เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 470 - คุยกันแบบเผชิญหน้า

บทที่ 470 - คุยกันแบบเผชิญหน้า

บทที่ 470 - คุยกันแบบเผชิญหน้า


บทที่ 470 - คุยกันแบบเผชิญหน้า

กรรมการบริหารหลายคนที่มีปัญหาอย่างเห็นได้ชัดซึ่งอยู่ตรงหน้าสารวัตร ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย เขารู้ดีว่าคนพวกนี้กำลังรออะไรอยู่

รอทนายความของพวกเขานั่นเอง

ลิจีกรุ๊ปมีแผนกกฎหมายเป็นของตัวเอง ไม่นานนักทนายความก็ผลักประตูเข้ามาจากด้านนอก และแสดงตัวตนของเขาให้ทุกคนทราบ

"ผมเป็นหัวหน้าแผนกกฎหมายของบริษัท มีคำถามอะไรคุณสอบถามผมได้เลย ลูกความของผมจะไม่ตอบคำถามใดๆ ของคุณในตอนนี้ทั้งนั้น"

จากนั้นทนายความอีกสองสามคนที่ตามเข้ามาก็เริ่มขอดูบัตรประจำตัวของตำรวจ และสอบถามขั้นตอนการรวบรวมหลักฐานจากคนรอบข้าง

นี่เป็นวิธีการทำงานที่คุ้นเคยของเหล่าทนายความ พวกเขาต้องการรู้ว่าขั้นตอนการเก็บหลักฐานนั้นสมเหตุสมผลและถูกกฎหมายหรือไม่ และอยากรู้ว่าทางตำรวจได้หลักฐานอะไรไปบ้าง

ยิ่งเป็นบริษัทระดับกรุ๊ปที่ใหญ่โตมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเรื่องเน่าเหม็นซุกซ่อนอยู่มากมายเท่านั้น และหน้าที่ของแผนกกฎหมายก็คือการปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท และลดการรั่วไหลของข่าวฉาวเหล่านี้

ดูจากท่าทางของสารวัตรแล้ว เขาก็รู้ว่าคงง้างปากถามอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้แน่ๆ เขาจึงเก็บสมุดจดและปากกาลงไป "ช่วงนี้คุณสตีเวน จอห์นสัน ไปมีเรื่องขัดแย้งกับใครมาหรือเปล่า?"

เมื่อกี้เขาถามว่า "บริษัทของพวกคุณไปมีเรื่องกับใครที่รับมือยากๆ มาหรือเปล่า?" แต่ตอนนี้ เป้าหมายเปลี่ยนเป็น "สตีเวน จอห์นสัน" แล้ว

เขามั่นใจมากว่าความสัมพันธ์ที่อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมนี้ ไม่มีทางที่สตีเวนจะเข้ามาเกี่ยวข้องเพียงคนเดียวแน่นอน

เขาตายไปแล้ว แล้วศพก็ถูกหั่นแบ่งส่งไปให้กรรมการบริหารเหล่านี้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าทุกคนต่างก็มีส่วนร่วม

ในเมื่อเป็นเรื่องที่คนพวกนี้มีส่วนร่วมกันทั้งหมด มันก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแล้วล่ะ มันต้องเป็นเรื่องงานอย่างแน่นอน

ชื่อเสียงของลิจีกรุ๊ปนั้นไม่ค่อยดีมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าไม่นับเรื่องความสามารถในการทำกำไร ที่นี่ก็คือบริษัทที่มีแต่ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมดีๆ นี่เอง

สารวัตรเองก็เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับที่นี่มาไม่น้อย อย่างเช่น... การวางยาพิษในบ่อปลาของคนอื่น การลอบวางเพลิงเผานาข้าวของเกษตรกรที่ไม่ยอมขายผลผลิตให้ก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยว หรือการปล่อยงูพิษเข้าไปในฟาร์มปศุสัตว์ของคนอื่น เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นทุนระดับล่างสุด หรือทุนที่อยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ วิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไรของพวกเขาล้วนเป็นเช่นนี้เสมอมา แย่งชิงและปล้นสะดม

