- หน้าแรก
- มุดดินพลิกฟ้า จอมยุทธ์คอกวัวแห่งยุค 60
- บทที่ 350 - วิชาเปลี่ยนหัว
บทที่ 350 - วิชาเปลี่ยนหัว
บทที่ 350 - วิชาเปลี่ยนหัว
บทที่ 350 - วิชาเปลี่ยนหัว
เฒ่าหยวนกลอกตามองลู่ผิงอันราวกับกำลังมองคนโง่ "นายบ้าไปแล้วหรือไง? ของพรรค์นี้มันกินได้ที่ไหนล่ะ? บนนั้นเต็มไปด้วยความเคียดแค้นมากมาย ดีไม่ดีอาจจะส่งผลต่อจิตใจนาย ทำให้นายเป็นบ้าไปเลยก็ได้นะ"
"แล้วนายเอามาให้ฉันทำไม?"
"ทำไมนายถึงได้โง่ขนาดนี้นะ? งานหลักของสำนักเต๋าของพวกนายคืออะไรล่ะ? หลอมยาไง! นายก็ไปหาคนมาสกัดแก่นปีศาจเม็ดนี้สิ?"
ลู่ผิงอันแบมือ "นายลองมองดูฉันดีๆ สิ สภาพฉันแบบนี้เหมือนคนที่จะมีเพื่อนเป็นนักพรตไหมล่ะ? อีกอย่าง ตอนนี้สำนักเต๋าตกต่ำลงไปมาก จะมีใครที่ไหนหลอมยาเป็นบ้างล่ะ?"
เฒ่าหยวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วแนะนำว่า "งั้นก็มอบให้ตระกูลไป๋เถอะ บางครั้งพวกเขาก็ยังหลอมยากันอยู่ เพียงแต่ตอนนี้ยาสมุนไพรวิเศษก็ไม่ค่อยมีแล้ว แม่ครัวฝีมือดีแค่ไหนถ้าไม่มีข้าวสารก็หุงข้าวไม่ได้ กะว่าอีกไม่กี่ปี เตาหลอมยาของพวกเขาก็คงจะต้องเก็บเข้ากรุแล้วล่ะ"
จัดการเรื่องที่วัดร้างเสร็จ ลู่ผิงอันก็ให้เด็กรุ่นหลังตระกูลหวงคอยคุ้มกันวัยรุ่นกลุ่มนั้นลงเขาไป ส่วนเขากับพวกเซียนเจียก็พาผีจิงจิงไปที่คฤหาสน์
………………………………………………
ที่คฤหาสน์ ลู่ผิงอันมองดูคนสองคนที่เปลี่ยนสภาพไปราวกับภูตผี อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
สภาพของหวังเต๋อฟาดูเหมือนคนติดฝิ่น เบ้าตาลึกโหล หน้าเขียวซีด ผอมแห้งติดกระดูก ผิวหนังเหี่ยวย่นหุ้มโครงกระดูก ท่าทางสลึมสลือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น แม้แต่ตอนที่ลู่ผิงอันกับพวกเข้ามาในคฤหาสน์ เขาก็ยังไม่รู้ตัว
และผู้หญิงที่อยู่ในโลงศพสีแดงสดก็คือภรรยาของหวังเต๋อฟา เธอเหมือนคนตายทั้งเป็น นอนอยู่ในโลงศพขยับเขยื้อนไม่ได้เลย
คนธรรมดาถ้าอยู่กับสิ่งลี้ลับนานๆ ก็จะเป็นแบบนี้แหละ ต่อให้สิ่งลี้ลับนั้นจะไม่มีเจตนาทำร้ายคน แต่คนธรรมดาก็ย่อมได้รับผลกระทบอยู่ดี
พอเห็นลู่ผิงอันขมวดคิ้ว ผีจิงจิงก็นึกว่าเขาไม่พอใจ จึงรีบอธิบาย "เรื่องนี้โทษฉันไม่ได้นะ เจ้าคนที่แซ่หวังคนนี้ถูกรองประมุขสำนักฉางเซิงหลอก เพื่อที่จะได้ฝึกฝนวิชาความเป็นอมตะ เขาก็เลยเต็มใจที่จะมีอะไรกับฉันเอง"
"เชี่ย หมอนี่ใจกล้าชะมัด ฉันยังไม่กล้าทำแบบนั้นเลย!"
ผีจิงจิงเบ้ปาก "อะไรกัน ในสายตาของเขา ฉันเป็นสาวงามเชียวนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นร่างเดิมที่หน้าตาเขี้ยวปูดหน้าเขียวของฉัน ไม่ทำให้เขาตกใจตายก็แปลกแล้ว"
"ประเด็นคือเขาไปจับพลัดจับผลูมาอยู่กับสำนักฉางเซิงได้ยังไง? คงไม่ใช่ว่าตะโกนร้องลั่นว่าฉันอยากเป็นอมตะ ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีฝีมือจงมาทำงานให้ฉันเร็วเข้าหรอกนะ?"
