- หน้าแรก
- บันทึกตระกูลเซียนแห่งกระจกวิเศษ
- ตอนที่ 251 ความคิดของวั่งไป๋
ตอนที่ 251 ความคิดของวั่งไป๋
ตอนที่ 251 ความคิดของวั่งไป๋
ตอนที่ 251 ความคิดของวั่งไป๋
เปลวไฟสีแดงฉานลุกโชนทั่วตลาดค้าขายเมืองมี่หลิน เปลวเพลิงเต้นระบำอยู่บนชายคา ส่งกลิ่นเหม็นไหม้ของไม้ โลหิตไหลนองพื้น ซากศพนอนระเกะระกะเกลื่อนหัวมุมถนน เฟ่ยวั่งไป๋ยืนเอามือไพล่หลัง นิ่งสงบอยู่เงียบๆ
ผู้ช่วยอาวุโสที่เขาพามาตกตายไปหนึ่งคน และได้เก็บกู้ศพเรียบร้อยแล้ว ทว่าเฟ่ยวั่งไป๋กลับไม่ได้รู้สึกโศกเศร้า การบุกทลายตลาดค้าขายในครั้งนี้ทำให้เขาได้กอบโกยของล้ำค่าและอาวุธวิเศษมากมายจนถุงมิติกักเก็บของแทบจะใส่ไม่พอ ในใจของเฟ่ยวั่งไป๋ยินดีจนแทบจะหัวเราะออกมา ตระกูลหลี่และตระกูลอวี้เปิดศึกห้ำหั่นกัน ทว่ากลับกลายเป็นตระกูลเฟ่ยที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุด
เฟ่ยวั่งไป๋ใช้รองเท้าขยี้พื้นดิน ในใจเต็มไปด้วยความทรนงและลำพองใจ โลหิตสีแดงฉานบนพื้นดูราวกับเป็นสิ่งมงคลเฉลิมฉลอง เขาเดินไปได้สองสามก้าว ก็เห็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังยืนร่ายเวทนำศพมาวางกองรวมกันทีละศพ เพื่อไม่ให้เปลวไฟเผาทำลายสภาพศพ
"พี่เจียง..."
เฟ่ยวั่งไป๋เอ่ยเรียก พลันเห็นเจียงเหอเชียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหดหู่ว่า: "อย่างไรเสียก็เป็นญาติพี่น้อง อย่าปล่อยให้ไฟเผาทำลายเลย ประเดี๋ยวตระกูลอวี้คงจะพากันมาฝังศพเอง"
เฟ่ยวั่งไป๋นิ่งเงียบ เจียงเหอเชียนเป็นผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน เพียงไม่กี่อึดใจก็จัดการเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้จนเสร็จสิ้น เฟ่ยวั่งไป๋ประสานมือกล่าวว่า: "พี่เหอเชียน คราวนี้ท่านออกแรงอย่างมาก ทรัพย์สินที่ได้จากตลาดค้าขายแห่งนี้ พวกเรามาแบ่งกันเถอะ"
ในสมองของเจียงเหอเชียนยามนี้มีเพียงภาพตอนที่อวี้เซียวโอวตบข้อมือของเขาเบาๆ ก่อนสิ้นใจ ฝ่ามือของคนชราร้อนรุ่มจนน่ากลัว ร้อนจนเจียงเหอเชียนมือเท้าชาหนึบ จิตวิญญาณแทบหลุดลอย ยามนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำสิ่งใดอีก การเข่นฆ่าสังหารเมื่อครู่อาจจะระบายความเคียดแค้นที่สะสมมาหลายปีไปจนหมดสิ้น แววตาของเขาจึงไม่ได้ดูดุดันอำมหิตอีกต่อไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
"พี่วั่งไป๋ ข้าไม่มีกะจิตกะใจหรอก ชั่วชีวิตนี้ข้าคิดเพียงแต่อยากล้างแค้น เจ้าจงนำสิ่งของเหล่านี้กลับไปแบ่งให้คนในตระกูลเถอะ เหอเชียนไม่จำเป็นต้องใช้มัน"
"ทำเช่นนั้นได้อย่างไร?"