ถ้าคุณเต็มใจให้ ก็ต้องให้ ถ้าคุณไม่เต็มใจให้ ฉันก็จะบีบให้คุณให้ นี่แหละคือทุน

ความอบอุ่น ความรับผิดชอบอะไรนั่น ล้วนเป็นเพียงวิธีการและเครื่องมือที่พวกเขาใช้ปิดบังตัวเองและหลอกลวงประชาชนทั้งสิ้น

ดังนั้นสารวัตรจึงค่อนข้างมั่นใจว่า นี่เป็นเรื่องงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว

ทนายความและประธานบริหารยืนปรึกษากันอยู่ที่มุมห้องครู่หนึ่ง ก่อนที่ทนายความจะพูดขึ้นว่า "ในฐานะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เราย่อมมีคู่แข่งทางธุรกิจมากมาย แต่ใครเป็นคนก่อเรื่องนี้ขึ้นมา นั่นมันเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพวกคุณ ไม่ใช่ของเรา!"

"ลิจีกรุ๊ปจ่ายภาษีมหาศาลทุกปี ภาษีเหล่านี้เลี้ยงดูข้าราชการเป็นจำนวนมาก รวมถึงพวกคุณด้วย ตำรวจสหพันธรัฐ"

"ดังนั้น ตอนนี้เป็นคุณ และคนของคุณที่ต้องบอกเราว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

"ไม่ใช่ให้คุณมาถามพวกเรา ว่าเกิดอะไรขึ้น"

"นี่คืองานของคุณ ไม่ใช่งานของเรา!"

"อีกอย่างหนึ่ง ในช่วงที่คดียังไม่คลี่คลาย บริษัทไม่อยากได้ยินข่าวลือใดๆ แพร่สะพัดออกไปในสังคม หากความลับรั่วไหลหรือมีความบกพร่องจากทางฝั่งคุณจนทำให้รูปคดีหลุดออกไป เราจะขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับพวกคุณ!"

การเป็นตำรวจในสหพันธรัฐนี่มันโคตรจะลำบากเลยจริงๆ

เวลาเผชิญหน้ากับคนร้าย ก็ต้องระมัดระวัง เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังคนร้ายคนนั้น จะมีแก๊งมาเฟียหรือองค์กรอาชญากรรมหนุนหลังอยู่หรือเปล่า

เวลาเผชิญหน้ากับเหยื่อ ก็ต้องระมัดระวังเหมือนกัน เพราะหลายๆ ครั้ง เหยื่อก็ไม่ได้สวมบทบาท "ผู้อ่อนแอ" เสมอไป!

สารวัตรสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง เขามองทนายความอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มพลางลุกขึ้นยืน "เอาล่ะ ถ้าพวกคุณนึกอะไรออก ก็อย่าลืมรีบติดต่อผมมาล่ะ นี่เบอร์ผม"

"ผมรับรองได้ว่าเราจะไม่เปิดเผยเรื่องคดีนี้ให้คนนอกรู้ เราทุกคนต่างก็หวังว่าจะปิดคดีนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด ดังนั้นไม่ว่าพวกคุณจะนึกอะไรออก ก็ต้องจำไว้ว่าให้ติดต่อผมมาให้ได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับงานสืบสวน!"

เขาล้วงนามบัตรออกมาวางไว้บนโต๊ะ ใช้นิ้วกดนามบัตรไว้ โน้มตัวลงไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วย้ำทิ้งท้ายอีกประโยคว่า "ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม!"

พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไป "หลักฐาน" ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วก็ถูกเขานำกลับไปด้วย เมื่อตำรวจทุกคนออกไปหมดแล้ว ประตูห้องทำงานก็ถูกปิดลงอีกครั้ง

"นั่นคือสตีเวนเหรอ?" ทนายความจุดบุหรี่สูบ คดีนี้ทำให้เขารู้สึกกดดันนิดหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เขาเพิ่งจะเจอสตีเวนไปเมื่อตอนเลิกงานเมื่อวานนี้เอง

แต่ตอนนี้ หมอนั่นกลับกลายสภาพเป็นแบบนี้ไปซะแล้ว

ประธานบริษัทพยักหน้า "ใช่เขา ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะ"

ทนายความเบ้ปาก เขารู้ดีว่าสตีเวนมักจะคอยจัดการงานสกปรกให้บริษัทอยู่เสมอ และบางครั้งก็จำเป็นต้องมีคนแบบนี้มาคอยจัดการเรื่องพรรค์นี้จริงๆ

หลายครั้งที่คดีความที่เขาดูแลอยู่ เป็นคดีที่ไม่มีทางชนะได้เลย อย่างเช่นคดีที่ถูกฝ่ายตรงข้ามฉีกสัญญาฝ่ายเดียว หรือคดีที่ฝ่ายตรงข้ามจงใจผิดสัญญา คดีพวกนี้พึ่งพากระบวนการทางกฎหมายไม่ได้หรอก

ต้องพึ่งพาคนอย่างสตีเวนเท่านั้น ถึงจะแก้ปัญหาได้อย่างหมดจด

ชนะคดีในชั้นศาลไม่ได้ แต่ถ้าเอาชนะในโลกแห่งความเป็นจริงได้ มันก็คือชัยชนะเหมือนกัน!

"ใครเป็นคนทำ?"

บรรดากรรมการบริหารต่างพากันส่ายหน้า พวกเขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่าใครก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

สตีเวนทำเรื่องเลวร้ายไว้เยอะเกินไป หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ลิจีกรุ๊ปทำเรื่องเลวร้ายไว้เยอะเกินไป ใครจะรู้ล่ะว่าอาจจะมีเจ้าของฟาร์มสักคนที่ถูกพวกเขาบีบจนล้มละลาย เกิดตาสว่างขึ้นมา

แล้วก็พกอาวุธมาแก้แค้นพวกเขา โดยจัดการฆ่าสตีเวนที่เป็นคนรับผิดชอบงานสกปรกพวกนี้ แล้วก็ส่งชิ้นส่วนศพมาให้พวกเขา

ทนายความดูออกว่าคนพวกนี้คงจะมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจแล้ว แต่พวกเขาไม่อยากพูดออกมา

ในเมื่อพวกเขาไม่อยากพูด ทนายความก็ไม่จำเป็นต้องเอาตัวเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ให้เหนื่อยเปล่า

ทำคดีมาเยอะ บางครั้งการ "ไม่รู้" ก็ปลอดภัยกว่าการ "รู้" เสียอีก

"ผมยังมีงานอื่นต้องไปทำ ถ้าพวกคุณนึกอะไรออก ก็ให้คนจดไว้แล้วกัน"

"อย่ารับการสอบสวนจากตำรวจตอนที่ผมหรือทนายความคนอื่นไม่อยู่ แล้วก็อย่าไปรับปากอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าด้วย พวกคุณต้องทำตัวเหมือนตอนนี้แหละ คือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อะไรทั้งนั้น"

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงกรรมการบริหารไม่กี่คนอีกครั้ง

"จะเป็นฝีมือของตระกูลแลนซ์หรือเปล่า?"