ผีจิงจิงถูกแหย่จนหัวเราะคิกคัก "เขาไม่กล้าทำแบบนั้นหรอก แต่คนเราพอมีเงินแล้ว ก็ย่อมอยากจะแสวงหาอะไรที่มันแปลกใหม่ แรกๆ เขาก็อ่อนแอ ตามหาคนมารักษามาตลอด แต่ก็ไม่ดีขึ้น ต่อมาก็ไปถูกตารองประมุขสำนักฉางเซิงเข้า หวังจะยืมมือเขาตั้งหลักในเมืองหลวง หลอกไปหลอกมา บวกกับถูกปีศาจจิ้งจอกทำให้ลุ่มหลง เจ้าแซ่หวังนี่ก็เลยคิดว่าเส้นทางอนาคตของตัวเองไม่ได้อยู่บนโลกมนุษย์ แต่หันไปแสวงหาวิถีแห่งเซียนและความเป็นอมตะแทน"
"แล้วพวกเธอจะให้วิธีดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง? ดูสิหลอกเด็กน่าสงสารคนนี้จนสภาพไม่เป็นคนแล้ว"
ผีจิงจิงพูดไม่ออก "ยุคสิ้นธรรมนะ อยากจะบำเพ็ญเพียรมันยากแค่ไหน ไม่มีวาสนา แล้วยังอยากจะแสวงหาความเป็นอมตะอีก? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น พวกเราไม่บำเพ็ญเพียรสำเร็จไปนานแล้วเหรอ? แล้วก็คงไม่มีองค์กรอย่างสำนักฉางเซิงเกิดขึ้นมาหรอก"
"นั่นก็จริง!"
"เพราะงั้นไง รองประมุขสำนักฉางเซิงถึงได้เสนอวิธีฝึกตนสายผีให้เขา บอกเขาว่าขอแค่กล้าทำเรื่องเสี่ยงตาย ก็จะเป็นอมตะไม่มีวันตายได้ แต่เขาไม่ใช่คนที่มีสภาพร่างกายพิเศษอะไร แถมยังบำเพ็ญเพียรไม่ได้ด้วย เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสในการกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายผี วิธีที่ดีที่สุดก็คือมีอะไรกับฉัน เพื่อเพิ่มพลังหยินในร่างกาย พูดง่ายๆ ก็คือการสร้างกายหยินสุดขั้วขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ ตัดความยุ่งยากในการต้องไปฝังในดินแดนที่มีพลังหยินสุดขั้วเพื่อเลี้ยงวิญญาณไปเลย"
พอพูดถึงการฝึกตนสายผี เฒ่าชิงเฟิงในหมู่เซียนเจียคือผู้เชี่ยวชาญตัวจริง พอเขาได้ยินวิธีของสำนักฉางเซิง ความรังเกียจก็แผ่ซ่านออกมาจนหมอกสีดำที่ปกคลุมร่างอยู่ก็ยังปิดบังไว้ไม่อยู่
"ถุย วิธีของพวกแกเนี่ย มันลี้ลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับซะอีก หลอกคนโง่เล่นชัดๆ ถ้าทำแบบนี้แล้วกลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายผีได้ ฉันยอมเด็ดหัวตัวเองมาเตะเป็นลูกบอลเลย ต่อให้ฟลุคทำสำเร็จจริงๆ วิญญาณหยินก็ไม่สมบูรณ์ อย่างมากก็กลายเป็นแค่ผีร้ายที่รู้แต่เพียงอาศัยความเคียดแค้นระรานไปทั่วเท่านั้นแหละ"
ผีจิงจิงถามอย่างไม่เข้าใจ "ทำไมถึงไม่สำเร็จล่ะ? มีฉันคอยจงใจเสริมพลังวิญญาณหยินให้เขา ตอนที่กลายเป็นผู้บำเพ็ญเพียรสายผี มันยังจะหลุดรอดไปได้อีกหรือไง?"