แม้เฟ่ยวั่งไป๋จะรู้ว่าสิ่งของเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาล ทว่าเขาเป็นคนรอบจัด มีเล่ห์เหลี่ยมหลายชั้น ยังคงคิดอยากจะดึงตัวเจียงเหอเชียนที่อยู่ตัวคนเดียวมาเป็นผู้ช่วยอาวุโสของตระกูลเฟ่ย เพราะวิชาที่เจียงเหอเชียนฝึกฝนนั้นสูงส่ง และมีพลังการต่อสู้เป็นเลิศยิ่ง
เขาจึงยืนกรานจะแบ่งของให้ เจียงเหอเชียนปฏิเสธไม่ได้ ทำได้เพียงประสานมือกล่าวว่า: "วันหน้าค่อยว่ากัน วันหน้าค่อยว่ากัน เจ้าจงนำของเหล่านี้ไปจัดการ แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นหินปราณมาให้ข้าเถอะ"
เฟ่ยวั่งไป๋พยักหน้า เสื้อคลุมยาวปลิวไสวไปตามสายลมหนาว พลางตอบว่า: "ในเมื่อเรื่องที่นี่สิ้นสุดแล้ว พวกเราต้องรีบจากไปทันที หากอวี้อวี่เฟิงกลับมา เรื่องราวจะยุ่งยาก"
เมื่อเห็นเจียงเหอเชียนพยักหน้า เฟ่ยวั่งไป๋ก็พลันนึกถึงหลี่ทงหยาขึ้นมา ลอบคิดในใจว่า: "หลี่ทงหยายังคงถ่วงเวลาอวี้เซียวฟู่ซู่ ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง จำเป็นต้องให้พวกเราไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์หรือไม่..."
เมื่อขบคิดถึงตรงนี้ ภายในหัวสมองของเฟ่ยวั่งไป๋ก็พลันบังเกิดความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาอย่างเปิดเผย ลอบคิดเงียบๆ ว่า:
"ตระกูลอวี้สูญเสียครั้งใหญ่ครานี้ คาดว่าคงต้องเสื่อมถอยไปนับสิบหรือนับร้อยปี ทว่าทางตระกูลหลี่กลับมีหลี่ฉื่อจิ้งและหลี่ทงหยา เมื่อหันกลับมามอง ตระกูลหลี่แข็งแกร่งเกินไปแล้ว... มิสู้ข้าจากไปเสียตอนนี้ ปล่อยให้หลี่ทงหยาพ่ายแพ้บนเขาฮว๋าจง เพื่อรักษาสมดุลพลังของทั้งสองตระกูล..."
ความคิดนี้ประดุจดั่งต้องมนต์สะกด พลันเวียนวนอยู่ในใจของเฟ่ยวั่งไป๋อย่างบ้าคลั่ง ทั่วร่างเลือดลมสูบฉีด ภาพใบหน้าอันสุขุมเคร่งขรึมของหลี่ทงหยา และใบหน้าอันองอาจเจิดจ้าของหลี่ชิงหงแวบผ่านเข้ามาในสมองสลัวๆ สุดท้ายเฟ่ยวั่งไป๋ก็กัดฟันกรอด ลอบคิดว่า:
"ตระกูลอวี้ยังคงมีอวี้อวี่เฟิงผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานขั้นปลายคอยคุมเชิงอยู่ เพียงคนเดียวก็สามารถสะกดข่มได้ทั้งสามตระกูล ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคงต้องร่วมมือกับหลี่ทงหยา หากเพราะผลประโยชน์เล็กน้อยชิ้นนี้จนทำให้เกิดรอยร้าวกับตระกูลหลี่ แล้วถูกอวี้อวี่เฟิงไล่บดขยี้ทีละตระกูล ย่อมไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ"
"ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหลี่อยู่ฝั่งทิศใต้ ตระกูลข้าอยู่ฝั่งทิศเหนือ ทั้งสองตระกูลมีทะเลสาบวั่งเยว่ขวางกั้น ไม่มีทางมีอาณาเขตติดต่อกัน ย่อมเป็นพันธมิตรทางภูมิศาสตร์โดยธรรมชาติ ทั้งสองตระกูลย่อมไม่มีทางทรยศต่อกัน..."