รองประธานยังคงหวาดผวาอยู่บ้าง เพราะช่วงนี้คนที่โหดที่สุดที่พวกเขาเคยเจอมา ก็น่าจะเป็นแลนซ์กับตระกูลแลนซ์นี่แหละ

ที่พวกเขาไม่ได้บอกเรื่องนี้กับสารวัตร ก็เพราะพวกเขาไม่อยากให้ข้อมูลบางอย่างหลุดออกไปในตอนนี้

ทันทีที่พวกเขาบอกว่าสงสัยใคร ตำรวจก็จะพุ่งเป้าไปที่การสืบสวนสอบสวนผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นไปได้เหล่านั้นทันที

ตัวอย่างเช่น การสืบว่าพวกเขามีแรงจูงใจในการก่อเหตุหรือไม่ และแรงจูงใจนั้นคืออะไร

ในกระบวนการนี้ สื่อก็จะรีบตามมาเกาะติดสถานการณ์อย่างรวดเร็ว และอีกไม่นานผู้คนก็จะรู้ว่าลิจีกรุ๊ปพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแทรกแซงความยุติธรรม เพียงเพื่อเบี้ยวค่าปรับผิดสัญญา

ความจริงแล้วการทำเรื่องพวกนี้ใน "เงามืด" มันไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก แทบจะทุกบริษัทระดับกรุ๊ปก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น

ใช้เงิน ใช้กำลัง หรือใช้วิธีการอื่นๆ ในการแทรกแซงความยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

แต่คุณจะเอาเรื่องพวกนี้มาพูดปาวๆ บนเวทีไม่ได้หรอกนะ ว่าฉันกำลังทำเรื่องพวกนี้อยู่ และเพราะทำเรื่องพวกนี้ ฉันก็เลยถูกแก้แค้น

การเสียหน้าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การที่ตลาดเงินต้องเผชิญกับอุปสรรคต่างหากที่จะเป็นเรื่องใหญ่

แค่เสียหน้า อย่างมากก็มีคนมองว่าพวกเขาหน้าด้านเท่านั้นแหละ

แต่ถ้าราคาหุ้นตก มูลค่าทรัพย์สินของพวกเขาทุกคนก็จะต้องหดหายไปด้วย

และสิ่งที่พวกเขาสูญเสียไปก็ไม่ได้มีแค่ความมั่งคั่งและมูลค่าทรัพย์สินของตัวเองเท่านั้น แต่อาจจะต้องสูญเสียชีวิตไปด้วยก็ได้

ผู้ถือหุ้นบางคนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการบริหาร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่สำคัญ

ถ้าคุณทำเงินของพวกนักเล่นหุ้นบนถนนเดตแลนด์หายไป อย่างมากพวกเขาก็แค่ชี้หน้าด่าคุณว่าไอ้โง่เท่านั้นแหละ

แต่ถ้าคุณทำเงินของพวกผู้มีอิทธิพลหายล่ะก็ พวกนั้นจะจับคุณไปถ่วงน้ำซะ!

ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ การปกปิดปัญหาที่อาจจะทำให้ราคาหุ้นร่วงลงไปก่อน แล้วค่อยจัดการมันให้เรียบร้อย สุดท้ายก็มอบผลลัพธ์ให้กับทุกคน แทนที่จะให้พวกเขาเห็นจุดเริ่มต้น หรือกระบวนการต่างๆ

ประธานบริหารพยักหน้าเห็นด้วย "ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ จากที่ผมได้ศึกษาพฤติกรรมของเขาในช่วงสองสามวันนี้มา ผมก็คิดว่ามันมีความเป็นไปได้อยู่"

"แต่เราก็ยังมีผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ อยู่อีกนะ อย่างเช่น..."

เขาพูดถึงการกระทำบางอย่างก่อนเทศกาลเซนต์นากริ พวกเขาทำให้ฟาร์มเล็กๆ ที่ไม่ยอมร่วมมือกับนโยบายของพวกเขา ไม่เหลือผลผลิตให้เก็บเกี่ยวเลยแม้แต่เมล็ดเดียว ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียเงินก้อนโต

พวกชาวนาบ้านนอกพวกนั้นไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ พวกเขาอาจจะเป็นคนทำเรื่องนี้ก็ได้

"ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องหาให้เจอว่าใครเป็นคนฆ่าสตีเวน แล้วเราค่อยมาคิดหาทางแก้ปัญหากันทีหลัง"

เขาหันไปมองประธานกรรมการบริหาร ประธานกรรมการบริหารก็พยักหน้ารับเบาๆ เห็นด้วยกับความคิดของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มแบ่งงาน

หน้าที่ของรองประธานคือไปสืบดูว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือของตระกูลแลนซ์หรือไม่ ถ้าใช่ ก็ให้ไปเจรจากับแลนซ์

ถ้าไม่ใช่ ก็ให้ไปคอยจับตาดูคดีนี้ต่อไป

ส่วนตัวเขาและกรรมการบริหารคนอื่นๆ จะไปจัดการกับความเป็นไปได้ในส่วนอื่นๆ

นอกจากกรรมการบริหารไม่กี่คนและพนักงานรักษาความปลอดภัยแล้ว ภายในบริษัทก็แทบจะไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย ประธานบริหารสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบไว้หมดแล้ว

ถ้ามีใครถาม ก็ให้บอกว่ามีคนส่งซากแมวซากหมามาขู่กรรมการบริหาร และได้แจ้งความไปแล้ว

เรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว พวกเกษตรกรที่ไม่พอใจลิจีกรุ๊ปก็จะทำแบบนี้แหละ แถมยังมีคนเคยส่งขี้วัวมาให้พวกเขาด้วย

ส่วนงานของสตีเวนก็ถูกโอนไปให้คนอื่นทำแทนชั่วคราว โดยให้เหตุผลว่าบริษัทส่งสตีเวนไปทำงานต่างเมือง คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะกลับมา

นอกจากคนที่รู้เรื่องแล้ว ก็ไม่มีใครทั้งในและนอกบริษัทรู้เลยว่า มีกรรมการบริหารคนหนึ่งตายไปแล้ว แถมยังกลับมาบริษัทในสภาพที่แปลกประหลาด และได้พบปะกับคนอื่นๆ อีกต่างหาก

พอกลับมาที่ห้องทำงาน รองประธานก็สั่งให้เลขาเอากาแฟมาให้กานึง กับเหล้าอีกกานึง ตอนนี้เขาต้องการสิ่งเหล่านี้มาช่วยปลอบประโลมจิตใจ และกระตุ้นให้ตัวเองตื่นตัว

กาแฟกับแอลกอฮอล์นี่แหละ คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด

คาเฟอีนและแอลกอฮอล์จะช่วยให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าไปได้สักระยะหนึ่ง แม้ว่าหลังจากความตื่นตัวนั้นจบลง เขาจะรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นก็ตาม

เขาขอเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานว่านลี่มาจากสาขาย่อย แต่ตอนนี้แลนซ์ไม่อยู่ คนที่รับสายคือชายหนุ่มที่ชื่อเออร์วิน เขาบอกว่าจะช่วยส่งข้อความไปให้แลนซ์

สิบกว่านาทีต่อมา แลนซ์ก็วางสาย

"รองประธานของพวกนั้นตามหาฉัน อยากจะคุยด้วยหน่อยน่ะ"

คนอื่นๆ ต่างพากันมองมาที่เขา

ชิ้นส่วนศพที่เหลือถูกจัดการทิ้งไปหมดแล้ว พวกเขาเอาไปทิ้งไว้ที่โรงงานผลิตไส้กรอกสำหรับสัตว์เลี้ยงแห่งหนึ่งกลางดึก โดยเอาเศษซากศพไปผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ ตอนนี้มันกลายเป็นไส้กรอกสัตว์เลี้ยงวางขายตามร้านค้าทั่วไปแล้ว

ผ่านไปสักสองสามวัน นอกเสียจากว่าพวกตำรวจจะสามารถหาหลักฐานที่เป็นชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของมนุษย์จากกองขี้หมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันกองได้ คดีนี้ก็ไม่มีทางปิดลงได้อย่างแน่นอน

นี่คือยุคที่ยังไม่มีการตรวจ DNA ต่อให้พวกเขาสงสัยว่านั่นคือสตีเวน แต่ตราบใดที่ยังหาหลักฐานมายืนยันโดยตรงไม่ได้ พวกเขาก็ไม่สามารถระบุตัวตนได้ว่าศพนี้คือสตีเวน

ประวัติกระดูกหัก รอยฟัน ประวัติการผ่าตัด ฯลฯ แต่สิ่งเหล่านี้กำลังจะถูกทำลายไปจนหมดสิ้น!

ถ้าพูดถึงเรื่องที่ว่า การจะกล่าวหาพวกเขานั้นต้องมีหลักฐานเพียงพอ ขอแค่พวกเขาไม่ยอมรับสารภาพว่าก่ออาชญากรรม อัยการของเมืองนี้ หรือแม้แต่อัยการทั้งรัฐจินโจวก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก!

คนอื่นๆ ไม่มีข้อโต้แย้งอะไร แลนซ์ก็ตั้งใจจะไปคุยกับเขาอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่คุยโทรศัพท์นะ

เขาล้วงเอาข้อมูลที่สตีเวนสารภาพออกมาก่อนตายขึ้นมาดู แล้วก็หาที่อยู่ของรองประธานคนนี้เจอจนได้

ไม่มีอะไรจะแสดงความจริงใจได้ดีไปกว่าการไปเยี่ยมถึงบ้าน จริงไหมล่ะ?

รองประธานยังไม่รู้ตัวเลยว่านี่เป็นฝีมือของแลนซ์ แม้ว่าเขาจะพอเดาอะไรออกบ้างแล้วก็ตาม

เขาสงสัยว่าแลนซ์อาจจะเป็นคนสั่งให้คนอื่นทำ แต่ก็ไม่ได้ฟันธงไปซะทีเดียว เพราะมันก็มักจะมีเรื่องเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้เสมอ

การตายของสตีเวนทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจ การที่เพื่อนร่วมงานต้องมาจบชีวิตลงในสภาพนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน!

วันนี้คนที่ตายคือสตีเวน แล้วคนต่อไปล่ะจะเป็นใคร?

จะเป็นเขาหรือเปล่า?

ในแง่หนึ่ง การฆ่าสตีเวนนั้นยากกว่าฆ่าเขาเสียอีก แต่ตอนนี้สตีเวนตายไปแล้ว เขาจะทนได้อีกนานแค่ไหน จะสามารถรับมือกับการลอบสังหารของพวกคนบ้าพวกนี้ได้ไหม?

เขาไม่รู้เลย!

เขาจ้างบอดี้การ์ดระดับสูงจากบริษัทโกลเด้นชิลด์มาสี่คน เพื่อคอยคุ้มกันเขาอย่างใกล้ชิด พวกเขาจะเดินทางมาถึงเร็วๆ นี้ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยอยู่ดี!

เขารอให้แลนซ์โทรมาหาตลอด แต่แลนซ์ก็ไม่ยอมโทรมาสักที ทำให้เขากระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก

ใจหนึ่งก็อยากให้แลนซ์บอกมาตรงๆ เลยว่า ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเขา แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้แลนซ์บอกว่า เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย

มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เวลาที่คุณไปล่วงเกินใครสักคนเข้า คุณก็คงหวังว่าคนคนนั้นจะเป็นแค่พวกขี้แพ้ ไม่ใช่พวกที่กล้าบ้าบิ่นหรอก จริงไหม

ตอนเลิกงาน ทีมรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของบริษัทโกลเด้นชิลด์ก็มาถึงที่ห้องทำงานของเขาแล้ว บอดี้การ์ดที่ดูแข็งแกร่งกำยำเหล่านี้ทำให้พนักงานในบริษัทเริ่มซุบซิบนินทากัน

เพราะพวกเขารู้ดีว่า ไม่ใช่แค่รองประธานเท่านั้นที่จู่ๆ ก็มีบอดี้การ์ดมาคุมเข้ม แต่ทั้งประธานบริษัท ประธานกรรมการบริหาร รวมถึงกรรมการบริหารคนอื่นๆ ก็มีบอดี้การ์ดมาคุมเข้มกันถ้วนหน้าเหมือนกัน

ข่าวลือที่ทั้งน่าเชื่อถือและไม่น่าเชื่อถือเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วบริษัท แต่เขาก็ไม่สนเรื่องพวกนั้นแล้ว

บอดี้การ์ดขับรถกันกระสุนมา รถคันนี้ค่าเช่าวันละห้าสิบเหรียญ ส่วนค่าตัวบอดี้การ์ดทั้งสี่คนรวมกันคือร้อยยี่สิบเหรียญ เฉลี่ยคนละสามสิบเหรียญ

นี่ไม่ใช่เงินน้อยๆ เลยนะ คนที่ไม่รวยจริง คงไม่มีปัญญาจ้างคนพวกนี้หรอก

การได้นั่งอยู่ในรถกันกระสุน โดยมีทีมงานระดับหัวกะทิห้อมล้อมอยู่ ทำให้อารมณ์ของรองประธานสงบลงได้บ้าง

รถวิ่งไปตามถนนอย่างนุ่มนวล สิ่งที่เขาคิดในตอนนี้ก็คือ จะรักษาชีวิตและผลประโยชน์ของตัวเองเอาไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่ของบริษัทอีกต่อไปแล้ว

บริษัทไม่มีทางล้มลงเพราะความพ่ายแพ้เล็กๆ น้อยๆ แค่นี้หรอก แต่คนน่ะไม่แน่

เขาเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างแล้วล่ะ การตายของสตีเวน คือการข่มขวัญพวกเขา

พวกนั้นกำลังใช้ความตายของสตีเวนเพื่อบอกพวกเขาว่า พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากคนธรรมดาทั่วไปเลย ถ้าโดนฆ่า ก็ต้องตายเหมือนกัน!

รถแล่นมาถึงย่านบ้านพักตากอากาศอย่างรวดเร็ว พอรถจอดสนิท เขาก็ก้าวลงมาจากรถ บอดี้การ์ดทั้งสี่คนจะคอยคุ้มกันเขาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง

รองประธานลงจากรถ เดินตรงไปที่บ้านด้วยความหนักใจ แต่ตอนที่เขากำลังจะเปิดประตู ประตูกลับถูกเปิดออกเสียก่อน

เขามองดูชายหนุ่มใบหน้าเปื้อนยิ้มที่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู สมองก็ประมวลผลไม่ทันไปชั่วขณะ

เขาอาศัยอยู่กับครอบครัว มีทั้งภรรยา และลูก

ลูกเรียนมหาวิทยาลัย ไม่ได้อยู่ที่นี่ ปกติก็มีแต่ภรรยาที่อยู่บ้าน

ชีวิตคู่ของพวกเขาก็เหมือนกับสามีภรรยาทั่วไป พอเข้าสู่วัยกลางคนก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันแล้ว นอกจากจะกลับมานอนแยกห้องกันตอนกลางคืน เวลาส่วนใหญ่ก็แทบจะไม่ได้คุยกันเลย

เขารู้ดีว่าภรรยาของเขามีชู้ แต่ตราบใดที่เธอไม่พามาหยามหน้าเขา ปล่อยให้เขาได้รักษาหน้าตาเอาไว้ได้ เขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

ก็เหมือนกับที่เขามักจะแกล้งทำตัวเป็นพวกเจ้าชู้ และมีบ้านเล็กบ้านน้อยอยู่ข้างนอกนั่นแหละ นี่คือปัญหาที่ครอบครัวชนชั้นสูงทุกคนต้องเผชิญ

ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถรักษาความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวไว้ได้ตลอดไป

พวกเขาได้มาซึ่งเงินทอง สถานะ ชื่อเสียง และทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเช่นกัน

แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่พวกเขาได้รับ สิ่งที่เสียไปก็ถือว่าเล็กน้อยมาก

สีหน้าของเขาในตอนนี้ดูโกรธเกรี้ยวเล็กน้อย เขาคิดว่าชายหนุ่มคนนี้คงเป็นชู้ของภรรยาเขา ถึงขั้นกล้าบุกมาถึงบ้านเลยเชียว

เขาเดินเข้าบ้านด้วยสีหน้าบึ้งตึง แล้วก็เดินตรงไปที่ห้องนั่งเล่น

แต่ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเจอชายหนุ่มมากหน้าหลายตามากขึ้นเท่านั้น

คนหนุ่มพวกนี้คงไม่ใช่ชู้ของภรรยาเขาทั้งหมดหรอก ภรรยาของเขารับมือผู้ชายเยอะขนาดนี้ไม่ไหวหรอก!

ในจังหวะที่เขากำลังสงสัยว่าคนพวกนี้เป็นเพื่อนร่วมชั้นของลูกชายเขาหรือเปล่า จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่า คนพวกนี้ใส่เสื้อผ้าคล้ายๆ กันหมดเลย

ความรู้สึกไม่ปลอดภัยเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา

เขาหันขวับกลับไปมอง บอดี้การ์ดทั้งสี่คนที่เดินตามหลังเขามา ได้ยกมือยอมจำนนอย่างเงียบๆ ไปเรียบร้อยแล้ว พวกเขามองเขาด้วยสีหน้าไร้เดียงสาสุดๆ

เขาหันกลับมามองคนที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ตรงกลางโซฟาอีกครั้ง แล้วลอบกลืนน้ำลาย

ชายหนุ่มที่เปิดประตูให้เขาส่งสัญญาณให้เขาเดินเข้าไป เขาจึงจำใจเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่นอย่างเลี่ยงไม่ได้

"ผมไม่เคยเห็นพวกคุณมาก่อนเลยนะ" เขาพูดไปตามความจริง "ถ้าผม หรือครอบครัวของผมไปทำอะไรให้พวกคุณไม่พอใจ ผมก็ต้องขอโทษด้วยจริงๆ!"

แลนซ์วางหนังสือพิมพ์ลง มองเขาด้วยรอยยิ้มแฝงความนัย "ท่านรองประธานครับ คนของผมบอกว่า คุณอยากคุยโทรศัพท์กับผมงั้นเหรอ?"

"คุยโทรศัพท์มันแก้ปัญหาไม่ได้หรอกครับ ผมก็เลยมาหาถึงที่ การได้คุยกันแบบเผชิญหน้ากัน น่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่านะ คุณว่าไหมล่ะ?"

แลนซ์บอกให้เขานั่งลงที่โซฟาอีกตัว "คุณคงมีเรื่องอยากจะคุยกับผมเยอะแยะเลยล่ะสิ ตอนนี้คุณมีโอกาสและได้รับเกียรตินั้นแล้วล่ะเชิญครับ!"

ฟังมาถึงตรงนี้ ถ้ารองประธานยังไม่รู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้าคือใคร เขาก็คงไม่คู่ควรที่จะเป็นถึงรองประธานบริษัทระดับกรุ๊ปหรอก

สิ่งที่เขากังวลมากที่สุด มันเกิดขึ้นจนได้

ร่างกายของเขาเริ่มสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด ลมหายใจถี่รัว เหงื่อกาฬแตกพลั่กผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้าลวกๆ "คุณไวท์ครับ..."

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 470 - คุยกันแบบเผชิญหน้า

คัดลอกลิงก์แล้ว