"หึๆ พวกแกน่ะรู้แค่ผิวเผิน ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง วิญญาณคนเป็นแกก็น่าจะรู้จักนะ? ทำไมพวกนั้นถึงได้รับอิทธิพลจากกฎเกณฑ์ของสวรรค์และโลก แต่ผีร้ายกับผู้บำเพ็ญเพียรสายผีถึงไม่ได้รับล่ะ? ผู้บำเพ็ญเพียรสายผี ในอกจะมีลมปราณเพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นพลังวิญญาณ หรือพลังปราณก่อกำเนิด พลังธรรมของพุทธศาสนา ถ้าไม่มีลมปราณสายนี้ แล้วเอาอะไรมาต่อต้านอิทธิพลของกฎเกณฑ์สวรรค์และโลกล่ะ? หึๆ เพราะงั้นไงล่ะ ถึงเวลานั้นไอ้โง่นั่นก็คงเสียใจที่ทำลงไป ความเคียดแค้นในใจพุ่งปรี๊ด กลายเป็นผีร้ายที่ไม่มีสติปัญญาต่างหากล่ะที่เป็นไปได้มากที่สุด และเมื่อกลายเป็นผีร้ายแล้ว ถ้าไม่มีคนคอยชี้แนะ ไม่มีโอกาสพิเศษ ก็ไม่สามารถตื่นรู้เบิกสติปัญญาได้หรอก"
ผีจิงจิงสมองทึบ คิดอยู่พักใหญ่ ถึงได้พยักหน้า "ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล เพียงแต่ตอนนี้ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว อยากจะแก้ก็คงยากแล้วล่ะ"
เฒ่าชิงเฟิงปรายตามองหวังเต๋อฟาอย่างเหยียดหยาม "เดิมทีก็เป็นแค่ความเพ้อฝันอยู่แล้ว จะไปปลุกเขาจากความฝันอันสวยงามทำไมล่ะ? เดี๋ยวตอนกำลังจะกลับก็จัดการตบวิญญาณมนุษย์ของเขาทิ้งซะ ปล่อยให้มันกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปเลย ถึงตอนนั้นพอเขาตาย วิญญาณสวรรค์ก็จะลอยขึ้นฟ้า วิญญาณดินก็จะมุดลงดิน เหลือแค่เจ็ดวิญญาณก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรต่อภาพรวมแล้ว"
ลู่ผิงอันพยักหน้าเห็นด้วย ก็แค่ไอ้เดรัจฉานน้อยที่เปิดตลาดมืดหาเงินบาป ไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอกจอมปลอมคนหนึ่งเท่านั้น ตายไปก็ตายไปเถอะ ไม่มีอะไรให้น่ากังวล
"แล้วผู้หญิงที่อยู่ในโลงศพสีแดงสดนั่นล่ะ? ยัยนี่เป็นอะไรไป ทำไมถึงได้เป็นแบบนี้ เพราะหล่อนไม่เห็นด้วยที่หวังเต๋อฟามาคลุกคลีกับเธอทุกวัน พวกเธอถึงได้จัดการทำกับหล่อนแบบนี้เหรอ?"
ผีจิงจิงรีบปฏิเสธความเกี่ยวข้อง "นี่ไม่ใช่ฝีมือฉันนะ ยัยผู้หญิงคนนี้น่ะอยากจะสวย ก็เลยฝืนรับการเปลี่ยนหัวอะไรนั่น ถึงได้กลายสภาพเป็นคนก็ไม่ใช่ซอมบี้ก็ไม่เชิงแบบนี้แหละ"
คราวนี้ทำเอาลู่ผิงอันตกใจจริงๆ แล้วล่ะ วันหลังเขาดูคลิปสั้นๆ มักจะตกใจกับสิ่งที่เรียกว่าวิชาเปลี่ยนหัว ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบสุดยอดวิชาอาคมชั่วร้ายแห่งเอเชีย
นึกว่าเป็นแค่เรื่องล้อเล่นมาตลอด ไม่คิดเลยว่าจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริงด้วย!
"กลายเป็นเจียงซือก็เปลี่ยนหัวได้แล้วเหรอ? มหัศจรรย์ขนาดนั้นเลยเหรอ? ว่าแต่เปลี่ยนหัวแล้ว คนคนนี้ยังเป็นคนคนเดิมอยู่หรือเปล่าเนี่ย?"
"วิชาเปลี่ยนหัวเหมือนจะเป็นท่าไม้ตายของหมอผีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ใช่เหรอ หรือว่าสำนักฉางเซิงของพวกเธอจะมีหมอผีด้วย?"
ผีจิงจิงชักจะไม่สบอารมณ์แล้ว "อะไรคือสำนักฉางเซิงของพวกเรา? ฉันไม่ใช่คนของพวกนั้นสักหน่อย ฉันถอนตัวจากสำนักฉางเซิงมาได้สองชั่วโมงกว่าแล้วนะ..."
ลู่ผิงอันพูดไม่ออก แต่เขาก็ไม่ได้เตรียมใจจะมาต่อล้อต่อเถียงกับผีหนังมนุษย์ไร้สมองนี่หรอก ทำได้เพียงแค่เออออห่อหมกไปส่งๆ "ได้ๆๆ เธอว่าไงก็ว่างั้น แต่เธอช่วยเล่าเรื่องพวกเธอ... อา ไม่สิ เรื่องหมอผีของสำนักฉางเซิงให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมล่ะ?"
ผีจิงจิงส่ายหน้า "ฉันไม่รู้เรื่องหรอก ตอนที่ฉันมาที่นี่แรกๆ เธอยังไม่เป็นแบบนี้เลย ต่อมารองประมุขกับหวังเต๋อฟาก็จัดการอะไรนิดหน่อย ให้ผู้หญิงคนนั้นกินยา แล้วหลังจากนั้นเธอก็กลายเป็นสภาพนี้แหละ"
(จบแล้ว)