพิ่งจะฟอร์มวงกันเองนะ แถมในตลาดเพลงระดับสากล พวกเขาก็เป็นแค่วงหน้าใหม่ใสปิ๊ง ส่วนวง K4 นี่ระดับวงดนตรีแถวหน้าตัวท็อปเลยนะ ถ้าท้าดวลแล้วแพ้ขึ้นมา ชื่อเสียงของวงโอลด์บอยส์ได้พังป่นปี้ไม่มีชิ้นดีแน่ๆ"

หลี่เจิงตอบหน้าตาย "แต่ถ้าชนะขึ้นมาล่ะ ก็ดังเป็นพลุแตกเลยไม่ใช่เหรอไง? ถึงแม้ยอดขายอัลบั้มชุดเดียวมันจะยังไม่ทำให้พวกเขาขึ้นแท่นวงแถวหน้าตัวท็อปได้ แต่รับรองได้เลยว่าดังระเบิดระเบ้อชัวร์ ค่าตัวงานแสดงกับพรีเซนเตอร์ก็จะพุ่งขึ้นไปเทียบเท่าพวกวงระดับแถวหน้าตัวท็อปเลยล่ะ"

พูดจบ เขาก็เสริมต่อ "แน่นอนว่าเรื่องนี้เราต้องให้อาเต๋อที่เป็นนักร้องนำเห็นด้วยก่อน นายไปคุยกับเขาเลย บอกว่าเป็นความต้องการของฉัน ถ้าเขาไม่กล้า ก็ช่างมันเถอะ"

จากนั้น หลี่เจิงก็ชี้ไปที่อีกชื่อหนึ่ง "วงเชียนต้าย จะวางแผงช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายน นับจากตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเกือบสองเดือน นายไปแจ้งให้วงซื่อฝูเทียน เตรียมตัวเริ่มโปรเจกต์อัลบั้มใหม่ได้เลย มีเวลาแต่งเพลงสิบวัน อัดเสียงหนึ่งเดือน แล้วก็โปรโมตอุ่นเครื่องอีกครึ่งเดือน กำหนดวางแผงก็เอาช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายน ชนกับวงเชียนต้ายไปเลย แล้วก็ประกาศท้าดวลกับวงเชียนต้ายผ่านสื่อด้วยเหมือนกัน"

เสิ่นก้วนชางแทบจะกระอักเลือดออกมา วงเชียนต้ายเป็นถึงวงดนตรีระดับเทียนหวังระดับตำนาน เป็นวงดนตรีตัวชูโรงและเป็นหน้าเป็นตาของเชียนต้ายเอนเตอร์เทนเมนต์เลยนะ

เขาเพิ่งจะเข้าใจก็ตอนนี้เอง ว่าการที่เชียนต้ายแอบไปปล่อยข่าวฉาวของหลี่เจิงกับเหอจิ้งอวิ๋น มันได้ไปกระตุกหนวดเสือและจุดชนวนความโกรธของหลี่เจิงเข้าอย่างจัง นี่มันคือการชี้ดาบประกาศสงครามกับเชียนต้ายแบบไม่เผาผีกันแล้ว!

จบบทที่ บทที่ 650 ชี้ดาบไปที่เชียนต้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว