- หน้าแรก
- โตวหลัว : เมื่อม่านสวรรค์ฉายภาพทวีปนินจาที่ข้ากุขึ้นมา
- บทที่ 10 ถังซาน: นักรบผู้มากประสบการณ์
บทที่ 10 ถังซาน: นักรบผู้มากประสบการณ์
บทที่ 10 ถังซาน: นักรบผู้มากประสบการณ์
บทที่ 10 ถังซาน: นักรบผู้มากประสบการณ์
แต่ในวินาทีต่อมา ทุกคนตั้งแต่ชายสวมหน้ากากไปจนถึงผู้คนที่เฝ้าดูการประลองจากเบื้องล่าง ต่างเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ร่างของ นามิคาเสะ มินาโตะ เลือนหายไปในอากาศอย่างฉับพลัน เขาเคลื่อนย้ายพริบตาตามคุไนเทพสายฟ้าเหินที่ขว้างออกไปก่อนหน้านี้ แล้วไปปรากฏตัวที่ด้านหลังของชายสวมหน้ากากในทันที!
[“ตูม——!!”]
นามิคาเสะ มินาโตะ อัดกระแทกพลังลงไปอย่างรุนแรง
เกิดการระเบิดของพลังงานที่น่าสะพรึงกลัว ส่งผลให้พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงและเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางกว่าห้าสิบเมตร เศษซากหินและฝุ่นละอองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ที่ก้นหลุม ชายสวมหน้ากากเอ่ยขึ้นด้วยความตกตะลึงและไม่ยากจะเชื่อ
"นี่คือขั้นที่สองของวิชาเทพสายฟ้าเหินอย่างนั้นเหรอ!"
"ข้าคำนวณพลาดไป... นึกไม่ถึงเลยว่าเขาจะใช้คุไนเล่มนั้นในการเดินทางข้ามมิติเวลาได้จริงๆ?"
บนม่านสวรรค์เบื้องบน ทั่วทั้งทวีปโต่วหลัวต่างเต็มไปด้วยความตกตะลึงและประหลาดใจ
"การต่อสู้ครั้งนี้ยอดเยี่ยมมาก! มันแตกต่างจากวิถีการต่อสู้ของเหล่าวิญญาณจารย์อย่างพวกเราโดยสิ้นเชิง!"
"นามิคาเสะ มินาโตะ สมกับเป็นโฮคาเงะรุ่นที่สี่จริงๆ การประลองครั้งนี้เปิดโลกทัศน์ใหม่างแท้จริง!"
"กลยุทธ์เฉพาะหน้าและการวิเคราะห์ข้อมูลการรบช่างน่ากลัวเหลือเกิน!"
"ร่างของเขาพริบตาผ่านไปราวกับประกายแสงสีทอง เทเลพอร์ตไปมาเหมือนดาวตกสีทองเลย!"
ภายในหออาวุโสของสำนักวิญญาณยุทธ์
เฉียนเต้าหลิวที่เป็นพี่ใหญ่เงยหน้ามองม่านสวรรค์พลางทอดถอนใจอย่างลึกซึ้ง
"สิ่งที่ดูเหมือนเป็นการโจมตีที่รุนแรงในตอนแรก แท้จริงแล้วเป็นเพียงเหยื่อล่อ จงใจทำให้ชายสวมหน้ากากเกิดความชะล่าใจ"
"ช่วงเวลาที่ศัตรูคิดว่าตนเองชนะและเปิดเผยจุดอ่อนออกมา นั่นแหละคือวินาทีตัดสินผลแพ้ชนะ การวางแผนแบบนี้ช่างชาญฉลาดเด็ดขาดนัก"
พรหมยุทธ์ราชสีห์พยักหน้าเห็นด้วยช้าๆ
"ปรัชญาการต่อสู้ของทวีปนั้นแตกต่างจากของพวกเราโดยสิ้นเชิง พวกเขาไม่เน้นความอึดถึกหรือการบดขยี้ด้วยพลังดิบ แต่ให้ความสำคัญกับการมองทะลุจุดอ่อนในพริบตา แล้วเผด็จศึกด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียว"
"สิ่งที่น่าทึ่งยิ่งกว่าคือความสามารถในการวิเคราะห์ นามิคาเสะ มินาโตะปะทะฝีมือเพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็สามารถถอดรหัสการสลับระหว่างกายจริงกับภาพลวงตา รวมถึงความสามารถทางมิติของชายสวมหน้ากากได้เกือบทั้งหมด สติปัญญาในระดับนี้หาได้ยากยิ่งนัก!"
เฉียนเต้าหลิวหวนนึกถึงการปะทะกับถังเฉินหลายครั้งในอดีต ซึ่งล้วนเป็นการหักโหมพลังเข้าใส่กันตรงๆ เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจะสามารถวางแผนทีละขั้น ใช้จุดเด่นเลี่ยงจุดด้อยแบบนี้ได้
เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ถ้าอย่างนั้น... ตอนนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องรับการโจมตีจากค้อนเฮ่าเทียนของถังเฉินตรงๆ หรอกสินะ"
"พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว!"
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำพลันได้คิดและเอ่ยขึ้น
"ท่านมีวิญญาณยุทธ์เทวทูตหกปีก โบยบินบนท้องฟ้าด้วยความเร็วที่ไร้เทียมทานทั่วทั้งทวีป ท่านควรเน้นไปที่การตอดนิดตอดหน่อยและดึงเชิงถังเฉินไว้ คอยตั้งรับเขาอย่างรัดกุมก็พอ!"
เหล่ามหาปุโรหิตคนอื่นๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยและเอ่ยสนับสนุน
แววตาของเฉียนเต้าหลิวฉายรอยยิ้มแห่งความมั่นใจออกมา
"หากในอนาคตข้าได้ประมือกับถังเฉินอีกครั้ง ข้าจะใช้วิธีนี้สยบเขา และแสดงให้เห็นถึงอานุภาพแห่งเทวทูต!"
ณ พระราชวังพระสันตะปาปา
อวี่จื่อรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก สายตาของเขาจับจ้องไปยังการต่อสู้อันดุเดือดบนม่านสวรรค์
การได้เห็นการประลองครั้งยิ่งใหญ่นี้ด้วยตาตัวเอง มันทรงพลังและน่าทึ่งกว่าการดูอนิเมะในชาติก่อนเป็นร้อยเท่า
ปี๋ปี่ตงจ้องมอง นามิคาเสะ มินาโตะ ที่กำลังเคลื่อนย้ายพริบตาไปมาบนท้องฟ้า พลางเริ่มวิเคราะห์อย่างละเอียด
"วิญญาณยุทธ์ที่แปลกประหลาดเหลือเกิน สามารถเทเลพอร์ตไปข้างๆ วิญญาณยุทธ์ที่ปล่อยออกไปได้ทันที ปรากฏตัวและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เคลื่อนที่พริบตาได้ไกลนับพันลี้"
"แถมยังสามารถเบี่ยงเบนการโจมตีขนาดใหญ่ยักษ์ที่ทำลายภูเขาเผาเมืองได้อีกด้วย"
"เทพสายฟ้าเหินงั้นเหรอ!... ความเร็วและความสามารถทางมิติแบบนี้ สมชื่อจริงๆ!"
จากนั้นนางก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
"กลยุทธ์การต่อสู้ของทวีปนารูโตะกับทวีปโต่วหลัวดูจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงเลยนะ! เสี่ยวจื่อ นินจาแห่งทวีปนารูโตะของเจ้าดูเหมือนจะถนัดการต่อสู้แบบตัวต่อตัวเป็นพิเศษเลย"
อวี่จื่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ
"ถูกต้องแล้วครับ แม้ว่าพวกเราจะมีทีมย่อยบ้าง แต่ก็ไม่เคยจัดทีมเจ็ดคนแบบของโต่วหลัว ส่วนใหญ่พวกเราจะปฏิบัติภารกิจเป็นทีมสามคน"
ปี๋ปี่ตงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วถามต่อด้วยความคาใจ
"แล้วสุดท้ายโฮคาเงะรุ่นที่สี่เป็นยังไงบ้าง? ด้วยความแข็งแกร่งของเขา น่าจะสยบความวุ่นวายของเก้าหางได้ไม่ยากไม่ใช่เหรอ?"
อวี่จื่อส่ายหน้าช้าๆ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความโศกเศร้า
"ไม่เป็นอย่างที่คิดหรอกครับ โฮคาเงะรุ่นที่สี่และภรรยาของเขาจบชีวิตลงในเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งนี้ ข้าเองก็ไม่มีโอกาสได้พบกับโฮคาเงะผู้ยิ่งใหญ่ท่านนั้นอีกเลยตั้งแต่ยังเด็ก"
"เข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องพลิกผันครั้งใหญ่ขึ้นสินะ"
ปี๋ปี่ตงทอดถอนใจออกมาด้วยความรู้สึกสะเทือนใจ
อวี่จื่อคิดในใจเงียบๆ ว่า นี่ไม่ใช่แค่เรื่องพลิกผันหรอก แต่มันคือการสละชีพร่วมกันต่างหาก
ณ สถาบันเชร็ค
ทุกสายตาจับจ้องไปยังม่านสวรรค์ เฝ้ามองร่างอันว่องไว เฉียบคม และไร้เทียมทานของ นามิคาเสะ มินาโตะ
หนิงหรงหรงอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมา
"หล่อ... หล่อมากเลย..."
แม้แต่ จูจูชิง ที่ปกติเย็นชาและพูดน้อยก็ยังพยักหน้าเบาๆ แววตาฉายความชื่นชม
ด้าน ไต้หมู่ไป๋ เอ้าซือข่า หม่าหงจวิ้น และคนอื่นๆ ต่างมองด้วยความอิจฉา แต่ก็ต้องยอมรับว่า นามิคาเสะ มินาโตะ บนม่านสวรรค์นั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ทั้งสง่างาม พลังต่อสู้สูงล้ำ และออร่าจับใจ จนพวกเขาทุกคนอยากจะไปยืนอยู่ตรงนั้นแทนจริงๆ!
หนิงหรงหรงหันกลับมาเห็นสีหน้าไม่สบอารมณ์ของถังซานเข้าพอดี นางจึงเอ่ยเย้ยหยันขึ้นมาทันที
"ถังซาน ดูสิ สไตล์การต่อสู้ที่รวดเร็วและเด็ดขาดของเขา ดูน่าเชื่อถือกว่าแผนการของเจ้าตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ?"
ถังซานรู้สึกโกรธพลุ่งพล่านในใจ เขาขบฟันแน่นพลางก่นด่าในใจ: นังหนิงหรงหรงสารเลว เอาแต่หักหน้าข้าอยู่ได้ หาเรื่องตายชัดๆ!
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าพลังของ นามิคาเสะ มินาโตะ จะพิศดารขนาดนี้ วิชาเทพสายฟ้าเหิน สามารถเคลื่อนย้ายพริบตาได้ดั่งใจนึก เป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายอย่างแท้จริง มันสามารถล็อกตำแหน่งศัตรูและปิดฉากการต่อสู้ได้ในเสี้ยววินาที
ถังซานสะกดกลั้นความไม่พอใจเอาไว้ พลางเถียงข้างๆ คูๆ
"ถึงเขาจะโชคดีเอาชนะศัตรูได้ แต่วิธีที่ข้าเสนอไปก่อนหน้านี้ก็ยังใช้ได้ผลอยู่ดี!"
"ได้ผลอย่างนั้นเหรอ?"
หนิงหรงหรงแค่นเสียงหัวเราะเยาะทันที
"คิดจะใช้แผนยืดเยื้อแบบนั้นต่อไปเหรอ? นอกจากจะฆ่าศัตรูไม่ได้แล้ว ยังจะเสียพลังวิญญาณและพลังกายไปเปล่าๆ ซะมากกว่า"
"ด้วยพลังทำลายล้างอันน่ากลัวของเก้าหาง กว่าเจ้าจะค่อยๆ ต้อนมันจนมุม หมู่บ้านโคโนฮะทั้งหมู่บ้านคงถูกราบเป็นหน้ากลองไปหมดแล้ว!"