เฟ่ยวั่งไป๋ทอดถอนใจยาว สะกดข่มความชั่วร้ายที่กำลังพลุ่งพล่านในใจลง ใบหน้ากลับคืนมามีรอยยิ้มอันสง่างามและหล่อเหลา ประสานมือให้แก่เจียงเหอเชียนกล่าวว่า:
"หลี่ทงหยายังคงฝืนต้านทานอยู่ทางทิศใต้ ข้าจำเป็นต้องเดินทางไปช่วยเหลือ สหายเต๋าโปรดกลับไปยังถ้ำฝึกตนก่อน เฝ้ารอจนเรื่องราวสิ้นสุด ข้าจะเดินทางไปขอบคุณท่านด้วยตนเอง"
เจียงเหอเชียนไม่มีใจจะอยู่ต่อ ในใจกระวนกระวายใจอยู่แล้ว เมื่อได้ยินจึงประสานมือเอ่ยคำอำลาตามมารยาท แล้วร่ายเวทเหินลมจากไปทันที เฟ่ยวั่งไป๋สั่งให้ผู้ช่วยอาวุโสสองสามคนกลับตระกูล ส่วนตัวเขาบินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของตระกูลหลี่
ณ เขาฮว๋าจง
"เคร้ง!"
หลี่ทงหยาเบี่ยงตัวหลบอาวุธวิเศษระดับสร้างรากฐานขุนเขาควันหยก ตวัดกระบี่หันหลังกลับ สีหน้าสงบนิ่ง ฝ่ายอวี้เซียวฟู่ที่อยู่ตรงหน้าหอบหายใจหนักหน่วง จ้องมองหลี่ทงหยาอย่างไม่อาจเชื่อ ในใจตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวง ลอบคิดว่า:
"รากฐานเซียน 'มหาสมุทรไพศาล' เหตุใดจึงรับมือยากถึงเพียงนี้?! ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว!"
เขาลงมือกดดันโจมตีหลี่ทงหยาติดต่อกันยาวนานถึงสองชั่วยามเต็ม ตั้งแต่ฟ้ารุ่งสางจนกระทั่งดวงตะวันลอยเด่นกลางหัว ตอนแรกเริ่มยังมีคนตระกูลหลี่แหงนหน้ามองดูด้วยความหวาดกลัว ลอบเป็นห่วงหลี่ทงหยา ทว่ายามนี้คนเหล่านั้นกลับแยกย้ายกันไปทำงานในมือ ทำราวกับผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานทั้งสองคนบนท้องฟ้าไม่มีตัวตน ทำเอาอวี้เซียวฟู่โมโหจนแทบกระอัก
หลี่ทงหยาตวัดกระบี่กันขุนเขาควันหยกที่พุ่งเข้ามาเบาๆ เมื่อเห็นอวี้เซียวฟู่หยุดมือ สัมผัสได้ถึงพลังเวทในร่างกายที่กำลังฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาจึงดูแปลกประหลาด พลางยิ้มกล่าวว่า:
"พี่เซียวฟู่ ท่านอยากจะสู้ต่อหรือไม่?"
หลี่ทงหยามองดูสีหน้าอันย่ำแย่ของอวี้เซียวฟู่ แล้วลอบเติมประโยคในใจเงียบๆ ว่า:
"หากท่านไม่สู้ต่อ พลังเวทสี่ส่วนที่ข้าเพิ่งจะเสียไป ก็จะฟื้นฟูกลับมาในทันทีแล้วนะ"
อวี้เซียวฟู่จ้องเขม็งไปที่เขา มองดูคนตระกูลหลี่เบื้องล่าง จึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้จนสะดุ้งตกใจตัวสั่นวาบ เขาผละออกจากตระกูลมาเนิ่นนานกว่าสองชั่วยามเต็ม ทว่ากลับไม่มีคนตระกูลอวี้เดินทางมาแจ้งข่าวเลยแม้แต่คนเดียว ในใจเริ่มเกิดความลนลาน
"เฟ่ยวั่งไป๋... พวกเจ้าแอบลักลอบสมคบคิดกันจริงๆ!"
อวี้เซียวฟู่หรี่ตาลง หยั่งรู้แจ้งว่าคงเป็นตระกูลเฟ่ยที่ลงมือ โชคดีที่ค่ายกลป้องลานหยกที่หนึ่งแข็งแกร่งยิ่ง เฟ่ยวั่งไป๋อย่างมากที่สุดก็ทำได้เพียงปิดล้อมคนตระกูลอวี้ไว้ในเมือง ต่อให้เขาพาผู้ช่วยระดับสร้างรากฐานขั้นต้นคนนั้นมาด้วย ก็ไม่มีทางพังค่ายกลได้ภายในสองชั่วยาม ในใจจึงคลายกังวล สะบัดแขนเสื้อกล่าวอย่างเย็นชาว่า:
"สหายเต๋าช่างมีชั้นเชิงยอดเยี่ยมจริงๆ"
หลี่ทงหยาทำเพียงประสานมือ ไม่เอ่ยถ้อยคำอันใด ฝ่ายอูเส้าหยุนที่หลบฉากทนทุกข์ทรมานอยู่ข้างๆ ยาวนานถึงสองชั่วยาม จ้องมองคนทั้งสองด้วยแววตาอึกอัก ในที่สุดก็เห็นประกายแสงสายหนึ่งแวบผ่านเส้นขอบฟ้า ปรากฏร่างของชายวัยกลางคนในชุดคลุมขาวสง่างาม ท่าทางภูมิฐาน ประสานมือกล่าวว่า:
"วั่งไป๋กราบคารวะสหายเต๋าททั้งสองท่านครับ!"
หลี่ทงหยาประสานมือตอบคำ เฟ่ยวั่งไป๋มองดูสภาพการณ์ของทั้งสองฝ่าย พลางยิ้มกล่าวว่า:
"ข้าแว่วข่าวมาว่าตระกูลอวี้รังแกผู้เยาว์ จึงได้รีบร้อนเดินทางมาช่วยหนุนเสริมบารมี ยามนี้เมื่อเฝ้ามองดูแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถทำอันใดพี่ทงหยาได้แล้วล่ะ"
คำพูดประโยคนี้ของเฟ่ยวั่งไป๋ไม่ได้รักษาน้ำใจหรือไว้หน้าตระกูลอวี้เหมือนในอดีตอีกต่อไป ทว่ากลับเลือกยืนเคียงข้างตระกูลหลี่อย่างชัดเจน เพราะเจียงเหอเชียนได้ลงมือสังหารคนในตลาดค้าขายตระกูลอวี้ไปมหาศาล ตระกูลเฟ่ยและตระกูลอวี้จึงไม่มีหนทางประนีประนอมกันได้อีก เฟ่ยวั่งไป๋จึงคร้านที่จะเสแสร้งทำงานร่วมด้วยอีกต่อไป
อวี้เซียวฟู่ได้ยินคำพูดนี้ ในใจพลันสะดุ้งวาบ บังเกิดลางสังหรณ์อันไม่เป็นมงคลขึ้นมาทันตา จึงตวาดลั่นว่า:
"เฟ่ยวั่งไป๋! เจ้าแอบไปกระทำเรื่องสกปรกอันใดไว้?!"
เฟ่ยวั่งไป๋แสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ หันหน้ากลับมาตอบว่า:
"พี่เซียวฟู่ เหตุใดจึงเอ่ยถ้อยคำเช่นนี้เล่าครับ?"