เมื่อได้ยินแบบนั้น สมาชิกคนอื่นๆ ในทีมเชร็คก็ตระหนักได้ในทันที
ใช่แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์วิญญาณที่ดุร้ายระดับทำลายโลกอย่างจิ้งจอกเก้าหาง จะมามัวลีลาเสียเวลาไม่ได้เด็ดขาด ทางออกเดียวคือต้องเผด็จศึกให้เร็วและเด็ดขาดที่สุด
ใบหน้าของถังซานแดงก่ำด้วยความอับอายหลังจากถูกฉีกหน้าต่อหน้าทุกคน น้ำเสียงของเขาเริ่มแข็งกร้าวและดื้อดึง
"ชาวบ้านธรรมดาๆ ในหมู่บ้านโคโนฮะเหล่านั้นก็คือการเสียสละที่จำเป็น! หากมองในภาพรวมแล้ว มันต้องมีการตัดสินใจที่เด็ดขาด คำพูดของเจ้ามันก็แค่ความอ่อนไหวของผู้หญิงเท่านั้นแหละ!"
ไต้หมู่ไป๋พยักหน้าเห็นด้วยเล็กน้อย ในฐานะคนที่เกิดในตระกูลขุนนางระดับสูง เขาย่อมเข้าใจและยอมรับในปรัชญานี้อยู่แล้ว
ส่วนเอ้าซือข่ากับหม่าหงจวิ้นรู้สึกว่าคำพูดนี้ฟังดูแม่งๆ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกอึดอัดนี้ยังไง
แววตาของหนิงหรงหรงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม นางไม่คิดจะเถียงเรื่องไร้สาระกับเขาอีก แต่ตอกกลับด้วยความประชดประชันตรงๆ
"ยอดเยี่ยมจริงจัง ข้าละนึกไม่ถึงเลยว่าสถาบันเชร็คเล็กๆ แห่งนี้ จะมีบุคคลที่มีบารมีดุจจักรพรรดิซ่อนอยู่ด้วย! ดูท่าเจ้าคงถูกเลี้ยงดูมาอย่างเจ้าชายรัชทายาทตั้งแต่เด็กเลยสินะ?"
"พูดน่ะมันง่ายอยู่หรอก แต่ถ้าวันหนึ่งตัวเจ้าเองต้องกลายเป็น 'ผู้เสียสละที่จำเป็น' ขึ้นมา ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้ายังจะพ่นคำพูดเยือกเย็นแบบนี้ออกมาได้อีกไหม!"
พอนางพูดจบ ก็หันไปหาอีกสองคนทันที
"เอ้าซือข่า เจ้าคิดยังไง? เจ้าอ้วน พูดอะไรหน่อยสิ"
ชั่วขณะนั้น บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบสงัด มีเพียงเสียงหายใจฟึดฟัดด้วยความโกรธของถังซานเท่านั้นที่ดังขึ้นมา
เอ้าซือข่าและหม่าหงจวิ้นมองถังซานด้วยสายตาที่แปลกไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด
ทุกคนต่างรู้ดีว่าถังซานมาจากครอบครัวช่างตีเหล็กธรรมดาๆ ไม่ได้มีสายเลือดสูงส่งมาจากไหน การที่เขาหลงตัวเองและพูดจาตัดช่องน้อยแต่พอตัวแบบนี้มันจึงดูตลกและแปลกพิกลในสายตาคนอื่น!
ถึงแม้ฝูหลันเต๋อจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของถังซานนัก แต่ในฐานะมหาปราชญ์วิญญาณและผอ.สถาบัน เมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มตึงเครียดและขัดแย้งกันรุนแรงขึ้นจนอาจทำลายความสามัคคีในทีม เขาจึงรีบเข้ามาไกล่เกลี่ยทันที
"เอาล่ะๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว ตั้งใจดูม่านสวรรค์ต่อเถอะ สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำคือศึกษาและเรียนรู้จากประสบการณ์การต่อสู้ของยอดฝีมือระดับนี้ซะ"
หนิงหรงหรงแค่นเสียงฮึดฮัดอย่างทระนง นางยอมหุบปากแล้วหันกลับไปมองม่านสวรรค์ตามเดิม
ทิ้งให้ถังซานยืนกำหมัดแน่นอยู่ตรงนั้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจและอับอายขายหน้าเป็นที่สุด